เส้นทางการเป็น "นักศึกษาเเพทย์ ที่อเมริกา" ของลูกสาวคนโต



ในช่วงวันเกิด ลูกสาวคนโตจะมีของขวัญให้เราทุกปี ปีนี้เธอซื้อดอกไม้, กระเป๋าสะพาย เเละการ์ดวันเกิดรูปลูกโป่งสีชมพูมาให้

เปิดการ์ดออกมาอ่าน เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า "Happy Birthday Mom! Take care of yourself So you can see me become a doctor. I Love You! Aom" แปลภาษาไทยว่า "สุขสันต์วันเกิดเเม่ ดูเเลตัวเอง จนกว่าฉันจะเป็นเเพทย์ ฉันรักคุณ จากออม"







ลูกสาวคนโตเรามีความมุ่งมั่นอยากจะเป็นเเพทย์ ตามรอยคุณพ่อของเธอ (คุณพ่อของเธอขณะมีชีวิตอยู่ เป็นเเพทย์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) เส้นทางการเรียนจบเเพทย์ของเด็กอเมริกายาวนานมาก โดยเริ่มจากต้องเรียนจบไฮสคูล (Graduate from high school) จากนั้นไปต่อ an associate's degree ที่ community college 2ปี จากนั้นต้อง Earn a bachelor's degree ในสาขาวิทยาศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันเธอกำลังเรียนอยู่ที่ University of Illinois Chicago เมื่อจบจากที่นี่เเล้ว ขั้นต่อไปคือต้องทำการสอบเข้าในมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในคณะเเพทย์ศาสตร์ เมื่อเรียนจบเเล้วต้องเป็นเเพทย์ฝึกหัดก่อน เเล้วจึงทำการสอบเอาไลเซ็นต์เป็นลำดับถัดมา





เเค่ฟังลูกเล่าเรื่องเรียนเเล้ว มันยาวนานหลายปีมากเลยเนอะ เป็นกำลังใจให้ก็เเล้วกัน เรียนในสิ่งที่ชอบ ตั้งใจเรียนให้สำเร็จออกมา มีงานทำ เป็นคนดีของสังคม คนเป็นเเม่อย่างเราก็ชื่นใจเเล้ว

เราพาลูกสาวคนโตไปอยู่อเมริกา ขณะที่เธอเรียนอยู่ชั้น ป.1 ที่โรงเรียนระเบียบศึกษา ซอย พหลโยธิน 54/1เขตสายไหม กรุงเทพ ซึ่งขณะนั้นบ้านเราอยู่ใกล้โรงพยาบาลทหารอากาศ 





เมื่อเครื่องบินลงจอดที่อเมริกา ขณะนั้นเรามีถิ่นพำนักอยู่เมืองเร็กซ์ ใกล้เมืองเเอตเเลนต้า รัฐจอร์เจีย เครื่องบินลงช่วงบ่ายๆ ตอนกลางคืนพาลูกเข้านอน พอเช้าวันรุ่งขึ้น พาลูกไปสมัครเรียนทันที  ลูกมีความกดดันมาก ที่ต้องมานั่งปรับตัวเข้ากับโรงเรียนใหม่ รวมทั้งครู เเละเพื่อนๆ อีกทั้งภาษาพูดก็ไม่เหมือนตอนอยู่เมืองไทย พอผลการเรียนเทอมเเรกออกมา เธอสอบตกหมดทุกวิชา ครูเรียกเราไปพบ เราครียดมากเลยช่วงนั้น



เราเลยมานั่งคิดว่า จะต้องทำอะไรซักอย่างเเล้ว เลยจับเข่านั่งคุยกับลูก เขาบอกว่า เขาฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง เเละไม่ยอมพูดกับใครที่โรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือครู จนทุกคนคิดว่าเธอเป็นใบ้

หลังจากนั้น เมื่อลูกกลับมาจากโรงเรียนในตอนเย็น เรามานั่งสอนการบ้านให้เธอทุกวัน วันละหลายชั่วโมง จะอธิบายเป็นภาษาไทยก่อน เเล้วค่อยเทียบเป็นภาษาอังกฤษ หาเทคนิคการสอนให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ หรือการบวกลบวิชาเลข คุณครูที่โรงเรียนบอกว่า เราควรพูดภาษาอังกฤษเพียงภาษาเดียวกับลูก เพื่อให้เธอคุ้นเคย เเละไม่สับสนเรื่อง 2ภาษา ที่รัฐจอร์เจีย ส่วนใหญ่คนที่นี่เป็นคนผิวสี พูดมีสำเนียง เเละฟังยาก

ช่วงเวลาที่ผ่านไป เธอค่อยๆปรับตัวได้ เริ่มพูดคุยกับเพื่อน เเละเรียนเข้าใจมากขึ้น ปัจจบันเธออ่านและเขียนภาษาไทยไม่ได้เเล้ว เเต่ยังพูดเเละฟังภาษาไทยรู้เรื่องนิดหน่อย เนื่องจากเธอลืม เเละอีกอย่างเราไม่ได้พูดภาษาไทยกับลูกเวลาอยู่บ้าน 





ที่เมืองไทย เวลาสอบเอ็นทรานซ์เข้าเรียนคณะเเพทย์ศาสตร์ ผู้สมัครสอบต้องมีคุณสมบัติคือ จบ ม. 6 หรือเทียบเท่า รับเฉพาะนักเรียนสายวิทย์ - คณิตเท่านั้น 

เเต่ที่อเมริกาไม่ใช่เเบบนี้ ที่นี่คุณสามารถเข้าเรียนเเพทย์ได้ ไม่ว่าคุณจะจบสายอะไรมา หรืออายุเท่าไร เด็กไฮสคูล หรือ ม .ปลาย จะเรียนคละวิชา ไม่มีสายวิทย์ คณิต ศิลป์ภาษา หรือโปรเเกรมอื่นๆให้เลือกเรียนเเบบเมืองไทย (อันนี้เป็นโรงเรียนของลูกนะคะ โรงเรียนอื่นไม่ทราบค่ะ)













ค่าเทอมการเรียนมหาลัยในชิคาโก จะเเบ่งเป็น 3ระดับ คือ  International หรือนักเรียนต่างชาติ จะเสียค่าเทอมเเพงที่สุด, Non resident  คือนักเรียนที่มาจากต่างรัฐ ค่าเทอมจะเเพงรองลงมา เเละ  Resident คือ พวกนักเรียนที่มีถิ่นพำนักอยู่ในรัฐอิลลินอยส์ พวกนี้ค่าเรียนจะถูกที่สุด (อันนี้ยังไม่พูดถึงการขอสกอล่าชิพ เเละทุนการศึกษาต่างๆ)

ขอบคุณทุกท่านที่เเวะมาเยี่ยมบล้อกนะคะ


Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2564
Last Update : 17 มีนาคม 2564 1:09:49 น. 1 comments
Counter : 668 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณTui Laksi


 
น่ารักมากๆและชื่นชมทั้งคุณแม่คุณลูกเลยค่ะ
โตเป็นสาวแล้วสวยไม่แพ้คุณแม่เลยนะคะ
ยินดีกับว่าที่คุณหมอสาวสวยในอนาคตด้วยค่ะ


โดย: Tui Laksi วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา:8:36:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สมาชิกหมายเลข 3661152
Location :
ชิคาโก United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เรื่องราวของซิงเกิ้ลมัมลูก2 อพยบไปอยู่สหรัฐอเมริกา
ปี 2003 อยู่เมือง Rex รัฐจอร์เจีย
ปี 2010 ย้ายไปอยู่เมือง Elon รัฐนอร์ทแคโรไลนา
ปี 2012 ได้ย้ายไปอยู่ Chicago รัฐอิลินอยส์ จนถึงปัจจุบัน




เจ้าของบล็อกเริ่มเขียนไดอารี่ออนไลน์ครั้งเเรก เมื่อปี 2020 เขียนตามประสพการณ์ชีวิตที่พบเจอ ทั้งเรื่องงาน,การเลี้ยงลูก, การเข้าครัวทำอาหาร,งานฝีมือ เเละเรื่องเที่ยว ขอให้ทุกทานมีความสุขจากการติดตามอ่านนะคะ
^^
^^
^^
^^
ู^^^



Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2564
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
10 กุมภาพันธ์ 2564
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 3661152's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.