รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
กันยายน 2562
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
16 กันยายน 2562
 
All Blogs
 

เหตุที่นักปฏิบัติธรรมไม่อาจเดินไปถึงทีสุดแห่งทุกข์ได้

เหตุทีนักปฏิบัติไม่อาจเดินไปถึงทีสุดแห่งทุกข์ได้
.
1..อะไร คือ ทีสุดแห่งทุกข์
ในพระไตรปิฏกเถรวาท ได้กล่าวไว้ในทำนองนี้ว่า
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด 
เมื่อคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น
.
สรุป ทีสุดแห่งทุกข์ คือ สภาวะทีจิตหลุดพ้น
ซี่งจะตรงกับอริยสัจจ์ 4 ทีว่า การสิ้นตัณหา
.
2..ปฏิบัติอย่างไร จึงจะถึงทีสุดแห่งทุกข์ได้
เหล่าชาวพุทธนักปฏิบัติธรรม ย่อมทราบกันดีทุกคนว่า 
สติปัฏฐาน 4 ในพระไตรปิฏก ได้กล่าวไว้ว่า ทางสายเอก
ทีนำพาให้พ้นไปจากกองทุกข์ได้ คือ สติปัฏฐาน 4
ทุกคนรู้เหมือนกันหมด  แต่ก็ยากทีจะพ้นไปจากกองทุกข์ได้
เพราะในสติปัฏฐาน 4  ไม่ได้บอกวิธีการปฏิบัติเอาไว้
แต่บอกไว้แต่หลักการใหญ่ ๆ   4 หมวด 
ซี่งกล่าวย่อ ๆ ว่า ให้มีสติพิจารณาอยู่ที กาย เวทนา จิต ธรรม อยุ่เนือง ๆ 
อย่างช้า 7 ปี อย่างเร็ว 7 วัน จักสำเร็จเป็นพระอรหันต์ หรือ
ไม่ก็พระอนาคามี
แต่ทำไม นักปฏิบัติส่วนใหญ่ บ้างก็ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
มานานเกิน 7 ปี ยังไม่ไปถึงไหน จิตยังเป็นปุถุชนอยู่
ไม่กาวหน้า
คำตอบง่ายๆ ก็คือ นักปฏิบัติได้ปฏิบัติผิดไปจากสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง
การตีความจากหลักการในสติปัฏฐาน 4 ไปสู่การปฏิบัติจริง ไม่ถูกต้อง
จึงไม่อาจมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมได้
.
3..จะรู้ได้อย่างไรว่า ปฏิบัติได้ถูกต้องตามสติปัฏฐาน 4
การรู้ได้นั้น จะพิสูจน์ได้ ก็ต่อเมื่อ นักปฏิบัติสามารถพบ
นาม-รูป  เป็นไตรลักษณ์ได้จริง ๆ   ไม่ได้นึกคิดเอาตามตำรา
ถ้าปฏิบัติไป 7 ปี ยังไม่พบ นาม-รูป เป็นไตรลักษณ์ได้จริง ๆ ละก็
ฟันธงได้เลย  ท่านปฏิบัติผิดไปจากสติปัฏฐาน 4 แล้วละ
.
4..ทำไมต้องปฏิบัติเพื่อให้ได้พบ  นาม-รูป เป็นไตรลักษณ์ด้วย
การพบ นาม-รูป เป็นไตรลักษณ์ นีคือสภาวะธรรมแท้ ๆ ของ
กาย-ใจ  ทีไม่เที่ยงแท้  การพบสภาวะธรรมแท้ ๆ ทีเป็นไตรลักษณ์นี้
อยู่เสมอ ๆ   จิตจะคลายจากการยีดมั่นถือมั่นใน กาย-ใจ
และเกิดปัญญาว่า กาย-ใจ นี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา
เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแบบนี้ จะเกิดการเบื่อหน่าย คลายกำหนัด
แล้วไม่ยีดมั่นถือมั่นใน กาย-ใจ นี้ต่อไป 
......
สิ่งทีเขียนข้างบน คือ หลักการ ทีเหล่าชาวพุทธรู้กันดีอยู่เต็มอก
แต่ก็ไม่อาจเดินทางสู่องค์มรรค จนถึงขั้นการสิ้นสุดแห่งทุกข์ได้
ทีเป็นอย่างนี้ เพราะมีเส้นผมเส้นเล็ก ๆ  ทีสามารถบังภูเขาอันใหญ่โตได้
เส้นผมนี้ มีอยู่ใน กาลามสูตร นี่เอง
.
นักปฏิบัติเชื่อมั่นในความเชื่อของตนเองว่า การปฏิบัตินั้น ต้องอย่างนี้ 
ต้องอย่างนี้  แต่เมื่อปฏิบัติมานานเกิน 7 ปี แล้วไม่พบไตรลักษณ์เลย
แสดงว่า ความเข้าใจในความเชื่อของตนเองนั้นมีอะไรผิดพลาดแล้ว
เพราะการหลงไปกับความเชื่อของตนอย่างเหนียวแน่น
จึงพุ่งเป้าสู่ทางเดินของตนตามความเชื่อนั้นทันที
เมื่อสิ่งทีเชื่อนั้นผิด  นักปฏิบัติก็ไม่อาจถึงทางแห่งมรรคได้
.
แล้วอะไร คือ ความเชื่อทีผิด  ที่ถูกเป็นเช่นไร
เรื่องนี้  ท่านเท่านั้นทีจะรู้ได้ คนอื่นมารู้ความเชื่อของท่านไม่ได้เป็นแน่แท้
นี่คือ สาเหตุสำคัญทีเหล่าชาวพุทธ ปฏิบัติอย่างไร ก็ไม่อาจถึง
ทีสุดแห่งทุกข์ได้นั่นเอง
.
ผู้หลงไปกับความเชื่อผิด ๆ   ยากมากทีจะปรับตัวไปสู่หนทางทีถูกต้องได้
วาสนาของท่านต้องถึงจริงๆ จึงจะหลุดออกมาได้จากความเชื่อผิด ๆ 
แล้วพบความเข้าใจใหม่ ทีเป็นความเข้าใจทีตรงตามองค์มรรคจึงจะเกิด
ขึ้นได้ต่อไป
.
ขอเพียงปฏิบัติได้ถูกตามองค์มรรค  ท่านต้องได้พบไตรลักษณ์ของ นาม-รูป
ได้ก่อน ซี่งเป็นการพิสูจน์ได้ว่า ท่านเดินมาตรงทางองค์มรรคได้แล้ว
จากนั้น ท่านก็ปฏิบัติต่อไป เรื่อยๆ  พบไตรลักษณ์ของ นาม-รูป ได้เรื่อยๆ  
ปัญญาในทางธรรมของท่านจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ  จนสิ้นสุดแห่งทุกข์ได้อย่างแท้จริง
.
ขออนุโมทนา ต่อนักปฏิบัติทุกท่าน ทีสามารถพบ ไตรลักษณ์ของ นาม-รูป 
ได้แล้วอย่างแท้จริง
 




 

Create Date : 16 กันยายน 2562
0 comments
Last Update : 16 กันยายน 2562 19:05:45 น.
Counter : 917 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


BlogGang Popular Award#15


 
นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.