KAIWAN'S MUSIC WEBLOG

"ดนตรีคือสะพานสู่จิตวิญญาณ"

Copyright © 2009 by Kaiwan Kulavadhanothai

สงวนลิขสิทธิ์ บทความใน Weblog นี้ ต้องการคัดลอกไปใช้กรุณาติดต่อก่อนครับ

Group Blog
 
All Blogs
 
เบื้องหลังเพลงในละคร Dreambox's แม่นาค The Musical (ตอนที่ 1)

แม่นาค เดอะมิวสิคัล ละครเพลงเรื่องยิ่งใหญ่ของค่าย Dreambox ที่รวมเอาที่สุดของหลายๆ อย่างเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวบทละครที่ตีความแม่นาค ในมุมมองมิติใหม่ ที่ผู้ชมนึกไม่ถึง ที่ทั้งยาวและละเอียดลุ่มลึก ของคุณดารกา วงศ์ศิริ รวมมิตรเหล่านักแสดงและนักร้องชั้นนำของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น "น้ำมนต์" ธีระนัย ณ หนองคาย วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ มณีนุช เสมรสุต นรินทร ณ บางช้าง อรวรรณ เย็นพูนสุข รัดเกล้า อามระดิษ เด๋อ ดอกสะเดา ญาณี ตราโมท และ ณัฏฐพัชร วิพัธครตระกูล (ปุยฝ้าย AF4) และทีมทำดนตรีทีมใหญ่ที่เคยทำให้กับ "คู่กรรม เดอะมิวสิคัล" มาแล้ว


มาว่ากันในเรื่องเบื้องหลังของการทำดนตรีให้ละครเรื่องนี้กันดีกว่า ผู้เขียนอยากจะเขียนบันทึกไว้เล็กน้อย ถึงประสบการณ์ที่ได้ร่วมทำดนตรีกับดรีมบอกซ์ในเรื่องนี้ (รวมทั้งเรื่อง "คู่กรรม" ที่ผ่านมาด้วย) ไม่อยากให้ความทรงจำมันหายไปตามกาลเวลา และหวังว่าเกร็ดความรู้ในเรื่องดนตรีในเรื่อง "แม่นาค เดอะมิวสิคัล" น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในด้านละครเพลง และคนรุ่นใหม่ที่อยากจะทำละครเพลงต่อไปในอนาคต เนื่องจากตอนเริ่มทำโปรดักชั่นของละครเพลงเรื่องนี้ มีหลายคนพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ฝ่ายทำดนตรี รวมถึงแผนก PR ของบริษัทด้วย แต่แผนกแต่งเพลงกำลังทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ หน้าดำคร่ำเครียดจนไม่มีเวลาจะออกไปพบหน้าประชาชานได้ ได้แต่ฝากข้อมูลให้ผู้กำกับ (คุณสุวรรณดี จักราวรวุธ) ไปพบกับสื่อแทน ตอนนี้หลังจากงานเสร็จ พวกเราก็เพิ่งจะมีเวลาได้ดูงานที่ทำ และอยากจะฝากบางสิ่งบางอย่างไปถึงผู้ชมที่รักของละครเรื่องนี้


อย่างที่ทราบกันแล้วว่า "แม่นาค เดอะมิวสิคัล" ของดรีมบอกซ์ เป็นละครร้องล้วนๆ ไม่มีบทพูดเปล่าๆ เลย ที่เรียกกันว่า Sung-Through Musical ลักษณะละครแบบนี้ ในวัฒนธรรมไทยก็มีมาช้านาน ตั้งแต่ละครร้อง ละครรำแต่โบราณ เพียงแต่ละครแบบไทย จะผนวกนาฏศิลป์เข้าไปจนกลมกลืนกับละคร ถ้าเป็นละครโบราณเช่น ละครใน ตัวเอกก็ต้องรำ แต่ไม่ร้องเอง จะมีวงดนตรีและนักร้องอยู่ต่างหาก เรายังเห็นรูปแบบนี้ในโขนด้วยซึ่งก็เป็นละครในประเภทหนึ่ง ละครไทยที่ร้องเองเล่นเอง รำเอง แบบ Opera ฝรั่ง เพิ่งจะมีเมื่อตอน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ท่านได้ทรงปรับปรุงละครในยุคนั้นให้มีรูปแบบคล้าย Opera ของตะวันตก และเรียกชื่อละครร้องแบบนี้ว่า "ละครดึกดำบรรพ์" //th.wikipedia.org/wiki/ละคร


โดยส่วนตัวของผู้เขียนที่ผูกพันกับละครมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยังไม่เคยได้มีโอกาสได้ดูละครดึกดำบรรพ์ แบบเต็มๆ สักครั้ง เคยได้ชมแต่การนำเพลงจากละครดึกดำบรรพ์มาเล่นเป็น คอนเสิร์ต และเล่นเป็นฉากๆ ไปไม่จบเรื่อง คิดว่าการจะเล่นละครดึกดำบรรพ์ได้ก็ต้องมีทั้งตัวแสดงที่ทั้ง ร้องเก่ง เล่นเก่ง รำเก่ง นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย น่าเสียดายที่ศิลปะการละครไทยเหล่านี้กำลังสูญหายไป ทั้งๆที่ครูบาอาจารย์ในสมัยก่อนท่านก็คิดได้ลึกล้ำไม่แพ้ตะวันตก ที่เหลืออยู่ในสมัยนี้ที่ร้องเองเล่นเองแบบไทยๆ ก็มีแต่ลิเก เท่านั้น จากประสบการณ์ของผู้เขียนนั้นสามารถพูดได้เลยว่า ละครดึกดำบรรพ์เป็นรูปแบบละครร้องที่สวยงามอย่างไทยแบบสุดท้าย ก่อนที่ละครไทยจะกลายร่างเป็นละครแบบตะวันตก ในยุคต่อมาคือละครร้อง ยุคสงครามโลก ในยุคนี้มีนักแต่งเพลงไทยหลายท่าน ที่ล้วนแต่มี ฝีไม้ลายมือในการแต่งเพลงระดับสุดยอดทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นละครในแบบของหลวงวิจิตรวาทการ พรานบูรพ์ (//th.wikipedia.org/wiki/พรานบูรพ์) จนถึงหม่อมหลวง พวงร้อย (ผู้ประพันธ์เพลงอมตะ บัวขาว) แต่รูปแบบของละครไทย ก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคของ "เพลงไทยสากล" ไปแล้ว เอาไว้มีเวลาคราวหน้าจะร่ายยาวเรื่องนี้ให้ฟัง


ที่ผู้เขียนเกริ่นมาเสียไกล ไม่ยอมเข้าเรื่อง แม่นาค เสียที ก็เพราะอยากให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภูมิหลังในแนวคิดของผู้เขียนเสียก่อนว่า เพลงเรื่องแม่นาค มันมีที่มาจากแรงบันดาลใจในละครร้องของไทยนี่แหละ บวกเข้ากับความถนัดของผู้เขียน ที่ร่ำเรียนดนตรี คลาสสิค แบบตะวันตกมายาวนาน และชื่นชอบทั้ง Opera แบบ Classic และ Musical แบบร่วมสมัย (ที่จริงมันก็คล้ายกัน แต่มันเกิดขึ้นต่างกรรม ต่างวาระกันเท่านั้น)


การเริ่มต้น 


ในช่วงเริ่มต้นของการทำเพลงให้ละคร แม่นาคนั้น เมื่อผู้เขียนได้พบปะพูดคุยกับพี่โจ้ (ดารกา วงศ์ศิริ) และเห็นบทร่างแรกนั้น ผู้เขียนเอาบทมานั่งอ่านอยู่หลายวัน พร้อมเอามือก่ายหน้าผากอยู่หลายอาทิตย์ ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องแนวทางของเพลงในละครเรื่องนี้ ถ้าจะพูดถึงความซับซ้อนของบทและตัวละครแล้ว น่าจะซับซ้อนกว่าคู่กรรม ประมาณ 3 เท่า แต่ถ้าจะพูดถึงความยุ่งยากทางดนตรีแล้ว ถึงจะมีดนตรีอยู่ 50 คิว (พอๆ กับคู่กรรม) แต่ยากกว่าสัก 5 เท่าเห็นจะได้ เพราะตัวละครรองมีบทที่ซับซ้อน ไม่น้อยกว่าตัวเอก การจะพัฒนาไอเดียทางดนตรีให้แต่ละตัว ต้องคิดให้ดี เพราะถ้ามันมากไป มันจะไปกลบตัวเอกของเรื่อง แต่อย่างไรก็ดี ทั้งที่ๆ พยายามจะหั่นทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างแล้ว ละครก็ยังยาวเกือบ 3 ช.ม. ครึ่ง เพราะบทสนทนาพอกลายเป็นเพลง ก็จะยาวออกไปอีก แถมด้วยฉากแอคชั่นบรรยากาศผีซึ่งก็สร้างความปวดหัวให้กับการแต่งไม่ใช่น้อย ฉากที่เข้มข้นมากๆ ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องนั้น ทีมแต่งเพลงบอกได้เลยว่า แทบกระอักทุกเพลง ยิ่งฉากไคลแมกซ์ที่สะพานหักนั้นเป็นคิวเพลงที่ยาวที่สุดของเรื่อง ยาวเกือบ 12 นาที โดยไม่มีหยุดเลยจนจบซีน


หลังจากจมอยู่กับบทร่างแรกอยู่เกือบเดือน ผู้เขียนก็ตัดสินใจที่จะให้เพลงและดนตรีในเรื่องนี้ออกกลิ่นอายแบบไทยผสม Opera แบบ คลาสิค มากกว่าที่จะให้มันมีโทนแบบ pop ร่วมสมัย เนื่องด้วยตัวบทมันมีความเป็น Drama มากๆ จะแต่งเพลงให้มันมีจังหวะโยกแบบ Dance ก็คงไม่เหมาะ (ถึงแม้ว่าอยากจะใส่เข้าไปก็ตาม) คำถามในใจที่เกิดขึ้นก็คือ จะเป็นไปได้มั๊ยว่าในฉากที่ใหญ่ๆ อย่างเรือมรณา ที่จะให้มันฟังดูแบบ Opera แต่ยังเป็นไทยอยู่ ไม่หลุดไปฝรั่งจ๋าจนเกินไป แล้วผู้ชมที่เป็นชาวบ้านทั่วไป เขาจะฟังได้มั๊ย ละครไทยใส่ สำเนียง Opera มันจะโดดออกมาขนาดไหน ขณะที่กำลังลังเลอยู่นั้น ผู้เขียนก็เผอิญไปได้ยินเพลงจาก Opera เรื่อง Carmina Burana ของ Carl Off (ใครอยากทราบ ไปเสิร์ชเอานะครับ) ลอยมาจาก website แห่งหนึ่งปะทะกับ ทำนองเพลงเห่เรือที่วนเวียนอยู่หัวของผู้เขียน ก็เลยปิ๊งขึ้นมา อะฮ้า ยูเรก้าาา


นี่แหละ บรรยากาศที่ขลัง เข้ม ทะมึน และน่าขนลุกแบบไทยๆ ที่ผู้เขียนกำลังตามหา


เพลงเรือมรณา และข้ายังไม่พร้อมจะยอมตาย เป็นเพลงแรกที่แต่งขึ้นของละครเรื่องนี้ ผู้เขียนชอบที่ให้ 2 เพลงนี้เป็นเพลงเดียวกันที่มี 2 ท่อน มากกว่าจะเป็นเพลง 2 เพลงต่อกัน เพราะเวลาแต่ง ก็แต่งต่อเนื่องกันไป จนหมดเนื้อความของบท สิ่งที่เด่นที่สุดในเพลงนี้ตามความรู้สึกของผู้เขียนคือคำว่า "ไม่" ในช่วง"ข้ายังไม่พร้อมจะยอมตาย" ซึ่งเป็น Theme หลักของเรื่องเลยที่เดียว ในบทต้นฉบับมีเนื้อความอยู่ดังนี้ (ขออนุญาติพี่โจ้ เอาบทมาใส่ตรงนี้นะครับ เพื่อเป็นความรู้สำหรับคนรุ่นต่อไป)


นาค


ไม่ละ ข้ายังไปไม่ได้


ข้ายังไม่พร้อมที่จะไป


ภพใดใดทั้งนั้น


ไม่ละ ข้ายังห่วงโหยหา


เลื้อดเนื้อและวิญญาณ์


บอกข้าว่าอย่าเพิ่งไป


เนื้อตามบทที่เป็นไกด์มาให้มีเท่านี้ ทำยังไงมันถึงจะเป็นเพลงที่สละสลวยที่คือคำถาม อยากจะบอกท่านผู้อ่านว่า จริงๆ แล้วนักแต่งเพลงมีหน้าที่แก้ปัญหาให้ ไอเดียต่างๆที่มีกลายเป็นดนตรีที่ไพเราะให้ได้ครับ ซึ่งการแก้ปัญหาก็ต้องใช้ทักษะทางดนตรี ทั้งหมดเพื่อหาคำตอบของทำนองและคำร้องที่ดีที่สุด ที่จะสามารถถ่ายทอดความคิดหลักของบทให้ได้


จะเห็นว่าคำว่า "ไม่" ในบทมีอยู่ที่เดียว มันยังมีน้ำหนักไม่พอที่จะเป็นเพลงได้ มันต้องซ้ำ สัก 2 ครั้ง แล้วเอา Chorus มาย้ำเป็นเสียงสะท้อนด้วย ถึงจะมีน้ำหนักขึ้น อ่านดูแล้วจุดที่สะดุดเด่นคือ เนื้อหาว่า "เลื้อดเนื้อและวิญญาณ์ บอกข้าว่าอย่าเพิ่งไป" แต่ต้องปรับนิดหน่อยเพื่อให้สัมผัสดีขึ้น หลังจากปลุกปล้ำทั้งเนื้อทั้งทำนองสักพัก ก็ต้องใส่คำขยายความเข้าไปอีก เนื่องจาก เนื้อหาในกลอนที่ให้มาไม่พอ จนออกมาเป็นดังนี้ (ที่อยู่ในวงเล็บคือ คอรัส)


นาค


ไม่ ! (ไม่!) ไม่! (ไม่!)


ข้ายังไม่พร้อมจะไป


ไม่ ! (ไม่!) ไม่! (ไม่!)


ข้ายังไม่พร้อมจะไป


ไม่ว่าสวรรค์บัญชา


ไม่ว่านรกจะสั่ง


ไม่อาจจะรั้งข้าได้


เพราะไฟในหัวใจยังโหยหา


เลือดเนื้อและวิญญาณ์


กระซิบว่า...อย่าไป


เมื่อรวมเข้ากับทำนองที่มืดทะมึนผลก็ออกมาน่าพอใจ เนื้อเพลงเข้มข้นกว่าเดิม บวกกับเสียงเห่แบบไทย ที่มีออร์เคสตร้าเล่นในลีลาที่กระชั้น ทำให้เพลงมีน้ำหนักกว่าเดิมมาก


เทคนิคการประพันธ์ 


วิธีการประพันธ์เพลงอย่างนี้ จะช่วยให้เราได้เพลงที่มีเนื้อหาตรงตามที่เราจะสื่อ พร้อมๆกับได้ทำนองที่ถูกใจเราไปด้วย โดยการแต่งเนื้อเพลงที่เป็นเหมือน Dummy ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยๆ ขัดเกลาทีหลัง แต่สิ่งที่ยากคือ บางครั้งเนื้อเพลงต้องถูกบิดไปจากเดิมค่อนข้างเยอะ เพื่อให้มันเข้ากับทำนองที่แต่งตามมาทีหลัง บางครั้งอาจจะต้องตามมาแก้เนื้อเพลงซ้ำ เพราะบิดไปมากเกินไป และที่ยากกว่าคือการค้นหาทำนองจากเนื้อเพลงที่มีอยู่แบบคร่าวๆ นั้น บางครั้งก็เล่นเอาหัวตื้อไปเลย งานมันไปตกหนักที่ตอนแต่งทำนอง ที่ต้องแต่งเนื้อร้องขึ้นมาเพิ่มด้วยเพื่อให้เพลงสมบูรณ์ โดยเฉพาะการสัมผัสคำต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะผู้เขียนเริ่มต้นการเขียนเพลงไปพร้อมกับการเรียนแต่ง โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน สารพัดมาก่อน จึงเคร่งครัดเรื่องนี้ และพยายามจะใช้สัมผัสผิดเสียงให้น้อยที่สุด (คือการส่งสัมผัสที่ไม่ตรงตัวสะกดแท้ๆ เช่น เอาแม่กก ไปเจอกับ แม่กด เช่น "ใครขวางมันฆ่าไม่เลือก เอาเลือดล้างตีนหักคอ" แต่บางครั้งมันหาไม่ได้จริงๆ เพราะทุกอย่างมันจำกัดมากๆ ก็ต้องยอม อย่างน้อยก็ซ่อนไว้ในสัมผัสใน ไม่ใช่สัมผัสนอก) และระวังไม่ให้ครุ-ลหุ ของคำไปขวางกับจังหวะ เพราะมันจะทำให้ร้องยาก และไม่สละสลวย ผิดธรรมชาติภาษาไทย


พูดถึงเรื่อง ครุ-ลหุ ในภาษาการแต่งเพลงนี่ อดที่จะบ่นไม่ได้ เพราะเพลง Pop สมัยใหม่ที่ฟังตามวิทยุ หลายเพลงมีทำนองที่ไพเราะ แต่กลับไม่สามารถเอาเนื้อภาษาไทยลงไปใส่ให้มันคล้องจองและมีครุ-ลหุ ที่ถูกต้องได้ เรื่องครุ-ลหุ เป็นเรื่องใหญ่พอๆ กับการรับผิดชอบเสียงวรรณยุกต์ ในบทเพลง ถ้าท่านผู้อ่านยังงงอยู่ว่า ครุ-ลหุ ในเนื้อเพลงมันคืออะไร ผู้เขียนก็จะขอขยายความเท่าที่จะทำได้ด้วยตัวหนังสือดังนี้


ครุ คือเสียงหนัก ลหุ คือเสียงเบา ในภาษาไทยจะมีครุ-ลหุ อยู่ทุกที่ หลักง่ายๆ คือ ถ้าสระเสียงสั้น ไม่มีตัวสะกด จะเป็นเสียงเบา ถ้าสระเสียงสั้นที่มีตัวสะกดมักจะกลายเป็นครุ ยิ่งสระเสียงยาวที่มีตัวสะกด ยิ่งเป็นครุโดยไม่ต้องสงสัย นอกจากนั้น บางครั้งคำที่มีตัวสะกดบางคำอาจจะกลายเป็นลหุ หรือเสียงเบาก็ได้ถ้ามันแวดล้อมไปด้วยครุที่หนักกว่า หลักครุ-ลหุ ที่ใช้ในเพลง จะไม่ได้เคร่งตามรูปเหมือนอย่างฉันท์ และสามารถใช้ Common Sense ได้ด้วยเช่น "ข้ายังไม่พร้อมจะไป" ถ้าดูตามรูปคำจะเห็นว่ามี ลหุ แค่ที่เดียวคือ "จะ" แต่เวลาแต่งเพลง เราจะดูว่า คำไหนมันจะตรงกับจังหวะตก ซึ่งมันจะเป็นครุ ถ้ามันอยู่ตรงจังหวะยกมันก็จะกลายเป็นลหุ วลี "ข้ายังไม่พร้อมจะไป" ถ้าจะให้เป็นธรรมชาติ จะมีจังหวะตกและยกอยู่ดังนี้ (คำที่ขีดเส้นใต้คือจุดที่จังหวะตก) "ข้ายังไม่พร้อมจะไป" เวลาแต่งทำนองลงไป ต้องขยับให้คำเหล่านี้อยู่ในจังหวะที่ถูกต้อง ท่านผู้อ่าน ลองทดลองอ่านวลีข้างบน โดยการปรบมือเป็นจังหวะช้าๆ แล้วลองอ่านวลีข้างบนให้คำที่ขีดเส้นใต้อยู่ตรงกับจังหวะปรบมือ ก็จะเข้าใจว่ามันเข้ากับจังหวะอย่างเป็นธรรมชาติดีหรือไม่ ลองเปรียบเทียบกับ "ข้ายังไม่พร้อมจะไป" ก็จะเห็นความแตกต่างในเรื่องการลงครุ-ลหุ ผิดที่ในเพลง ว่ามันทำให้เพลงที่ง่ายๆ กลายเป็นร้องยากขึ้นมาทันที เพราะมันฝืนธรรมชาติของภาษา


ส่วนเรื่องวรรณยุกต์นี่ คิดว่าไม่ต้องยกตัวอย่างก็คงจะเดากันได้ว่าเวลาทิศทางของโน้ตมันขวางวรรณยุกต์แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นกับเนื้อเพลง ถ้าแต่งไม่ระวังมันอาจจะกลายเป็น "ขาหยั่งไม้พรอมจะไป๋" ก็เป็นได้ สรุปว่าจะเขียนเพลงไทยให้ไพเราะก็ต้องเคร่งกับสิ่งเหล่านี้คือ สัมผัส ครุลหุ และวรรณยุกต์ ถ้าคิดถึง 3 สิ่งนี้ไว้ตอนแต่งเพลงก็น่าจะได้เพลงที่ดีเพลงหนึ่ง เขียนมาถึงเรื่องวรรณยุกต์ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าละครเพลง แม่นาค เดอะมิวสิคัล นี่ช่างอุดมไปด้วย เนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยเสียงโทจริงๆ นับตั้งแต่ชื่อตัวเอกทั้งสองตัวที่ปรากฏในเนื้อเพลงบ่อยๆ คือ แม่นาค พ่อมาก จนถึงคำหลักๆที่ใช้ในเนื้อเพลงสำคัญๆ เช่น ไม่ ไม่ ข้ายังไม่พร้อมจะไป, เลือด เลือด คำพวกนี้เวลาแต่งออกมาเป็นทำนองแล้วมักจะต้องถูกบังคับให้ร้องเอื้อนลงมาเพราะเสียงโทมันบังคับ ซึ่งร้องบ่อยๆ นี่มันก็เหนื่อยจริงๆ


เขียนไปเขียนมา เกือบจะกลายเป็นตำราแต่งเพลงไปแล้ว แต่ไม่เป็นไร เพราะมักจะมีคนถามผู้เขียนอยู่บ่อยๆ ว่า แต่งเพลงสำหรับ Musical ควรทำอย่างไร ถ้าอ่านบทความนี้จบหวังว่าคงจะได้คำตอบไปบ้าง และผู้เขียนเองก็อยากจะเห็นเพลงไทยใหม่ๆ ที่มีความสละสลวยไพเราะออกมามากๆ กรุณาอย่าได้ตามแฟชั่นแต่งเพลงที่เอาแต่เท่อย่างเดียว แต่ไม่เคยนึกถึงหลักการอะไรกันเลย เพราะถ้าคนทำไม่พิถีพิถันในการแต่ง คนฟังก็ไม่แคร์ที่จะฟังเหมือนกันครับ


วกมาเข้าเรื่องแม่นาคกันต่อ หลังจากที่เขียนเพลงแรกเสร็จผู้เขียนก็รู้ทันที ว่างานนี้ไม่จบง่ายๆ แน่นอน ขืนแต่งคนเดียวคงจบหลัง date line 12 เดือนแน่ๆ การที่จะแกะบททั้งหมดให้ออกมาเป็นเนื้อร้องและทำนองที่หลากหลายตามตัวละครทั้ง 50 เพลง เป็นงานที่ต้องใช้เวลาและพลังสมองอย่างมาก ซึ่งถึงเวลาที่ต้องจัดสรรและแบ่งงานออกไปเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่านี้



(ต่อตอน 2)








Free TextEditor


Create Date : 09 กรกฎาคม 2552
Last Update : 22 กรกฎาคม 2552 9:59:46 น. 8 comments
Counter : 760 Pageviews.

 
พี่ไก่เล่น BLOGGANG ด้วยหราคับ

อิอิอิ



โดย: The Ensemble (นาโอกิ ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:20:00 น.  

 
ดีจัง..อ่านแล้วได้ความรู้มากมาย

รีบมาต่อเร็วๆ นะครับ

ปล. วันเสาร์นี้จะได้ไปชมแล้ว คงจะเข้าใจอะไรมากขึ้น


โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:50:21 น.  

 
ดีค่ะ พี่ไก่
ตามมาอ่านอย่างรวดเร็ว
ได้ความรู้มากมายเลยค่ะ
บทละครเรื่องนี้สุดยอด อย่างที่พี่เคยเล่าไว้
เพลงก็เพราะมากๆค่ะ
ชอบเพลงเรือมรณา กับเพลงข้ายังไม่พร้อมจะไปมากมาย

แอบถามครูแล้ว ครูบอกว่าวันอาทิตย์ค่ะ

แต่แอบฟังไม่ออกว่าเพลงไหนพี่แต่ง
รบกวนพี่แถลงไข

ปล.1 คนข้างบนสุดชื่อ ติ ค่ะ ณภัทร (ติดเคพีเอ็น 10 คน เช่นเดียวกับพี่ปุ้ย)
ปล.2 เรื่องหน้า น้ำใสใจจริง แคสนักแสดงวันไหน บอกกันด้วยนะคะ อยากเล่นกะเค้าบ้าง
ปล.3 ละครเพลงเรื่องนี้ เห็นใจน้กดนตรีมากมาย (โดยเฉพาะเปียโน) เล่นมันมุกฉาก ทุกตอน ทุกซีนเลยค่ะ


โดย: เกศเองค่ะ (Gades ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:19:00 น.  

 
แวะมาอ่านครับ ดีครับ กระจ่างขึ้นเยอะ คำถามต่อไปคือ คำร้องที่ปรับเปลี่ยนไปจากของเดิม ไม่วาจะเป็นการใส่คำเพิ่ม เปลี่ยนคำ หรืออะไรก็ตามแต่ เป็นคุณดารกาทำโดยอิงกับทำนองที่คุณไก่แต่งมาหรือเปล่าครับ? หรือว่าเป็นคุณไก่เองที่นำบทดั้งเดิมของคุณดารกาไปปรับแต่งให้เข้าไปทำนองที่แต่งขึ้นมา???

อยากทราบตรงนี้มากครับ รบกวนด้วยครับ


โดย: doo_wop_boy วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:27:36 น.  

 
ตอบคุณ doo_wop_boy

เพลงทั้งหมดแต่งขึ้นตามบทที่เขียนมาก่อนครับ โดยบทจะมีลักษณะคล้ายๆ กลอน คือสัมผัส แต่ไม่ fix ฉันทลักษณ์ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการใส่ทำนองทีหลัง เป็นหน้าที่ของคนแต่งเพลงทั้ง 3 คือ ผม คุณพลรักษ์ และคุณสุธี ที่จะเอาเนื้อเพลงมาปรับและใส่ทำนองเข้าไป เพราะถ้าแต่งทำนองก่อนแล้วโยนงานกลับไปให้พี่โจ้ใส่เนื้อร้อง มันจะยุ่งยากมากมายไม่จบในขั้นตอนเดียว ปรกติพี่โจ้ ดารกา จะอนุญาติเปิดโอกาสให้เราปรับเนื้อให้เข้ากับเพลงอยู่แล้ว ตราบใดที่มันยังพูดเนื้อหาได้ครบถ้วนอย่างที่พี่โจ้ต้องการ


โดย: kkaiwan วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:18:20 น.  

 
ยอดเยี่ยมดีครับ คุณไกวัล ชอบผลงานมานานแล้ว หวังว่าจะขยันทำผลงานเพลงออกมาเรื่อยๆต่อไป อย่าลืมหาเวลาทำเพลงไฟศิลปินของคณะด้วยนะครับ น้องที่คณะเขาไม่เหลือต้นฉบับไว้ฟังแล้ว


โดย: numbar (numbar ) วันที่: 10 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:13:34 น.  

 
ขอบคุณมากครับคุณไก่ ก็แสดงว่าจริงๆ แล้วในส่วนคำร้อง นักแต่งเพลงทั้งสามก็มีส่วนในการประพันธ์ด้วย คือ ปรับแต่งให้ลงกับเมโลดี้นั่นเอง

ขอบคุณอีกครั้งครับ กระจ่างเลย


โดย: doo_wop_boy วันที่: 10 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:22:34 น.  

 


โดย: kanyong1 วันที่: 8 สิงหาคม 2552 เวลา:20:36:25 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

kkaiwan
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Music Composer, Choir Conductor: Suanplu Chorus
Friends' blogs
[Add kkaiwan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.