การดูจิต จะรู้ได้ยังไงว่า กำลังดูจิต เพื่อให้รู้จักจิตหรือกำลังติดอาการของจิต
ในปัจจุบันนี้ มักมีการอ้างกันว่า การสอนดูจิตผิดตรงไหน? และมักมีการกล่าวหาว่า คนที่ไม่เห็นด้วยกับการสอนดูจิตในแบบทักจิต เพราะมีอคติกับตัวผู้สอน

กลุ่มที่ชอบกล่าวอ้างการสอนดูจิตผิดตรงไหน ไม่เคยสนใจเลยว่า การดูจิตที่ถูกต้องตามหลักของพระพุทธวจนะ และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั้นเป็นอย่างไร? มักอ้างแต่ว่าการดูจิตนั้นเป็นหนึ่งในมหาสติปัฏฐาน ๔ โดยแอบอ้างเอาเรื่องวิปัสสนาขึ้นมาบังหน้า โดยไม่เคยพิจารณาดูบริบทรอบข้างในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่บ่งบอกถึงวิธีการให้เข้าถึงสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงเลย

การดูจิตที่มีปรากฏในปัจจุบันนั้น เป็นการหลงเอาผลที่ปรากฏให้เห็นเฉพาะหน้ามาแอบอ้างทั้งสิ้น ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการดูกายดูใจของผู้ปฏิบัติเอง ที่คอยระมัดระวัง กาย วาจา ใจ หรือสำรวมอินทรีย์

ผลที่เกิดขึ้น ทำให้ละชั่วและทำความดีในขณะนั้นได้ ตนเองจึงรู้สึกถึงความก้าวหน้าทางจิตที่ปรากฏ แต่ลืมพิจารณาไปว่า ความก้าวหน้าที่ได้รับนั้น ก็ไม่แตกต่างจากความก้าวหน้า ที่ศาสนาอื่นได้สอนไว้เช่นกันเลย? เป็นเพียงคนดีคนหนึ่งในสังคมเท่านั้น


พระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นสาวก ไม่ได้สอนเพียงเท่านี้ ท่านสอนให้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อเกิดความก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ต่อไปถึงความหลุดพ้นจากวัฏฏะด้วย

คือให้รู้วิธีในการชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย จนกลายเป็นธรรมธาตุ นี่คือหัวใจพระพุทธศาสนาที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ที่ทรงอุบัติขึ้นมาในโลกนี้



เมื่อว่ากันตามตัวหนังสือในมหาสติปัฏฐานสูตรแล้ว ย่อมใช่แน่นอน การดูจิตแบบที่สอนกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ผิดตรงไหน? แต่แนวทางการปฏิบัตินั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อไม่รู้จักสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงแล้ว มักติดอยู่กับอาการของจิต(กับดัก) ทั้งสิ้น

การดูจิตโดยที่ยังไม่เคยรู้จักสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงมาก่อนนั้น นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้เข้าถึงสภาวะธรรมที่ถูกต้อง ซึ่งตรงต่อความหลุดพ้น เข้าถึงมรรคผลนิพพานได้ มักติดอยู่ที่กุศลจิตที่ตนเองพยายามสร้างขึ้นมา เพื่อให้ตนเองยึดเหนี่ยวเอาไว้(ติดดีในดี) เท่านั้น หรือที่เรียกว่า การดูจิตติดอารมณ์ เพราะปล่อยวางอารมณ์เหล่านั้นไม่เป็นนั่นเอง


สภาพจิตที่แท้จริงนั้น เป็นสภาพธรรมที่จิตมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวโดยลำพังตนเอง สืบเนื่องมาจากการได้ฝึกฝนอบรมการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาจนชำนาญในการปล่อยวางอารมณ์ออกจากจิต ไม่ต้องอาศัยอารมณ์ใดๆในการที่ทำให้จิตสงบตั้งมั่นเลย เพราะได้ผ่านฝึกฝนอบรมจิตมาดีจนชำนาญแล้ว ย่อมเป็นจิตที่มีคุณภาพในการรู้เห็น และพิจารณาหัวข้อธรรมต่างๆได้ถูกต้องตามความเป็นจริง

การเริ่มต้นดูจิตโดยไม่รู้จักสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงนั้น ล้วนเป็นการดูอาการของจิต ที่ติดอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ที่ตนเองพอใจหรือไม่พอใจเข้าไปแล้ว หรือที่เรียกว่า เกิดจิตสังขารขึ้นมาแล้วนั่นเอง


ขอถามว่าการดูจิตนั้นใช้อะไรในการดูจิต? ใช่ใช้จิตของตนเองดูใช่มั้ย? เมื่อใช่ จิตหน้าตาเป็นอย่างไร? และมีรูปร่างให้จับต้องได้มั้ย?

การจะใช้จิตดูจิตให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้นั้น ผู้ปฏิบัติต้องรู้จักสภาวะธรรมของจิตและอาการของจิตมาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น จนสามารถแยกแยะจิตและอาการของจิตออกจากกันได้

ในเมื่อจิตไม่มีรูปร่างหน้าตาให้จับต้องได้ ทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงสภาวะธรรมของจิตได้หละ?

เหล่านักดูจิตทั้งหลายที่ไม่เคยรู้จักสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงมาก่อนนั้น ควรต้องเริ่มต้นลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อที่จะให้เข้าถึงสภาวะธรรมและรู้จักสภาพจิตที่ถูกต้องตามความเป็นจริงให้ได้เสียก่อน


ในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น มีพระพุทธวจนะกล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า ต้องเริ่มต้นที่อานาปานสติบรรพะ เพื่อเข้าถึงกายในกาย ซึ่งนามกายตัวใน ก็คือ จิตของตน ที่อาศัยอยู่ในรูปร่างกายนั่นเอง

เป็นการผูกจิตให้มีสติสงบตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจเข้าออก ลมหายใจที่เข้าออกนั้น เป็นกายสังขารชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ปรุงแต่งจิตและร่างกาย ให้เป็นไปตามอาการที่ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

การผูกจิตให้พิจารณาเฉพาะลมหายใจเข้าออก โดยการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนานั้น เป็นการฝึกฝนอบรมจิตให้ปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ ที่ทำให้จิตหวั่นไหว ซัดส่าย กวัดแกว่ง ฯลฯ ออกไป เพื่อให้จิตมีสติเฉพาะหน้าอยู่กับลมหายใจเข้าออก

จิตย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง เห็นในความไม่เที่ยงของลมหายใจที่เข้าออก และเวทนาต่างๆ ที่แสดงอาการออกมาให้เห็น จากหยาบสู่ละเอียด จากยาวมาสั้น กระชั้นถี่เร็วมาสู่ความราบเรียบสม่ำเสมอ ฯลฯ จนกระทั่งจิตเกิดนิพพิทาญาณ ปล่อยวางลมหายใจนั้น

เมื่อจิตมีสติสงบตั้งมั่นโดยลำพังตนเองได้แล้ว เห็นกายในกาย เป็นธรรมอันเอกให้ปรากฏ ย่อมกระเทือนถึง ฐานเวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

เนื่องจากจิตรู้จักที่ๆ สงบสันติตั้งมั่น (เอตัง สันตัง เอตัง ปะณีตัง) อย่างแท้จริง ย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามีข้อเปรียบเทียบกับ ที่ๆจิตไม่สงบสันติและยังหวั่นไหวอยู่ ได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องถามใครอีกเลย นี่จึงจะเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นจากการอบรมจิตด้วยอริยมรรคอย่างแท้จริง....

เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 18 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:08:41 น.
Counter : 355 Pageviews.

5 comments
  
โดย: Tonkra49 วันที่: 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา:9:24:58 น.
  
ดูจิต เป็นของสูงเป็นปัญญาในอริยมรรคล้วนๆ


ถ้าจะดูจิต พิจารณาจิต ก็ทำให้ลึกซึ้งด้วยปัญญา
อันแยบคาย ของแต่ละท่านที่สั่งสมมาละกันครับ
โดย: เศษผง IP: 58.11.35.161 วันที่: 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา:16:04:15 น.
  
ดูจิต เป็นของสูงเป็นปัญญาในอริยมรรคล้วนๆ

ถ้าจะดูจิต พิจารณาจิต ก็ทำให้ลึกซึ้งด้วยปัญญา
อันแยบคาย ของแต่ละท่านที่สั่งสมมาละกันครับ

โดย : เศษผง วันที่: 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา: 16:04:15 น.

.......................................................................
^
^
คุณเศษผงครับ

ในอริยมรรคมีตรงไหนครับ ที่กล่าวไว้ว่าดูจิตเป็นของสูงเป็นปัญญา

มีแต่พระพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงยังสมาธิ(สัมมาสมาธิ)ให้เกิดขึ้นเถิด

ผู้ที่มีจิตตั้งมั่น(จิตเป็นสมธิ)แล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง(เกิดปัญญา)ดังนี้"

คุณใช้อะไรดูจิต พิจารณาจิตครับ? อย่าบอกนะครับว่าใช้ปัญญา?

ถ้าใช้ปัญญา แล้วปัญญาเกิดขึ้นที่ไหนครับ? ใช่ที่จิตมั้ยครับ?
v
v
[๒๕๒] จันทิมสเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน มีจิตเป็นสมาธิ มีปัญญา มีสติ
ชนเหล่านั้น จักถึงความสวัสดี ประดุจเนื้อในชวากเขา ไร้ริ้นยุง ฉะนั้น ฯ

[๒๕๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน ไม่ประมาท ละกิเลสได้
ชนเหล่านั้น จักถึงฝั่งประดุจปลา ทำลายข่ายได้แล้ว ฉะนั้น ฯ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 19 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:11:11 น.
  
สาธุกับธรรมค่ะ
เริ่มต้นที่อานาปานสติบรรพะ เพื่อเข้าถึงกายในกาย ดีแน่นอนค่ะ
โดย: กิ่งไม้ไทย วันที่: 20 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:24:44 น.
  
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้

สวัสดีค่ะ คุณธรรมภูต
ไม่ได้แวะมานาน ไ้ด้มาอ่านอะไรๆ ที่ดีๆ แบบนี้ ดีจัง
อนุโมทนา นะคะ

มาแจ้งว่าอัพวิมุตติรัตนมาลี ตอนจบแล้วค่ะ
ตอน สมเด็จพระพิมพาดับขันธ์นิพพานค่ะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 23 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:49:01 น.

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์