สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบนั้น ไม่มี
Group Blog
 
All blogs
 

ความสุขแห่งชีวิต

มีความเจ็บปวดและทุกข์ยากในสิ่งต่างๆเสมอ
แต่ไม่จำเป็นที่คนเราต้องสิ้นหวัง
คนดีๆย่อมทำให้ความเจ็บปวดหายไปได้เสมอ
คนชั่วจะทำให้ความเจ็บปวดฝังลึก แล้วแพร่ไปยังทุกแห่งที่เขาไป
แต่ไม่ใช่ความผิดของใครเลย
คนชั่วก็ไม่ต่างกับคนทั่วๆไป
เขาไม่ต้องการทำชั่วและไม่ได้เกิดจากความชั่ว
แต่มาจาก บ้าน, ครอบครัว และโรงเรียน เช่นเดียวกับเรา
หลายๆอย่างประสมกันให้เกิดขึ้น
คนชั่วไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองชั่วร้าย เขายังเป็นคนบริสุทธิ์
เขาเพียงแต่บาดเจ็บ และทุกข์ตรม
จนไม่สามารถหาทางออกที่ดีกว่าได้
ทุกๆวันเราต้องยกโทษให้คนที่ชั่วร้าย
พวกเขาจะต้องมีคนรัก เห็นใจ และเข้าใจเขา
เพราะมีบางอย่างในตัวคนที่ชั่วร้ายที่สุดก็มีอยู่ในตัวเราทุกคน
เขาเป็นของเรา เราเป็นของเขา
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแยกกันไม่ได้

--------
"คนเราเกิดมาเพื่อทำอะไรครับ" เขาพูดเรียบๆเกือบจะอ่อนโยน
"ผมไม่รู้จะเกลียดใคร พยายามจะนึกให้ออกว่าใครกัน ผมไม่รู้เลยครับ
จะทำอย่างไรดี ผมจะทำอะไรได้
คนเราจะอยู่ไปได้อย่างไร เราควรจะรักใคร"

คนดีไม่มีวันตาย เธอจะได้เห็นเขาอีกหลายครั้ง
ตามถนนหนทาง ตามบ้านเรือน ทุกหนทุกแห่งทั้งในเมือง
ในนาในไร่ และสวนผลไม้ ทั้งในแม่น้ำและเมฆหมอก
ในทุกๆอย่างที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นโลก และตัวคุณ
เธอจะรู้สึกถึงเขาได้ในทุกอย่างที่เกิดจากความรัก
และที่ทำให้เกิดความรัก

ทุกอย่างที่มั่งคั่ง ทุกอย่างที่เติบโต

คนบางคนอาจจะตายไปหรือจากไปไกล
แต่ส่วนที่ดีที่สุดของคนดีจะคงอยู่
มันจะอยู่ไปชั่วนิรันดร์

ความรักเป็นนิรันดร์ ความเกลียดชังตายไปทุกวินาที




 

Create Date : 10 เมษายน 2553    
Last Update : 10 เมษายน 2553 12:42:28 น.
Counter : 323 Pageviews.  

สุญญตา=ความจริงจากวัดแห่งหนึ่งในเมืองระยอง

ไม่มีสิ่งใด เกิดแล้วไม่ดับ
คอยกำหนดจับ จะเห็นลางลาง
พินิจจริง, จริง ไม่ทิ้งไม่ขว้าง
จะเห็นกระจ่าง เกิด-ดับ จริงจริง
เริ่มแรกรู้หยาบ รับทราบง่ายง่าย
รู้เกิดแล้วตาย นางนายชายหญิง
อย่างนี้ห่างมาก ไกลจากความจริง
ต้องเห็นทุกสิ่ง เกิด-ดับ ไม่เว้น
ไม่มีสิ่งใด เกิดแล้วไม่ดับ
คอยกำหนดจับ เกิด-ดับจะเห็น
มิใช่ เกิดกาย ตาย, ตาย,เป็น, เป็น
เกิดเช้าตายเย็น เป็นอย่างผกา
ควรเห็นเกิด-ดับ เกิดรับ ดับเกิด
เกิดปับดับเปิด กำเนิดอนิจจา
หายใจเข้าออก ทางบอกสังขาร์
เกิดแล้วดับมา ทุกเวลาหายใจฯ
เมื่อยังหายใจอยู่ ก็รู้กันว่าคน
เห็นเป็นตัวเป็นตน เรียกว่าคนใช่ไหมฯ
ครั้งหมดลมหายใจ หมดความหมายว่าคน
เลิกถือตัวถือตน ความเป็นคนหมดไป
เช่นนั้นความเป็นคน เป็นตัวตนเราท่าน
อยู่ที่ลมเท่านั้น เป็นสำคัญกว่าใคร
พิโธ่, คนลม-คนลม เอามาชมมาชื่น
แทบจะใส่ปากกลืน ให้รวยรื่นหัวใจ
ดูทวารทั้ง 9 ทางไหลเข้าไหลออก
สกปรกไม่หยอก ปิดไม่บอกแก่ใคร
เดชะลมยังช่วย ชูให้สวยเห็นสม
พอให้คนมาชม เชยลมลมชื่นใจ
แถมจ่ายเงินจ่ายทอง ขอมาครองเชยชื่น
เพียงหนี่งวันหนึ่งคืน จะเรียกหมื่นๆ ก็ยังไหว
อะ, ฮ้า, น่าหยัน ทำเช่นนั้นได้ ฮิ
ีมีสตางค์เสียสติ อุตริเสียนิสัย
ถลุงเงินทำลายทอง เห็นเป็นของเล่นๆ
เหมือนถูกกรรมถูกเวร ตามมาเกณฑ์ให้ไหว
กลับมามองเห็นเป็นสุข และลืมทุกข์เบื้องหลัง
ใครจะเตือนก็ไม่ฟัง แถมจะยังด่าให้ฯ
พอแรงลดหมดสตางค์ จึงพอยังได้คิด
มีสติเตือนจิต ไฮ้, เราผิดบานตะไท
พอมั่งมีสตางค์ แล้วใช้อย่างเศรษฐี
เหมือนดั่งถูกภูตผี ตัวกาลีครองใจ
เห็นเป็นดิบเป็นดี โฮ่, อัปรีย์ทั้งนั้น
แต่เพราะถูกปลุกปั่น สุดจะกลั้นทนไหว
นี่, เพียงแต่ฉิบหาย ยังไม่ตายก็เป็นบุญ
ทำให้รู้ค่าคุณ ของพระรัตนตรัย
โอ้, พระวิเศษสุด องค์พระพุทโธเจ้า
ทรงกรุณาสอนเรา อย่าใจเบาหวั่นไหว
ให้สังวรอินทรีย์ อย่าลุกลี้ลุกลน
ระวังตัวระวังตน เดี๋ยวจะโดนโพยภัย
แต่เพราะเราประมาท เป็นสัญชาติคางคก
ถ้ายางหัวไม่ตก ทำลามกเรื่อยไป
เหมือนลูกโป่งลมเป่า ครั้นลมเข้าลอยป่อง
ต่างก็ตั้งตามอง มันล่องลอยไปไหน?
ครั้นหมดลมก็ตก ลงป่ารกไร่นา
ลูกโป่งเลยหมดค่า ไม่ต้องตาใครๆ
ลูกโป่งจะน่าชม ตรงมีลมให้ลอย
ทั้งลูกเล็กลูกน้อย มีลมลอยเป็นใหญ่
เหมือนชายงามหญิงงาม ที่ติดตามกันชม
ยังเชิญชวนกันนิยม ก็อยู่ที่ลมหายใจ
พอหมดลมแล้วซี เห็นเป็นผีเป็นสาง
พากันเดินเหินห่าง ไม่เหยียบย่างเข้าใกล้
เมื่อครั้งยังมีลม ไปขอชมขอซื้อ
พอใจรับนับถือ โดยสัตย์ซื่อรักใคร่
ครั้นสิ้นลมให้เปล่า ไม่รับเอาหรอกเว้ย
พอเห็นเข้าทำเฉย หาทางเลยเลี่ยงไกล
ถ้าหากเราเอาไป เข้าวางไว้ในห้อง
แกเห็นจะลั่นร้อง เหมือนดังต้องไฟไหม้
เร่งเอาไป, เอาไป ตะโกนไล่ เสียงขรม
ไปเอาคนหมดลม มาให้ชมยังไง
ธรรมดาเขาชม คนมีลมเท่านั้น
คนหมดลมเขากัน เอาเข้าเผากองไฟ
หากเราหมั่นตั้งจิต คอยพินิจ เกิด-ดับ
มีสติกำกับ เห็นเกิด-ดับ เท่าทัน
ไม่พะวง หลงขันธ์ เป็นตนท่านตนเรา
ปลงภาระไม่เบา เลิกมัวเมาโมหันธ์
ต่อนั้นท่านจะพบ ความสงบความสว่าง
เป็นนิมิตจิตว่าง ที่ปล่อยวางเบญจขันธ์




 

Create Date : 08 ตุลาคม 2552    
Last Update : 8 ตุลาคม 2552 21:42:28 น.
Counter : 184 Pageviews.  

นิทานสีขาว = นิทานก่อนนอนสอนผู้ใหญ่

หัวใจของนิสรีน

นิสรีนเป็นเด็กสาววัยแรกแย้ม หากเปรียบไปแล้วก็เหมือนดั่งดอกไม้ตูม ที่กำลังเริ่มผลิบาน นิสรีนเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารัก ผิวของเธอ ขาวนุ่มดุจหิมะในฤดูหนาว และผมยาวสลวยของเธอนั้น มีสีดำเงางามดั่งไม้มะเกลือ นอกจากความงดงาม ในรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว นิสรีนยังมีกิริยามารยาทที่งดงามน่าเอ็นด ูสมเป็นกุลสตรี และมีจิตใจเมตตากรุณาแก่ทุกคน ดังนั้นเธอจึงเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ และรวมไปถึงเป็นที่รัก ของคนในหมู่บ้านเดียวกันอีกด้วย

อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่กำลังเก็บดอกไม้อยู่ในสวนตามลำพัง นิสรีนเกิดความรู้สึกว่าตนเองหายใจขัด และเจ็บหน้าอกด้านซ้ายอย่างรุนแรง เด็กสาวเจ็บปวด และทรมานมาก จนแทบจะยันกายยืนไว้ไม่ไหว แต่ด้วยความเข้มแข็ง ที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในใจ และความคิดถึง ที่มีต่อพ่อกับแม่มากในตอนนั้น ทำให้นิสรีนแข็งใจ พาร่างของตน เดินกลับไปถึงบ้านได้ในที่สุด
พ่อกับแม่ของนิสรีน รีบเชิญหมอประจำหมู่บ้าน มาตรวจดูอาการของบุตรสาวทันที หมอประจำหมู่บ้าน ใช้เวลาตรวจอยู่สักครู่ ก็ออกมารายงายผลการตรวจ ซึ่งทำให้พ่อกับแม่ของเด็กสาว แทบล้มทั้งยืน

“ข้าเสียใจด้วย นิสรีนน้อย มีปัญหาที่หัวใจ และเธอคงจะอยู่กับเราได้ไม่นาน”

“ไม่ มีวิธีใดรักษาลูกสาวข้า ให้หายได้เลยหรือท่านหมอ แม้จะต้องใช้เงินทองมากมายเพียงไร ข้าก็จะหามาให้ท่าน ขอเพียงช่วยชีวิตลูกสาวของข้าให้ได้เท่านั้น” พ่อของนิสรีนกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

“ข้าเสียใจด้วยจริงๆ ตอนนี้เรายังไม่มีวิธีรักษาโรคหัวใจให้หายขาดได้หรอก โธ่.... นิสรีนน้อยผู้น่าสงสาร หากมีวิธีใด ที่ข้าจะช่วยลูกสาวท่านได้ ข้าไม่รอช้าแน่” หมอประจำหมู่บ้านให้คำมั่น แต่ทว่าเป็นคำมั่นที่แลดูเศร้าสร้อยมาก

พ่อกับแม่ ไม่ได้ปิดบังความจริงแก่นิสรีน เพราะคนในครอบครัวนี้ ไม่เคยกล่าวคำเท็จแก่กัน นิสรีนนิ่ง ฟัง เรื่องเกี่ยวกับโรคร้ายของเธอ อย่างสงบ แล้วแย้มยิ้มกับพ่อและแม่ เพื่อให้ทั้งสองคลายกังวลว่า
“อย่า กังวลไปเลยจ้ะ พ่อจ๋าแม่จ๋า ลูกไม่เป็นไรหรอก ได้รู้ความจริงอย่างนี้ ก็ดีแล้ว ลูกจะได้ใช้เวลาที่เหลือ ในแต่ละวันของลูก ทำแต่สิ่ง ที่เป็นประโยชน์ และคุ้มค่ามากที่สุด”

แม้จะไม่มีวิธีรักษา โรคหัวใจของนิสรีน ให้หายขาด แต่นิสรีน ก็ต้องไปพบหมอประจำหมู่บ้าน ที่โรงหมอ เพื่อรับยา บรรเทาอาการปวดทรวงอก มากินทุกวัน อันเป็นวิธีรักษาเพียงวิธีเดียว ในตอนนี้ ที่หมอประจำหมู่บ้านพอจะช่วยเยียวยาเธอได้

อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่นิสรีนกำลังรอรับยาในโรงหมออยู่นั้น ชายคนหนึ่งท่าทางยากจน ได้อุ้มเด็กหญิงตัวเล็กๆ เข้ามาในโรงหมอ เพื่อรอรับการรักษา เมื่อเด็กหญิงคนนั้น เห็นนิสรีนก็ส่งยิ้มให้อย่างไร้เดียงสา นิสรีนยิ้มตอบอย่างใจดี แต่ก็แอบจับสังเกตได้ว่า เด็กคนนี้ตัวเล็กและผอมเซียวผิดจากเด็กทั่วๆ ไป และสีหน้าของพ่อเธอ ก็ดูอมทุกข์และเศร้าสร้อยมาก นิสรีนจึงนึกสงสัยว่า เด็กน้อยคนนี้เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายอันใดหนอ

“ขอโทษนะคะคุณน้า” นิสรีนกล่าวขึ้นกับพ่อเด็กหญิง หลังจากที่เขาปล่อยให้ลูกสาว ไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นอยู่ในบริเวณนั้น “ไม่ทราบว่าลูกสาวของคุณน้า ป่วยด้วยโรคอะไรหรือคะ? จึงทำให้คุณน้าดูเศร้าสร้อยถึงเพียงนี้”

ชายผู้นั้น หันมามองนิสรีน ด้วยแววตาเศร้าหมอง ก่อนจะตอบอย่างไร้กำลังว่า

“น้า มียาย่าเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว เมื่อปีที่แล้วแม่ของแก เพิ่งป่วยตายไป หลังจากนั้น อีกสามเดือน น้าก็พบว่ายาย่าป่วยด้วยโรคเนื้อร้าย ที่ยากจะรักษาได้ และต้องรอความตาย เพียงอย่างเดียว”

“แต่ก็พอมีทางรักษาไม่ใช่หรือคะ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ แกต้องหายแน่” นิสรีนให้กำลังใจ แต่ชายผู้นั้น กลับมีสีหน้าทุกข์ระทมยิ่งกว่าเก่า

“ไม่หรอกหนู...ที่ประเทศของเรา ยังไม่มีหมอรักษาโรคนี้เลย

ดัง นั้นยาย่า จะไม่มีวันหายหรอก หากไม่ได้เดินทางไปรักษายังประเทศโพ้นทะเลโน้น และนั่นต้องใช้เงินมากทีเดียว ตัวน้าเอง ก็เป็นเพียงช่างทำรองเท้า จะเอาเงินมากมายขนาดนั้น มาจากไหนเล่า”

นิสรีนรู้สึกสงสารช่างทำรองเท้า และลูกสาวของเขาเป็นกำลัง เธอเก็บเอาเรื่องนี้มานอนคิดที่บ้าน และอยากหาทางช่วยเหลือ ให้เด็กคนนี้ได้รับการรักษา แม้ครอบครัวของนิสรีน จะจัดได้ว่าเป็นครอบครัวผู้มีอันจะกิน ครอบครัวหนึ่ง แต่ทรัพย์สมบัติ ในครอบครัวเธอก็คงไม่พอ ที่จะช่วยให้เด็กน้อยยาย่าได้รับการรักษา ยังประเทศโพ้นทะเลได้

อีกประการหนึ่ง เธอก็ไม่อยากรบกวนทรัพย์สมบัติของพ่อและแม่มากเกินไป เพราะอยากให้ทั้งสอง ได้ใช้ทรัพย์สมบัติที่ม ีเลี้ยงดูตนเองให้กินดีอยู่ด ีจนชั่วชีวิต แทนตัวเธอ ที่คงไม่มีโอกาสอยู่ดูแลพ่อแม่ไปจนแก่เฒ่า

นิสรีนหมกมุ่น ครุ่นคิด ถึงวิธีช่วยเด็กน้อยยาย่าอยู่หลายวันหลายคืน จนกระทั่งคืนหนึ่ง เธอก็คิดได้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไร เพื่อช่วยเด็กคนนี้ โดยไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่นมากนัก เมื่อคิดได้ดังนั้น นิสรีนจึงแจ้งความคิดนี้ แก่พ่อและแม่ของเธอในทันที

“ลูกตัดสินใจว่า จะวิ่งไปทั่วประเทศ ผ่านทุกเขตการปกครอง ผ่านทุกหมู่บ้าน เพื่อขอรับเงินบริจาค มาช่วยยาย่าผู้น่าสงสาร ให้ได้เดินทางไปรักษาตัว ยังประเทศโพ้นทะเล”

พ่อกับแม่ของนิสรีนตกใจมาก ต่างพากันทัดทานเป็นการใหญ่
“ลูกกำลังเจ็บป่วยมากนะ ลืมไปแล้วหรือ...ลูกรัก พ่อกับแม่ไม่ยอมให้ลูกไปเสี่ยงชีวิตเช่นนั้นหรอก”

พ่อของนิสรีนกล่าวแก่บุตรสาว แต่ตัวเธอนั้นมุ่งมั่น ที่จะช่วยเหลือคนอื่นจนมองข้ามตัวเองไปนานแล้ว
“พ่อ จ๋า แม่จ๋า...ลูกไม่ลืมหรอกว่าลูกกำลังป่วยหนัก และกำลังจะตาย แต่เพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า ลูกจึงอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ ของลูก ทำสิ่งที่ดีที่สุดก่อนที่ลูกจะตาย โรคร้ายของลูกนั้นไม่มีทางรักษา แต่โรคร้ายของเด็กคนนั้น อาจหายได้ถ้าเขาได้รับโอกาสนะจ๊ะ” นิสรีนกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ... มันจะไม่เสียแรงเปล่าหรือลูก ลองคิดดูสิว่าจะมีใคร ให้เงินลูกสักกี่มากน้อย เขาจะเชื่อหรือ ว่าลูกทำไปเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ไม่ใช่หลอกเอาเงินเขาไปใช้เอง ในเมื่อเขาก็ไม่รู้จักลูกสักหน่อย” แม่ของนิสรีนว่า
“ลูกไม่รู้หรอกจ้ะแม่ ว่าสิ่งที่ลูกทำ จะประสบความสำเร็จแค่ไหน ลูกอาจจะได้รับเงินบริจาคกลับมามากมาย หรือ อาจจะไม่ได้อะไร กลับมาเลย แต่ลูกก็เชื่อว่า ความตั้งใจของลูกจะส่งผลดี ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรืออย่างน้อยเมื่อลูกตายไปแล้ว ดินแดนแห่งความสุขหลังความตาย จะได้อ้าแขนรับลูกอย่างเต็มใจอย่างไรล่ะจ๊ะ”

เมื่อ ไม่อาจเปลี่ยนจิตใจอันแน่วแน่ของบุตรสาวได้ พ่อกับแม่ของนิสรีน จึงปรับเปลี่ยนทัศนคติแล้วหันมาสนับสนุน สิ่งที่เธอทำอย่างเต็มที่ พวกเขาทำแผนที่เส้นทางการเดินทาง ในประเทศให้แก่นิสรีน จ้างม้าข่าว ไปกระจายข่าวยังหมู่บ้าน และเขตการปกครองต่างๆ ให้ไกลที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้การวิ่งรับเงินบริจาคของนิสรีน บรรลุผลมากที่สุด
นิ สรีนเริ่มออกวิ่งตามลำพัง ไปยังที่ต่างๆ ตามแผนที่ ที่พ่อกับแม่ทำไว้ให้ ระหว่างทางเธอได้พบเจอผู้คนมากมาย และ ได้พูดคุยกับคนเหล่านั้นอย่างมีอัชฌาสัย ถึงเหตุผลที่เธอ ต้องวิ่งรอบประเทศ เพื่อหาเงินบริจาค ทำให้ทุกคนที่ได้พูดคุยกับนิสรีน รู้สึกชื่นชมในน้ำใจของเธอยิ่งนัก จึงยินยอมมอบเงินบริจาคให้ด้วยความจริงใจ อีกทั้งยังไปชักชวนเพื่อนๆ และคนรู้จัก ให้มาร่วมบริจาคกับเธออีกด้วย

การกระทำของนิสรีน เป็นเรื่องที่พูดกันปากต่อปาก และแพร่กระจายไปทั่วประเทศ อย่างรวดเร็ว ทุกคนเฝ้ารอการมาถึงของเธอ และบางคน ก็ขอวิ่งไปเป็นเพื่อนเธอด้วย ดังนั้นนิสรีนจึงได้รับเงินบริจาคเพิ่มมากขึ้น ในทุกที่ และได้เพื่อนร่วมเดินทาง เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ต่อมา เรื่องนี้ ก็แพร่เข้าไปโจษจันกัน ถึงในมหาปราสาท จนความทราบไปถึงจ้าวผู้ครองประเทศ จ้าวผู้ครองประเทศ จึงสั่งให้ทหารไปสืบสาวความจริง เกี่ยวกับนิสรีน และการวิ่งขอเงินบริจาคของเธอ เมื่อรู้เรื่องทั้งหมด จ้าวผู้ครองประเทศ ได้กล่าวคำชื่นชมนิสรีน จากนั้น จึงมีคำสั่งให้ทหารองครักษ์สามนาย ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อคุ้มครองนิสรีน และให้ความช่วยเหลือเธอ ตามความเหมาะสม

นอกจากนั้นยังสละเงินส่วนตัว จำนวนมากบริจาคให้แก่การเดินทางของนิสรีนอีกด้วย
หลาย คนคิดว่า เงินที่นิสรีนหาได้ตอนนี้น่าจะมากพอแล้ว สำหรับการรักษายาย่า จึงขอให้เธอหยุดวิ่งด้วยความเป็นห่วง ว่าโรคหัวใจของเธอจะกำเริบ แต่นิสรีนยังคงวิ่งต่อไป ตามความตั้งใจเดิม เพราะเธอรู้ว่ายังมีคนอีกมากมาย กำลังรอคอย ที่จะทำความดีร่วมไปกับเธอ ซึ่งความช่วยเหลือ จากจ้าวผู้ครองประเทศ ก็ทำให้การเดินทางของเธอ ราบรื่นและรวดเร็วขึ้นมาก จนกระทั่งการวิ่งขอรับเงินบริจาคของเธอ เสร็จสิ้นลงเร็วกว่าเวลาที่คาดหมายเอาไว้
เมื่อนิสรีนนำเงินไปให้ พ่อของเด็กหญิงยาย่า ซาบซึ้งใจจนถึงกับร้องไห ้และลงไปนั่งคุกเข่า พร่ำกล่าวคำสรรเสริญเธอด้วยใจจริง นิสรีนห้ามไม่ให้เขาทำเช่นนั้น และบอกว่า

“ความช่วยเหลือเหล่านี้ ไม่ได้มาจากหนูคนเดียว แต่มาจากทุกๆ คนที่ได้มอบเงินบริจาคมาให้ ด้วยความศรัทธา และความเชื่อมั่นของพวกเขา พวกเขาอยากให้ยาย่า ได้รับการรักษา และมีชีวิตที่สดใสต่อไปค่ะ”

เด็กน้อยยาย่า ได้เดินทางไปรักษาโรคเนื้อร้ายของเธอ ยังประเทศโพ้นทะเล พ่อของเธอ ส่งข่าวมาให้นิสรีน และผู้บริจาคเงินทั้งหลาย ทราบเป็นระยะๆ ว่า เงินของพวกเขานั้น ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของยาย่า ให้ดีขึ้นมากมายเพียงไร และหมอบอกว่า ยาย่ากำลังจะหาย จากโรคร้ายได้ในไม่ช้านี้

ส่วนนิสรีนนั้น หลังกลับมาจากการวิ่งรับเงินบริจาคช่วยเหลือยาย่าแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ใจขึ้น เมื่อหมอประจำหมู่บ้าน มาตรวจเธออีกครั้ง แล้วพบว่าหัวใจของเธอเป็นปกติดี ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด ดังที่เคยตรวจพบก่อนหน้านี้ สร้างความยินดีให้แก่พ่อแม่และคนที่รู้จักนิสรีนเป็นอย่างมาก
หลังจาก นั้น นิสรีนสาวน้อยผู้มีหัวใจมุ่งมั่น ก็ใช้ชีวิตของเธออย่างมีความสุข และเมื่อถึงวัยออกเรือน เธอก็ได้แต่งงาน กับองครักษ์หนุ่ม ผู้ที่เคยเข้าร่วมคุ้มครองเธอ ในการเดินทางครั้งนั้น และมีลูกๆ ที่แสนน่ารักน่าเอ็นดูถึงสามคน


เธอทั้งหลาย

"การมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นนั้น สำคัญมาก
เพราะสิ่งนี้ จะสอนให้เธอรู้จักการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
ทำ ให้เธอไม่เห็นแก่ตัว หรือนึกถึงแต่ความสุขของตนเองเพียงผู้เดียว คนที่เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อคนอื่นนั้น สุดท้ายแล้ว จะรู้สึกเป็นสุขยิ่งกว่า อย่างน่าประหลาดใจ
แม้จะสูญเสีย สิ่งที่เป็นของตนไปให้ผู้อื่นแล้วก็ตาม

จงอย่าตั้งคำถามเลยว่า ทำไปแล้วจะได้อะไร เพราะความเสียสละนั้น เป็นสิ่งที่กระทำ อยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ใจ การเสียสละของเธออาจจะไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ กระทั่งบางครั้ง อาจแลดูสูญเปล่าไปด้วยซ้ำ หรือเธออาจจะได้รับสิ่งที่ไม่คาดฝันแสนวิเศษ จากการเสียสละนั้น

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อย่างน้อย ก็ขอให้เธอดีใจไว้เถิดว่า ในหนึ่งชีวิตที่เกิดมานี้ เธอเป็นคนดีคนหนึ่ง ที่ทำให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้น"




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2552    
Last Update : 25 สิงหาคม 2552 20:23:24 น.
Counter : 3743 Pageviews.  

ลับแล,แก่งคอย ในเมื่อชีวิตเป็นเพียงมายา สิ่งที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียงความว่างที่งดงาม

ลับแล แก่งคอย



ทุกหนึ่งคำถาม...
ล้วนมีความตายอยู่ในหนึ่งคำตอบ

ความตายของความจริงกับความลวง

เราเลือกให้บางอย่างตาย
และเลือกให้บางอย่างดำรงอยู่ต่อไป

-เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่ ดี งาม และแท้จริง

ถ้าเธอเลือกให้ความเท็จดำรงอยู่
เธอก็จะไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป...

จงสกัดความลวงออกไป
เหลือไว้เพียงความงาม




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2552    
Last Update : 23 สิงหาคม 2552 19:14:04 น.
Counter : 302 Pageviews.  

เก๊าะซารี มิตรภาพและความตาย - ผีเสื้อในสถานีรถไฟ

ชีวิตผู้คนในสังคมทุกวันนี้
ทั้งการเสพสุขจาก หนัง เพลง ละคร กีฬา เกมส์ การพนัน เซ็กส์ ยาเสพติด
ร้อยแปดในสังคมทุนนิยม
หรือความตายที่เธอคิดว่าเป็นชัยชนะนั้น
เป็นเพียงรูปธรรมของการหลีกหนี

ตลอดเวลาเธอเป็นฝ่ายยอมจำนน ต่อ
ความคาดหวัง ความฝัน ความกลัว ความคุ้นเคย
จนมองไม่เห็นอะไรเลย
ท้องฟ้าสีคราม ทุ่งดอกไม้งดงาม หรือแม้แต่หนทางสายอื่นๆ

เราเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยน
จะรู้ว่าเราควรมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไีรก็ต่อเมื่อใช้ชีวิตต่อไปเท่านั้น
ก้าวออกไปสิ

มันเป็นทั้งความกลัวและความใคร่รู้ในขณะเดียวกัน
การที่เธอไม่มีพลังจะก้าวข้ามไปค้นหาคำตอบเหล่านั้นให้เจอ

ส่วนหนึ่งเพราะกลัวว่าการเดินออกไปจากสิ่งที่คุ้นเคย
กะลาที่เคยอยู่

และการลอกเปลือกไปเผชิญหน้ากับตัวตนของตนเองนั้น
จะต้องเจ็บปวด...จึงไม่เคยไปถึงคำตอบ

แล้วมองไม่เห็นโลกใบอื่น




 

Create Date : 07 ธันวาคม 2550    
Last Update : 7 ธันวาคม 2550 19:23:35 น.
Counter : 234 Pageviews.  

1  2  3  

ดวงตาตะวัน
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ระหว่างทาง มีความฝัน :
บทกวีที่แต่งเอง
ระหว่างวัน มีความจำ :
ภาพยนตร์และเพลงที่ชื่นชอบ
ระหว่างคำ มีความนัย :
ถ้อยคำ พร่ำบ่น เรื่อยเปื่อย
ระหว่างใจ มีความจริง :
หนังสือและข้อความที่สะสมไว้
ในทุกสิ่ง มีหนทาง :
บางสิ่งในความทรงจำ

Friends' blogs
[Add ดวงตาตะวัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.