Please.....draw me a sheep

คืนวันอาทิตย์ที่ฉันตั้งตารอ


คืนนี้สามีเข้านอนแต่หัวค่ำไปพร้อมกับลูกชาย
เพราะจะตื่นมากลางดึกเพื่อดูอเมริกันฟุตบอล...
ทุกคืนวันอาทิตย์จะเป็นอย่างนี้

รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก Smiley

ได้นั่งทำงานไป เล่นเกมไป ทำนั่นทำนี่ไปอย่างสงบคนเดียว
ไม่ต้องนั่งดูหนังหรือซีรี่ส์กับสามีเหมือนวันอื่นหรือว่าคอยพูดคุย
คอยเออออเมื่อสามีชี้ชวนให้ดูโน่นดูนี่ในทีวีหรือในอินเตอร์เน็ต

เราคิดว่าชีวิตแต่งงาน ควรมีคืนแบบนี้สักคืนในหนึ่งอาทิตย์ก็ดีนะ
เพราะชอบที่ได้มีเวลาเป็นส่วนตัว เงียบ ๆ คนเดียว 
แบบนี้คงไม่ผิดนะ คงไม่ได้เรียกว่าเราเบื่อชีวิตคู่ใช่ไหม

พูดถึงเรื่องเบื่อชีวิตคู่ เฟซบุคนี่เป็นตัวที่ทำให้กิเลสบังเกิดอย่างแรง
เมื่อเห็นเพื่อนที่ยังโสด ซึ่งมีอยู่เยอะมาก ทั้งที่วัยเราเข้าใกล้ 40
โพสต์รูปไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ ทำกิจกรรมโน้นนี้ ไปวิ่งมาราธอน ดำน้ำ
ไปขี่จักรยานสวนรถไฟ เดินเที่ยวพารากอน นั่งเล่นทองหล่อ
ไปแบกเป้เที่ยวเชียงคาน เที่ยวเนปาล เที่ยวทิเบต

นั่นมันชีวิตเราก่อนแต่งงานนี่หว่า 

ตอนนี้น่ะเหรอ... เลี้ยงลูก ไปตลาดสด ไปโลตัส 
พาลูกไปกินข้าวแม็คโดนัลด์ ซิสเลอร์ ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนกลางคืน 
มีนัดกินข้าวมื้อค่ำ ก็ต้องหนีบสามีไปด้วยเพราะฝรั่งอย่างเขาถือ 
เป็นสามีภรรยาไม่ควรเที่ยวกลางคืนคนเดียว "ชีวิตคู่ - ก็ต้องทำอะไรเป็นคู่"
ถ้าจะไปทะเล ไปได้แค่หัวหิน พัทยาเพราะลูกยังเล็ก
มีงบการเงินและมีเวลาพอสำหรับเที่ยวต่างประเทศได้ที่เดียว
นั่นคือ อเมริกา ปีละครั้ง ครั้งละ 1-2 เดือน กลับไปเยี่ยมบ้านสามี

แต่ความอิจฉาเพื่อนโสดจะหมดไปทันที
ถ้าวันไหนมีคนโพสต์โหยหารัก แปะมิวสิควิดีโอรักไม่สมหวัง
หรือโพสต์ว่าเพิ่งอกหัก ตัดพ้อคนรัก ตำหนิเบื้องบนที่ไม่ส่งคนที่ใช่มาให้
 ... เออ เรามีสิ่งที่หลายคนอยากมีนี่หว่า จะโหยหาชีวิตโสดไปทำไม
มีสามีที่รักเรามาก มีลูกที่น่ารัก ได้ไปเที่ยวอเมริกาตั้งปีละครั้ง

...เราแค่ตั้งตารอคืนวันอาทิตย์ ไม่น่าจะผิดอะไรใช่ไหม...




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2555   
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2555 21:02:19 น.   
Counter : 478 Pageviews.  

ประสบการณ์พาลูกชายไปรับรองบุตรที่สถานทูตสหรัฐ

เมื่อวันก่อนเรามีโอกาสได้ไปรับรองบุตรที่สถานทูตสหรัฐจึงอยากมาแบ่งปันเผื่อจะมีใครได้ประโยชน์จากประสบการณ์นี้บ้าง

เราแต่งงานกับสามีชาวอเมริกันได้ 5 ปีแล้วมีลูกชาย 1 คน อายุ 1 ขวบ 4 เดือน จดทะเบียนสมรสที่ประเทศไทยอาศัยอยู่ประเทศไทยนับตั้งแต่แต่งงานดังนั้นลูกจึงมีสูติบัตรไทยที่มีชื่อพ่อเรียบร้อย

เนื่องจากปีหน้ามีกำหนดจะไปเยี่ยมคุณย่าจึงต้องจัดการเรื่องหนังสือเดินทางของลูก ไม่ได้ทำก่อนหน้านี้เพราะลูกยังเล็กยังไม่สะดวก

ก่อนอื่นเราเริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลในเว็บไซต์ของสถานทูตสหรัฐซึ่งบอกรายละเอียดเอาไว้ทุกอย่างมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จึงรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร เริ่มที่เตรียมเอกสารสิ่งที่เราให้ไปคือ

1.สูติบัตรตัวจริง (ภาษาไทย) และฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ

2.ทะเบียนสมรส (ภาษาไทย) และฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ

*ที่เว็บไซต์สถานทูตมีรายชื่อบริษัทรับแปลเอกสารเอาให้ซึ่งแปลว่าถ้าแปลเอกสารที่บริษัทเหล่านี้จะไม่มีปัญหา เพราะจะมีตราประทับถ้าแปลเองอาจต้องมีการตรวจ อาจไม่ผ่าน ของเราส่งไฟล์ไปทางเน็ตรับเอกสารทางไปรษณีย์ ไม่ต้องเดินทาง แค่ 2-3 วันก็ได้รับ-- แปลแล้วไม่ต้องนำไปรับรองที่กระทรวงต่างประเทศนะคะ ไม่จำเป็น ค่าแปลเอกสารก็ประมาณ หน้าละ500 (แพงมหาโหด)**

3. หนังสือเดินทางของพ่อและแม่

4. Transcript ของพ่อ – อันนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่า ชาวอเมริกันคนนี้เคยอยู่ในประเทศอเมริกาติดต่อกันอย่างน้อย5 ปี

5. License ประกอบวิชาชีพของพ่อ เพื่อเป็นการยืนยันเช่นเดียวกับข้อ 4

6. แบบฟอร์ม DS-2029 โหลดได้ในเว็บไซต์ของสถานทูต อันนี้ควรให้คุณพ่อกรอกเพราะมีรายละเอียดเยอะแยะเกี่ยวกับตัวคุณพ่อ เช่น อยู่ที่อเมริกาช่วงไหน คศ.อะไรเกิดที่ไหน ฯลฯ

7. แบบฟอร์ม DS-11 สำหรับขอหนังสือเดินทางให้ลูก

8. รูปถ่ายทำหนังสือเดินทางของลูกขนาด 2นิ้ว 2 รูป

ทางสถานทูตขอเอกสารไปเท่านี้จริง ๆ ทั้งที่เราเตรียมไปหลายอย่างแล้วก็ไม่ต้องถ่ายสำเนาไปนะคะ เขาเอาไปถ่ายแล้วก็คืนตัวจริงมาให้เราหมด

ค่าธรรมเนียม 205 เหรียญ ประมาณ 6พันบาทนิด ๆ

เช้าเราก็ปลุกลูกไปแต่เช้าซึ่งถ้าไม่ไปไหนหรือวันอาทิตย์ พี่แกจะตื่นเช้ามากตีห้าครึ่งแต่วันที่มีธุระจะนอนอ้อยอิ่งไม่ยอมตื่น ขับรถกันไปสถานทูต จอดรถที่อาคารสินธรนั่งกินอาหารเช้า ถึงเวลานัด 8.30 ก็ข้ามสะพานลอยไปที่สถานทูตคนมาต่อคิวขอวีซ่ากันแถวยาวพอสมควร เราไม่ต้องต่อ เพราะเข้าที่ช่อง citizenservice ตรงนี้เราเคืองนะ มีการแบ่งชนชั้นกันด้วย แถมมีความรู้สึกว่าบริการสามีเราดีจริง ๆ ไม่เหมือนคนที่ไปขอวีซ่า แหม ถ้าไม่มีสามีมาจากที่นี่ไม่เคยคิดอยากจะง้อขอไปเที่ยวประเทศนี้เลยสักนิด จริงนะ

เข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่บอกว่าให้กรอกแบบฟอร์มขอ social security number เลย ก็กรอกเพิ่มอีกแบบฟอร์ม จ่ายเงิน รอเขาตรวจเอกสาร ประมาณเกือบ 2ชั่วโมง นานนะ ไม่รู้เป็นเพราะสามีเอาหนังสือเดินทางไปเพิ่มหน้าด้วยหรือเปล่าแต่ไม่น่าจะใช่ น้องคนที่ให้บริการบอกว่าต้องให้เจ้านายตรวจเคสว่าผ่านไหมดีที่ให้เราไปนั่งในห้องเล็กมีแต่เรา 3 คน ไม่งั้นไอ้ตัวเล็กเดินวุ่นแน่

เกือบ 2ชั่วโมงก็มีคนที่น่าจะเป็นเจ้านายเดินออกมา คุยเรื่องอเมริกันฟุตบอลกับสามีนานมากแล้วค่อยถามเราว่าเจอกันยังไง แต่งงานกี่ปี เราทำงานอะไร ถามนิดหน่อยเขาบอกว่าเห็นหน้าไอ้ตัวเล็กก็รู้ว่าลูกเรา หน้าพ่อนิด แม่หน่อย แล้วก็บอกว่าเอกสารไม่มีปัญหา อีก 2-3 อาทิตย์จะส่งอีเมลบอกว่าได้หนังสือเดินทางกับใบรับรองแล้ว ให้ไปรับ แล้วอีก 5-6อาทิตย์จะได้เอกสาร social security number ส่งไปให้ที่บ้าน เพราะเอกสารตัวนี้ต้องส่งไปทำที่มะนิลา วันที่ไปมีพ่อแม่พาลูกมาทำแบบนี้ 2 รายพร้อม ๆ กับเรา เอามาตอนยังแบเบาะเรานึกว่าก็ดีเหมือนกันเนอะ ไม่ซน ของเรานี่ เดินวุ่น เพราะต้องรอนานเด็กก็ต้องมีเบื่อ โทรศัพท์ก็ไม่มีให้เล่น

หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะคะ กับ post นี้

ปล. พ่อมันกลับมาบ้านรีบลง FB ว่าลูกชายเขาเป็นอเมริกันแล้วนะ แล้วยังไงจ๊ะ อยู่ที่เมืองไทยยังไงลูกฉันก็ต้องซึมซับเป็นคนไทย แอบไปวัดบ่อย ๆในวันธรรมดากับแม่เวลาที่พ่อไปทำงาน ยังไงก็ต้องเป็นคนพุทธ อันนี้เป็นความคิดลึก ๆที่เรามีในหัวนะ ไม่เคยได้คุยกัน เราอยากให้ลูกมีนิสัยบางอย่างเหมือนคนไทยและนับถือพุทธแต่ปากก็ต้องพูดว่ายังไงก็ได้จ้ะ ที่รัก---เป็นเมียฝรั่งรายละเอียดมันเยอะพอสมควรค่ะ




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2555   
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2555 14:32:34 น.   
Counter : 954 Pageviews.  

ก๋วยจั๊บ

เมื่อเช้าไปตลาดซื้อกับข้าว อยากกินก๋วยจั๊บของโปรด

ตลาดเช้ามีโต๊ะให้นั่งไม่เยอะ เลยได้นั่งโต๊ะเดียวกับหนุ่มสาวคู่หนึ่ง
เขาช่วยกันปรุงก๋วยจั๊บไป คุยกันไปหนุงหนิง ...อิจฉา...

แต่เออ...ชีวิตนี้จะได้นั่งกินก๋วยจั๊บกับสามีเราบ้างไหมนะ

สามีเป็นฝรั่ง กินแต่ซิสเลอร์ โชคดีก็จะได้กินอาหารญี่ปุ่น
อย่าเข้าใจผิดว่าอวดรวยนะคะ คือ สามีกินของพื้น ๆ ของเราไม่ค่อยเป็น
อย่างดีที่สุดก็ร้านข้าวมันไก่ / ผัดไทแถวบ้าน หรือต้องหาซื้อน้ำตกมากินที่บ้าน
เพราะนั่งกินที่ร้านไม่ได้ พวกร้านส้มตำ หามาตรฐานความสะอาดของพี่ท่านยาก

---สวรรค์ยังปราณีที่ทำให้คุณพี่ท่านชอบกินข้าวมันไก่และผัดไท
และแถวบ้านมีร้านข้าวมันไก่และผัดไทยที่ร้านสะอาดสะอ้าน ---

ตลาดนัด ตลาดสด อย่าหวังว่าจะมีโอกาสได้เดินกับสามี
ไปจ่ายตลาด เดินซื้อของคนเดียวตลอด 
จะให้เข้าซูเปอร์มาร์เก็ตทุกครั้งก็ไม่ไหวนะ มันแพง


หนุ่มสาวที่โต๊ะก๋วยจั๊บทำให้เห็นสัจธรรมขึ้นมาชั่วขณะ ...
---ความสุขหาได้ทุกที่เพียงแต่เรามีกันและกัน ---Smiley





 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2555   
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2555 8:27:05 น.   
Counter : 382 Pageviews.  

การมีลูกนี่มันสุดยอดจริง ๆ

ชีวิตแต่งงานผ่านมา 5 ปีกว่า...

มันต่างจากชีวิตโสดหน้ามือเป็นหลังมือ

ตอนที่ตัดสินใจแต่งงาน บอกว่าที่สามีไว้ก่อนเลยว่า ฉันจะไม่มีลูกนะ
ฉันไม่อยากสร้างห่วงในชีวิตขึ้นมาอีก แถมโลกเราก็เริ่มไม่น่าอยู่ขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าเธอโอเค ก็แต่งกัน ถ้าไม่โอเค ก็เชิญไปป้ายหน้า เราอยู่คนเดียวได้
เขาตกลง บอกว่าตามใจ แต่อย่าทำหมันถาวรนะ เผื่อเราจะเปลี่ยนใจ

นับจากการเขียนบล็อกครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2553...
วันนี้ เรามีลูกชายเล็ก ๆ หนึ่งคน ใกล้จะ 2 ขวบแล้ว 
เขาเป็นของขวัญที่เราไม่เคยคาดคิดไว้ว่าเราจะได้มา ไม่นึกไม่ฝันเลยจริง ๆ

ตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตสมบูรณ์แล้ว ได้ทำ ได้สัมผัสประสบการณ์หลาย ๆ อย่าง
ตามที่มนุษย์ส่วนใหญ่เขาได้สัมผัส ถึงมันจะเหนื่อยแต่ก็แฝงไปด้วยความสุข

เวลาที่ลูกชายตัวน้อย เดินเตาะแตะ หน้ายิ้มละไมมาจูบเราที่แก้ม
มันช่างเป็นจูบที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ ใครมีโอกาสก็อยากให้ลองนะ Smiley

การมีลูกนี่มันสุดยอดจริง ๆ 




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2555   
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2555 10:48:07 น.   
Counter : 590 Pageviews.  

จากสาวทำงานมาเป็น desperate housewife

ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว ก็ไม่ได้อัพเดตบล็อกเลย ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่มีเวลา ทั้ง ๆ ที่เวลามันก็มีอยู่เท่าเดิม วันละ 24 ชั่วโมง อาจเป็นเพราะไม่รู้จักวิธีจัดสรรเวลา เหมือนกับที่เพื่อนคนนึงเคยด่าเอาไว้ ^_^

มานั่งคิดดูจะทิ้งบล็อกให้มันร้างหยากไย่ขึ้นก็เสียดายพื้นที่ ทำไมไม่ลองกลับมาเขียนดูใหม่ ถือว่าเป็นการเขียนบันทึกประจำวัน เผื่อแก่ตัว - ไปกว่านี้ - เป็นโรคสมองเสื่อม แอมนิชงแอมนีเชีย จะได้กลับมาอ่านรำลีกความหลังว่าชีวิตเราผ่านอะไรมาบ้าง เคยมีความคิด เคยมองโลกนี้ยังไง

ตอนนี้ใช้ชีวิตแบบฟรีแลนซ์ รับงานแบบอิสระ แปลงานบ้าง ขับรถให้แม่บ้าง ให้สามีบ้าง หรือจะเรียกว่า อาชีพ: รับจ้าง/แม่บ้าน คำว่า "แม่บ้าน" เป็นคำที่เคยไม่ชอบเอาซะเลย สมัยที่เราทำงานในออฟฟิศใหญ่ ในวงการที่เขาเรียกกันว่าวงการบันเทิง คำว่า "แม่บ้าน" จะทำให้ฉันนึกถึง ผู้หญิงแต่งตัวเชย เดินซื้อของตามตลาดนัด และนั่งดูละครน้ำเน่าตอนเย็น ไหนเลยจะดูเก๋ไก๋เท่าฉันสมัยนั้น ที่ทำงานออฟฟิศหรู ใส่บู้ท กางเกงยีน แจ็คเก็ตหรือเสื้อโค้ท เพราะที่ห้องตัดต่อหนาวยังกะห้องดับจิต ตอนเย็นไปนั่งสังสรรตามผับ นั่งคุยเรื่องหนังเรื่องล่าสุด เพลงใหม่ แฟชั่นใหม่ วันพักร้อนจะไปไหนดี ปาย วังเวียง กระบี่ หรือจะไปทัวร์ยุโรป

หลังจากตัดสินใจเดินออกจากชีวิตสาวทำงานเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว ฉันหันมาให้เวลากับตัวเองและครอบครัว ทำงานอิสระ ที่อาจมีสวัสดิการความมั่นคงน้อยกว่า แต่ทำงานเท่าไหร่ได้เงินเท่านั้น ไม่ใช่ทำงานหนักเท่าไหร่ ก็ได้เท่ากับเพื่อนร่วมงานจอมขี้เกียจ ...หรือทำงานดีแค่ไหน ก็ไม่ก้าวหน้าเท่าพวกที่จี๋จ๋าชเลียร์เจ้านาย...ฉันก็ได้รู้ว่า ชีวิตไม่ได้มีแค่ ได้แต่งตัวเท่ ทำงานในออฟฟิศหรู

มันยังมีชีวิตด้านอื่น เช่น ไปนั่งดูหนังในโรงตอนกลางวันที่ไม่ค่อยมีคน หรือเดินอ้อยอิ่งเลือกของในซูเปอร์มาร์เก็ตยามบ่าย โดยไม่ต้องเล่นเข็นรถเข็นหลบหลีกสิ่งกีดขวางเหมือนการช็อปปิ้งตอนบ่ายวันอาทิตย์ มีเวลากินข้าวเช้าพร้อมพ่อกับแม่ กินไปคุยไปแทนที่จะต้องรีบตาลีตาเหลือกไปทำงานก่อนรถติด การไปฟิตเนส เข้าคลาสตอนบ่าย 2 โมง ที่มีเพื่อนร่วมคลาสแค่ไม่กี่คน ไม่ใช่คลาสหลังเลิกทำงานเป็นร้อยคน และความตื่นเต้นเร้าใจ ว่าเดือนนี้เราจะตามเงินค่าแรงได้เท่าไหร่ เขาจะเบี้ยวเรามั๊ยนะ ...ฉันมีความสุขมากกับชีวิต "ฟรีแลนซ์" ...จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ฉันตัดสินใจจะแต่งงานกับเขา ผู้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนไกล...ฉันกลายเป็น "แม่บ้าน"

ตอนเช้า ฉันขับรถไปส่งสามีที่ทำงานไม่ไกลจากบ้านนัก เรามีรถคันเดียวและสามีไม่อยากขับรถที่นี่ เพราะกลัวมอเตอร์ไซค์และซาเล้ง ...ส่งเสร็จฉันก็แวะตลาดสดซื้อกับข้าว ผักและผลไม้...กลับมาถึงบ้านประมาณ 7 โมง ฉันก็ชงกาแฟ เปิดคอมพิวเตอร์ทำงาน...ถึงตอนเที่ยงกว่า ๆ ฉันก็เตรียมทำกับข้าวกลางวันของตัวเอง และเตรียมหั่นเครื่องปรุงเอาไว้เพื่อรอทำอาหารเย็น บ่าย 3 โมง ขับรถออกไปรับสามี บางครั้งเราอาจจะแวะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนกลับบ้าน ...ถ้าเป็นวันศุกร์ เราจะไปหาร้านอาหารหรือผับเพื่อกินข้าวนอกบ้าน ซึ่งถึอเป็นนัดบังคับ...กลับมาถึงบ้านฉันก็ทำกับข้าว สามีเตรียมจัดโต๊ะอาหาร นั่งทานข้าวไป ดู CNN หรือ ESPN ต่อด้วย Series โปรดอีก 2-3 เรื่อง ก่อนเข้านอน ถ้ามีงานติดพัน ฉันก็จะทำงานต่อจนดึกหน่อย...

บางคืนสามีนั่งดื่มเบียร์ ฉันดื่มมาร์การิต้า นั่งดูดีวีดีหนังที่อาจจะเก่าหน่อย แต่เป็นหนังที่เราอยากดูด้วยกัน เราต้องรอวันหยุดและเก็บตังค์เพื่อที่จะไปเยี่ยมบ้านสามีปีละครั้ง ทริปทัวร์ตปท.ปีละครั้งสมัยโสดเป็นอันพับไป เพราะต้องเอาโควต้านี้ไปบ้านสามี

ทำแบบนี้มาเกือบ 2 ปีแล้ว ฉันต้องยอมรับเลยว่างาน "แม่บ้าน" คืองานที่ยากจริง ๆ ดีนะ ที่เรายังไม่คิดจะมีลูก ไม่งั้นฉันคงแย่แน่ ...ขอยกย่องแม่บ้านทุกท่านจริง ๆ ค่ะ ..




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2552   
Last Update : 4 มิถุนายน 2552 14:23:55 น.   
Counter : 347 Pageviews.  

1  2  3  4  

Valentine's Month


 
Crazy Victoria
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




...บางวันก็เหงา บางวันก็มีชีวิตสุดวุ่นวาย....
เลยอยากพักสมอง ขีดเขียน ระบายอารมณ์ ถึงเรื่องที่สนใจ แบ่งปันเรื่องราว ความรู้สึก ถึงกันและกัน......

[Add Crazy Victoria's blog to your web]