welcome to pichanan's world ka
welcom to pichanan's world

ตระเวนเที่ยวอยุธยา ไหว้พระ(เกือบ) 9 วัด และตลาดน้ำอโยธยา

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.55 เป็นวันหยุดชดเชย จึงพาคุณแม่ไปเที่ยวตลาดน้ำอโยธยากันค่ะ แต่คุณแฟนเห็นว่ามีที่เที่ยวเยอะจึงตระเวนเที่ยวโบราณสถานกันด้วย  โดยเรารับเป็นคนหาที่เที่ยวและเราก็ได้ปริ้นท์แผนที่นี้พร้อมทำเครื่องหมายที่ๆ เราต้องการแวะไปด้วย สรุปแล้วก็ได้ไป 7 วัด 1 วัง และ 2 ตลาดน้ำ ดังนี้ค่ะ

วัดท่าการ้องและตลาดน้ำวัดท่าการ้อง
วัดโลกยสุธาราม
วิหารมงคลบพิตร+วัดพระศรีสรรเพชญ์+พระราชวังหลวง
วัดหน้าพระเมรุ
วัดธรรมิกราช
วัดมหาธาตุ
ตลาดน้ำอโยธยา (ตลาดน้ำหมู่บ้านปางช้างอโยธยา)

อันนี้เราเรียงใหม่ตามที่คิดว่าถ้ามีการวางแผนที่ดีน่าจะเรียงลำดับเที่ยวตามนี้นะคะ แต่ที่จริงเราไม่ได้ไปตามลำดับนี้หรอก เพราะเราเป็นเนวิกเตอร์ที่ไม่ดีเท่าไหร่ บอกทางคนขับไม่ค่อยจะถูก เลยวนมาจุดเดิมตั้งหลายรอบ (T.T) เช่น เราขับผ่านพระตำหนักตั้ง 3 ครั้งแน่ะ

โชว์เปิ่นพอละ ไปเที่ยวกันดีกว่า (^0^)

--------------------------------------------------

ออกจากบ้านย่านตลิ่งชันประมาณ 8.30 น. ไปทางรังสิต ถนนสายเอเชีย แล้วไปเข้าอยุธยาที่ถนนโรจนะ ค่ะ

 

--------------------------------------------------
++ วัดท่าการ้องและตลาดน้ำวัดท่าการ้อง ++
นมัสการหลวงพ่อยิ้ม เต็มอิ่มของอร่อย เณรน้อยคอยทาน ผู้คนบานตะไท

ประวัติ: วัดท่าการ้องเป็นวัดโบราณสมัยอยุธยาตอนกลาง โดยการรวมวัด 2 วัดเข้าด้วยกัน คือ วัดท่าและวัดการ้อง สร้างขึ้นก่อนราว พ.ศ. 2092

เราได้คำตอบจากคนขายของที่วิหารมงคลบพิตรว่าคนนิยมไปเที่ยวที่ไหนกัน เขาตอบทันทีว่าวัดท่าการ้อง เราจึงไปที่นี่ทั้งๆ ที่นอกแผน ประกอบกับเคยได้ยินมาว่าห้องน้ำที่นี่ดีมาก จึงขอไปพิสูจน์เสียหน่อย

พอเข้าวัดปุ๊บแค่เห็นบรรดารถที่มาจอดก็ตกใจกับจำนวนรถแล้ว เดินเข้าไปเห็นปริมาณคนแล้วตกใจกว่าเดิมอีก แต่พอเข้าไปในบริเวณวัดเต็มๆ แล้วก็ไม่แปลกใจเลยค่ะ เพราะอะไรมาดูกันดีกว่า

หลวงพ่อยิ้มในพระอุโบสถค่ะ

มีหุ่นขี้ผึ้งพระอาจารย์มีชื่อหลายท่าน รูปที่เราถ่ายมาคือท่านพุทธทาสค่ะ คล้ายเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ว่าไม่มีเนื้อหาให้ความรู้มีเพียงชื่อของแต่ละท่านเท่านั้น

นอกจากนี้จะมีสิ่งสำคัญต่างๆ อาทิ พระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปโบราณที่ขนาดไม่ใหญ่นัก ทั้งหมดนี้จะอยู่ในโซนห้องแอร์ค่ะ

พอเดินเข้าไปในโซนนี้เรื่อยๆ ก็จะไปโผล่ที่ห้องน้ำได้ค่ะ ห้องน้ำตกแต่งสวยและสะอาดมากสมคำร่ำลือค่ะ ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าเขตห้องน้ำด้วยนะ

รูปปั้นเณรน้อยถือบาตรพบได้ทั่วไปและเยอะมาก (ย้ำ เยอะมาก) ในวัดแห่งนี้

ตลาดน้ำที่นี่ไม่ใหญ่ค่ะ เสียดายที่ลืมถ่ายรูปมา เรากินก๋วยเตี๋ยวน้ำตกก็อร่อยดีค่ะ ชามละ 20 บาท เจ้าที่เรากินเป็นเจ้าใหญ่ อยู่ทางขวาถ้าเราหันหน้าไปทางแม่น้ำ

สรุป: ถ้าใครชอบทำบุญทำทาน ที่นี่มีให้ท่านอย่างจุใจ มีจุดให้ท่านเลือกสรรรูปแบบการทำบุญได้ทุกตารางนิ้ว เป็นวัดที่ตกแต่งสวยงามและเจริญมาก

ส่วนเราขอไปทำที่อื่นบ้างค่ะ คนทำที่นี่เยอะแล้ว เดี๋ยวไม่ทั่วถึง

--------------------------------------------------
++ วัดโลกยสุธาราม ++
พระนอนใหญ่ที่สุดในอยุธยา องค์พระปฏิมากลางแจ้ง

ประวัติ: สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นวัดความสำคัญแต่โบราณสังเกตได้จากพระวิหารขนาดใหญ่และพระพุทธไสยาสน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

สรุป: ที่นี่มีคนมาไม่มากค่ะ เราถ่ายรูปองค์ท่านโดยไม่ได้ลงไปนมัสการะเนื่องจากเป็นวัดที่เราไปตอนเย็นแล้วและต้องรีบไปตลาดน้ำอโยธยาต่อ

--------------------------------------------------
++ วิหารมงคลบพิตร + วัดพระศรีสรรเพชญ์ + พระราชวังหลวง ++
มนัสการพระมงคลบพิตร พระเจดีย์ที่สถิตพระมหากษัตริย์ทั้งสาม พระราชวังหลวงสง่างาม เลื่องลือนามศรีสยามอยุธยา

ประวัติ วิหารมงคลบพิตร: มีปรากฏในพงศาวดารว่า แต่เดิมองค์พระมงคลบพิตรประดิษฐานอยู่การแจ้ง ต่อมารัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมได้เคลื่อนย้ายมาประดิษฐาน

ทางด้านตะวันตกโดยสร้างพระมณฑปครอบองค์พระไว้ ต่อมาพระมณฑปถูกฟ้าผ่าจนเครื่องบนหลังคาทรุดตัวลงถูกองค์พระเสียหาย

พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์มณฑปโดยเปลี่ยนหลังคาเดิมเป็นแบบพระวิหาร และซ่อมพระเศียรพระมงคลบพิตรที่หักลง

ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระวิหารและองค์พระได้ถูกไฟไหม้อย่างหนัก จนพระเมาฬีและพระกรข้างขวาหักลงและถูกทิ้งร้าง จนถึงสมัยพระยาโบราณราชธานินทร์

ในปี พ.ศ. 2310 ได้ทำการบูรณะองค์พระ ส่วนพระวิหารนั้นได้ทำการบูรณะในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในปี พ.ศ. 2499

--------------------------------------------------
ประวัติ วัดพระศรีสรรเพชญ์: เป็นต้นแบบของการสร้างวัดพระแก้วในพระราชวังของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ตั้งเดิมทีเป็นพระราชวังสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ครั้นรัชสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้นใหม่ ส่วนพระราชวังเดิมให้เป็นเขตพุทธาวาส เพื่อใช้ประกอบพระราชพิธีทางศาสนา โดยไม่มีพระ สงฆ์จำพรรษาอยู่ภายในวัด

ในภาพเป็นพระเจดีย์สามรัชกาล บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

--------------------------------------------------
ประวัติ วัดพระราชวังหลวง: เป็นศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระเจ้าอู่ทอง ต่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดฯ ให้มีการขยายวังให้ใหญ่กว่าเดิม โดยสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ทางด้านเหนือของพระราชวังเดิมหรือที่ตั้งเดิมของวัดพระศรีสรรเพชญ์

 สรุป: เหตุที่นำมารวมกันเพราะทั้งสามแห่งนี้เดินถึงกันได้ทั้งหมดค่ะ ค่าเข้าชมคนไทยคนละ 10 บาท เราสังเกตว่าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

เราประทับใจที่นี่มากที่สุดค่ะ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเรายังไม่เหนื่อยเนื่องจากเป็นที่แรกที่แวะหรือเปล่า แต่อยากให้คนไทยทุกคนได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ ค่ะ

โบราณสถานที่นี่มีมนต์ขลังอย่างประหลาด แม้จะผ่านมาหลายร้อยปีแล้วแต่เรายังคงรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรอยุธยาได้ว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยรุ่งเรืองเพียงใด

---------------------------------------------------
++ วัดหน้าพระเมรุ ++
งามวิจิตรพระพุทธนิมิตรฯ  เหนือความคาดคิดหลวงพ่อคันธารราฐ

ประวัติ: เป็นวัดเดียวในอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย พระพุทธนิมิตรรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ พระประธานในอุโบสถสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธ

รูปทรงเครื่องหล่อสำริดขนาดใหญ่ที่สุดและมีความงดงามมาก

ข้างๆ พระอุโบสถมีวิหารน้อยหรือวิหารเขียน ซึ่งมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องการค้าสำเภาและพุทธชาดกต่าง ๆ และ "หลวงพ่อคันธารราฐ" พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทสมัยทวารวดีขนาดใหญ่สลักจากหินปูนสีเขียวแก่ ความเก่าแก่นั้นกล่าวได้ว่าเก่าแก่สมัยสุโขทัย ไล่เลี่ยกับยุคสมัยของบูโรพุทโธบนเกาะชวาในอินโดนีเซียเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว

สรุป: เป็นวัดที่มีคนไม่มาก วัดนี้คุณแม่แนะนำเนื่องจากเคยมากับทัวร์แปบเดียวแล้วประทับใจในความงดงามของพระพุทธนิมิตรฯ 

แต่ที่เราคาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นคือหลวงพ่อคันธารราฐ ซึ่งเราไม่เคยเห็นพระพุทธรูปลักษณะนี้ที่ไหนมาก่อน ตอนเห็นองค์ท่านจึงตกตะลึงไปพักใหญ่เลยค่ะ

---------------------------------------------------
++ วัดธรรมิกราช ++
นมัสการพระนอน พระเศียรพระธรรมิกราชจำลอง และเจดีย์สิงห์ล้อม

ประวัติ: เป็นวัดหลวงเก่าแก่ที่สร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาโดยพระยาธรรมิกราช ในยุคเดียวกับวัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเสด็จฯ มาฟังธรรมกันประจำในวันพระ และเป็นสถานที่สอบเปรียญธรรมสำหรับพระสงฆ์ในสมัยโบราณ

สรุป: เป็นวัดนอกโปรแกรมทัวร์อีกเหมือนกันแต่เห็นมีรถทัวร์มาลงเยอะจึงจอดตามเขา ปรากฎว่าเป็นทัวร์คนไทยแสวงบุญค่ะ

เราตักน้ำมนต์มาด้วย เห็นมีป้ายเขียนว่ามีอาณุภาพด้านไพรีพินาศ (ประมาณนี้) เราเลยตักมาบ้านละถุงค่ะ ของบ้านเราและของคุณแฟน

---------------------------------------------------
++ วัดมหาธาตุ ++
ศูนย์กลางทางศาสนา แปลกตาเศียรพระโพธิ์ปรก

ประวัติ: เป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุ เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่างๆ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายคามวาสีประทับอยู่ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น ประทับอยู่ที่วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล)

สรุป: เป็นวัดที่พบชาวต่างชาติเยอะมากเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ โดยเฉพาะบริเวณเศียรพระในต้นโพธิ์ รอจังหวะนานพอควรกว่าจะได้รูปสวยๆ มา

บริเวณวัดกว้างใหญ่มาก แต่เราไม่ค่อยได้เดินค่ะ เพราะเป็นวัดที่มาท้ายๆ แล้ว (เหนื่อยแล้วว่างั้นเถอะ) ฝนใกล้จะตกด้วยค่ะ  ค่าเข้าชมคนไทยคนละ 10 บาท เหมือนเดิมค่ะ

---------------------------------------------------
++ ตลาดน้ำอโยธยา (ตลาดน้ำหมู่บ้านปางช้างอโยธยา) ++

และแล้วก็มาถึงที่สุดท้ายแต่เป็นเป้าหมายหลักที่จะไป นั่นคือตลาดน้ำอโยธยาค่ะ เป็นตลาดจัดตั้งแต่เราว่าเขาบริหารได้ดี จัดสถานที่ได้สวยงาม มีนั่งเรือชมรอบตลาดคนละ 20 บาท (ประมาณ 15 นาที) แต่เราไม่ได้ลงเรือค่ะ เพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว มาถึงตลาดเกือบ 5 โมงเย็น เลยเดินดูของนิดหน่อยแล้วนั่งโต๊ะกินนู่นนี่ไปเรื่อยค่ะ

แอบบอกว่าข้าวเหนียวที่เห็นเนี่ยค่ะ 20 บาท (พระเจ้า!) เลือกร้านที่แสดงราคาชัดเจนดีกว่านะคะ คุณแฟนเดินไปไกลที่นั่งหน่อยเห็นมีร้านอื่นขาย 10 บาทเอง เสียดายตังค์จัง T.T

ระหว่างนั่งกินอยู่มีการแสดงรอบ 5 โมงเย็นพอดี ชมฟรีค่ะ เราไม่ได้เข้าไปชมในลานการแสดงแต่เขาใช้พื้นที่รอบๆ แสดงด้วยค่ะ อย่างฉากนี้เป็นฉากข้าศึกล่องเรือเตรียมเข้าโจมตีในเมือง(เวทีด้านใน) คนพายนั่นแกเล่นสมจริงมากกกก ขอบอก

ออกมาจากตลาดน้ำอโยธยาเห็นมีตลาดทำใหม่ชื่อ ตลาดอโยเดีย ตลาดนานาชาติ ร้านค้าสีสันฉูดฉาดเอาใจวัยรุ่นโดยเฉพาะ มุมถ่ายรูปน่ารักๆ เพียบค่ะ

มีน้องแกะให้เลี้ยงด้วย แต่เอ่อ.....ที่มันแคบไปหรือเปล่าคะ สงสารแกะจัง

---------------------------------------------------

หมดจากนี้เราก็กลับบ้านค่ะ ถึงบ้านประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง แต่เราแวะซื้อของใช้ในบ้านที่ห้างก่อนกลับบ้านประมาณ 1 ชม. ด้วยค่ะ ไม่ได้ดูเวลาว่าเข้ากรุงเทพกี่โมงนะคะ

---------------------------------------------------
++ เครดิต ++
- ขอบคุณคุณแม่ไปเที่ยวด้วยกัน  คงจะงงๆ บ้างตอนที่หนูบอกทางผิดๆถูกๆจนเราหลงวนไปวนมาและหนูก็เหนื่อยเสียเอง ถ้าไม่มีแม่หนูอาจจะเหวี่ยงกว่านี้ก็ได้นะเนี่ย 55
- ขอบคุณคุณแฟนที่ขับรถพาหนูกับแม่ไปเที่ยว ขออภัยที่เป็นเนวิกเกเตอร์ที่ไม่ดีเท่าไหร่ แต่คุณแฟนก็ไม่ว่าอะไรแถมยังใจดีออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างเลย ขอบคุณมากๆ นะคะ
- ขอบคุณ review ใน pantip และอากู๋ที่ทำให้ได้ข้อมูลดีๆ ก่อนเดินทางมากมาย
- ขอบคุณชาวกรุงศรีอยุธยาโบราณที่ลำบากตรากตรำ สร้างและสู้จนเราเป็นไทยทุกวันนี้ ทำให้เราเป็นชนที่มีราก มีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติไทยของเรา




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2555    
Last Update : 14 สิงหาคม 2555 17:26:53 น.
Counter : 18782 Pageviews.  

ขับรถเที่ยวนครนายกใน 1 วัน



เมื่อวันแม่ที่ผ่านมาได้มีโอกาสพาคุณแม่ไปเที่ยวที่ จ.นครนายก  เป็นจังหวัดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพ มีเวลาแค่วันเดียวก็เที่ยวได้ตั้งหลายที่   อย่างวันนี้เราไปเที่ยวตั้ง 4 ที่ คือ วัดพราหมณี (วัดหลวงพ่อปากแดง) – อุทยานพระพิฆเนศ – เขื่อนขุนด่านปราการชล – น้ำตกนางรอง   พร้อมแล้วไปกันเลยค่า

7 น. ล้อหมุน
ออกจากบ้านแถวจรัญ 35 เวลาประมาณ 7 น.  คุณแฟนขับรถไปทางรังสิต สังเกตป้ายไปนครนายกก็ขับตามป้ายไปเลย (ระวังหน่อยนึงตรงที่มีรถทัวร์เยอะๆ ให้ขับตรงผ่านไปเลยอย่าไปทางแยกซ้ายนะคะ) รถจะขึ้นไปวนๆตรงฟิวเจอร์แล้วก็จะลงมาเข้าเส้นทางไปนครนายก ทางหลวงหมายเลข 305 จากนั้นก็ขับตรงไปตลอดอย่างเดียวเลยค่ะ (อธิบายทางไม่ค่อยเก่งขออภัยด้วยนะคะ)

9.30 น. ถึงวัดหลวงพ่อปากแดง
เป็นสถานที่ที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมของเราเลยค่ะ แต่อุทยานพระพิฆเนศที่เราตั้งใจจะไปกันต้องผ่านที่นี่อยู่แล้ว ประกอบกับคุณแม่ขอร้องก็เลยกะว่าจะแวะซักหน่อย  ที่ไหนได้แวะตั้ง 1 ชั่วโมงแน่ะ แต่ไม่เป็นไรวันนี้วันแม่ ตามใจคุณแม่เต็มที่เลยค่ะ

ภายในโบสถ์หลวงพ่อปากแดงค่ะ คนเยอะเชียว


มีบ่อน้ำมนต์ให้ดูเลขกันด้วย สงสัยใกล้วันหวยออกคนต้องเยอะกว่านี้แน่ๆ



ระหว่างที่คุณแม่เข้าไปขอหวย เอ้ย! ไปไหว้พระ  เรากับคุณแฟนไปแวะชมอนุสรณ์สถานกองพลทหารญี่ปุ่นที่ 37 ไม่มีคนสนใจเลยค่ะ แต่ไปอ่านประวัติแล้วน่าสนใจมาก คือ สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการนำอัฐิทหารมาฝังที่นี่กว่า 7,000 นาย และปัจจุบันยังคงมีอดีตนายทหารญี่ปุ่นมาเคารพอัฐิเสมอ


เพียงแค่ใช้สีแดงแต้มเท่านั้นก็เป็นธงชาติญี่ปุ่นแล้ว เรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมายตามสไตล์ญี่ปุ่นจริงๆ


10.45 น. อุทยานพระพิฆเณศ
ออกจากวัดพราหมณีแล้วสังเกตทางซ้ายมือให้ดี ขับไปแปบเดียวจะเห็นป้ายทางเข้าซอยไปอุทยานพระพิฆเณศ ขับเข้าไปประมาณ 500 เมตร ก็ถึงแล้วค่ะ จอดรถด้านในหรือด้านนอกก็ได้ วันนี้เราจอดด้านนอกแต่ว่าไ้ด้จอดใกล้ทางเข้าก็เลยเดินไม่ไกลค่ะ

เข้าไปที่ "หอมหาเทพ" ก่อน ด้านในมีเทวรูปสำคัญ 3 องค์ คือ พระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหม และยังมีพระพิฆเณศอายุกว่า 800 ปี ด้วยค่ะ



จากนั้นเราเดินออกไปที่ลานพระพิฆเณศองค์ใหญ่ที่สุดในโลก อีกด้านหนึ่งกำลังสร้างอีกองค์หนึ่งเป็นลักษณะนอน องค์ใหญ่เหมือนกัน


ตอนที่เราไปมีพราหม์ทำพิธีขอพรจากพระพิฆเณศพอดี เราเลยได้ร่วมพิธีไปด้วยเลยค่ะ


12 น. เขื่อนขุนด่านปราการชล
กว่าพิธีพราหมณ์จะเสร็จก็นานพอควรเลยทีเดียว จุดหมายต่อไปของเราคือเขื่อนขุนด่านปราการชล และน้ำตกนางรอง ขับรถไปเรื่อยๆ ตามป้ายจะบอกว่าน้ำตกนางรองถึงก่อนเขื่อน 1 กม. แต่เราว่าถ้าไปเที่ยวเขื่อนก่อนค่อยไปเล่นน้ำน่าจะดีกว่า จึงเลี้ยวขวาเข้าเขื่อนก่อนค่ะ

ขับตรงมาแปบเดียวก็เห็นเขื่อนแล้วค่ะ อลังการงานสร้างจริงๆ เพราะเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่ยาวที่สุดในโลก


ขับตรงไปที่วงเวียนแล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นไป รถจอดถ่ายรูปกันเยอะทีเดียว วิวบนสันเขื่อนสวยงามมากค่ะ


มีรถบริการเที่ยวรอบสันเขื่อนด้วยค่ะ แต่เราไม่ได้ขึ้นเพราะแดดไม่ร้อนเดินดูได้สบาย ฝนตกปรอยๆอีกต่างหาก แล้วเราก็เหลือเวลาเล่นน้ำตกน้อยแล้วด้วย แวะได้ไม่นานเท่าไหร่น่าเสียดายจังเลย แล้วจะแวะมาเยือนใหม่นะจ๊ะ


12.30 น. น้ำตกนางรอง
ออกจากเขื่อนทางเดิมแล้ววิ่งตรงขึ้นไปสักพักก็ถึงที่เที่ยวสุดท้ายของเราคือน้ำตกนางรอง ค่าเข้ารถยนต์พร้อมคนขับคันละ 50 บาท ส่วนเกินคนละ 10 บาท   ของเรามี 3 คน คือ คุณแม่ เรา และคุณแฟน จ่ายไป 70 บาทค่ะ  แอบบอกนิดนึงว่าห้องน้ำด้านหน้าสกปรกสุดๆค่ะ ควรเข้าห้องน้ำจากที่อื่นมาก่อนนะคะจะเป็นที่เขื่อนก็ได้ค่ะ

จอดรถเรียบร้อยแล้วเราเดินขึ้นไปด้านบนน้ำตกก่อน แต่ถ้าจะเล่นต้องลงมาด้านล่าง เพราะด้านบนน้ำเชี่ยวมากเล่นไม่ได้ค่ะ


ระหว่างทางมีหนอนผีเสื้อที่พื้นเยอะมาก โดนเหยียบตายไปก็เยอะ เพราะมันเลี่ยงยากจริงๆค่ะ ก็กระนั้นก็ยังเห็นผีเสื้อหลายตัวอยู่เหมือนกัน แสดงว่าที่นี่อุดมสมบูรณ์มาก   ขึ้นไปบนสุดมีบ้านพักของจอมพล ป พิบูลสงครามด้วยค่ะ



หน้าบ้านท่านถ่ายรูปสวยมากค่ะขอบอก นางแบบกำลังดูดเฉาก๊วยเลย อิอิ



จากนั้นลงบันไดไปดูน้ำตกค่ะ อันนี้เรายืนถ่ายรูปบนสะพานที่เขาทำขวางไว้ค่ะ น้ำแรงมากๆ คงเพราะเป็นหน้าฝนด้วยมั้งคะ



ดูและถ่ายรูปกันจนอิ่มใจแล้ว ท้องก็เริ่มหิวค่ะ เราลงมาซื้อพวกส้มตำไก่ย่างแถวนั้นกินกัน ระหว่างนั้นคิดว่าจะไม่ได้เล่นน้ำซะแล้วเพราะฝนตกลงมาพอดี แต่โชคดีที่ตกไม่นานก็หยุด

ท้องอิ่มแล้วเราก็เดินไปหาทางลงเล่นน้ำ โอ้โห! คนเยอะมาก หาที่ลงเหมาะๆ ยากมากค่ะ คุณแฟนตาดีได้ที่เล็กๆ พอปูเสื่อได้ ได้เล่นน้ำตกแล้วสนุกสุขใจที่ซู้ด น้ำเย็นเจี๊ยบๆ เลย เล่นถึง 4 โมงครึ่งก็กลับ ถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 1 ทุ่มค่ะ

ลากันไปด้วยภาพนี้เลยแล้วกันนะคะ แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าที่เขาค้อค่ะ บ๊ายบาย


เครดิต
- ขอบคุณคุณแม่มากค่ะ ที่คอยดูแลปากท้อง เตรียมหมูหมักไปให้กินระหว่างเดินทาง อร่อยม๊าก
- ขอบคุณคุณแฟนที่ขับรถพาหนูกับแม่ไปเที่ยวค่ะ เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว ^^ กลับมาแล้วยังไปขึ้นรถกลับเพชรบูรณ์ต่ออีก คงจะเหนื่อยมากเลย ขอบคุณมากๆ นะคะ
- ขอบคุณ review ที่ //www.ohomylife.com/travel/Center_nakornnayok-utayanGanesha.php เป็นเนวิเกเตอร์นำทางที่ยอดเยี่ยมเลยค่ะ
- ขอบคุณธรรมชาติ ขอบคุณเมืองไทย ที่ให้เราได้มีที่เที่ยวที่สวยงามแบบนี้ รักเมืองไทยจังค่ะ



Free TextEditor




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2553    
Last Update : 14 สิงหาคม 2553 5:44:44 น.
Counter : 16271 Pageviews.  


กาแฟนมสด
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Jeban.com // รวมเทคนิคการแต่งหน้าและกรุเครื่องสำอาง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add กาแฟนมสด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.