Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2551
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
10 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 

รัก? ต้องฆ่า?

อันว่าความรักนั้นงดงาม หากรักนั้นสมหวัง
แต่ยังมีความรักอีกมากที่บทสรุปสุดท้ายลงเอยด้วยเลือดและน้ำตา
แปลกที่มนุษย์ใช้ข้ออ้างคำว่า "รัก" ในการ กำจัดชีวิต ของอีกผู้หนึ่ง ได้

นั่นเป็นความรู้สึกของผมเมื่อก่อน จนกระทั่งผมโดนเข้ากับตัวเอง จึงได้เข้าใจว่า
การ แปรสภาพของความรู้สึกที่เราเรียกว่า "รัก" เป็น "แค้น" นั้น มันมีกระบวนการเช่นไร
ทำไมเราถึง เคียดแค้น คนบางคนได้ถึง ขนาด ที่ไม่ต้องการให้ คนนั้นมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป ยิ่งกับ คนบางคนที่เรา เคย "รัก" ความจริงคำตอบที่วางอยู่ ปลายทางแห่ง ปัญญา และ ตัณหา ก็แค่ เรา "รัก" ตัวเองมากเกินไป(ไม่อยากใช้คำว่าเห็นแก่ตัว) ที่จะให้ใครบางคนมาทำร้าย จิตใจเราได้ นั้นเอง

ในสังคม กับ เรื่อง ฆ่าเพราะ "รัก"(ตัวเอง) มีให้เห็น อยู่มากมาย แต่การฆ่า ในแต่ละครั้ง นั้น ศาล มีแนว ในเรื่องนี้ที่น่าสนใจ จาก อดีต ในมุมมองของการ ฆ่าชู้ ฆ่าเพราะมาย่ำยีหัวใจ ที่น่าสนใจ พอให้อ่านแล้วมีความหวัง สำหรับ คนที่คิด จะ ฆ่า เพราะ "รัก" เก็บไว้อ่านเล่นๆ




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2551
13 comments
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2551 15:17:03 น.
Counter : 2203 Pageviews.

 

ฎีกาที่ 378/2479 ซึ่งเป็นฎีกาที่เก่ามาก ที่ว่า

"คดีได้ความตามข้อเท็จจริงว่าคืนวันเกิดเหตุจำเลยไปอาบน้ำเพื่อทำงาน ครั้นกลับมาไม่พบภรรยาได้เที่ยวตามหา ไปพบภรรยาตนกำลังนอนร่วมประเวณีกับผู้ตายในมุ้ง จึงคว้ามีดที่วางอยู่ปลายตีนมุ้งแล้วโถมเข้าคร่อมผู้ตายทั้งสองจนมุ้งชายคลุมผู้ตายทั้งสองไว้ แล้วจำเลยก็แทงด้วยมีดไม่เลือก จนภรรยาและชายชู้ถึงแก่ความตายทั้งสองคน


ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันว่า การที่จำเลยฆ่าชายชู้ถึงตายนั้นเป็นการป้องกันเกียรติยศและชื่อเสียงพอสมควรแก่เหตุ ไม่มีโทษตามกฎหมายอาญา ม.๕๐ แต่การที่จำเลยฆ่าภรรยาถึงตายนั้นหาได้รับความยกเว้นตามมาตราข้างต้นนั้นไม่ จำเลยต้องมีผิดตามม.๒๔๙ ให้จำคุก ๑๕ ปี ลดโทษฐานยั่วโทษะตามมาตรา ๕๕ อีกกึ่งหนึ่งแลลดฐานปราณีโดยรับสารภาพตาม ม.๕๙อีกกึ่งหนี่งคงจำคุก ๓ ปี ๙ เดือน


ศาลฎีกาตัดสินว่าการที่ภรรยานอกใจสามีโดยไปกระทำชู้ด้วยผู้อื่น ย่อมแสดงให้เห็นว่าภรรยาได้ร่วมมือกับชายชู้ทำลายเกียรติยศของสามี การที่ภรรยาทำชู้ย่อมถือกันว่าเป็นการเสื่อมเสียเกียรติยศของชายอย่างร้ายแรง และการทำชู้ของภรรยานั้นจะสำเร็จได้ก็ต้องมีฝ่ายชายชู้มาร่วมมือด้วย ฉะนั้นทั้งชายชู้และภรรยาต่างได้ชื่อว่าก่อการทำชู้ขึ้น เป็นการเสื่อมเสียเกียรติยศของชายผู้สามี เมื่อจำเลยฆ่าผู้ตามทั้งสองตายในขณะร่วมประเวณีกันอยู่ จึงไม่มีโทษตามมาตรา ๕๐ เพราะได้ชื่อว่าเป็นการป้องกันเกียรติยศพอสมควรแก่เหตุให้ปล่อยจำเลยไป"


แม้ฎีกานี้เป็น คำพิพากษาศาลฎีกาที่เก่ามากแล้ว แต่ใจความที่น่าสนใจ ในมุมมอง การนอกใจของคน ทีเคยรัก เรียกว่า ตบมือข้างเดียวไม่ดัง หากชู้ผิด หญิงที่นอกใจทำชู้ย่อมผิดด้วย เมื่อพบเห็นขณะสมสู่การฆ่าทั้งชู้ทั้งเมีย เป็นการป้องกันเกียรติยศพอสมควรแก่เหตุ (ปัจจุบันไม่พบฎีกาลักษณะ สามีพบเห็นขณะภรรยากับชู้กำลังมีสัมพันธ์สวาทอีก และใน ประมวลกฎหมายอาญา ปัจจุบัน มิได้กล่าวถึง การป้องกันเกียรติยศพอสมควรแก่เหตุได้รับการยกเว้นโทษ)

 

โดย: o-hung IP: 124.121.215.41 10 กุมภาพันธ์ 2551 15:30:43 น.  

 

ฎีกาที่ 428/2536

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371,33, 91
พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิริบของกลางทั้งหมด เว้นกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 8 นัด ที่เจ้าพนักงานใช้วิเคราะห์หมดไปแล้ว

จำเลยให้การว่า จำเลยและผู้ตายมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาแต่ผู้ตายนอกใจไปได้เสียกับนายพอพล
ขณะเกิดเหตุผู้ตายและนายพอพลได้พูดจาเสียดสี เย้ยหยัน เหยียดหยาม และดูหมิ่นจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
จำเลยได้รับความกดดันทางอารมณ์และจิตใจอย่างรุนแรงจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ขอให้ยกฟ้อง



ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288
จำเลยกระทำความผิดแล้วรู้สำนึกและมารดาจำเลยได้ช่วยค่าทำศพผู้ตาย 120,000 บาท
วางโทษจำคุก 18 ปี ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
ให้ปรับ 1,050 บาทเรียงกระทงลงโทษรวมจำคุก 18 ปี และปรับ 1,050 บาท
คำรับสารภาพชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณามีประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
จำคุกจำเลย 12 ปี และปรับ 700 บาท


จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
การที่ผู้ตาย นายพอพล และจำเลยรู้จักชอบพอกัน
ผู้ตายได้เสียกับจำเลย และนายพอพลทั้งสองคน
วันเกิดเหตุผู้ตายพาจำเลยไปพบนายพอพลที่บ้านของนายพอพล
ขณะที่จำเลยกับนายพอพลพูดคุยกันอยู่ตามลำพัง
จำเลยได้ถามนายพอพลว่าผู้ตายมานอนค้างคืนกับนายพอพลหรือไม่
นายพอพลตอบว่าผู้ตายมานอนค้างคืนกับนายพอพล และจะแต่งงานกัน
จำเลยเรียกผู้ตายมาถามว่า ผู้ตายมานอนค้างคืนกับนายพอพลจริงหรือไม่
ผู้ตายถามนายพอพลว่าบอกจำเลยหรือนายพอพลยอมรับ ผู้ตายจึงบอกว่ามานอนกับนายพอพลทุกวัน
จำเลยก็ลุกขึ้นเดินไปหาผู้ตายพร้อมกับชักอาวุธปืนออกมาจากเอว
นายพอพลร้องห้าม จำเลยพูดว่าทำไมจึงหลอกกัน แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย และ นายพอพล
..จำเลยยิงผู้ตายอาจจะเนื่องจากโกรธผู้ตายจึงพอฟังได้ว่าขณะที่จำเลยกระทำผิดนั้นจำเลยกระทำไปเพราะโกรธผู้ตายที่ถูกผู้ตายหลอกและไปนอนค้างคืนกับนายพอพลโดยไม่ทราบมาก่อนว่า
ผู้ตายกับนายพอพลมีสัมพันธ์สวาทกัน ทั้งผู้ตายอยู่กินร่วมกันกับจำเลยฉันสามีภรรยาตั้งแต่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย
และเมื่อกลับมายังประเทศไทยก็ยังอยู่กินฉันสามีภรรยาจนกระทั่งเกิดเหตุ
การที่ผู้ตายไปนอนค้างคืนกับนายพอพลและผู้ตายยังบอกจำเลยต่อหน้านายพอพลอย่างปราศจากความยำเกรงจำเลยว่าผู้ตายมานอนกับนายพอพลทุกคืน
จึงเป็นการเยาะเย้ยท้าทายจำเลยว่าได้ทำชู้กันอยู่เรื่อย ๆ จำเลยจะทำไมอันเป็นการยั่วยุอารมณ์ของจำเลย
ถือได้ว่าเป็นการสบประมาทจำเลยอย่างร้ายแรงโดยมิได้คาดคิดมาก่อน
ย่อมเหลือวิสัยที่จำเลยจะอดกลั้นโทสะไว้ได้ จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในทันที
พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกกดขี่ข่มเหงในทางจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยบันดาลโทสะขึ้นในขณะนั้นจนขาดความยับยั้งชั่งใจ กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72
ที่ศาลล่างพิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 72 จำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี
นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

 

โดย: o-hung IP: 124.121.215.41 10 กุมภาพันธ์ 2551 15:55:09 น.  

 


อ่านเรื่องสามีดีเจ ฆ่าภรรยาแล้วสับแยกทิ้งเป็นชิ้น ๆ
ส่วนศีรษะโบกปูนไว้ในบ้าน เพื่อให้อยู่ด้วยกันตลอดไป

อ่านแล้วก็นึกถึงความรักของตัวเอง
ต้องเสียสละแทบทุกอย่าง ตามอาชีพของคุณผู้ชาย
เราเองไม่เคยรู้ว่า คุณผู้ชายเราหายไปไหน
วันเกิด วันหยุด วันเทศกาล ไม่มีทั้งสิ้น
น้อยใจ เศร้า เสียใจ ก็มีตามปกติ
แต่ต้องระงับทุกอย่างไว้ในใจของตัว

เพราะเราไม่รู้ว่า ที่หายไป หายไปด้วยงานตามภาระแห่งชาติที่เขาบอกให้รู้
หรือหายไปเพราะสันดานผู้ชาย

ก็ได้แต่ไว้ใจ สงบนิ่งรอคอย

ก็ไม่รู้ว่า วันใดที่ความนิ่งมันถึงจุดระเบิด
เราจะทำอะไรได้รุนแรงกว่าข่าวที่ได้อ่าน ได้ติดตาม
ได้แต่ภาวนา ให้เรามีสติ อยู่จนสิ้นลมหายใจ

 

โดย: Big Spender 10 กุมภาพันธ์ 2551 16:38:17 น.  

 

ฎีกาที่ 8046/2542
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 83 ริบของกลาง


จำเลยให้การปฏิเสธ


ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 83 ให้ประหารชีวิตจำเลย คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง


จำเลยอุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน


จำเลยฎีกา


ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
".....บันทึกคำรับสารภาพของจำเลยที่จำเลยเขียนเองและที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.22สรุปได้ว่า
เมื่อประมาณ 2 ปี มานี้ จำเลยกับสามีได้เดินทางจากจังหวัดสกลนครมาหางานทำและได้ทำงานที่โรงงานของบริษัทไทย*** จำกัด แต่อยู่คนละแผนก จำเลยทำงานอยู่แผนกเดียวกับผู้ตายซึ่งทำงานอยู่ก่อนแล้ว
ผู้ตายเข้ามาพยายามทำดีกับจำเลยและเอาใจทุกอย่างจนลักลอบได้เสียกัน ต่อมานายบุญเพ็ง(สามีจำเลย)สงสัยได้คาดคั้นเอาความจริงจากจำเลยด้วยความโกรธแค้นจนจำเลยต้องรับ หลังจากนั้นนายบุญเพ็งมีอาการเงียบขรึมจนน่ากลัว จนถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2539 นายบุญเพ็งพูดกับจำเลยว่าจะให้โอกาสจำเลยกลับตัวสักครั้ง เนื่องจากสงสารลูกที่ยังเล็ก แต่ต้องทำตามที่นายบุญเพ็งสั่ง ถ้าไม่เช่นนั้นนายบุญเพ็งจะฆ่าเสียทั้งสองคน
ด้วยความกลัวเพราะรู้นิสัยดีว่านายบุญเพ็งเป็นคนพูดความจริงจำเลยจึงตอบตกลงว่าจะยอมทำตามที่นายบุญเพ็งสั่ง นายบุญเพ็งจึงบอกแผนให้ฟังว่า ให้นัดผู้ตายไปยังที่เกิดเหตุ แต่ให้แกล้งไปเอายาเสียก่อนเพื่อรอให้มืดสักหน่อยจำเลยพยายามพูดว่าไม่ต้องไปฆ่าเขาหรอกกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ที่สกลนครก็ได้ แต่นายบุญเพ็งไม่ยอม
วันรุ่งขึ้นเมื่อจำเลยกลับมาจากซื้อกับข้าวพบนายบุญเพ็งกำลังเก็บเสื้อผ้าเฉพาะของนายบุญเพ็ง จำเลยพยายามขอร้องว่าอย่าทำเลยแต่นายบุญเพ็งไม่ยอม ก่อนออกจากบ้านนายบุญเพ็งกำชับจำเลยว่าให้พาผู้ตายไปยังที่เกิดเหตุให้ได้ ไม่งั้นเตรียมตัวตายได้
จำเลยจึงไปหลอกชวนผู้ตายให้ไปร่วมหลับนอนกันอีกในวันรุ่งขึ้น และกลับมาบอกนายบุญเพ็งว่าได้นัดผู้ตายแล้วตามคำสั่ง และพยายามขอร้องให้นายบุญเพ็งเลิกคิดฆ่าผู้ตายอีก แต่นายบุญเพ็งไม่ยอม
วันเกิดเหตุเมื่อจำเลยพาผู้ตายมาถึงที่เกิดเหตุ
จำเลยทำทีเข้าไปปัสสาวะในป่า
พบนายบุญเพ็งยืนถือมีดปลายแหลมรออยู่
นายบุญเพ็งถามว่ามันมาหรือไม่
จำเลยบอกว่ามา รออยู่ข้างนอก
นายบุญเพ็งว่าไปเรียกมันเข้ามา
จำเลยจึงตะโกนบอกผู้ตายว่า ทำกุญแจหายให้ผู้ตายเข้ามาช่วยหา แล้วผู้ตายจึงถูกนายบุญเพ็งฆ่าตาย
เมื่อฟังว่าคำรับสารภาพของจำเลยในส่วนที่เป็นโทษแก่จำเลยเป็นความจริงก็ต้องฟังตลอดไปถึงว่าคำของจำเลยดังกล่าวข้างต้นเป็นความจริงด้วย จึงเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยถูกนายบุญเพ็งบังคับให้จำต้องกระทำ เมื่อพิเคราะห์ถึงว่าจำเลยและนายบุญเพ็งอยู่ด้วยกันเพียงสองคนในบ้านพัก จำเลยเป็นหญิงซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าจึงอาจถูกนายบุญเพ็งข่มเหงเอาได้ตลอดเวลา
ทั้งจำเลยเป็นชู้กับผู้ตายซึ่งถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่นายบุญเพ็งสามีอาจฆ่าจำเลยเสียได้จริง และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตาย
จะเห็นได้ว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจพาจำเลยมาถึงที่เกิดเหตุจำเลยร้องไห้และเล่าถึงเหตุที่ฆ่าผู้ตายให้ฟัง
ทั้งผู้ตายยอมทำตามที่จำเลยชักชวนโดยไม่ระแวงสงสัย
ชี้ให้เห็นว่าจำเลยร่วมฆ่าผู้ตายเพราะตกอยู่ภายใต้อำนาจของนายบุญเพ็งซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้
แต่การที่จำเลยถึงกับยอมร่วมมือกับนายบุญเพ็งฆ่าผู้ตาย ถือได้ว่ากระทำไปเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น
ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67(1),69 เมื่อพิเคราะห์ถึงว่าผู้ตายมีส่วนก่อเหตุอยู่ด้วยโดยมาติดพันจำเลยจนได้เสียเป็นชู้กันทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจำเลยมีครอบครัวอยู่แล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสมกับความผิด"


พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 83 ประกอบมาตรา 67(1), 69 ให้วางโทษจำคุก 20 ปี คำรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

 

โดย: o-hung IP: 124.121.69.232 10 กุมภาพันธ์ 2551 20:53:21 น.  

 

ฎีกาที่ 5258/2538

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91,288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72,72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองตามฟ้อง ปฏิเสธข้อหาอื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 กระทงหนึ่ง จำคุก 10 ปี
และมีความผิดฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมเดียวกัน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิวรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี
รวมจำคุก 11 ปี คำให้การจำเลยทั้งสองข้อหานี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือนกับมีความผิดฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหานี้เป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี
รวมจำคุกทั้งสิ้น 8 ปี 4 เดือน ของกลางริบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 72 กระทงหนึ่งจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การจำเลยข้อหานี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี รวมโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำคุก 2 ปี จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้วให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่โจทก์จำเลยนำสืบโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฝ่ายโต้เถียงกันว่า
ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยมีอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธปืนไม่มีทะเบียนกับกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองและพาติดตัวไปยังที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตและใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงเจตนาฆ่านายจเรผู้เสียหาย
นางอังสนาเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย อยู่กินร่วมกันและมีบุตรด้วยกัน2 คน
นางอังสนาได้รู้จักชอบพอรักใคร่กับผู้เสียหายมาก่อนเกิดเหตุประมาณ 8 เดือน
ต่อมาในวันเกิดเหตุได้พากันไปดื่มสุราที่บ้านของผู้เสียหายซึ่งอยู่ตรงที่เกิดเหตุ
จำเลยตามไปพบเห็นนางอังสนาและผู้เสียหายโอบกอดกันจึงเคาะประตูเรียกนางอังสนาออกมาคุยนอกบ้าน
ผู้เสียหายเดินตามออกมา
จำเลยถามผู้เสียหายว่า"มึงเป็นชู้ กับเมียกูเหรอ"
ผู้เสียหายปฏิเสธ จำเลยพูดว่า"มึงมาเจอกันอีกทำไม"
ผู้เสียหายตอบว่า "เมียมึงมาหากูเอง"
จำเลยได้ตบนางอังสนา
แล้วผู้เสียหายด่าจำเลยว่า"ไอ้สัตว์ไอ้หน้าตัวเมียรังแกผู้หญิง" และทำท่าจะเดินเข้าหาจำเลย
จำเลยพูดว่า "มึงจะทำอะไรกูเหรอ" พร้อมกับชักอาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายไป 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส
ตามรายงานความเห็นการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า
การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะและมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปโดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า
การที่ผู้เสียหายพาภริยาจำเลยไปดื่มสุรากันสองต่อสองที่บ้านของผู้เสียหายในเวลาประมาณ 21 ถึง23 นาฬิกา ระหว่างดื่มสุรามีการโอบกอดกัน
การกระทำของผู้เสียหายจึงเป็นการล่วงเกินภริยาจำเลยในทำนองชู้สาวและผู้เสียหายทราบมาก่อนเกิดเหตุแล้วว่านางอังสนาเป็นภริยาของจำเลยซึ่งนางอัมพร พยานโจทก์ผู้เป็นมารดาของผู้เสียหายก็เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 7 วัน จำเลยบอกให้พยานแจ้งแก่ผู้เสียหายว่าอย่ามายุ่ง กับนางอังสนา ย่อมแสดงให้เห็นวาจำเลยทราบการกระทำของผู้เสียหายกับภริยาตนว่ารักใคร่ชอบพอกันมาก่อนเกิดเหตุแล้ว จึงได้ติดตามคอยดูพฤติการณ์ของบุคคลทั้งสองอยู่เสมอ ในคืนเกิดเหตุจำเลยพบเห็นผู้เสียหายกับภริยาตนอยู่กันตามลำพัง มีการดื่มสุราโอบกอดกันด้วย เช่นนี้ การที่จำเลยถามผู้เสียหายว่าเป็นชู้ กับภริยาตนหรือไม่ และทำไมต้องมาพบกันอีก ก็เนื่องมาจากเกิดอารมณ์หึงหวงในฐานะที่เป็นสามีชอบที่จะถามเอาความจริงจากผู้เสียหาย
ผู้เสียหายกลับหาว่าภริยาจำเลยมาหาผู้เสียหายเองเป็นเหตุให้จำเลยตบตีภริยา และผู้เสียหายได้ยั่วยุอารมณ์จำเลยด้วยการด่าว่าเป็นสัตว์หน้าตัวเมียรังแกผู้หญิง ย่อมเหลือวิสัยที่จำเลยผู้เป็นสามีจะอดกลั้นโทสะไว้ได้
กรณีหาใช่เป็นการโต้เถียงกันดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาไม่พฤติการณ์ดังกล่าวมานับได้ว่าผู้เสียหายได้กระทำการอันเป็นการกระทำที่ถูกข่มเหงในทางจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยบันดาลโทสะขึ้นในขณะนั้นจึงได้ใช้ปืนยิงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72
แต่การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธปืนที่จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองติดตัวไปสืบหาภริยาที่ไปกับผู้เสียหายในทางชู้สาวโดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้เสียหายและภริยาอยู่ ณ ที่ใด และผู้เสียหายจะล่วงเกินภริยาในทางชู้สาวจริงหรือไม่
พฤติการณ์เช่นนี้จึงยัง ไม่มีเหตุสมควรที่จะนำอาวุธปืนของกลางติดตัวไป จำเลยจึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะตามฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371
พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง 72 ทวิ วรรคสอง ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี
คำให้การจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก8 เดือน
อีกกระทงหนึ่งเมื่อรวมกับโทษในข้อหาอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน
โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 เดือนต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้นั้น
กับให้จำเลยละเว้นการประพฤติอันใดอันอาจนำไปสู่ การกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

 

โดย: o-hung IP: 124.121.69.232 10 กุมภาพันธ์ 2551 21:11:19 น.  

 

ฎีกาที่ 6570/2542

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288, 289(5) และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5)ให้ลงโทษประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงจำคุกตลอดชีวิตริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ทำร้ายนางมาเรียมผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า
จำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยฆ่าผู้ตาย โจทก์คงมีแต่รายงานการตรวจศพ รายงานการชันสูตรพลิกศพ เอกสารหมาย จ.12 ภาพถ่ายศพผู้ตายและภาพถ่ายสภาพห้องที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ถึง จ.8 แม้ว่าภาพถ่ายศพผู้ตายหมาย จ.3
สภาพศพผู้ตายมีรอยช้ำที่ขาทั้งสองข้างเนื่องจากถูกของแข็งกระทบกระแทกโดยเฉพาะที่หัวเข่าและหน้าแข้งหลายแห่งและ จำเลยใช้เหล็กยกน้ำหนักทุบตีผู้ตายที่ศีรษะจนผู้ตายถึงแก่ความตาย ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยได้ทรมานหรือกระทำการทารุณโหดร้ายผู้ตายอย่างไร ประกอบกับสภาพท้องที่เกิดเหตุมีสิ่งของถูกรื้อค้นกระจัดกระจายและ จำเลยก็ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน เชื่อว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นการทะเลาะวิวาทและทำร้ายกันระหว่างจำเลยกับผู้ตาย
การที่จำเลยฆ่าผู้ตายไม่เข้าลักษณะเป็นการทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย ฟังไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า
จำเลยฆ่าผู้ตายเพราะเหตุบันดาลโทสะและเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
เห็นว่า จำเลยกับผู้ตายเป็นสามีภริยากันมีบุตรด้วยกัน 4 คน บุตรคนแรกมีอายุประมาณ 24 ปี
ผู้ตายทำมาหากินและอาศัยอยู่ด้วยกันย่อมจะต้องมีเรื่องระหองระแหงกระทบกระทั่งกันและไม่เข้าใจกันบ้างเป็นปกติธรรม จำเลยซึ่งเป็นสามีและเป็นหัวหน้าครอบครัวควรจะมีความหนักแน่นอดทนและอดกลั้นให้มากกว่านี้
ที่จำเลยเบิกความว่า ผู้ตายนำเงินที่จำเลยมอบให้เพื่อนำไปชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ไปใช้ส่วนตัว
นอกจากนี้จำเลยตรวจพบว่าเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารได้หายไปประมาณ500,000 ถึง 600,000 บาท
และเงินที่รถยนต์บรรทุกหกล้อจำนวน 500,000 บาทได้หายไปนั้น ยังไม่แน่ชัดว่าผู้ตายเป็นคนนำเงินจำนวนดังกล่าวไปจริงหรือไม่
ที่จำเลยเบิกความว่าผู้ตายบอกว่าเป็นคนนำเงินจำนวนดังกล่าวไปให้ชู้นั้น ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่เช่นกัน ผู้ตายอาจจะพูดขึ้นเพื่อเป็นการประชดประชันจำเลยเท่านั้น
ส่วนที่ผู้ตายด่าจำเลยว่าไอ้เหี้ยนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยกับผู้ตายต่างฝ่ายต่างขาดความอดทนและอดกลั้นได้สมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกันจนถึงขั้นทำร้ายกัน
ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการด่าว่ากันเช่นนี้
กรณีที่จำเลยกับผู้ตายทะเลาะวิวาทกันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของจำเลยและผู้ตาย ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงที่จำเลยจะต้องฆ่าผู้ตาย ทั้งจำเลยทราบก่อนเกิดเหตุหลายวันว่าเงินได้ขาดหายไป กรณีจึงไม่ใช่เหตุข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยฆ่าผู้ตายจึงไม่ใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72
ส่วนที่จำเลยฆ่าผู้ตายโดยอ้างเหตุป้องกันโดยชอบนั้น เห็นว่า จำเลยต่อสู้ว่าเมื่อจำเลยพบว่าเงินได้ขาดหายไป จำเลยจึงโมโหผู้ตายและโต้เถียงกับผู้ตายจนกระทั่งมีการทำร้ายซึ่งกันและกัน ประกอบกับสภาพท้องที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ถึง จ.8 สิ่งของถูกรื้อค้นและถูกทำลาย ลูกบิดประตูทางเข้าออกห้องที่เกิดเหตุมีสายเข็มขัดรัดไว้ไม่ให้คนเปิดเข้าไปในห้อง โดยจำเลยรับว่าเป็นคนทำขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้ตายหนีลงไปชั้นล่าง
แสดงให้เห็นว่าจำเลยต้องการทำร้ายผู้ตาย
แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า
ผู้ตายเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงจำเลยก็ตาม
แต่เหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมดจำเลยเป็นฝ่ายก่อขึ้นก่อน
ดังนั้นการที่จำเลยฆ่าผู้ตายจึงไม่เป็นการป้องกัน

พิพากษายืน

 

โดย: O-Hung 10 กุมภาพันธ์ 2551 21:39:22 น.  

 

ฎีกาที่ 2792/2515

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า
จำเลยกับนางหมวยผู้ตาย เป็นสามีภรรยากันมาประมาณ 16 ปี โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส
มีบุตรด้วยกันที่ยังมีชีวิตอยู่3 คน อยู่ในวัยเยาว์
ผู้ตายชอบเล่นการพนันและสนิทสนมกับโจทก์ร่วมมาก่อนเกิดเหตุราว 2 ปี
ผู้ตายกับโจทก์ร่วมชอบไปเล่นการพนันด้วยกัน และโจทก์ร่วมให้ผู้ตายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์กลับมาส่งบ้านเสมอ เวลาจำเลยไม่อยู่บ้าน บุตรผู้ตายอันเกิดจากจำเลยเห็นโจทก์ร่วมมาหลับนอนในห้องเดียวกับผู้ตายที่บ้านจำเลย จนคนทั่วไปเล่าลือกันว่าผู้ตายกับโจทก์ร่วมเป็นชู้กัน จำเลยก็ทราบเรื่องนี้และอยู่ร่วมบ้านกับผู้ตายตลอดมา จำเลยเป็นคนรักลูกรักเมียและมิใช่คนมีนิสัยดุร้าย
โจทก์ร่วมรู้ว่าผู้ตายเป็นภรรยาของจำเลยและมีบุตรด้วยกัน จำเลยเคยเตือนผู้ตายไม่ให้เกี่ยวข้องกับโจทก์ร่วม และขอร้องโจทก์ร่วมไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับผู้ตาย แต่ผู้ตายกับโจทก์ร่วมไม่เชื่อฟัง
วันเกิดเหตุเวลา 16.00 นาฬิกาเศษ ภายหลัง
จำเลย นายลำพูนไปที่ตลาดแล้วจำเลยซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์นายลำพูนไปลงที่ปากซอยกำลังจะเดินเข้าบ้าน ก็พอดีผู้ตายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์โจทก์ร่วมมา และเลี้ยวรถเข้าปากซอยจะไปบ้านผู้ตาย ผ่านจำเลยห่างราว 1 วา
..แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมทำตัวสนิทชิดชอบกับผู้ตายในทางชู้สาวและพบปะผู้ตายตลอดมา
ศาลฎีกาเชื่อว่า จำเลยเคยเตือนผู้ตายไม่ให้เกี่ยวข้องกับโจทก์ร่วมและขอร้องโจทก์ร่วมไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับผู้ตาย
ทั้งนี้ เพื่ออนาคตของบุตร แต่ผู้ตายกับโจทก์ร่วมไม่เชื่อฟัง ยังคงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์กันเสมอ
ย่อมก่อความไม่พอใจและความรำคาญใจแก่จำเลยมิใช่น้อย ในฐานะที่จำเลยเป็นสามีย่อมหึงหวงสิ่งที่ตนรัก
การกระทำฉันชู้สาวที่ลือกันอยู่ทั่วไปกระทบกระเทือนจิตใจของจำเลยเป็นอย่างยิ่ง
วันเกิดเหตุโจทก์ร่วมเอาผู้ตายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มา เห็นจำเลยเดินเข้าปากซอย
แทนที่จะส่งผู้ตายลงตรงนั้น กลับขี่รถผ่านจำเลยไปด้วยความทระนงองอาจปราศจากความยำเกรงจำเลยผู้เป็นสามี เป็นการเยาะเย้ยท้าทายจำเลยว่าได้ทำชู้กันอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็ไปมาด้วยกันดังที่เห็นอยู่นี้
จำเลยจะทำไม อันเป็นการยั่วยุอารมณ์ของจำเลย
จำเลยมิใช่เป็นคนมีนิสัยดุร้าย
แต่เมื่อพบเห็นภาพที่ผู้ตายกับโจทก์ร่วมชู้รัก กระทำการเย้ยหยันสบประมาทอย่างร้ายแรงโดยมิได้คาดคิดเช่นนี้ ย่อมเหลือวิสัยที่จำเลยผู้เป็นสามีจะอดกลั้นโทสะไว้ได้
จึงใช้ปืนยิงผู้ตายกับโจทก์ร่วมไปในทันทีทันใดที่พบเห็น

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า
พฤติการณ์เช่นนี้นับได้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกกดขี่ข่มเหงในทางจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยบันดาลโทสะขึ้นในขณะนั้น จนขาดความยับยั้งชั่งใจ ได้ใช้ปืนยิงผู้ตายกับโจทก์ร่วมไป
กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 72
พิพากษายืน (รอการลงโทษ 3 ปี)

 

โดย: O-Hung 10 กุมภาพันธ์ 2551 21:55:37 น.  

 

พิพากษายืน ไม่รอลงอาญาครับ

 

โดย: พลทหารไรอัน 13 กุมภาพันธ์ 2551 16:52:18 น.  

 

ลุง ไปไหนเนี่ยะ นานเกิ๊นนน

 

โดย: Jakaey 23 กันยายน 2551 19:24:23 น.  

 

ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่...

 

โดย: (ศฏ. หมอเสริม)honghow IP: 113.53.73.136 15 ธันวาคม 2552 12:53:58 น.  

 

 

โดย: O-Hung 23 ธันวาคม 2552 23:52:39 น.  

 

โอ๊ยย มืด ๆ มองไม่เห็น

 

โดย: 90210 3 มกราคม 2553 14:02:37 น.  

 

ย้ายไปอยู่ที่นี่แล้วนะครับ เชิญครับ
//www.facebook.com/poltahanryan

 

โดย: พลทหารไรอัน 13 มีนาคม 2555 11:57:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


O-Hung
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add O-Hung's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.