งานเขียนทั้งหมดใน blog นี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ พ.ศ.2537 ห้ามนำไปพิมพ์ เผยแพร่ หรือลอกไปกระทำการใดๆ ก็ตาม หากผู้ใดกระทำการผิด เจ้าของ blog จะเอาผิดท่านตามกฏหมาย ได้ทุกกรณี
รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com
W e l c o m e

ปลาดิบนิวยอร์ก
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






ผู้แต่งได้แรงบันดาลใจจากพรมลิขิต เดจาวู หรืออะำไรก็ตาม ที่ทุกคนไม่ว่าใครก็ตามที่มีลมหายใจและเลือดในกายอุ่น อะไรในโลกที่แปลกๆก็เกิดขึ้นได้ แรงดึงดูดของความรักมีจริงๆ ผู้เขียนยืนยัน...รักนะ...

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

Free Clock
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปลาดิบนิวยอร์ก's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 

มิติที่1ส่วน2ของแรงดึงดูด ตอนที่9

ค่ำคืนเดือนหงาย แสงจันทร์ส่องสว่างลอดผ่านหน้าต่างห้องนอนของชายหนุ่ม เสียงเครื่องปรับอากาศ ครางเบาๆตรงเพดานมุมห้อง ริวนอนขดตัวหลับสนิทใต้ผืนผ้าห่ม เข็มสั้นและเข็มยาวที่หน้าปัดนาฬิกาปลุกบนหัวเตียงบอกเวลาเที่ยงคืน สักพักแสงจันทร์ที่ส่องสว่างเข้ามาในห้องค่อยๆมืดลง ราวกับมีเมฒหมอกมหึมาเคลื่อนตัวบดบังไว้

“ริว....” เสียงเรียก ดังแว่วมาทางหน้าต่าง

“ริว ...ริว...ริว...”และเริ่มถี่กระชั้นดังขึ้นเรื่อยๆ

ชายหนุ่มขยี้ตางัวเงีย ไม่อยากลืมตาตื่น แต่พยายามฝืนยันตัวลุกขึ้นนั่ง พร้อมกันนั้นก็เงี่ยหูฟัง ว่าเป็นเสียงของใครที่เรียกเขาในยามวิกาลเช่นนี้ ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนต่อตามเดิมเมื่อแน่ใจว่าไม่ได้ยินเสียงอะไร แต่ครั้นพอหัวถึงหมอนหลับตาลงไม่กี่วินาที เสียงเดิมก็เริ่มต้นเรียกเขาใหม่อีกครั้ง คราวนี้หูเขาได้ยินชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน ริวสะบัดผ้าห่มให้พ้นตัว รีบลงจากเตียงตรงไปยังบานหน้าต่าง มันช่างน่าสงสัยเหลือเกินว่าเป็นใคร เขาเอาหน้าแนบกระจกใส ส่องมองไปด้านนอก กวาดสายตาไปทั่วบริเวณ แต่ก็ว่างเปล่าไม่พบใคร ลำแสงจากดวงจันทร์ส่องสว่างอีกครั้ง

“ริว...เงยหน้าขึ้น อยู่บนนี้” เสียงปริศนาบอกเขา

ชายหนุ่มแหงนหน้ามองข้างบนตามคำสั่ง ดวงตาเบิกโพลง เมื่อมองเห็นกลุ่มควันสีขาวลอยคว้างเป็นวงอยู่เหนือศรีษะ เขาถอยหลังไปจนชิดประตูห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เอามือตะปบผนังควานหาสวิตซ์ไฟ


“ได้โปรดอย่าเปิด เชื่อสิ” เสียงเตือนจากกลุ่มควัน ไม่ได้ทำให้เขาหยุด แต่กลับยิ่งลนลาน

“กริ๊ก” ทันใดแสงจากหลอดไฟนีออนสว่างขึ้น ริวพบว่า ตนเองยืนประชันหน้าอยู่กับกลุ่มควันสีขาวทะลุโปร่งแสง รูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ไม่ชัดเจนเท่ากับที่เห็นในความมืด

ชายหนุ่มตาค้าง เปิดประตูวิ่งพรวดพราดออกไปข้างนอก รู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าลงมายืนหอบหายใจอยู่ที่บริเวณชั้นล่าง เหงื่อเม็ดเป้งซึมออกมาตามหน้าผากและฝ่ามือ ใจเต้นโครมคราม นึกสงสัยว่าคราวนี้คงจะเจอวิญญาณของแท้
เพราะตั้งแต่ลืมตาดูโลก จนกระทั่งอายุ 20 ปี ก็ยังไม่เคยเจออะไรสั่นประสาทชวนขวัญผวาขนาดนี้ แค่นึกชายหนุ่มรู้สึกคอแห้งขึ้นมาทันที เขาเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเปล่า เปิดฝากระดกขวด ยกดื่มรวดเดียวจนหมด

“อืม... ค่อยยังชั่ว...”ริวพูดกับตัวเอง เริ่มคิดหาวิธีปลุกปลอบใจ ให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ลึกลับยากคาดเดา หากเรื่องแบบนี้มันไม่ใช่แค่อุปทานธรรมดาๆ

“ริว...นี่ไม่ใช่ผี” เสียงปริศนากระซิบบอกเขาเหมือนตัดบท ให้วนกลับเข้ามาเจอกันอีก ริวสะดุ้งสุดตัว ตัดสินใจหันหน้าสู้

“ต้องการอะไร” ริวตะโกนสุดเสียง ขวดน้ำในมือลื่นหลุดตกลงบนพื้นบ้าน ไหลหกออกจากขวดน้ำเจิ่งนอง ปากคอเขาสั่นระริก กำมือแน่นเหมือนคนจนตรอก กลุ่มควันสีขาวโปร่งแสง รูปร่างคล้ายคน เคลื่อนเข้ามาใกล้ ท่ามกลางความมืดทำให้เขามองเห็นไอ้เจ้าสิ่งนี้ชัดเจนเต็มสองตา
ก่อนที่เขาจะเริ่มรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆไฟฟ้าก็สว่างพรึบตรงบริเวณที่เขายืนอยู่ ริว กระพริบตาปรับให้ชินกับความสว่าง เห็นแม่ลงบันไดเดินตรงมาทางเขา เป็นหล่อนเองที่เปิดสวิตซ์ไฟ

“ริว เกิดอะไรขึ้น แม่ได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวาย แล้วนี่มันน้ำอะไรกัน” บุหลันมองไปตามพื้นที่เต็มไปด้วยน้ำ หล่อนขมวดคิ้ว สีหน้าแสดงคำถาม ยกมือกอดอกรอลูกชายไล่เรียงเรื่องราว

“ผมลงมาดื่มน้ำ เห็นแมลงสาป ก็เลยตกใจนะฮะ” ชายหนุ่มโกหกทำน้ำเสียงให้เรียบเฉย

“ที่ร้านบ้านเรามีแมลงสาปด้วยเหรอ ตายแล้วริว พรุ่งนี้เช้าแม่รีบต้องจัดการ”ดูเหมือนหล่อนจะขวัญผวายิ่งกว่าเรื่องใดๆ

“ใช่แม่พรุ่งนี้แม่ต้องรีบจัดการด่วน เอ่อ...เดี๋ยวตรงนี้ ผมจัดการเอง แม่ไปนอนเถอะ” เขาข่มเสียงใม่ให้มีพิรุธ

“งั้นลูกดูแลทำความสะอาดด้วยนะ แม่ก็บอกพ่อแล้วว่าให้ทิ้งขยะก่อนปิดร้าน เฮ้อ…”สั่งเสร็จหล่อนก็เดินกลับขึ้นห้องไปนอนพักผ่อนต่อ

หลังจากที่ริวทำความสะอาดพื้น เช็ดน้ำจนหมดเรียบร้อย เตรียมตัวเข้านอน ชายหนุ่มปิดไฟ นอนตาสว่างอยู่บนเตียง มองเพดานห้อง รอไอ้กลุ่มควันสีขาว หากมันมาอีกคราวนี้จะคุยกันให้รู้เรื่อง จนเวลาล่วงเลยผ่านไปสองชั่วโมง ระหว่างที่เขารอจนเกือบจะคลิ้มหลับ เสียงนั้นก็ปลุกให้เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง

“ฉันคงมาผิดจังหวะไปหน่อย” เสียงปริศนาดังมาจากกลุ่มควันที่กำลังลอยทะลุกระจกเข้ามาทางหน้าต่าง

“แกเป็นใคร แล้วแกต้องการอะไร” ริวกระชากเสียง จ้องมองตาแข็ง จากที่หวาดกลัวกลายเป็นเริ่มเคียดแค้น
กลุ่มควันสีขาวก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง แต่คราวนี้ดูสมบูรณ์แบบ จนเห็นได้ชัดเจนว่ามันคือมนุษย์ โปร่งแสง




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2552    
Last Update : 30 มิถุนายน 2552 14:51:13 น.
Counter : 100 Pageviews.  

มิติที่1ส่วน2ของแรงดึงดูด ตอนที่8

“คงไม่ได้” เขาปฏิเสธทันควัน “ไม่ได้จริงๆ” ชายหนุ่มเอ่ยย้ำ

“อะไรนะ” เสียงเธอแหลมสูง จ้องตาเขาไม่กระพริบ ออกอาการไม่พอใจ
อย่างรุนแรงเมื่อได้ยินคำปฎิเสธ

“เล่าความจริงให้ฟังก็ได้” เธอหงุดหงิด มองเขาเป็นเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสา

“ฟังนะที่ทำเนี่ย เพราะมันมีคนที่ไม่หวังดี ใครๆก็จ้องหาผลประโยชน์ไม่มีใครจริงใจเลยสักคน ที่มหา’ลัยก็ไม่ได้สนิทกับใคร ยิ่งในวงธุรกิจน้ำส้มเป็นลูกสาวคนเดียวของคุณพ่อ ส่วนไอ้พวกผู้ชายรอบๆกายคุณพ่อนะเหรอ มันก็มองน้ำส้มเป็นขนมหวานหน่ะสิ นี่ยังไม่รวมคำพูดที่พวกมันนินทาลับหลังอีกนะ”

หญิงสาวส่ายหน้า ดวงตาแข็งกร้าวดูราวกับคนละคน หล่อนแอบชำเลืองตามองชายหนุ่มเหมือนหยั่งเชิง ก่อนเริ่มพูดต่อ

“ใช่...คุณพ่อไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้หรอก ชอบคิดแต่เรื่องงานๆๆ มีไหมที่เคยสนใจ
ความรู้สึกลูกตัวเอง”
หญิงสาวระบายอารมณ์ด้วยวาจาเหน็บแนม

ริวเหยียดริมฝีปาก ขยับคอเสื้อคลายความอึดอัดที่ร้อนรุ่มอยู่ในอก พยายามคิดหาคำพูดเจรจาให้เธออารมณ์เย็นลง

“ใจเย็นนะ ที่มาตามนัดก็เพราะ พี่อยากรู้ว่าน้ำส้มต้องการเจอพี่เพื่ออะไร และถ้าหากเดือดร้อนพี่ก็พร้อมจะช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้ เราสองคนเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องร่วมคณะกันเท่านั้น...” เขาหนักใจที่ต้องพูด แต่ก็ยอมไม่ได้ ที่ถูกดึงให้เข้ามาพัวพันกับเรื่องปัญหาภายในครอบครัว

และเมื่อน้ำส้มได้ยินในสิ่งที่เขาพูด จู่ๆ ความเงียบก็แผ่เข้าปกคลุมคนทั้งสอง
ริวข่มใจ รอฟังคำตอบที่จะระเบิดออกมาจากปากของเธอ แต่ผิดคาด หญิงสาวไม่มีท่าทีแสดงปฎิกิริยารุนแรงใดๆ
อาการที่ตอบสนองกลับกลายเป็นความผิดหวัง ที่ฉาบทั่วใบหน้าสวยงามของหล่อน

หญิงสาวกัดริมฝีปากสะกดกลั้นอารมณ์ที่ไม่เป็นไปอย่างใจ
สองมือเล็กๆกำพวงมาลัยรถยนต์แน่น

ริวรีบเปิดประตูก้าวลงจากรถ พยายามไม่สนใจท่าทางของอีกฝ่าย

เมื่อหญิงสาวเห็นแน่ๆแล้วว่าเขาไม่แคร์ เธอจึงเหยียบคันเร่ง

เสียงล้อรถยนต์บดขยี้พื้นถนนดังลั่น
ริวมองรถยนต์มินิคูเปอร์คันงาม อย่างไม่เชื่อสายตา ว่าเจ้าของจะมีอารมณ์แปรปรวนมากมายขนาดนี้ ทั้งๆที่เขายังไม่ได้เริ่มต้นรู้จักเธอสักเท่าไหร่เลย
แล้วตอนนี้มันจะสายเกินไปไหม หากเขาจะย้อนกลับไปพบมิเชลที่โรงพยาบาล
------------------------------------------------------------------
หลังจากตรวจเช็คสายน้ำเกลือ วัดความดันและชีพจรเรียบร้อย นางพยาบาลทิ้ง

เธอไว้คนเดียวในห้องพักกับความเงียบอีกครั้ง มิเชลรู้สึกหดหู่จนไม่อยากจะขยับร่างกาย ไม่อยากลืมตามองเห็นอะไรเดิมๆรอบตัว อารมณ์ซึมเศร้าแทรกซ้อนเข้ามาพร้อมกับอาการป่วย แพทย์ยังไม่แจ้งเรื่องการรักษา เพราะต้องการติดต่อรายงานผลกับพ่อและแม่ของเธอโดยตรง ส่วนเชอรี่มีนัดประชุมกับลูกค้าช่วงเช้า มีเรียนปริญญาโทต่อช่วงเย็น จะมาอยู่เป็นเพื่อนเธอได้อีกครั้งก็หลังสี่ทุ่มของคืนนี้

เมื่อหญิงสาวต้องอยู่คนเดียวในห้องเป็นเวลานาน หนังสือต่างๆที่เพื่อนทิ้งไว้ให้อ่านก็ยังพอช่วยคลายเหงา นิตยสารวัยรุ่น หนังสือพิมพ์หลายฉบับ มิเชลหยิบอ่านพลิกไปพลิกมาจนครบทุกหน้า เมื่อไม่รู้จะทำอะไรเธอจึงตัดสินใจลุกจากเตียงผู้ป่วย เดินออกมานอกห้อง หวังจะไปติดต่อเจ้าหน้าที่ขอใช้โทรศัพท์ มิเชลต้องการสอบถามพ่อกับแม่เรื่องวันและเวลาที่จะมาถึงเมืองไทย เมื่อนั้นเธอหวังว่าคงจะได้ออกจากโรงพยาบาลสักที ส่วนเรื่องจะอยู่ต่อ หรือจะกลับนิวซีแลนด์ก็ค่อยปรึกษาว่ากันอีกครั้ง

หญิงสาวค่อยๆลากเสาแขวนน้ำเกลือออกมาภายนอก แต่กลับไม่พบใครคนใดที่เป็นเจ้าหน้าที่ บรรยากาศดูเงียบเหงาวังเวงผิดปกติ เธอยืนรอ ชะเง้อคอมองหาใครสักคน….เธอยืนอยู่ตรงนั้น หันซ้ายหันขวา ลังเลว่าจะกลับเข้าห้องหรือเดินหน้าต่อไป ระหว่างจมอยู่กับการตัดสินใจของตนเอง เสียงฝีเท้าของใครบางคนบ่งบอกว่ากำลังเดินมาทางนี้ มิเชลจ้องมองเพ่งตรงไปยังต้นเสียงนั้น แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อบุคคลตรงหน้ากลับเป็นแค่ผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอย่างที่นึกไว้ มิเชลตัดสินใจหันหลังกลับ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อผู้ชายที่เดินมาคนนั้นเอ่ยทักเรียกชื่อเธอ

“เฮ้ มิเชล นั่นคุณนี่” เสียงของเขาสดใสคล้ายระฆังกังวาน เปรียบเหมือนดั่งปลุกเธอให้ตื่นจากฝันร้าย
หญิงสาวหรี่ตามอง ความทรงจำเริ่มเข้าที่เข้าทาง ใบหน้าเขาดูแจ่มชัดยิ่งนัก ชัดเจนยิ่งกว่าในความฝัน
เพราะตอนนี้เขาอยู่ใกล้แค่เอื้อม

“คุณดูปลอดภัยไร้กังวลนะ” ริวตื่นเต้นดีใจ เพราะเห็นเธอแตกต่างจากวันแรกที่เจอกัน

'ฉันฝันเห็นคุณใช่ไหม’ เกิดคำถามแทรกขึ้นในห้วงคิด

‘คุณไม่ได้ฝัน ผมช่วยคุณไว้ เราคุยกันผ่านการสัมผัส คุณบอกผมว่าคุณคือใคร ตอนนั้นผมเป็นห่วงคุณมากเหลือเกินแต่ไม่รู้จะบรรยายได้ยังไง’
ริวแค่คิด ไม่ได้เปล่งเสียงเป็นคำพูด

‘ขอบคุณที่เป็นห่วงและขอบคุณที่ช่วยฉัน’ มิเชลคิดตอบโดยไม่ได้ขยับริมฝีปากเช่นกัน

'ผมได้ยินในสิ่งที่คุณคิด' ริวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น

‘แล้วทำไมฉันได้ยินในสิ่งที่คุณคิดเหมือนกันล่ะ’ หญิงสาวตื่นตะลึงแสดงสีหน้าประหลาดใจ พร้อมกันนี้ เธอรวบรวมกำลังเก็บอาการที่เรียกว่าตกหลุมรักเอาไว้ก้นบึ้ง ไม่ให้หลุดรอดออกมานอกแววตาที่เขาจับจ้องอยู่ มันคงเร็วไปหากจะใช้คำนั้นระหว่างเขาและเธอ

แทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น เปรียบเหมือนดั่งเหตุการณ์หลังอุกาบาตพุ่งเข้าชนแล้วตกลงบนพื้นโลก แรงสั่นสะเทือนแรงเสียดทานของชั้นบรรยากาศและเพลิงไฟที่เผาไหม้ ต่างๆค่อยๆหยุดนิ่ง สรรพสิ่งรอบกายสงบเงียบงัน ทิ้งไว้แค่เพียงร่องรอยของอุกาบาตในหลุมลึก

เงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเต้นของหัวใจของคนทั้งคู่ ริวก้าวขาขยับตัวเข้า
ใกล้จนลมหายใจเกือบจะรดใบหน้าเธอ

‘ผมคิดมาตลอดว่าเราสองคนจูนคลื่นสมองหากันได้' เขาคิดพร้อมกวาดตาไปทั่วทั้งวงหน้าของหญิงสาว

‘ฉันกับคุณเนี่ยนะเหรอ ท่าจะบ้ากันใหญ่แล้ว' มิเชลหัวเราะในลำคอ หน้าร้อนผ่าว

‘แน่นอนที่สุด เราสื่อสารกันได้ทางโทรจิต แต่พิสุจน์ไม่ได้ว่าเพราะอะไรที่เราสองคนได้ยินกันและกัน’
ชายหนุ่มยกมือ ปัดปอยผมข้างแก้มเธออย่างอ่อนละมุนนุ่มนวล ราวสัมผัสผิวทารกน้อย

‘แปลกนะ คุณว่าไหม’ มิเชลคิดยิ้มแก้มปริ สีหน้ายังคงแปลกใจจนพูดอะไรไม่ออก

‘ใช่แปลก หรือว่าคุณเป็นเอเลี่ยน’ ชายหนุ่มคิด ส่งยิ้มหยอกเย้าให้เธอ

เหมือนปาฏิหารย์ ผู้คนเริ่มทยอยโผล่หน้าออกมาให้เห็น เจ้าหน้าที่หญิงสูงวัยผู้หนึ่งแอบเหลือบมองทั้งสอง แล้วทำหน้านิ่วคิ้วขมวด มิเชลยักไหล่ไม่สนใจ ทั้งคู่ยืนขวางทางไม่ยอมขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวหลบหลีก ชายหนุ่มหญิงสาวต่างยืนจ้องหน้ากันและกันค้างอยู่อย่างนั้น เนิ่นนาน ไม่สนใจสายตาของใครต่อใครที่กำลังจ้องมองอยู่ ราวทั้งคู่เป็นสิ่งมีชีวิต ที่อาศัยอยู่ลำพังเพียงสองคนบนโลกใบนี้เท่านั้น




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2552    
Last Update : 18 มิถุนายน 2552 15:58:42 น.
Counter : 101 Pageviews.  

มิติที่1ส่วน2ของแรงดึงดูด ตอนที่7

ตอนที่ 7
ริวหรี่ตาสู้แสงแดดมองถนนเบื้องหน้า สะบัดนาฬิกาข้อมือข่มอาการกระสับกระส่าย ไอแดดร้อนแรงยามเที่ยงตรง กระตุ้นต่อมเหงื่อให้ไหลทั่วร่าง ชายหนุ่มฝืนทนยืนรอคอย เพราะไม่อยากผิดนัดผิดสัญญากับอีกฝ่าย

รถยนต์มินิคูเปอร์สีแดงสลับขาวป้ายทะเบียนตัวเลขสวยประมูลด้วยราคาหลักแสน โฉบจอดขนาบข้างทางหยุดตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ กระจกข้างผู้โดยสารลดระดับลง น้ำส้มชะโงกหน้าจากที่นั่งคนขับ สวมแว่นตากันแดดสีดำอันโตยี่ห้อดัง บดบังใบหน้าขาวเรียวเกือบครึ่ง ยิ้มกว้างเห็นฟันเรียงขาว

“ขึ้นสิคะ” สาวน้อยส่งเสียงหวาน

ริวไม่รีรอรีบเปิดประตูก้าวขึ้นรถ เจตนาอยากหลีกลี้หนีแสงแดดที่ร้อนระอุให้เร็วที่สุด ดนตรีจากเครื่องเสียงติดรถยนต์ฟังเบาสบาย ภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม แอร์เย็นฉ่ำ ชายหนุ่มขยับท่านั่งพยายามไม่ให้ดูเกร็ง เมื่อมองเห็นสาวน้อยหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจก่อนชวนคุย

“พี่ริววันนี้ต้องอยู่ด้วยกันทั้งวันเลยนะ” น้ำส้มยิ้มเฉ่งใบหน้าเบ่งบานสดใส ดีใจตั้งแต่ชายหนุ่มตอบตกลงทางโทรศัพท์เรื่องนัดเจอกันวันนี้

ริวเหยียดรอยยิ้มที่มุมปาก ซ่อนความอึดอัดเกินบรรยาย ไม่กล้ามองสบตานิสิตสาวคนสวยรุ่นน้อง เพราะไม่เคยรู้สึกนึกชอบอะไรในตัวเธอ เขาเองเสียอีกที่กลับสงสัยว่าเธอคนนี้สนใจอะไรในตัวเขา
“เมื่อวานตอนเย็น น้ำส้มซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ไม่เห็นพี่ริวที่สนามฟุตบอล พี่ริวไปไหนเหรอคะ แล้วตอนเช้าน้ำส้มกับเพื่อนเดินผ่านก็ไม่ทักทาย พวกเพื่อนพี่ริวซะอีกที่มองน้ำส้มตาไม่กระพริบ” น้ำส้มบ่น

ริวนึกย้อนถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อวานตอนเย็น ไม่ได้ตั้งใจฟังที่เธอพูด

ความจริงวันหยุดสุดสัปดาห์อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ ริวอยากอยู่กับบ้านมากกว่าออกมาตะลอนๆไม่มีจุดหมาย หญิงสาวหุบยิ้ม เหยียบเบรคหยุดรถตามสัญญาณไฟแดงอย่างกระชั้นชิด จนรถยนต์คันหลังเกือบชนท้าย น้ำส้มขยับขาเผยผิวขาวนวลใต้กระโปรงสั้นสีชมพู ยกมือถอดแว่นตากันแดด เอาฟันขบกับขาแว่น เธอสบตาเขา แววตาครุ่นคิด


“เข้าเรื่องเลยละกัน น้ำส้มอยากขอให้พี่ริวช่วย ...เอ่อ...วันนี้มีงานเปิดตัวโรงแรมของคุณพ่อที่พัทยา” หล่อนบอกเสียงเครียด

ริวอึกอัก ในอกร้อนรุ่มอยากปฏิเสธ แต่ ‘ทำไมต้องเป็นเขา’ พลันคำถามแทรกขึ้นมาในห้วงคิด ‘คนสมบูรณ์แบบอย่างนี้ไม่มีเพื่อนสักคนเลยหรือไง’

“ไปเถอะนะเรื่องมันยาว” น้ำส้มคะยั้นคะยอไม่สบอารมณ์ ตามประสาคนเอาแต่ใจ พร้อมเอนกายไปทางซ้าย เอื้อมมือขวาไปเปิดช่องเก็บของด้านหน้าที่นั่งชายหนุ่ม เธอเอามืออีกข้างปัดเส้นผมยาวสยายไม่ให้เกะกะสายตา ยามหล่อนก้มหาของ เพราะคอเสื้อที่ย้วยกว้างทำให้เห็นเนินอกเต็มสองตา ริวเบื้อนหน้าหนี ใจเต้นโครมคราม ไม่ประหลาดใจที่เพื่อนๆเขาคลั่งไคล้เธอกันหนักหนา เพราะพักหลังเธอคนนี้ดูร้อนแรงมากขึ้นกว่าเดิม ที่ใครๆบอกว่าริวเป็นหนุ่มหล่อเย็นชาแต่พอได้อยู่ใกล้เธอสองต่อสอง มันก็เกิดอาการอ่อนไหววาบหวิว


“นี่ไงสาเหตุที่ชวนพี่ริว จำได้ไหม” เธอหยิบภาพถ่ายส่งให้เขาดู เป็นภาพงานการแสดงละครของคณะเมื่อปีที่ผ่านมา

“เก็บไว้ด้วย ที่จริงมันเป็นความผิดพลาดในชีวิตวัยรุ่นของพี่นะ” เมื่อริวเห็นภาพ เขารู้สึกเก้อเขินอย่างบอกไม่ถูก ครั้งนั้นเขาแสดงเป็นเก้าอี้ไม่มีบทพูด ขณะที่เธอรับบทเป็นเด็กสาวยากจน ทั้งบ้านมีเก้าอี้แค่ตัวเดียว ในภาพน้ำส้มนั่้งอยู่บนหลังริวซึ่งกำลังคุกเข่าท่าสุนัข หญิงสาวหัวเราะพ่นลมพรือออกทางจมูก เมื่อได้ยินเขาพูดประชด

“พี่ริวฟังนะ น้ำส้มเอารูปนี้ให้ทุกคนดูและบอกพวกเขาว่าเรากำลังคบกันอยู่”

“อะไรนะ ชักจะไปกันใหญ่แล้ว นี่คิดจะทำอะำีำไร” ริวขมวดคิ้ว หน้าแดงก่ำ

“น้ำส้มไม่มีเวลาแล้ว ไปเถอะ” หล่อนเหยียบคันเร่งออกรถหลังสัญญาณไฟเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 16:40:54 น.
Counter : 79 Pageviews.  

มิติที่1ส่วน2ของแรงดึงดูด ตอนที่6

เชอรี่ขยับตัว เหลือบตาจ้องมองใบหน้าที่ซีดเซียวของเพื่อน

“มิเชล ฉันไปหาเธอ ตรงจุดที่เรานัดกันไว้ แต่ไม่เห็น ฉันก็นึกว่าเธอกลับไปแล้ว ส่วนที่หอพักถามใครก็ไม่มีใครรู้ ฉันเลยโทรศัพท์แจ้งความ แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ลองสุ่มโทรสอบถามไปหลายๆที่ สุดท้าย สอบถามมูลนิธิ เขาแจ้งว่ามีสาวฝรั่ง ชาวนิวซีแลนด์ อยู่ห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลนี้”

ระหว่างเล่า น้ำเสียงเธอตะกุกตะกัก หลุดขาดหายเป็นบางช่วง


“ฉันรีบมาดู ก็พบว่าเป็นเธอ” แววตาหล่อนหมองหม่น ไม่สมกับบุคคลิกภายนอกที่ดูเชื่อมั่นในตัวเอง

“ฉันเสียใจมันไม่น่าเกิดขึ้นเลย... แต่ก็ขอบคุณพระเจ้าหากไม่ได้เธอช่วยตามหา ป่านนี้ฉันจะเป็นยังไง แทบไม่อยากคิด แต่เชอรี่อย่าลืมฉันสบายดีแล้วนะ”

เธอกางแขนขยับตัวไปมาให้เพื่อนดู ฝืนทำท่าร่าเริง


“ใช่ๆ เธอสบายดี” เชอรี่ยกมือปาดน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอ รู้สึกสงสารเพื่อนจับใจ

“เชอรี่ ดูหน้าเธอสิเลอะมาสคาร่าหมดแล้ว ตาดำเหมือนหมีแพนด้าเลยนะ”

มิเชลแหย่กระเซ้าเพื่อนลดความเศร้าหมอง ทั้งคู่พากันส่งเสียงหัวเราะ เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้ผ่อนคลาย เชอรี่ขอตัวไปเช็ดหน้าเช็ดตา ดูสะอาดแจ่มใสสดชื่นขึ้นกว่าเดิม

“พักผ่อนกันเถอะ นี่ก็ใกล้สว่างแล้ว ...รู้ไหม ไม่อยากจะเชื่อว่าเมื่อวานตอนเย็น ฉันยังตามหาเธออยู่เลย แล้วดูสิตอนนี้เรามานั่งหัวเราะกัน ยังกับว่าเรื่องร้ายไม่เคยเกิดขึ้น”

หล่อนยักไหล่ เหลือกตาเหมือนว่าชีวิตก็อย่างนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน มิเชลนั่งฟังนิ่ง คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง

“เชอรี่ใครช่วยฉันนะ”

“คุณทาคุยะกับภรรยา”

“บ้าจริง ที่แท้ก็ฝันไป” มิเชลเสียงอ่อย แสดงอาการผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

“ฉันไม่เข้าใจ เธอฝันอะไร บอกฉันหน่อย” เชอรี่ถามรุกเร้า ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เพื่อน จนลมหายใจเกือบปะทะแก้มเธอ

“มันไร้สาระ ก็แค่ฝันหน่ะ” มิเชลโบกไม้โบกมือ ไม่ให้สนใจกับเรื่องที่เผลอพูดออกมา

“ถ้าฝันไร้สาระ ก็ไม่ต้องกังวลนี่” เชอรี่วิเคราะห์เหมือนไม่สนใจแต่ลึกๆก็อยากรู้

“ไม่เชิง ถ้าฉันเล่าให้ฟังก็อย่าขำล่ะ” มิเชลเม้มริมฝีปาก สูดลมหายใจเข้าปอดยาว กระพริบตาถี่ๆ
“ไม่หรอกฉันเชื่อเธอ” หล่อนยืนยันหนักแน่น แววตาวาวโต ชูสามนิ้วทำท่าสาบาน พร้อมรับฟังเต็มที่

“เอ่อ ...ฉันฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่ง เขาดูห่วงใยฉันมาก เขาถามว่าฉันคือใคร ฉันรู้สึกว่าเราคุยกันสั้นๆ แล้วฉันก็ตื่นมาเจอเธอ” เธอเล่าให้ฟัง น้ำเสียงกลบเกลื่อนความเขินอาย เพราะเธอเล่าข้ามว่าในฝันมีแอบจับมือกับเขาด้วย

“ลูกชายคุณทาคุยะ” เชอรี่เอ่ยแผ่วเบา “ลูกชายเขาช่วยเธอคนแรก และแจ้งชื่อเธอกับทางโรงพยาบาล ใช่ ที่สำคัญคือเขารู้ชื่อเธอได้ยังไง เพราะในกระเป๋าไม่มีอะไรเลยที่บอกว่าเป็นเธอ”

“เดี๋ยวนะ เธอบอกว่าเป็นคุณทาคุยะกับภรรยาเขาที่ช่วยฉัน แล้วทำไมมีใครอีกคนที่โผล่มาช่วย อืม จำได้... ใช่แล้ว ฉันเป็นลมที่ป้ายรถเมล์ และเขาก็คงยืนอยู่”

มิเชลรื้อฟื้นความจำ เชอรี่ ตบมือดัง1ที ประหนึ่งกำลังค้นพบกุญแจปริศนาไขความลี้ลับ เรื่องระหว่างหนุ่มสาวสองคนนี้




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 13:38:07 น.
Counter : 56 Pageviews.  

มิติที่1ส่วน2ของแรงดึงดูด ตอนที่5

ตอนที่ 5
ทั้งสองเดินคู่กันบนทางเท้ามาเรื่อยๆจนถึงทางแยก ริมถนนขอบฟุตบาทที่มีน้ำขังเจิ่งนองหลังฝนซา เมื่อรถยนตร์แล่นด้วยความเร็วโดยไม่ทันระวัง น้ำจึงกระเด็นถูกหมาจรจัดที่กำลังขุ้ยเขี่ยกองเศษขยะข้างถนน มันสะดุ้งตกใจวิ่งหนีหางจุกตูด

“เรื่องวันนี้หากไปเล่าให้ใครต่อใครฟัง นอกจากเขาไม่เชื่อแล้วยังจะหัวเราะใส่อีก ว่าแกมีสัมผัสที่6”

“มีคนเดียวและคนสุดท้ายที่รู้คือแกนี่แหละไอ้ป๊อบ”เขาประชดเงยหน้ามองท้องฟ้า เหมือนคิดหาคำตอบให้ตัวเอง

“ไอ้ป๊อบ ช่วยคิดหน่อย ตอนมือกูโดนหน้าอกผู้หญิงคนนั้น ทำไมกูถึงเห็นหน้ามิเชลวะ”

“ท่าทางเอ็งแน่ใจเหลือเกินนะว่าเธอชื่อมิเชล แล้วเห็นหน้าเธอตอน...โดนนม เออแล้วใหญ่เปล่าวะ” ป๊อบพูดยิ้มเจ้าเล่ห์

“เชี่ยไม่ต้องย้ำ แค่นี้กูก็เหมือนคนบ้ากามเข้าไปทุกทีแล้ว แหมขอเตะมึงสักที่เถอะวะ” พูดจบเขาหันหน้าไปทางเพื่อน ป๊อบส่งเสียงหัวเราะรีบวิ่งตรงไปหารถแท๊กซี่ เปิดประตูกระโดดขึ้นนั่งแล้วปิดอย่างว่องไว

“ล้อเล่นแค่นี้ทำโกรธเดี๋ยวจะบอกไอ้ชัยไอ้แดน” ป๊อบเปิดกระจกตะโกนแซวก่อนรถยนต์จะขับเคลื่อน แล่นลับสายตาไป


คืนนั้น เมื่อล้มตัวลงนอน ริวยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก เขาพยายามทบทวนความทรงจำ ภาพของมิเชลที่วูบมาอยู่ตรงหน้าเขา บนรถไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะ มันเป็นแค่วูบเดียว วูบเดียวจริงๆ เพียงแค่เสียววินาทีเหมือนเห็นอะไรที่ลี้ลับ และนั่นเองที่ทำเขาตกใจจนมือค้างเติ่งอยู่บนหน้าอกของหญิงสาวคนนั้น แล้วตอนที่เขาช่วยเหลือโอบอุ้มร่างหมดสติของเธอขึ้นรถแท๊กซี่ เขาเหมือนได้ยินเสียงของเธอบอกว่าเธอคือใคร ดังแว่วแผ่วเบา ล่องลอยกังวานมาตามลมฝน น้ำเสียงที่เป็นมิตร นุ่มนวลอ่อนหวาน และกระทั่งตอนนี้ที่ปลายจมูกเขากลิ่นกายของเธอยังอุ่นกรุ่น และหากเป็นไปได้ เขาภาวนาอยากจะขอพบเจอเธออีกสักครั้ง…

………………………………………

เมื่อรู้สึกตัว มิเชลค่อยๆลืมตา แสงไฟจากหัวเตียงของโรงพยาบาล ส่องภาพแรกที่เห็น คือดวงตากลมโตของเชอรี่รูมเมทเพื่อนรุ่นพี่กำลังจ้องมองเธออยู่
มิเชลยกมือข้างที่ติดสายน้ำเกลือป้องแสงจากโคมไฟ แล้วค่อยๆยันตัวลุกขึ้นนั่ง ริมฝีปากขาวซีด ลำคอแห้งผาก

“ฉันเป็นอะไร” เธอถามเป็นภาษาอังกฤษเสียงแหบแห้ง

“โอ้ มิเชลเธอฟื้นแล้ว เธอเป็นลมหมดสติ จำได้ไหม เดี๋ยวกินน้ำก่อน
ฉันหยิบให้” เชอรี่ตอบยกแก้วน้ำให้เธอจิบ

“ปวดหัวแทบระเบิด” มิเชลครวญครางหลังดื่มน้ำ แล้วล้มตัวลงนอน

“ฉันจำอะไรไม่ได้เลย ที่นี่ที่ไหน”

“เธออยู่ที่โรงพยาบาล มิเชลเธอรู้ไหม เธอโชคดีมาก ที่มีคนใจดีพาเธอมาส่งที่นี่ กว่าฉันจะเจอเธอได้แทบแย่ นี่ถ้าหากไม่ได้เจอคุณทาคุยะกับภรรยาเขา ไม่รู้ป่านนี้เธอจะเป็นยังไง แต่ไม่ต้องห่วงนะ ฉันโทรบอกพ่อกับแม่เธอแล้ว วันนี้เค้าจะรีบขึ้นเครื่องมาหาเธอทันทีที่จองตั๋วได้ และก็จะพาเธอกลับบ้าน ที่ควีนทาวน์เลย” เชอรี่บอก

“กลับควีนทาวน์ พระเจ้าช่วยด้วย ฉันยังไม่อยากไป” หญิงสาวคว้าแขนเพื่อนเขย่า ตื่นตกใจ

“มิเชล ฉันว่าเรื่องนี้ไว้รอคุยกับพ่อแม่ของเธอก่อนดีกว่า ยังไงนี่นั่นน่าจะดีกับเธอกว่าที่นี่อีกนะ” เชอรี่ปลอบใจ เอามือลูบผมเธอแผ่วเบา มิเชลพยักหน้ารับรู้ เริ่มรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนลำบาก

“งั้น ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิ ฉันอยากรู้ว่ามานอนที่นี่ได้ยังไง” มิเชลผ่อนคลายลง

“นึกว่าเธอไม่อยากรู้ซะอีก” เชอรี่อมยิ้ม เอามือลูบผมสีทองอ่อนนุ่มของเพื่อนด้วยความห่วงใย




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2552 15:55:26 น.
Counter : 62 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.