สะกดรักลวงใจ ๑๐ เข้าใจผิดชีวิตเปลี่ยน



บทที่ ๑๐ เข้าใจผิดชีวิตเปลี่ยน
 
การทำงานที่กินเวลาเป็นชั่วโมงๆ ทำให้รู้สึกอ่อนล้าทั้งที่ปกติก็ทำอยู่แบบนี้เป็นประจำทุกวัน วศินยกข้อมือดูเวลา นาฬิกาโรเล็กซ์ราคาแพงบอกเวลาเที่ยงกว่าๆ เขาวางปากกาแล้วลุกไปที่บาร์เครื่องดื่มหลังโต๊ะทำงาน เปิดบรั่นดีรินใส่แก้วถือติดมือมานั่งจิบตรงโซฟาพลางหายใจอย่างเบื่อๆ
                “ป่านนี้จะเป็นยังไง”
                เขาคิดถึงเธอทั้งวัน ใบหน้าเรียวของหญิงสาวผุดขึ้นมาในความคิดทุกระยะ ถ้อยคำน้ำเสียงอารมณ์และกลิ่นกาย เธอทำให้เขาไม่มีสมาธิทำงาน ริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อชวนให้ใจสั่น ลูกน้องที่เขาสั่งให้ติดตามเธอรายงานเขาว่าเธอเป็นลูกสาวของนายถาวร ทำไมมันจุดไต้ตำตออย่างนี้...ถ้าเธอรู้ว่าเขาจับพ่อของเธอมาขังไว้ก็คงเกลียดขี้หน้าเขามากกว่าเดิม
                ชายหนุ่มส่ายหน้าสะบัดความคิดออก ยกแก้วบรั่นดีดื่มจนหมดแล้วก้าวฉับๆ กลับไปที่โต๊ะทำงาน ยกหูโทรศัพท์กดเบอร์ภายในไปที่ห้องทำงานของปัฐกรณ์
                “บ่ายนี้คุณเข้าประชุมคนเดียวนะ จัดการตามแผนงานที่เราคุยกันไว้แทนผมได้เลย”
                “เดี๋ยวๆ คุณศินมีงานด่วนเหรอครับ” ปัฐกรณ์ถามกลับอย่างเป็นห่วง ช่วงนี้ปัญหานายถาวรกับเสี่ยชัยยังค้างๆคาๆ กลัวเสี่ยชัยคิดไม่ซื่อ “ประชุมภายในเราเลื่อนไปก่อนก็ได้ ผมจะไปกับคุณ”
                “ไม่ต้องๆ คุณเข้าประชุมตามแผนกำหนดการเดิม ตกลงตามนั้นนะ”
                วศินวางสายไปแล้วแต่ปัฐกรณ์ยังนั่งถือหูโทรศัพท์ค้างอยู่ท่าเดิม ใบหน้าที่อ่อนกว่าวัยมีแววครุ่นคิด วันนี้วศินที่มีสถานะเป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายดูแปลกไป เขาสั่งให้เลขาหอบงานไปให้ที่ผับ ทั้งที่ปกติเขาจะต้องมานั่งทำงานในห้องผู้บริหารบนโรงแรมนี้ ส่วนงานผับจะเข้าไปตอนค่ำหรือว่างเว้นจากงานโรงแรม เหมือนเขาเข้าไปพักผ่อนมากกว่าไปทำงานโดยตรง แต่เดี๋ยวนี้กลับหอบงานของโรงแรมไปนั่งขลุกอยู่ในห้องนั้นทั้งวันมันคืออะไร
                ปัฐกรณ์หยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาวิโรจน์
                “วิโรจน์ คุณได้ติดตามคุณศินออกไปข้างนอกหรือเปล่า”
                “เปล่าครับ นายเพิ่งออกไป ยังโทรมาสั่งย้ำให้ผมเฝ้าไอ้ถาวรอยู่ที่ผับอย่าไปไหน”
                “คุณวศินออกไปไหน”
                “ไม่รู้ครับ แต่ก่อนไปนายขึ้นไปหาไอ้ถาวรสักพักแล้วถึงขับรถออกไปคนเดียว”
                คำตอบวิโรจน์ลูกน้องมือขวาของเศรษฐีหนุ่มยิ่งทำให้ปัฐกรณ์แปลกใจหนัก ปกติวศินให้วิโรจน์ขับรถให้ ตามติดไปทุกที่ ไม่ว่าจะไปธุระหรือไปเที่ยวพักผ่อน
                ปัญกรณ์นึกสงสัยแต่คิดไม่ตก นาฬิกาบนโต๊ะทำงานบอกเวลาเกือบบ่ายโมง ผู้จัดการหนุ่มจึงรีบเตรียมเอกสารเข้าประชุมตามคำสั่ง
 
วศินขับรถมาดักรอปานวาดที่มหาวิทยาลัย นั่งรอจนเกือบสี่โมงเย็น นักศึกษาทยอยออกจากอาคาร แต่ตรงม้านั่งหินอ่อนที่ปานวาดเคยนั่งประจำ มีนักศึกษาหน้าใหม่ๆ มานั่งแทนที่เพราะเป็นช่วงปิดเทอม นักศึกษาที่มาเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กใหม่ลงเรียนซัมเมอร์ซึ่งมีไม่มากนัก
                ชายหนุ่มถอดใจ โอกาสที่จะคุยตกลงกับเธอหมดไปแล้ว และเขาก็ไม่อยากหาคนอื่นเข้ามาแทนที่ เขาคงต้องคุยกับคุณตาทองตรงๆ อาจทำให้คุณตาโกรธไปสักพักใหญ่ๆ แต่ไม่มีทางเลือก การแต่งงานเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดถึงมัน
                รถเบนซ์สีดำวิ่งเข้ามาจอดในโรงรถ วศินก้าวลงจากรถเดินไปตามทางเท้าในสวนจิตใจห่อเหี่ยว คุณตาทองนั่งรออยู่ในสวนเหมือนเคย ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาชายชราด้วยอารมณ์ไม่แจ่มใสนักพยายามคิดหาคำปฏิเสธที่นุ่มนวลกับผู้มีพระคุณ
                “วันนี้มาเร็วดีนี่” ชายชราส่งยิ้มพราย “งานหนักหรือ”
                “ไม่หรอกครับคุณตา แค่เพลียนิดหน่อย”
                “ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ ก็นอนซะที่นี่เลยสิ” ชายชรายื่นข้อเสนอ “จะได้ไม่ต้องขับรถกลับไป นอนที่โรงแรมถึงจะสะดวกสบาย แต่ไม่ให้ความอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านหรอกนะ”
                วศินถอนหายใจ “ไม่ดีกว่าครับคุณตา”
                ชายหนุ่มไม่เคยกลับมานอนที่บ้านเลย หลังจากเลิกกับวิภาเขาก็เลือกใช้ห้องพักในโรงแรมเป็นบ้านหลังที่สอง ส่วนที่บ้านหลังนี้ปล่อยว่างเปล่าบ้านทั้งหลังจึงมีแค่แม่บ้านอยู่ดูแลทำความสะอาดประจำสองคนส่วนคนสวนกับคนขับรถ เขาให้มาคอยรับใช้อยู่ที่บ้านคุณตาทอง
                บ้านของวศินอยู่บนที่ดินแปลงเดียวกับบ้านของคุณตาทอง แต่สร้างเป็นสัดส่วนหลังใครหลังมันพื้นที่ตัวบ้านห่างกันพอสมควร
                “คุณตาครับ” วศินหาโอกาสเริ่มต้นเรื่องของนนทิยา
                “อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ กินข้าวกินปลาซะก่อนนะ ค่อยว่ากัน หลานไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายใจก่อนดีกว่านะ วันนี้ไม่มีงานด่วนอะไรอยู่แล้วนี่”
                วศินมองชายชราไม่แปลกใจที่คุณตารู้เรื่องงานแม้เขาจะชินที่คุณตารู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับงานหรือเรื่องส่วนตัวทั้งหมด แต่บางครั้งก็อดที่จะอึดอัดไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าคุณตาทำแบบนี้เพราะรักและเป็นห่วงเท่านั้น
                “ตามีเรื่องงานที่ต้องคุยปรึกษากับหลานด้วย”
                “ปรึกษาอะไรครับ”
                “ตารับพนักงานมาช่วยงานให้เขามาคอยช่วยจัดการธุระเรื่องต่างๆ ทั่วๆ ไป หลานก็แค่สั่งให้เขาทำสิ่งที่ควรทำเราจะคุยรายละเอียดเรื่องนี้กันอีกทีหลังอาหารค่ำ”
                “ครับคุณตา”
                วศินรับคำง่ายๆ เพราะไม่อยากคัดค้านสิ่งที่ค้านไม่ได้ หากคุณตาทองต้องการอะไรก็ไม่มีใครขัด...คุณตาหาผู้ช่วยส่วนตัวมาให้ช่วยงาน ก็เหมือนหาสปายคอยติดตามเขาแล้วรายงานความเคลื่อนไหวของเขาให้กับคุณตาก็เท่านั้น
                นี่แหละหน้าที่ของผู้ช่วยส่วนตัวคนใหม่ของนายวศินที่คุณตาต้องการ
                ชายหนุ่มรู้ว่าคุณตายังไม่ไว้ใจเรื่องผู้หญิง โดยเฉพาะเรื่องวิภา แต่เขาจะหาทางพิสูจน์ให้คุณตาเข้าใจว่าที่ไม่อยากแต่งงานกับนนทิยาไม่ใช่เพราะมีเยื่อใยกับวิภา แต่เขาแค่เบื่อชีวิตการแต่งงานและอยากใช้ชีวิตเรียบๆ ง่ายๆ ของตัวเอง
                วศินขอตัวไปอาบน้ำหลังจากฟังคุณตาเล่าเรื่องผู้ช่วยส่วนตัวคนใหม่และรายละเอียดบางส่วน ฟังรวมๆแล้วก็มีหน้าที่คอยตามติดเขาทุกวันเหมือนปาท่องโก๋ ฟังแล้วก็น่าอึดอัด แต่ยังไม่อยากคิดอะไรมากตอนนี้ ขออาบน้ำให้สบายใจก่อน เรื่องอื่นๆ ค่อยตามแก้ไขทีหลังเพราะเรื่องพวกนี้ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการแต่งงานกับนนทิยา สิ่งที่คุณตาต้องการมันเป็นเรื่องใหญ่ที่เขาต้องแก้ไขทำความเข้าใจกับคุณตาเป็นอันดับแรก
 
ชายหนุ่มรูปร่างสมาร์ทสูงใหญ่ ก้าวเท้าไปตามทางเดินหินในสวนที่เชื่อมต่อระหว่างสองบ้าน วศินหยุดที่ต้นทางของกระเบื้องสีอิฐที่ทอดยาวพาดผ่านสนามหญ้าไปสู่ประตูไม้เก่าสีดำ บ้านของเขาเป็นบ้านทรงสเปนสองชั้นสีเหลืองสลับส้มเขาเดินไปตามแนวกระเบื้องสีอิฐต้นพวงชมพูเลื้อยขึ้นเกาะกำแพงหน้าบ้านออกดอกบานสะพรั่งสวยงาม
                ในห้องนั่งเล่นเงียบเหงา บ้านเงียบไร้ผู้อาศัยแม่บ้านสองคนของเขาอาจจะเข้าไปช่วยงานป้าลำภาที่บ้านคุณตา
                ร่างสูงของชายหนุ่มเดินขึ้นบันไดตรงไปที่ชั้นสองเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบลงไปทานมื้อค่ำที่บ้านคุณตา คุยธุระที่ค้างคาให้เสร็จๆ แล้วจะกลับโรงแรมเลย
                วศินตรงเข้าห้องที่เขาไม่ได้เข้ามานอนอีกเลยตั้งแต่วันนั้นเหลือบมองไปที่เตียงนอนคิงไซส์ ผ้าห่มผืนใหญ่กองขยุ้มๆ อยู่บนเตียงที่ตั้งตระหง่านหรูหรากลางห้องเฟอร์นิเจอร์อื่นๆทุกอย่างยังอยู่ครบ หน้าต่างถูกเปิดออกรับลมเขาถอนใจ คุณตาคงสั่งแม่บ้านขึ้นมาทำความสะอาด คงหวังจะให้เขาค้างทั้งที่รู้ว่ายังไงเขาก็ไม่คิดกลับมานอนที่นี่อีก
                ชายหนุ่มละสายตาจากสิ่งต่างๆ ในห้อง เดินผ่านเตียงนอนไปเปิดตู้เสื้อผ้าบิลท์อินที่ยาวเหยียดไปจนถึงประตูห้องน้ำถอดเสื้อผ้าชุดทำงานโยนลงตะกร้า แล้วหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่สะบัดพันรอบสะโพกเดินเข้าห้องน้ำ
                วศินใช้เวลาอาบน้ำสระผมไม่นานก็ออกมาหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมลวกๆ ขณะเดินมาที่โต๊ะเครื่องแป้งข้างเตียง ก้มเปิดลิ้นชักจะหยิบไดร์เป่าผมออกมาตาเหลือบมองกระจกแวบหนึ่ง คิ้วหนากระตุกเมื่อเห็นภาพที่ส่องสะท้อนมาจากเตียงเขาหันฉับกลับไปอย่างรวดเร็ว
                บนเตียงนอนมีร่างของคนตัวเล็กกระจิ๊ดริดนอนขดเป็นกุ้งอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาที่เขามองผ่านๆคิดว่าเป็นกองผ้าเมื่อครู่ เส้นผมสีดำยาวกระจายอยู่บนหมอนทำให้รู้ว่าเป็นผู้หญิงทั้งที่ยังนอนหันหลัง และคงหลับสนิทถึงไม่รู้ว่ามีคนเข้ามาในห้อง แต่...เธอเป็นใครเข้ามานอนบนเตียงของเขาได้ยังไง ถ้าจะคิดว่าแม่บ้านแอบขึ้นมานอนก็ไม่ใช่ เพราะแม่บ้านของเขาตัวอ้วนใหญ่ทั้งสองคน
                วศินเดินอ้อมไปอีกฟากของเตียงนอน จับผ้าห่มที่ปิดหน้าเลื่อนลงช้าๆใบหน้างดงามเกลี้ยงเกลา ผิวพรรณขาวผ่อง เรือนกายที่จับต้องได้ วศินเบิกตากว้างกับภาพตรงหน้า
                เปลือกตาทั้งคู่ปิดสนิท ร่างบอบบางขดตัวกลม เขาอยากเจอเธอ ตามหาก็ไม่พบแต่กลับมาเจอในห้องนอนของเขาอย่างคาดไม่ถึง
                “ปานวาด...” เขาเรียกเสียงเบาเหมือนไม่อยากให้เธอตื่น
                คุณตา!ใช่สิ เขาลืมไปได้ยังไง ปานวาดเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ ต้องเป็นเพราะคุณตา วศินเริ่มรู้สึกถึงความยุ่งยากที่กำลังจะตามมา
                เขานั่งมองจ้องใบหน้าที่คุ้นเคยดีใจและคลางแคลงใจปะปนกันชายหนุ่มหย่อนตัวนั่งบนเตียงก้มมองดวงหน้าใสจิตใจพะวักพะวนหยดน้ำบนเส้นผมเปียกของเขาก็ไหลย้อยหยดลงกระทบผิวหน้าของคนบนเตียงจนเธอสะดุ้งตื่นลืมตาตกใจถลันตัวลุกพรวด
                ปานวาดผลักอกชายหนุ่มออกห่าง ถีบตัวถอยหนีจนหลังชิดหัวเตียง เธอจำได้ว่าเขาคือหัวหน้านักเลงหัวไม้ แล้วดูเขาแต่งตัวตอนนี้สิ มีผ้าขนหนูผืนเดียวเกาะที่สะโพกเหมือนเตรียมพร้อม
                “จะทำอะไร จะปล้ำฉันเหรอ หรือเข้ามาปล้น ช่วยด้วยค่ะช่วยด้วย มีโจรเข้ามาในบ้านช่วยด้วย!” ปานวาดส่งเสียงร้อง
                “ไม่มีใครเข้ามาหรอก เสียเวลาเปล่าๆ”
                “หา!คุณฆ่าพวกเขาหมดแล้วเหรอ” ปานวาดตกใจ ไม่คิดว่าชายตรงหน้าจะโหดร้ายแม้กระทั่งกับชายแก่ๆ และผู้หญิงสองคนที่ไม่เป็นอันตรายอะไร “คุณฆ่าเขาทำไม? ไอ้โจรเถื่อน โจรใจร้าย!”
                เขายิ้มอีกแล้วให้ตายสิ เธอเกลียดรอยยิ้มของเขา เพราะเจอทีไรเขาก็ทำเธอตกใจเสมอ พวกนักเลงหัวไม้เป็นแบบนี้กันหมดทุกคนไหม
                ปานวาดขยับถอยเมื่อชายหนุ่มโน้มตัวเข้ามาหาและเผยอยิ้มแบบที่เธอเกลียดอีกรอบ
                “ผมจัดการคนข้างล่างหมดแล้วเหลือแค่คุณที่ยังไม่ได้...”
                “ยังไม่ได้! ไม่ได้อะไร?”
                หญิงสาวดึงผ้าห่มคลุมกายมิดชิด มองซ้ายมองขวาหาตัวช่วย แต่บนเตียงจะมีอะไรนอกจากหมอนกับผ้าห่ม นึกโกรธตัวเองที่ไม่คิดจะพกอาวุธติดตัว คนตรงหน้าก็มีแค่ผ้าขนหนูที่เกาะเอวอยู่อย่างหมิ่นเหม่ เส้นผมและผิวกายช่วงบริเวณหน้าอกมีหยดน้ำเกาะพราว หมายความว่าเขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จเพื่อเตรียมตัว...
                ดวงตากลมโตมองสำรวจชายหนุ่มอย่างกังวล
                “คุณจะทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นไม่ได้นะ”
                เขาหัวเราะอย่างขบขันเป็นครั้งที่สอง ตลกอะไรกันนักกันหนานะ เธออยากจะเอาหมอนยัดปากขณะที่เขาพูดยียวนกวนประสาทกลับมา
                “ทำไมจะทำไม่ได้”
                ดูสิเขาหรี่ตามองเธออย่างก่อกวน แต่ถ้าเธอมัวแต่กลัวเขา มันจะทำให้เขาชะล่าใจ
                “ทำไม่ได้” เธอยืนยันอย่างหนักแน่น “ฉันรู้จักหน้าคุณ แจ้งความสเก็ตช์ภาพหน้าคุณได้แม่นยำแน่ๆ แต่คุณจะไม่ทำแบบนั้นหรอกจริงไหม...”
                ปานวาดพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แสดงความกล้าภายใต้ความกลัว
                “คุณคิดว่าผมจะทำอะไร”
                “คุณเข้ามาในสภาพนี้ จะทำอะไรล่ะนอกจาก...”
                ชายหนุ่มหัวเราะลั่น
                “ดูสารรูปตัวเองก่อนไหมคุณ นอนน้ำลายยืดอย่างเนี้ย ใครจะทำอะไรลง” เขาจิ้มนิ้วที่พวงแก้มเธอ
                “ห๊ะ!อะไรนะ...คุณไม่คิดจะปล้ำฉันเหรอ”
                “ใช่สิ...ผมปล้ำคุณไม่ลงหรอก” เขายิ้มเจ้าเล่ห์มาอีก “ถ้าอยากโดนปล้ำก็รีบลุกไปอาบน้ำก่อนดีไหมครับ” เขากระชากผ้าห่มออก
                “ว้าย! บ้า...”
                ปานวาดคว้าหมอนขว้างใส่ชายหนุ่มที่ถอยไปยืนหัวเราะกลางห้อง ความกลัวจางหายเมื่อเขาทำให้เธอดูเป็นตัวตลก หมอนทุกใบที่อยู่ข้างตัวถูกหยิบมาขว้างปาจนหมด แต่เสียงฝีเท้าย่ำพื้นบันไดตรงมาหาทำให้ปานวาดกับวศินหยุดเถียงกันแล้วหันไปมอง
                แม่บ้านวัยรุ่นร่างท้วมผิวขาวเดินเข้ามาหยุดยืนที่หน้าประตู ใบหน้ากลมมองวศินในชุดครึ่งท่อนสลับกับปานวาดที่นั่งผมเผ้ายุ่งเหยิงบนเตียงหมอนผ้าห่มกระจายกองเต็มพื้น แม่บ้านสาวที่ชอบคิดลึกยกมือปิดปากอมยิ้มกิริยาของแม่บ้านวัยละอ่อนทำเอาปานวาดหน้าแดงหายใจไม่ทั่วท้อง หญิงสาวจะอ้าปากอธิบายแต่ไม่ทันวศินที่ชิงตัดบทพูดขึ้นมาก่อน
                “มีอะไรหรือนวล”
                “คุณท่านรอคุณศินกับคุณวาดอยู่ที่ห้องรับประทานอาหารแล้วค่ะ”
                “คุณศินเหรอ...” ปานวาดเบิกตาโตมองแม่บ้านกับชายหนุ่มที่ยืนโป๊ท่อนบนสลับไปมา เธอหูฝาดอยู่ใช่ไหม “อะไรนะ...คือคุณศิน?”
                “ก็...นี่..เอ่อ...” นวลยืนงงกับคำถามของปานวาด ชี้นิ้วไปที่เจ้าของบ้าน
                “เดี๋ยวฉันลงไป” ชายหนุ่มหันมาบอกเมื่อเห็นนวลยืนเงอะๆ งะๆ ทำอะไรไม่ถูก รอจนนวลลงไปแล้ววศินจึงหันมาทางปานวาด
                “เรียกผมทำไมครับคุณปานวาด” วศินหันมาทำหน้าทะเล้นใส่
                “นี่คุณ...คุณคือ... คุณวศินเหรอ”
                “ผมวศินนักเลงหัวไม้ตัวจริงเสียงจริงของคุณไงล่ะ” เขาล้อเลียนทั้งที่เธอกำลังเครียดแทบตาย
                “บ้า...นายไม่ใช่ของฉัน คุณ...ไอ้...โธ่เอ๊ยยยย...”
                ปานวาดตั้งสติยกมือกุมขมับ รู้สึกปวดหัวตุบๆ เหมือนมันจะระเบิดเธอทั้งอึดอัด อับอายและอยากยกเลิกสัญญากับคุณตาซะเดี๋ยวนี้เมื่อคิดถึงวันเวลาที่ต้องเฝ้าคอยติดตามผู้ชายคนนี้ไปทุกที่อย่างที่คุณตาต้องการ คุณวศินที่เธอเห็นวันนนั้นเขาดูดีกว่านี้เยอะ ทั้งแต่งตัวดี หล่อ สมาร์ท ดูน่าเกรงขาม ไม่ใช่นักเลงหัวไม้ที่นุ่งผ้าขนหนูผืนเดียวซ้ำยังจะหลุดมิหลุดแหล่ และถนัดแต่พูดจาข่มขู่ให้เธอกลัว เหมือนผู้ชายที่ยืนยิ้มทะเล้นอยู่ตรงหน้านี้
                วศิน!วศิน!วศิน!
                โอ้ยยย...ฉันจะทำยังไงกับชีวิตดีล่ะเนี้ย...
                ปานวาดส่ายหน้ารัวๆ สะบัดความคิดอันโหดร้ายที่อาจเจอในภายภาคหน้าออก เธอพยายามตั้งสติกับเรื่องราวที่ต้องเผชิญเมื่อตัดสินใจก้าวเข้ามาเหยียบในบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าที่ร่มรื่นหลังนี้
 
 
 
กาลาตารี

 
สะกดรักลวงใจ
กาลาตารี
www.mebmarket.com
เมื่อพบหญิงสาวที่กำลังตามหานอนอยู่บนเตียงภายในบ้านตัวเองชายหนุ่มก็รู้ทันทีว่าเขาต้องฝืนเล่นเกมที่ตนไม่ได้เป็นคนกำหนดส่วนเธอ ที่ตกหลุมพรางในเกมอย่างไม่อาจหลีกหนีจะทำอย่างไรเมื่อเกมจบ แต่หัวใจไม่ได้จบตามเกม

 
 
 
 




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2562   
Last Update : 27 ตุลาคม 2562 17:28:42 น.   
Counter : 130 Pageviews.  

สะกดรักลวงใจ ๙ ต้องการเท่าไหร่



บทที่ ๙ ต้องการเท่าไหร่
 
ปานวาดนั่งตัวแข็งทื่อในรถคันหรู ในใจคิดแผนการเอาตัวรอดต่างจากคนข้างๆ ที่นั่งกุมพวงมาลัยรถด้วยท่าทีเบิกบาน ใบหน้าเขายิ้มแย้มดูอารมณ์ดีจนเกินเหตุ
                รถเบนซ์หรูสีดำวาว เคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยช้าๆ พอพ้นรั้วก็เลี้ยวซ้ายสู่ถนนพหลโยธินหญิงสาวพยายามจดจำป้ายจราจรตลอดเส้นทางที่เขาขับผ่านและเริ่มตั้งคำถาม
                “คุณจะไปไหน”
                มือเล็กเรียวแอบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดบันทึกเสียงแล้วกำแน่นราวกับกลัวว่ามันจะล่องหนหายไปเธออาจต้องใช้มันเป็นหลักฐานหากเขาคิดทำอะไรไม่ดี
                วศินไม่ได้ตอบคำถาม ลอบมองใบหน้าเรียวที่ตอนนี้ซีดจนแทบไม่มีเลือดฝาด เขานึกสงสารเธอคงจะตกใจกลัวไม่น้อย คงยังไม่เจนสนามเท่าที่ควร ดูจากวันนั้นก็พอจะเดาออกว่าเธอยังเป็น‘มือใหม่’แต่ไม่เป็นไรหรอกเรื่องนี้เขาช่วยเธอได้
                ชายหนุ่มฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะขับรถราวไม่รู้สึกรู้สาอารมณ์คนข้างๆ เขาพารถแล่นออกมานอกเมืองพอการจราจรเริ่มคล่องตัวเขาก็เลี้ยวจอดข้างทางซึ่งเป็นถนนหลักที่ยังมีรถแล่นผ่านไปมาไม่ขาดสายแต่ไม่ถึงกับแออัดเท่าในเมือง
                ปานวาดเพ่งมองชายหนุ่มไม่วางตา แม้จะรู้สึกค่อยผ่อนคลายลงที่ชายหนุ่มไม่ได้พาไปสถานที่เปลี่ยวๆ อย่างที่กลัว แต่เธอก็ยังไม่หายกังวลใจเพราะคิดไม่ออกว่าเขาต้องการคุยอะไรกับเธอ
                นอกจากเรื่องของพ่อแล้วเธอกับเขาก็ไม่มีเรื่องอื่นที่ต้องคุยกัน
                ชายหนุ่มจอดรถเลียบข้างทางแต่ไม่ได้ดับเครื่อง เขาเอื้อมใส่เกียร์ว่างดึงเบรกมือเสร็จแล้วก็เอี้ยวตัวมาทางเธอใบหน้าเข้มของเขายังมีรอยยิ้มระรื่นขณะมองสำรวจเธอทั้งตัว
                “ยิ้มอะไร”
                ปานวาดข่มเสียงถามไม่ให้สั่น มองตอบสายตาที่เดาอารมณ์ไม่ถูก แต่สัญชาตญาณบอกให้เธอระวังตัวเธอขยับจนชิดประตูแล้วเอื้อมมือเปิด
                “เปิดไม่ได้หรอก ผมล็อคไว้”
                ดวงใจน้อยๆ กระตุกวูบคิ้วขมวดเข้าหากัน ประตูเปิดไม่ออกจริงๆ เขารู้ว่าเธอคิดอะไรเขาพูดด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยราวเป็นเรื่องปกติทั้งที่เธอเริ่มกลัวจนตัวสั่น
                “ไหนว่าไม่กลัว”
                คำถามของชายหนุ่มยิ่งตอกย้ำความกลัวให้มากขึ้น
                “ไม่ได้กลัว” เธอปฏิเสธเสียงติดๆขัดๆ แต่ทำใจแข็งฝืนพูดไป “แต่คุณไม่น่าไว้ใจ”
                หญิงสาวจ้องเขม็งไปยังคนที่กำลังระเบิดเสียงหัวเราะเหมือนเด็กถูกใจของเล่นคงเห็นเธอกลัวเลยยิ่งได้ใจ
                “ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก ถ้าหากคุณไม่อนุญาต”
                “แน่นอนสิฉันไม่อนุญาตแน่ๆ” เธอสวนทันควัน
                วศินหัวเราะหึๆ เขาเอนตัวพิงเบาะ มือสอดหนุนศีรษะใจเย็น ใบหน้าคมคายเหม่อมองที่ถนนเบื้องหน้า เงียบไปชั่วครู่ จากนั้นก็เหลียวมองปานวาดที่ยังมีท่าทีระแวดระวังไม่ไว้ใจ
                เขาคิดถูกหรือคิดผิด ที่กำลังจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่างกับเธอ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้หัวอ่อนหรือยอมเข้าใจอะไรง่ายๆ อย่างที่คิดเลย มีผู้หญิงตั้งมากมายที่พร้อมสำหรับการซื้อของเขา แต่ที่เขาเลือกเธอเพราะความเสน่หาและความพอใจส่วนตัว คนที่ขายตัวแลกเงินส่วนใหญ่น่าจะยอมรับข้อเสนอของเขาเพราะสิ่งสำคัญของผู้หญิงกลุ่มนี้คือเงินเท่านั้น แม้การตกลงซื้อมันมีข้อผูกมัดแตกต่างจากที่ผ่านๆ มาของเธอก็ตามเขาก็เชื่อว่าข้อเสนอของเขาเป็นสิ่งที่ดีกับคนซื้อแน่นอน
                วศินระบายลมหายใจยาวราวกับคนมีปัญหาใหญ่ให้แก้ไขแต่เขาจะเสียเวลาคิดนานไม่ได้
                “ผมมีเรื่องขอให้ช่วย”
                “ช่วย? ฉันคงช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอกค่ะ” หญิงสาวปฏิเสธรวดเร็วราวกับไม่ต้องเสียเวลา
                “ฟังผมพูดให้จบก่อนสิคุณ...” เขาขยับตะแคงตัวมาทางหญิงสาวสายตาจับจ้องใบหน้าเรียวขณะพูดจริงจัง “ผมตอบแทนคุณได้เท่าที่คุณต้องการผมพูดจริงๆ นะ คุณต้องการเท่าไหร่ว่ามาเลยคุณต้องการขายสักเท่าไหร่”
                “ขาย?” คิ้วเล็กๆ ขมวดขึ้น “ขายอะไร ยังไง เท่าไหร่ ฉันไม่เข้าใจ”
                “ตัวคุณไง ขายเท่าไหร่ ผมยินดีจ่าย” เขาย้ำ
                “ไอ้บ้า โรคจิต พูดแบบนี้ได้ยังไง!”
                เธอพูดแค่นี้ แล้วเขาก็โดนหญิงสาวยกมือฟาดที่หน้าเต็มแรง จากนั้นเธอก็หยิบขวดน้ำหอมในรถปาใส่เขาโถมตัวเข้ามาหาทุบตีรัวๆ ปากก็ร้องด่าจนเขาต้องยกแขนปกป้องหลบพัลวันแล้วรีบฉวยมือทั้งสองข้างของเธอรวบไว้ก่อนที่เขาจะระบมไปทั้งตัว ส่วนมืออีกข้างเขาจับไหล่เธอดันติดเบาะไว้ไม่ให้เธอขยับมาทุบตีเขาได้อีก
                “ใจเย็นๆ สิ ใจเย็นก่อน” วศินบอกพลางจ้องหน้าคนอารมณ์ขุ่นอย่างไม่เข้าใจว่าเธอจะโวยวายเขาทำไมกับเรื่องแค่นี้
                “ปล่อยฉันนะ ปล่อย!” ปานวาดไม่หยุดโวยวาย “พูดดูถูกฉันขนาดนี้ได้ยังไง ไอ้บ้า!”
                “เฮ้...เดี๋ยวสิคุณ ฟังผมอธิบายก่อน...โวยวายไม่ยอมฟังแบบนี้จะคุยกันรู้เรื่องไหม”
                “ไม่คุยฉันไม่ฟัง ไม่มีอะไรต้องคุย คุณดูถูกฉันเราไม่มีอะไรจะคุยกันปล่อยนะ!”
                ดวงตากลมโตมองมาที่เขาเหมือนโกรธหนักหนา เธอพยายามสะบัดตัวออกทั้งที่ถูกเขาจับกดพนักพิง เขายังไม่ทำอะไรต่อรอเธอสงบสติอารมณ์ หญิงสาวนั่งนิ่ง เขาคิดว่าเธอคงเข้าใจหรือเหนื่อยและคงยอมรับฟัง เขาจึงปล่อยมือ
                “ทีนี้เรามาตกลงกันดีๆ ดีกว่านะ”
                เขาบอกยังไม่ทันจบประโยค ปานวาดก็หันไปดึงประตูกระแทกโครมครามพยายามเปิด
                “นี่คุณ!”
                วศินโถมตัวเข้ามาห้ามคว้ามือเธอไว้ไม่ให้กระชากประตู
                “เดี๋ยวก็หลุดติดมือออกมาหรอก”
                “ดี! ให้มันพังไปเลย!” เธอตะคอกตอบ สะบัดมือออกได้ก็ทุบคอนโซลรถทุบประตู ทุบเขาทุบเบาะรถกระชากประตูรถที่ไม่ยอมเปิดอย่างรุนแรง
                วศินมองปานวาดแล้วอ่อนใจ คงคุยกันไม่รู้เรื่อง เขาก็ไม่รู้จะพูดยังไงให้เธอหยุดโวยวายแล้วหันมาคุยตกลงกันดีๆ ปกติก็ไม่เคยต้องมานั่งพูดอธิบายเรื่องพวกนี้เลย ไม่เข้าใจตัวเอง ทำไมถึงยอมให้คนอย่างเธอมาใส่อารมณ์กับเขาแบบนี้
                เพราะความใจร้อนต้องการคลี่คลายปัญหาโดยเร็ว เขาลืมสนิทเลยว่าผู้หญิงไม่ชอบให้พูดตรงๆกับเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงแบบนี้ต่อให้เป็นเด็กเสี่ยจริงๆ ชาวบ้านชาวช่องรู้กันทั่วว่าขายตัวแต่คนทำก็ยังห่วงภาพพจน์ ไม่กล้ายอมรับเปิดเผยอยู่ดี คนที่ขายส่วนใหญ่ก็ห่วงเรื่องพวกนี้ซะด้วย เขาลืมเรื่องพวกนี้ไปได้ยังไงนะ เพราะความใจร้อนของตัวเองแท้ๆ
                แล้วเธอเป็นนักขายมือใหม่ ก็ไม่แปลกถ้าจะโกรธที่เขาใช้คำพูดแบบนี้
                คิดแล้วนึกขัดใจ เขาตกหลุมพรางที่ตัวเองขุดไว้ ว่าจะไม่ซื้อผู้หญิงที่มีอาชีพพิเศษโดยตรง คนที่ขายตัวเป็นอาชีพ แต่วันนี้เขาทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ เขากำลังซื้อเธอ...และเหมือนจะยอมเธอมากเกินไปเสียด้วย
                “ผมขอโทษ แต่...” จะใช้คำไหนดีนะที่เหมาะสมที่สุด
                “แต่? แต่อะไรหา!” เธอหันมาตวาดอีกครั้ง ใบหน้าที่ขาวซีดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด
                เขาต้องรีบปลดล็อคประตูรถ เมื่อปานวาดหันกลับไปกระชากประตูรถโครมๆ เขาคว้ามือเธอไว้ก่อนที่หญิงสาวจะลงจากรถไป
                “ฟังผมสักห้านาทีได้ไหม”
                เขาแค่ต้องการพูดคุยทำความเข้าใจ แต่กลายเป็นว่าเหตุการณ์รุนแรงกว่าเดิม เมื่อเธอก้มลงกัดที่มือเขาตกใจรีบปล่อยเธอแล้วสลัดมือ คิดไม่ถึงว่าเธอกล้าทำขนาดนี้
                วศินได้แต่มองปานวาดที่พอเปิดประตูออกก็รีบวิ่งหนีไปคิ้วหนาบนใบหน้าเข้มขมวดเข้าหากันขณะสายตายังมองตามหลังหญิงสาวด้วยความหนักใจ
                “โธ่เอ๊ย...”
                วศินต้องโทรศัพท์ไปขอเลื่อนนัดคุณตา เอางานของโรงแรมมาเป็นข้ออ้าง คุณตาไม่ได้ว่าอะไรมาก นอกจากสั่งให้เข้าพบวันถัดไป ชายหนุ่มรับปากอย่างขัดไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้นเขาค่อยคุยกับคุณตาทองจริงๆ จังๆ ว่าเขาจะไม่แต่งงานกับนนทิยาแน่นอน
                ชายหนุ่มมองร่างบอบบางที่เคลื่อนไหวอยู่ลิบๆ อย่างนึกปลง หลังจากวันที่เขาทิ้งให้เธอนอนหลับอยู่ในห้องทำงานและปล่อยกลับบ้านไปโดยไม่ได้คุยตกลงกัน เขาก็กระวนกระวายเฝ้ารอเจอเธออีกครั้ง แค่เห็นหน้า ได้คุย หรืออาจจะตกลงกัน...
                แต่ยังไม่ทันเริ่ม เขาก็ทำทุกอย่างพัง...
 
หลังจากเจอเธอที่ผับ เขาก็รออยู่สามวันแต่ไม่เห็นวี่แววของเธอ จึงสั่งลูกน้องคนเดิมที่เคยเฝ้าหญิงสาวให้ตามสืบ จนรู้ว่าเธอกับเพื่อนๆ รวมตัวกันที่นี่ และเป็นสาเหตุที่เขามาหาวันนี้ เพราะตั้งใจจะอยากมาคุยกับเธอ ยื่นข้อเสนอให้เธอมาเป็นผู้หญิงของเขา จะได้มีข้ออ้างปฏิเสธเรื่องแต่งงานกับคุณตา แต่ดูเหมือนสิ่งที่คิดไว้จะไม่ลงเอยได้ง่ายๆซะแล้ว ผู้หญิงคนนี้มีทีท่าชัดเจนว่าเธอไม่ชอบเขา
                “หึ...ก็ดีเหมือนกัน ยิ่งดื้อยิ่งน่าสนใจ”
                ปานวาดติดตามเขา พาตัวเองเข้ามาใกล้เขาแต่พอเจอหน้ากันจังๆ เธอกลับแสดงท่าทีกลัวหรือรังเกียจ แล้วที่เคยบอกว่าสนใจเขาล่ะ มันแบบไหนกัน ไม่เข้าใจเหตุผลของเธอ แต่เขามั่นใจตัวเอง ที่เขามาหาเธอถึงมหาวิทยาลัย เพราะอยากพบอยากเจอ ต้องการตกลงอะไรบางอย่างกับเธอ เขามั่นใจว่าเขาพึงพอใจและต้องการเธอ
                ส่วนข้อผูกมัดในการตกลงจ้างเธอเป็นผู้หญิงชั่วคราว เขามั่นใจว่าปานวาดจะไม่สร้างปัญหาให้เขาเหมือนแวนด้าหรือผู้หญิงคนอื่นๆ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลิกรากันไป
                เขาต้องหาโอกาสมาตกลงกับเธอใหม่ด้วยคำพูดที่ดีที่เหมาะสมกว่านี้ วศินคิด ก่อนใส่เกียร์ขยับรถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
 
 
 
กาลาตารี

 
สะกดรักลวงใจ
กาลาตารี
www.mebmarket.com
เมื่อพบหญิงสาวที่กำลังตามหานอนอยู่บนเตียงภายในบ้านตัวเองชายหนุ่มก็รู้ทันทีว่าเขาต้องฝืนเล่นเกมที่ตนไม่ได้เป็นคนกำหนดส่วนเธอ ที่ตกหลุมพรางในเกมอย่างไม่อาจหลีกหนีจะทำอย่างไรเมื่อเกมจบ แต่หัวใจไม่ได้จบตามเกม

 
 
 
 




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2562   
Last Update : 17 ตุลาคม 2562 19:48:17 น.   
Counter : 57 Pageviews.  

สะกดรักลวงใจ๘ เธอคือพรหมลิขิต



บทที่๘ เธอคือพรหมลิขิต
 
ปานวาดรู้สึกตัวตื่นตีสี่ เป็นความเคยชินที่ต้องลุกมาช่วยแม่ทำอาหารก่อนไปมหาวิทยาลัยสัปดาห์นี้มีสอบแต่เธอใช้เวลาหมดไปกับการตามหาพ่อจึงไม่ได้เตรียมตัวเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ พอมีเวลานิดหน่อยก็เร่งอ่านหนังสือนอนดึกตื่นเช้าติดต่อกันหลายอาทิตย์ จนร่างกายอ่อนเพลีย
                หญิงสาวลุกนั่งบิดตัวไล่ความเมื่อยขบจากการนอนความเงียบและแสงไฟสีส้มสลัวจากมุมห้องทำให้คิ้วเรียวได้รูปขมวดขึ้นขณะพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ เธอรอกลับบ้านพร้อมไพลิน ระหว่างรอก็สำรวจ‘ถิ่น’ของวศินไปพลางๆ เพื่อหาข้อมูล แต่เครื่องดื่มนั่นทำให้เธอจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วมาตื่นตรงนี้
                ปานวาดมองตามแสงของโคมไฟอ่อนๆ ที่ส่องให้เห็นผนังวอลเปเปอร์ลายทางกับโต๊ะขนาดใหญ่สลักลายสวยงามตั้งตระหง่านตรงหน้าถัดไปทางขวามือมีตู้หนังสือบิลท์อินบานคู่สูงจรดเพดานเป็นห้องทำงานที่เพอร์เฟกต์ที่สุดตั้งแต่เคยพบมา
                หญิงสาวลูบสัมผัสโซฟาขนาดใหญ่ที่ตั้งกลางห้องเข้ากันดีกับพรมหนังสัตว์ที่ปูกับพื้นเธอนอนหลับอยู่บนโซฟาในห้องของไพลิน เอ๊ะ... ไม่ใช่...นี่มัน... หญิงสาวตั้งสติรวบรวมความคิดอีกครั้งดูสิ่งต่างๆ รอบตัวแล้วที่นี่ไม่น่าใช่ห้องพักของน้องสาวเพราะมันดูดีจนเกินไป
                หัวใจเต้นถี่มองไปรอบห้องที่หรูหราแล้วไม่มีใครเลยสักคน
                เธอเข้ามานอนอยู่ในห้องนี้ได้ยังไง เธออยู่ที่ไหน?
                ร่างบอบบางในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มดีดตัวลุกยืนราวมีสปริงผ้าขนแกะที่คลุมกายอยู่เลื่อนหล่นมากองรวมอยู่บนพรมหนังสัตว์ตรงปลายเท้า
                ไพลิน...ป่านนี้น้องสาวคงเป็นห่วงและโทรตามหาจนวุ่นวายทำให้แม่รู้ว่าเธอหายตัวไป
                ตายแล้ว...แม่ต้องเป็นห่วงแน่ๆ เราจะทำยังไง... โทรศัพท์มือถือ... หญิงสาวมองหากระเป๋าสะพายกวาดตามองโดยรอบแล้วไม่พบจึงรีบวิ่งไปที่ประตู ผลักเปิดแล้วหยุดชะงักยืนงงตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์ที่ไร้ผู้คน
                เธอยังอยู่ที่เดิมแต่ในห้องทำงานของใครสักคนที่อยู่ในผับ... หลังเคาน์เตอร์บาร์
                ผับที่เต็มไปด้วยแสงสีเวลานี้เงียบเชียบ ว่างเปล่า มีเพียงแสงไฟบนผนังบางจุดที่ส่องแค่ช่วงทางเดิน เธอนอนหลับไปนานแค่ไหนนี่กี่โมงกี่ยามเธอมองหานาฬิกาที่ผนังแต่ไม่มีเลยสักเรือนพบแต่รูปภาพและรูปปั้นครึ่งซีกที่สลักเสลางดงามแขวนอยู่เต็มไปหมด
                ปานวาดเดินเร็วไปหยุดยืนตรงแดนซ์ฟลอร์ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของห้องก็ยังไม่พบใครมันเป็นโอกาสดีที่เธอจะเดินสำรวจ แต่... ไม่ได้...ไม่ใช่ตอนนี้...ยังทำตอนนี้ไม่ได้ เธอต้องรีบติดต่อกับไพลินให้ไวที่สุดไม่อยากให้แม่ต้องเป็นห่วงเธอไปอีกคน
                ปานวาดเดินหากระเป๋าสะพายที่ไม่รู้ว่าทำหล่นไว้ตรงไหน เธอต้องการใช้โทรศัพท์มือถือแต่เสียงวิ่งโครมครามดังมาจากบันไดชั้นสองทำหัวใจเธอกระตุกวูบรีบหันไปมองอย่างระแวดระวัง
                ผู้ชายรูปร่างสันทัดกำลังตรงเข้ามาที่เธอมีท่าทางนอบน้อม
                “ขอโทษครับ พอดีผมไปเข้าห้องน้ำมานี่ครับกระเป๋าคุณ” เขายื่นกระเป๋าสะพายสีน้ำเงินเข้มมาให้ “ผมนั่งรออยู่หน้าห้อง กะว่าคุณออกมาแล้วจะเอาให้”
                “ขอบคุณค่ะ”
                เธอรีบรับกระเป๋ามาเปิดหาโทรศัพท์มือถือ ต่อสายโทรหาน้องสาวทันที
                เสียงจากปลายทางพูดงัวเงียเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่พอรู้ว่าคนต้นสายเป็นใคร ไพลินก็ต่อว่าชุดใหญ่ที่เธอหนีกลับบ้านโดยไม่บอกไม่กล่าวทำให้ต้องเป็นห่วง แต่เพราะดึกแล้วจึงไม่กล้าโทรไปถามแม่กลัวโดนด่าปานวาดถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบบอกน้องสาวว่าเธอสบายดี และกล่าวขอโทษที่ออกจากผับโดยไม่ได้บอกก่อน คุยเสร็จกดปุ่มวางสาย ผู้ชายคนนั้นยังยืนอยู่ที่เดิมเหมือนรอคำสั่ง
                “คนอื่นๆ หายไปไหนกันหมดคะ”
                “ผับปิดแล้วครับตอนนี้มีแต่พนักงานเล่นสนุ๊กอยู่ชั้นสามกันหมด” เขาบอกพลางยิ้ม
                จริงสิ...ลืมสนิทว่าผับปิดแล้ว ไม่งั้นไพลินจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องได้ยังไง จากที่คิดว่าจะสำรวจผับแต่เวลาที่ว่างเปล่าไม่มีผู้คนแบบนี้ก็ดูวังเวงน่ากลัว หากเธอจะมัวเดินสำรวจค้นหาเบาะแสของพ่ออย่างที่คิดคงไม่ดีแน่ และผู้ชายคนนี้ก็ต้องเดินตามติดแจ
                “ขอโทษนะคะที่รบกวน”
                หญิงสาวตัดสินรีบกลับออกไป
 
ปานวาดเดินอ้อยอิ่งฆ่าเวลาไปตามทางเท้าในสวนที่เชื่อมระหว่างผับกับโรงแรม แสงไฟสว่างไสวที่หน้าโรงแรมห้าดาวยามค่ำคืนดูปลอดภัยทำให้เธอตัดสินใจหยุดรอเวลากลับบ้านอยู่ตรงม้านั่งไม้ริมฟุตบาทใต้ต้นสนหน้าโรงแรม
                เวลาตีสี่กว่าๆ เธอยังกลับบ้านตอนนี้ไม่ได้ เพราะไม่อยากตอบคำถามมากมาย แล้วเป็นคำถามที่เธอตอบไม่ได้เสียด้วย แม่เข้าใจว่าเธอมานอนกับไพลิน ส่วนน้องสาวก็เข้าใจว่าเธอหนีกลับบ้านไปแล้ว
                ปานวาดทิ้งตัวลงนั่งเอนกายพิงต้นสนเหมือนคนหมดแรงรู้สึกวิงเวียนศีรษะเนื้อตัวหนักไปหมด อาจเพราะเครื่องดื่มที่ไพลินเอาให้ยังไม่หมดฤทธิ์ โชคดีที่วันนี้แม่ไม่ได้ทำอาหารส่งไม่อย่างนั้นเธอคงกังวลใจมากกว่านี้
 
วศินอดทนรอหญิงสาวหลายชั่วโมง แต่ไม่มีทีท่าว่าเธอจะตื่นมาคุยตกลงกันง่ายๆ จนเขาถอดใจและรีบกลับโรงแรม ขืนอยู่ต่อเขาอาจกลายเป็นคนไม่ดีไปในพริบตา เพราะไม่อาจทนฝืนกับร่างกายที่พร้อมจะขย้ำกลืนกินเหยื่ออย่างเธอได้ทุกเวลา เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเสือที่อดอยากมาแรมปี มันจะเสี่ยงเกินไปหากเขาจะยังอยู่ตรงนั้นกับเธอ
                ร่างกายของเธอช่างเย้ายวนซะเหลือเกิน
                แต่เมื่อครู่ได้รับรายงานจากลูกน้องว่าเธอออกจากห้องทำงานของเขาไปแล้ว และตอนนี้นั่งหลับอยู่ในสวนตรงลานจอดรถ
                ชายหนุ่มเปิดผ้าม่านหน้าต่างจากห้องนอนที่อยู่ชั้นบนสุดหยิบกล้องส่องทางไกลมองลงมา เห็นหญิงสาวยังนั่งตรงนั้นจริงๆ มีลูกน้องของเขาเฝ้าอยู่ห่างๆ
                “นึกจะหลับก็หลับง่ายๆ อย่างนี้เลยรึไงกันนะ”
                เขาหงุดหงิดอารมณ์เสียอย่างหาเหตุผลไม่ได้ ที่หญิงสาวไปนั่งหลับในที่สาธารณะอีกแล้ว ถ้าใครคิดมาทำมิดีมิร้าย เธอจะปกป้องตัวเองยังไงจะเผลอหลับลึกจนไม่รู้สึกตัวเหมือนเมื่อคืนอีกไหม นึกแล้วอยากลงไปอุ้มตัวขึ้นมานอนด้วยกันซะบนเตียงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
                เขาหวงเธอหรือ...ไม่ใช่ เขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแค่เป็นห่วงในฐานะมนุษย์โลกเพราะรู้ว่าเธอยังอ่อนหัดนัก
                เขายอมปล่อยให้เธอนอนอยู่ในห้องทำงานคนเดียวเพราะกลัวห้ามใจตัวเองไม่อยู่ ถึงเขาจะไม่ใช่พวกชอบฉวยโอกาส และไม่ใช่คนหนุ่มที่ไม่เคยแตะต้องร่างกายผู้หญิง แต่เธอก็ทำให้คนอายุสามสิบอย่างเขาอาจกลายเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ
                ความคิดที่พลุ่งพล่านอัดแน่นอยู่ในอกจนรู้สึกแปลกใจตัวเองว่าทำไมเขาถึงเป็นห่วงเธอนัก
                “เฝ้าอยู่ตรงนั้นอย่าให้คลาดสายตาจนกว่าเธอจะตื่น”
                วศินยืนมองหญิงสาวผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องนอนส่วนตัวที่อยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม นานนับชั่วโมงที่เธอนั่งหลับอยู่อย่างนั้น และเขาเองก็ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน
 
คุณตาทองชายชราวัยหกสิบ โทรศัพท์มาหาปัฐกรณ์ ถามความคืบหน้าของปัญหาในโรงแรมปราณทอง และเล่าข่าวคืบหน้าเรื่องบ่อนเสี่ยชัย ว่าทางการมีแผนกวาดล้างพ่อค้ายาและนักพนัน ระดมกำลังจากตำรวจหลายหน่วยงาน สั่งตรงมาจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต้องการกวาดล้างแก๊งค้ายา แหล่งซ่องสุมและบ่อนพนันในเขตที่รับผิดชอบให้สิ้นซาก ภายใต้แผนปฏิบัติการ ‘ฟ้าหลังฝน’ ซึ่งเสี่ยชัยก็อยู่ในกลุ่มที่ถูกหมายหัวเอาไว้ในภารกิจครั้งนี้ด้วย
                “ถ้าเสี่ยชัยเข้ามาระรานเรา ให้ไปแจ้งความกับตำรวจท้องที่ ทำไปตามกฎหมายอย่าบุ่มบ่ามทำอะไรตอนนี้ ปล่อยให้ยุทธการฟ้าหลังฝนผ่านไปก่อน ทุกอย่างก็จะเรียบร้อยเองโดยเราไม่ต้องลงมือ”
                “ครับคุณตา”
                “รออีกหน่อย ปัญหายุ่งๆ พวกนี้จะหมดไป”
                ถามถึงปัญหาในโรงแรมปราณทองและการทำงานของผู้จัดการคนใหม่เรียบร้อยแล้ว ก็วกมาที่เรื่องส่วนตัวของวศินหลานชายจอมทระนงอย่างเคย
                “พักหลังมานี้คุณศินทำตัวแปลกๆ ครับ ช่วงบ่ายจะขับรถออกไปคนเดียวทุกวันไม่มีใครทราบว่าไปไหนไม่ยอมให้ผมหรือวิโรจน์ตามไปเหมือนก่อน”
                ปัฐกรณ์รายงานคนชราจนหมดทุกเรื่องเพราะนึกเป็นห่วงวศิน และเขาก็ทำอะไรมากไม่ได้ เจ้านายหนุ่มคงไม่เล่าอะไร เขาพูดอะไรวศินก็คงไม่ฟังให้คุณตาทองรับทราบและคอยซักถามจัดการปัญหาหลานชายเอาเองน่าจะดีที่สุด
                “แล้วแม่ผู้หญิงพวกนั้นล่ะ” คุณตาทองถามสิ่งที่อยากรู้ที่สุด
                “เหมือนเดิมครับคุณตา แต่ถูกคุณศินไล่กลับทุกราย”
                “ยัยแวนด้าแวนดี้นั่นก็ถูกตะเพิดด้วยเรอะ”
                “ครับคุณตา”
                คำตอบนี้ทำคุณตาทองหัวเราะชอบใจ แต่...
                จากคำบอกเล่าโดยรวม วศินไม่ให้พวกผู้หญิงเหล่านั้นเข้ามาวุ่นวายในชีวิตเหมือนแต่ก่อน เขากำลังหลบหลีกหรือกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง อะไรที่ทำให้วศินปรับเปลี่ยน
                วิภา?
                ชายชราห่วงอยู่เรื่องเดียวว่าหลานชายจะเผลอใจอ่อนกับวิภาเสียแล้วถึงได้ยอมทิ้งห่างผู้หญิงพวกนั้น
                วศินไม่ปล่อยให้ผู้หญิงพวกนั้นมาเกาะแกะเข้าใกล้ ก็ไม่ได้แปลว่าหลานชายตนจะไม่ได้ออกไปเกาะแกะกับใคร
                ยุทธการจับแต่ง ‘หลานสะใภ้คนโปรด’ ของตาทองต้องไม่ล้มเหลวเป็นครั้งที่สอง ไม่ได้...หัวเด็ดตีนขาดคราวนี้เขาไม่มีทางยอมให้หลานชายเข้าไปยุ่งกับแม่วิภานั่นอีกเด็ดขาด
                ในตอนแรกที่เขายอมให้หลานชายขัดใจ เพราะวิภาในสายตาเขาตอนนั้นก็ไม่เลวซะทีเดียว หล่อนทำตัวน่ารัก ดูแลหลานชายเขาอย่างดี ไม่คิดว่าพอแต่งงานกันแล้วหล่อนจะทำตัวกลับตาลปัตรอย่างนี้
                และสุดท้ายวศินก็ต้องยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อให้หล่อนไปสุขสบายกับคนอื่น
                สิ่งที่วศินทำหลายคนอาจมองว่าเขาเป็นคนโง่ มีแต่คนเป็นตาเท่านั้นที่จะรู้ใจหลานชายที่แข็งนอกอ่อนใน ความรักครั้งแรกของเด็กหนุ่มที่กำพร้าพ่อแม่ ซึ่งมักโหยหาความรักความอบอุ่น และวิภาคือคนที่มาเติมเต็มให้เขาในช่วงนั้น
                ชายชราร้อนใจกับพฤติกรรมของหลานชาย จึงรีบต่อโทรศัพท์สายตรงหาวศินทันที เสียงรอสายดังไม่นาน คนปลายทางก็ตอบมา
                “สวัสดีครับคุณตา”
                “เย็นนี้แวะมากินข้าวด้วยกันนะตาจะรอ”
                “เออ คุณตาครับ ดะ เดี๋ยวครับคุณตา...”
                เสร็จเรียบร้อยคนแก่ผู้มากประสบการณ์รีบชิ่งวางสายก่อนที่จะโดนปฏิเสธ วิภาก็วิภาเถอะ
อยู่ๆ คุณตาโทรศัพท์มาตามไปทานมื้อเย็นด้วย ต้องไม่ใช่แค่ทานข้าวธรรมดาแน่ๆ วศินคิด และมีสิ่งเดียวที่คุณตาจะพูดกับเขาคงไม่พ้นเรื่องของนนทิยา เขาคงมีเวลาเหลือไม่มากอย่างที่เคยคิดซะแล้ว
 
ต้นจามจุรีปลูกเรียงตามแนวทางเดินภายในรั้วมหาวิทยาลัยต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านช่วยให้บรรยากาศโดยรอบในช่วงบ่ายเย็นสบาย นักศึกษาหลายคนนั่งจับกลุ่มอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าคณะหลังจากสอบเสร็จ
                ปานวาดนั่งในกลุ่มเพื่อนหญิงชายห้าคนเพื่อนชายข้างๆ ลุกเดินออกจากกลุ่มไป ปานวาดเอนหลังพิงขอบโต๊ะกระโปรงยาวคลุมเข่าเลิกสูงขึ้นเมื่อเธอยกขาไขว่ห้าง บนตักมีหนังสือสามสี่เล่ม เส้นผมตรงสลวยสีดำยาวประบ่าถูกปล่อยเป็นอิสระ ดวงหน้าเรียวได้รูปก้มอ่านหนังสือในมือ
                สายลมที่พัดเอื่อยๆ ขับไอแดดยามบ่ายให้อ่อนลง แต่ไม่ช่วยทำให้คนในรถใจเย็นลงเลยสักนิด ชายหนุ่มวางสายจากคุณตาทองที่โทรเข้ามามีเจตนาเร่งรัดให้เขารับปากแต่งงานกับนนทิชา นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องรีบหาทางออก
                วศินขมวดคิ้วหน้าเคร่ง เมื่อเห็นนักศึกษาหนุ่มที่เพิ่งเดินออกไปย้อนกลับมายื่นแก้วน้ำให้ปานวาด แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ เธอดูสนิทสนมเป็นพิเศษ
                เลือดในกายเริ่มร้อนเหมือนโดนไฟเผา เพียงอึดใจร่างสูงโปร่งก็ลงจากรถ เดินดิ่งไปหาหญิงสาว
                เขาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอที่ยังเอาแต่ก้มอ่านตำรา ชายหนุ่มโน้มตัวเข้าใกล้แล้วพูด
                “ขอคุยด้วยหน่อย”
                หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง อ้าปากค้าง
                “คุณ!”
                ชายหนุ่มหยักยิ้มที่มุมปาก รู้สึกดีที่เธอยังจำเขาได้ เขาเอ่ยคำซ้ำ
                “ออกไปคุยกับผมหน่อย”
                วศินกล่าวสั้นๆ ตามเจตนาเดิมไม่สนสายตาที่จ้องเขม็งของหนุ่มน้อยที่นั่งอยู่ข้างเธอและเพื่อนๆ ร่วมโต๊ะที่ต่างมองมาเป็นตาเดียว
                หญิงสาวหันไปสบตากับเพื่อนๆ ก่อนวกกลับมาที่ชายหนุ่ม เขาคว้าข้อมือเธอกระตุกให้ลุกขึ้น หนังสือกับกระเป๋าสะพายที่วางบนตักร่วงลงพื้น วศินไม่เสียเวลารอ เขาก้มเก็บรวบมาถือไว้เองแล้วจูงมือเธอมาที่รถหญิงสาวจำต้องเดินตามแรงฉุดทั้งๆ ที่ยังไม่ทันตั้งตัว
                ชายหนุ่มเปิดประตูวางหนังสือกับกระเป๋าเธอไว้ที่เบาะหลัง แล้วจูงมือเธอเดินมาเปิดประตูหน้าก่อนหันบอกคนที่ยังฝืนยืนตัวแข็ง
                “ออกไปหาที่คุยกันข้างนอก”
                “คุณจะพาฉันไปไหน”
                ปานวาดเหลียวกลับไปมองเพื่อนๆ ที่พานั่งนิ่งมองมาท่าทางยำเกรง
                “คุณต้องการอะไร”
                “ไปหาที่คุยกันข้างนอก” วศินจับแขนเธอดันเบาๆ ให้เข้าไปในรถ
                ปานวาดแข็งขืนไม่ยอมขยับตาม
                “ไม่” เธอเบี่ยงตัวหลบ
                “เข้าไปเถอะน่า ไม่ทำอะไรหรอก” ชายหนุ่มลากเสียงย้ำ
                “คุณจะพาฉันไปไหน”
                “ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ...นิดหน่อย” เขาพูดเสียงอ่อนลง
                “แต่...แต่ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ”
                “แน่ใจเหรอว่าไม่มี?”
                วศินยิ้มเยาะ สายตาเข้มหรี่มองสำรวจใบหน้าเรียวที่คิดถึง เธอมีทีท่าเหมือนกลัวแต่เขาไม่รู้ว่าเธอกลัวจริงๆ หรือนี่คือการแสดง
                “แน่ใจสิ เรา...เราไม่ได้รู้จักกัน ไม่มีอะไรต้องคุย” ปานวาดตอบติดๆ ขัดๆ
                “ผมไม่รู้จักคุณ แต่คุณรู้จักผมดี จริงไหม...”
                “ไม่...ไม่ใช่ ฉันไม่รู้จัก...รู้จักเอ่อ...รู้จักแค่...นิดหน่อย รู้จักนิดหน่อย ใช่ นิดหน่อย”
                วศินขมวดคิ้วเข้ม ไม่เข้าใจที่เธอพูด เธอบอกว่าไม่รู้จักเขา แต่มาตามหาเขาที่ผับ รอเขาที่โรงแรมและยังจะ... เฮ้อ เอาเถอะ เธออาจอยากจะเล่นละครโก่งค่าตัว จะเรียกสักเท่าไหร่ก็ได้เขายอมจ่ายขอให้แผนสำเร็จก็พอ
                ชายหนุ่มคิดแบบนี้เพราะมั่นใจว่าหญิงสาวไม่ใช่นกต่อของเสี่ยชัย เขาให้ลูกน้องเฝ้าที่บ้านเสี่ยชัยเกือบเดือนไม่มีรายงานว่าเธอไปปรากฏตัวที่นั่น ส่วนชื่อก็ถามนักศึกษาที่แวะคุยกับเธอตรงนั้นเมื่อกี้
                เธอไม่ใช่คนของเสี่ยชัย แค่นี้เขาก็ไม่มีอะไรต้องห่วงอีก
                “แล้วที่คุณเที่ยวตามผม รอผมที่โรงแรม ไปหาผมถึงในผับ และยัง...” ...มาอ่อย เขาข้ามคำนั้นเพราะยังมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่ “ไม่ใช่เพราะอยากเจออยากรู้จักกับผมเหรอ”
                วศินพูดเข้าประเด็นเพราะไม่อยากเสียเวลาอีก เขาเพ่งมองใบหน้าเรียวที่กำลังดื้อเหมือนเด็ก ปากบางๆ ที่ปฏิเสธเสียงแข็งดื้อรั้นแบบนี้ยิ่งทำให้อยากจูบสั่งสอน
                “เดี๋ยวนะ ฉันไปหาคุณที่ผับ ไปดักรอคุณที่โรงแรม...” ปานวาดสงสัย “ฉันไปตามหาคุณที่นั่นทำไม ก็คุณมันนักเลงหัวไม้แถวๆ ปราณทองนี่ แล้วจะไปอยู่ในผับคุณวศินทำไม หรือว่าคุณไปเป็นนักเลงหัวไม้ที่นั่นอีก คุณนี่มัน...”
                ปานวาดสรรหาคำพูดที่เหมาะสมไม่ออก
                “เอาเถอะ คุณจะเข้าใจยังไงก็ได้แต่ตอนนี้ ขึ้นรถไปกับผมก่อน อยากรู้อะไรผมจะเล่าให้ฟังทุกอย่าง”
                เขาพูดเหมือนอ่านความคิดของเธอได้ ใช่ เธออยากรู้เรื่องพ่อ มันเป็นทางเดียวที่จะมีโอกาสสืบหาพ่อ แต่มันยังเร็วไปหน่อย เธอยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย จะขึ้นรถไปกับเขาได้ยังไง ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี เขาอาจฆ่าเธอปิดปากเสียวันนี้เลยก็ได้
                “ถ้าจะคุย...” เธอหยุดกลืนน้ำลาย สะกดกลั้นความกลัว ทำเสียงอ่อนลงเมื่อถูกแววตาสีดำจ้องหน้า “คุยกันตรงนี้เลยก็ได้นะ แล้วช่วยปล่อยแขนก่อนได้ไหมฉันเจ็บ”
                พูดพลางสะบัดแขน แต่มือที่แข็งเกร็งยังกำแน่น ร่างสูงโปร่งโน้มลงมาหาหญิงสาว
                “อย่าคิดวิ่งหนีผม”
                เขาบอกเหมือนขู่แล้วปล่อยเธอให้เป็นอิสระ ปานวาดยืนขาแข็งไม่กล้าวิ่งหนีอย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก เพราะจำภาพที่ลูกน้องของเขาวิ่งตามพ่อได้ ไม่แน่นักเลงพวกนั้นอาจซุ่มรออยู่แถวๆ นี้ ถ้าคิดวิ่งหนีเธอก็คงไม่รอดแน่
                “คุณกลัวผมเหรอปานวาด”
                เขาเรียกชื่อ ยิ่งทำให้คนฟังใจเต้นโครมคราม เขารู้จักชื่อของเธอทั้งที่ไม่เคยบอก ปานวาดปฏิเสธเสียงสั่น
                “เปล่าซะหน่อย ไม่กลัว”
                เธอเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย เขารู้แล้วว่าเธอชื่ออะไร เขาจะรู้อะไรอีก บ้าน... แม่... น้องสาว... ไม่นะ! หญิงสาวนึกหวั่น เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเธอ แต่เธอกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย
                “คุณรู้จักชื่อฉันได้ยังไง”
                “ไม่จำเป็นหรอกสาวน้อย อย่ากังวลว่าผมจะรู้อะไรมาบ้าง แค่คุณรู้ว่าผมไม่มีเวลามากนักก็พอ แล้วเราจะไปกันได้หรือยัง”
                “น้องสาว...ครอบครัวของฉัน... คุณจะทำร้ายพวกเขาไหม”
                วศินหัวเราะขบขัน ไม่คิดจะได้ยินคำนี้จากปากหญิงสาว นี่เขาเป็นปีศาจร้ายในสายตาเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ ชายหนุ่มมองใบหน้ากังวลที่วิตกอย่างนึกสนุก จึงแกล้งพูดยั่วท้าทายคนตรงหน้า ทำยังไงก็ได้ให้เธอยอมขึ้นรถแต่โดยดี
                “ไม่ทำ ถ้าคุณยอมขึ้นรถไปกับผม”
 
 
กาลาตารี
 
สะกดรักลวงใจ
กาลาตารี
www.mebmarket.com
เมื่อพบหญิงสาวที่กำลังตามหานอนอยู่บนเตียงภายในบ้านตัวเองชายหนุ่มก็รู้ทันทีว่าเขาต้องฝืนเล่นเกมที่ตนไม่ได้เป็นคนกำหนดส่วนเธอ ที่ตกหลุมพรางในเกมอย่างไม่อาจหลีกหนีจะทำอย่างไรเมื่อเกมจบ แต่หัวใจไม่ได้จบตามเกม

 
 
 
 




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2562   
Last Update : 17 ตุลาคม 2562 19:46:30 น.   
Counter : 58 Pageviews.  

สะกดรักลวงใจ บทที่ ๗ บทเรียนราตรี



บทที่ ๗ บทเรียนยามราตรี
 
สองแม่ลูกมองไพลินที่กำลังเก็บข้าวของออกไปเช่าห้องอยู่กับเพื่อนไพลินอ้างว่าย้ายเพราะใกล้ที่ทำงานเดินทางสะดวก ผู้เป็นแม่ไม่สามารถขัดลูกสาวได้แต่ยืนมองตาปริบๆ
                “คิดดีๆ นะไพ” ปานวาดเอ่ยกลบความเงียบ “ถ้าไพอยากทำงาน หางานแถวๆ บ้านก็ได้”
                “ไม่เอาหรอกพี่ งานแถวนี้กว่าจะเก็บตังค์ได้ แก่ตายพอดี”
                ป้าวันดีถอนใจ
                “แล้วไอ้งานที่แกจะไปทำ มันต้องไปอยู่เสียค่าห้องค่าเช่าแล้วจะเก็บได้สักเท่าไหร่หือไอ้ไพ แม่ว่ามันไม่ต่างกันหรอก” นางเสียงอ่อนเพราะก่อนหน้านี้ ทั้งดุ ทั้งด่า ทั้งห้ามลูกสาวก็ไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนใจยอมฟัง
                ไพลินลุกขึ้นมาเกาะแขนมารดาส่งสายตาอ้อนวอนคนที่ยืนใบหน้าขึงตึง
                “ต่างสิแม่เถอะน่าอย่าห่วงเลย ไพทำงานได้เงินจะส่งให้แม่นะ จะได้ไม่ต้องลำบากทำงานอีก ไพจะเก็บเงินมาไว้เรียนด้วย ตั้งหกเดือนกว่ามหาลัยจะเปิดไพเก็บได้เยอะอยู่แล้ว”
                “เฮ้อ ไพเอ๊ย... งานอะไรวะทำไมมั่นใจจะได้เงินดีนัก”
                “นะแม่นะ ไพดูแลตัวเองได้”
                ไพลินบอกแม่อย่างมั่นใจเพราะงานที่เธอจะทำนั้นรายได้ดีมีเงินแน่นอน ดูจากพี่สาวของเพื่อนที่ทำอยู่การเงินฟู่ฟ่าจนน่าอิจฉา เธออยากมีแบบนั้นบ้าง ไพลินจึงขอร้องพี่สาวของเพื่อนให้พาเธอไปทำงานด้วยและได้งานในที่สุด
                ปานวาดสงสารแม่ แต่ทุกคนรู้ดีว่าถ้าไพลินต้องการทำงานจริงๆ ก็ไม่มีใครขัดได้ น้องสาวของเธอถูกเลี้ยงมาอย่างอิสระ ทำตามความคิดตัวเองตั้งแต่เล็กจะมาดัดนิสัยตอนนี้ให้เข้ารูปเข้ารอยอย่างที่แม่ต้องการคงยากแต่อย่างน้อยไพลินก็รับปากแล้วว่าเปิดเทอมจะกลับมาเรียนแค่ไม่คิดทิ้งการเรียนก็ทำให้เธอหนักใจน้อยลง
                แม่บอกว่าไพลินกับพ่อมีนิสัยดื้อรั้นพอๆ กัน
 
ตั้งแต่ไพลินย้ายมาเช่าห้องกับเพื่อนก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยมแม่เลย ปานวาดจึงอาสามาดูความเป็นอยู่ของน้องสาวให้แม่คลายกังวล เธอตั้งใจจะเข้ามาสืบหาเรื่องราวของพ่อที่อาจมีเบาะแสอยู่ที่นี่ด้วย
                ปานวาดตัดสินใจมาหาข้อมูลในผับของวศินผู้ต้องสงสัยอับดับต้นๆ หลังจากตระเวนตามหาพ่อที่อื่นๆ มาแรมเดือนแล้วยังไม่ได้คำตอบการมาหาไพลินและนอนค้างด้วยสักคืนอาจทำให้เธอมีเวลาค้นเบาะแสบางอย่างก็เป็นได้
                ปานวาดไม่เคยเข้าผับ ไม่เคยไปสถานที่บันเทิงที่ไหน ปฏิเสธทุกครั้งที่เพื่อนๆ ชวนจึงทำให้ประหม่ากับสิ่งแวดล้อมที่แปลกหูแปลกตาสำหรับเธอเมื่อต้องมายืนอยู่ตรงนี้คนเดียว
                แสงไฟหลากสีส่องสลับรับกับเสียงเพลงที่กึกก้อง ผู้คนที่เดินเข้าออกแต่งกายระยิบระยับสวยงาม
                เดอะเคเอสเธออยากเข้าไปจริงหรือ? หญิงสาวนึกถามตัวเองเพราะรู้สึกอึดอัดเมื่อเห็นแสงไฟที่ลอดมาจากประตูเต้นรัวๆ พึ่บพับๆ
                คนลังเลยืนอยู่ตรงนั้นได้ไม่นานก็มีบริกรหนุ่มเข้ามาต้อนรับ ปานวาดบอกความต้องการของตัวเอง พนักงานชายจึงพาเธอเข้าไปนั่งแล้วอาสาไปตามไพลินมาพบ
                หญิงสาวตื่นเต้นกับแสงสีที่ล้อมรอบตัวแววตาหวาดหวั่นกวาดตามองทั่วร้านเหมือนเด็กที่อยากรู้อยากเห็น
                “พี่วาดมาได้ยังไงเนี่ย”
                ไพลินเข้ามาหากอดพี่สาวด้วยความดีใจ
                ผู้พี่มองสำรวจน้องที่แต่งตัวแต่งหน้าจนจำแทบไม่ได้ แสงไฟจากผนังส่องให้เห็นเรียวปากสีแดงสดใบหน้าที่เคยสดใสแต้มแต่งสีจนเกินวัย เสื้อผ้าก็โป๊จนเรียกว่าแทบไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลยก็ยังได้
                ปานวาดยิ้มเฝื่อนๆ ให้น้องสาวที่ดูเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
                “พี่มาหาไพ” หญิงสาวข่มความคิด บอกความจริงน้องสาวแค่ครึ่งเดียวเพราะไม่อยากพูดอะไรในตอนนี้ “สบายดีไหม”
                “สบายดีอยู่แล้ว” สาวน้อยไพลินฉีกยิ้มยกมือเท้าสะเอวหมุนตัวโชว์ความงาม “ไพสวยไหม”
                “สวยจ้ะไพสวยอยู่แล้ว”
                ไพลินยิ้มหน้าบานรับคำชมปานวาดรู้ว่าน้องสาวเข้ามาเป็นเด็กนั่งดริ๊งก์ซึ่งพอจะรู้ว่ามันเป็นยังไง แต่เธอไม่แน่ใจว่าน้องสาวแค่นั่งดริ๊งก็เท่านั้นหรือดูจากชุดที่เธอสวมใส่แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
                “เป็นอะไรพี่วาด” ไพลินกระทุ้งแขนพี่สาวที่นั่งมองเธอตาไม่กะพริบ
                “เอ่อ...ไม่มีอะไรจ้ะ ไพสบายดีก็ดีแล้วแม่จะได้หายห่วงหาเวลาไปบ้านบ้างนะแม่เขาคิดถึง”
                “โธ่พี่วาด ไพมาทำงานยังไม่ถึงเดือนเล้ย แม่จะคิดถึงอะไร ไม่หรอกพี่นี่ไพก็ตั้งใจจะอยู่ทำงานต่อจนมหาลัยเปิดเลยนะพี่”
                “แม่คิดถึงจริงๆ บ่นถึงไพทุกวันเลยเขาเป็นห่วงน่ะ”
                “ได้พี่ ไพจะหาเวลาไป แต่คงไม่เลิกทำงานตอนนี้หรอกนะ ขอเก็บตังค์ก่อน” เธอรับปากแล้วถามต่อเมื่อพี่สาวนั่งเงียบเหมือนไม่รู้จะทำอะไร “ดื่มอะไรดีพี่วาด”
                “ไม่ดีมั้ง...”
                “ดื่มเถอะนานๆ ทีนะ อุตส่าห์มาถึงนี่เดี๋ยวไพเลี้ยงเอง” ไพลินคะยั้นคะยอกวักมือเรียกบริกร เธอรู้ว่าพี่สาวไม่เคยดื่มแต่นานๆ ทีไม่น่าจะเป็นอะไรไม่ได้ดื่มกับคนอื่นเสียหน่อย
                “ไม่ต้องๆ พี่มีตังค์ เดี๋ยวจ่ายเองเลี้ยงไพด้วยนะ”
                ไพลินหัวเราะที่พี่สาวกำลังทำตัวเหมือนเสี่ยหื่นหรือพวกผู้ชายบ้ากามที่เธอต้องเจออยู่ทุกคืน คนเหล่านั้นชอบคิดว่าตัวจะมอมเหล้าเด็กนั่งดริ๊งก์ได้จึงยอมควักเงินจ่ายเครื่องดื่มที่แสนแพงแลกกับการเมามายของพวกเธอ และหวังในสิ่งที่จะตามมา
                แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอกว่าทำแค่นั้นแล้วสำเร็จ เธอคาดหวังสูงกว่านั้น
                ไพลินเหลือบมองไปที่ห้องทำงานวศินตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ยังไม่มีโอกาสได้เฉียดเข้าใกล้เขาสักครั้ง อย่างมากก็ได้แค่มองอยู่ห่างๆ วศินเป็นผู้ชายที่ระวังตัวมากเหลือเกิน ยิ่งระวังตัวมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งสนใจเขาและอยากเอาชนะมากขึ้นเท่านั้น
               
ผู้หญิงคนนี้มาเที่ยวหรือมาสมัครงานแม่บ้านกันแน่...
                วศินนั่งดื่มคนเดียวตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์นึกขำการแต่งตัวของสาวร่างบางที่เดินเข้ามายังสถานบันเทิงยามราตรีด้วยชุดที่แตกต่างจากคนอื่นๆเธอสวมเสื้อยืดตัวเขื่องทับด้วยกางเกงวอร์มขายาวแต่งตัวเหมือนจะออกไปวิ่งจ๊อกกิ้ง
                เธอเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงทางเข้า เขาจึงสั่งให้พนักงานออกไปถามไม่คิดว่าเธอจะกล้าหาญตามมาจนถึงที่นี่ มองแวบเดียวก็จำได้ว่าเป็นแม่สาวนักศึกษาเอวบางที่มานอนรอเขาอยู่ในล็อบบี้ เธอผู้อาจจะเป็นคู่ขาของนักพนันเงินถังของเสี่ยคนใดคนหนึ่งในวันที่เขาเข้าไปตรวจค้นโรงแรม
                เขาเห็นเธอนั่งอยู่คนเดียวเกือบชั่วโมงหลังจากเด็กนั่งดริ๊งก์ที่อยู่ด้วยแยกตัวออกไปต้อนรับแขกประจำ เห็นเธอนั่งไม่เป็นสุขมองซ้ายทีขวาทีเหมือนระแวง หรือต้องการหาอะไรสักอย่างเขาไม่แน่ใจเธออาจมองหาเขาหรือไม่ก็อาจจะกำลังเลือกหาเหยื่อ
                วศินคิดเองเออเอง ว่าหญิงสาวหน้าตาซื่อๆจะเข้ามาหารายได้พิเศษที่นี่ เหมือนนักศึกษาหญิงคนอื่นๆ ที่เป็นเด็กเสี่ยหรือเป็นเด็กสาวที่ชอบออกล่าหาเงินในระหว่างเรียน
                ดูจากการแต่งตัวกับที่ท่าทางเงอะๆ งะๆ คงไม่เจนสนามนี้สักเท่าไหร่
                ชายหนุ่มจับตามองหญิงสาวที่แต่งตัวชุดออกกำลังกายเข้าผับอย่างสนใจ อยากรู้อยากเห็นว่าเหยื่อที่เธอเลือกจะมีลักษณะแบบไหน คืนนี้คนคึกคักเธอคงใช้เวลาไม่นานที่จะเลือกใครสักคน
                เขาเฝ้าดูเธออยู่ไม่นานก็เห็นชายวัยรุ่นโต๊ะข้างๆลุกมาฉุดแขนให้หญิงสาวออกไปที่แดนซ์ฟลอร์ แต่เหมือนว่าชายคนนั้นจะไม่ใช่สเปคเธอสะบัดมือแล้วลุกหนี แต่เสียงเชียร์ที่ดังมาจากเพื่อนๆ ทำให้ชายคนเดิมคึกคะนองเดินตามมากระชากแขนเธออีกครั้งหญิงสาวเซเสียหลักชนโต๊ะข้างเคียงแล้วเดินสะเปะสะปะออกมาจากตรงนั้น เธอเดินไม่ตรงทางเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้
                วศินเรียกวิโรจน์ออกไปควบคุมสถานการณ์ แต่คนที่พุ่งตัวไปรับหญิงสาวที่กำลังจะล้มหัวฟาดพื้นกลับเป็นตัวเขาเอง
                ชายหนุ่มประคองคนที่หมดสติ พยายามเขย่าเรียกแต่เธอหลับตาแน่นิ่งไม่รับรู้ เขารีบอุ้มเธอไปที่ห้องทำงาน ส่วนวิโรจน์กับลูกน้องล็อคคอวัยรุ่นกลุ่มนั้นออกไปจากผับเงียบๆ ความสนุกสนานยังคงเดินหน้าไป ไม่มีใครสนใจใคร
                วศินวางหญิงสาวลงบนโซฟา ยืนมองคนที่นอนไม่รับรู้เรื่องราวอย่างนึกคลางแคลงใจ ว่าที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้มันเป็นการแสดงหรือเปล่า ช่างเลือกเวลาได้เหมาะเจาะ
                ชายหนุ่มย่อตัวลงนั่งข้างๆ เขย่าเรียกอีก แต่ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบเหมือนเดิม เขาจับเธอนอนหงายวางนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ข้อมือชีพจรของเธอเต้นคงที่สม่ำเสมอเป็นปกติ เขาถอนหายใจโล่งอก
                ดวงตาสีดำเข้มมองสำรวจคนตรงหน้าชายหนุ่มระบายลมหายใจสะกดกลั้นอารมณ์ รู้สึกร้อนรุ่มครั่นเนื้อครั่นตัวทั้งที่ภายในห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำ เขาลากปลายนิ้วปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของเธอ เขี่ยไรผมที่ปรกหน้าผากออก กลิ่นเหล้าจางๆ ลมหายใจอุ่นๆ และพวงแก้มแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทำให้เขาหายใจติดๆ ขัดๆ
                ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งหวั่นไหว เขาบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่รู้สึกกับคนที่ยังไม่รู้จักกันดีแบบนี้
                สายตาของความเป็นชายฉวยโอกาสสำรวจเรือนร่างคนนอนหมดสติ ใบหน้าของเธอเรียวได้รูปริมฝีปากสีชมพูระเรื่ออิ่มเอิบน่าสัมผัส ผิวเนื้อขาวเนียนเปล่งปลั่งภายใต้แสงไฟสีทองช่างเย้ายวน หน้าอกอวบกำลังพอดี ทรวดทรงของเธอ...
                แค่คิดเลือดในกายชายหนุ่มก็พลุ่งพล่าน หัวใจกระตุกเต้นโครมครามราวเด็กหนุ่มที่เพิ่งใกล้ชิดเนื้อตัวหญิงสาวเป็นครั้งแรก
                หัวใจของเขาหวั่นไหว ความเป็นชายเผลอผงาดขึ้นมาอย่างไม่รู้เวลา
                เธอเคยไปรอเขาแล้วครั้งหนึ่ง ความคิดผุดขึ้น เวลานี้เขาปล่อยให้ตัณหาควบคุมจิตใจอย่างคนที่เห็นแก่ตัว เพราะคำถามคำพูดของเธอที่คุยกับพนักงานโรงแรมวันนั้น บ่งชัดว่าเธอต้องการอะไร เธอรู้เรื่องเขาพอสมควรและจงใจมาหาที่นี่ เหมือนคนอื่นๆ ที่เข้ามาหาเขาโดยไม่มีเรื่องอื่นแอบแฝงนอกจาก...เสนอขาย
                วศินมองคนที่นอนหลับตาพริ้มตรงหน้าอย่างชั่งใจ
                เธออาจเป็นหนึ่งในบรรดาผู้หญิงพวกนั้น ‘เธอสนใจเขา’ คำพูดที่ได้ยินสองหู
                หมายความว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการเงิน และตอนนี้เขาก็ต้องการเธออย่างมากเช่นกัน
                แม่สาวน้อย...รู้บ้างไหมว่าเธอกำลังทำให้ฉันคลั่ง
                วศินพยายามควบคุมอารมณ์ความเป็นชายที่พลุ่งพล่านไม่ให้เตลิดเปิดเปิง หากเธอมาเพื่อขาย เขาก็ยินดีแลกกับความสุขระยะสั้นที่กำลังจะเกิด แต่...เมื่อไหร่เธอจะตื่นเธอนอนหลับอยู่อย่างนี้นานเกินไปแล้วควรจะตื่นขึ้นมาตกลงกันได้แล้ว
                ชายหนุ่มเลื่อนตัวลงมานั่งข้างล่าง มองพินิจใบหน้าเรียวที่เกลี้ยงเกลา ก่อนเอื้อมมือจับหัวไหล่คนนอนหลับเขย่าปลุก
                “คุณ”
                มีเสียงพูดอู้อี้ๆ เหมือนละเมอขณะพลิกตัวตะแคง เธอหันหน้ามาทางเขาพอดิบพอดีลมหายใจอุ่นๆพ่นรดใบหน้าชายหนุ่มเหมือนเขากำลังโดนเบื้องบนทดสอบความเป็นชาย เธอดิ้นหันหน้ามาประชิดเบียดเขาหมิ่นเหม่จะตกมิตกแหล่อยู่ที่ริมโซฟาถ้าเขาไม่ได้มานั่งกั้นไว้ตรงนี้เธอก็คงตกลงมานอนที่พื้นไปแล้ว
                เขาเลื่อนปลายนิ้วเกลี่ยพวงแก้มสีชมพูระเรื่อวนไปวนมาฆ่าเวลารอให้เธอตื่นด้วยจิตใจที่ฟุ้งซ่าน
                ให้ตายเถอะ...มาหลับอะไรตอนนี้!
 
ไพลินที่ขอตัวไปต้อนรับแขกพิเศษย้อนกลับมาหาพี่สาวที่โต๊ะ แต่กลายเป็นคนอื่นมานั่งแทนเธอเดินตามหาพี่สาวจนทั่วร้าน โทรเข้าเบอร์มือถือพี่ก็ไม่รับสาย หรือว่าโกรธที่ถูกทิ้งให้นั่งอยู่คนเดียวนานเกินไป
                “ไอ้เสี่ยบ้าเอ๊ย...”
                ไพลินเผลอสบถโทษเสี่ยจอมหื่นที่รั้งตัวเธอไว้นานรบเร้าให้ดื่มเพราะต้องการจะให้เธอเมา จนเธอต้องทิ้งปานวาดนั่งอยู่คนเดียว ทันทีที่ปลีกตัวออกมาได้เธอก็รีบมาหาพี่สาวแต่ไม่เจอแล้ว ถ้าไม่ติดว่าไอ้เสี่ยบ้ากามนั่นจ่ายทิปหนัก เธอคงตะบันหน้าหงายไปหลายรอบด้วยความรำคาญ
                ไพลินต่อสายเข้าเบอร์มือถือพี่สาวอีกหน
                “รับสิๆ พี่วาด ไปไหนของเขานะรับสายหน่อย...”
                เธอเดินวนเป็นเสือติดจั่น พยายามโทรศัพท์ติดต่อโทรติดแต่ไม่รับผับก็กำลังจะปิด เป็นห่วงก็เป็นห่วง...ถ้าโทรไปที่บ้านดึกดื่นป่านนี้มีหวังโดนแม่ด่ากระเจิงแน่ เผลอๆ อาจเจอคำสั่งให้กลับบ้านด่วนเธอยังไม่อยากเสี่ยงกับคำสั่งนี้สักเท่าไหร่ไพลินจึงไม่คิดโทรไปหาปานวาดที่เบอร์แม่
                แสงไฟในร้านค่อยๆ ดับลงทีละดวงแขกทยอยออกไปในร้านเหลือแค่พนักงานเสิร์ฟที่เร่งเก็บโต๊ะเก็บแก้วทำความสะอาด ไพลินเดินไปยังเคาน์เตอร์บาร์ที่ยังมีแสงริบหรี่ หนุ่มๆ บาร์เทนเดอร์ง่วนอยู่กับการเก็บเครื่องดื่มเข้าตู้
                “พี่คะ”
                บาร์เทนเดอร์หนุ่มเงยหน้ามองคนเรียกเขาเลิกคิ้วหนาแทนคำถาม
                “พี่เห็นผู้หญิงใส่ชุดกีฬาตัวเท่านี้”เธอยกมือวัดกะระดับความสูง “เดินมาแถวๆ นี้บ้างไหมคะใส่เสื้อยืดตัวใหญ่ๆ กางเกงวอร์มสีดำ”
                “ไม่เห็นนะ ผับปิดแล้วด้วย คงกลับไปแล้วมั้งหรือไม่ก็ไปกับคนอื่น ที่อยู่กันตอนนี้ก็มีแต่พนักงานในร้านทั้งนั้น”พนักงานชายหน้าเคาน์เตอร์ตอบมือก็ยังสาละวนเร่งทำงานให้เสร็จๆ เพื่อรีบกลับบ้าน
                “ไม่ใช่หรอกค่ะไม่ใช่... ไม่ไปกับคนอื่นแน่นอน” ไพลินทำหน้าเซ็งๆ “เอ๊ะ...คุณวศินยังไม่กลับเหรอคะไฟในห้องยังเปิดอยู่เลย”
                ไพลินเห็นไฟในห้องทำงานวศินที่อยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ยังเปิดสว่างรู้สึกดีใจที่จะมีโอกาสเข้าใกล้เขา
                “น่าจะยังนะครับถ้ากลับไฟก็ต้องปิดหมด เอ...ทำไมวันนี้นายอยู่ดึกจังปกติต้องกลับไปแล้ว”
                “ขอเข้าไปถามหน่อยนะคะเผื่อคนที่ไพกำลังตามหาจะอยู่ในนั้น” ไพลินถือโอกาสเข้าไปในห้องทำงานเจ้านายหนุ่ม เธอกำลังจะผลักประตูเข้าไป
                “เดี๋ยว!”
                เสียงเข้มๆ ที่เรียกจนเกือบตะคอกดังขึ้นจนหญิงสาวสะดุ้งหันกลับไปมอง
                ชายรูปร่างกำยำที่ร้องห้ามกับอีกสี่ห้าคนที่อยู่ข้างหลังเขากำลังเดินตรงมาที่เธอ
                “จะไปไหน” วิโรจน์รีบสาวเท้าเข้ามาหาถาม
                “ไป...”
                ไพลินชี้นิ้วไปที่ห้องทำงานของวศิน เธอรู้ว่าผู้ชายตรงหน้าคนนี้เป็นบอดี้การ์ดของนายวศิน แต่ไม่คิดว่าจะมีการตรวจตราเข้าออกเข้มงวดขนาดนี้แม้กับพนักงานด้วยกัน ผับก็ปิดแล้วในนี้มีแต่คนกันเองทั้งนั้นจริงๆ บอดี้การ์ดคนนี้ก็ควรกลับบ้านไปนอนได้แล้วเธอเองก็เป็นพนักงานของที่นี่เหมือนกันไม่ใช่นักเลงหัวไม้ที่ไหนสักหน่อยจะเข้มงวดเกินไปหน่อยไหม
                “ไม่ได้!”
                เสียงที่ตวาดกลับทำให้ดวงตากลมบนใบหน้าสวยกลอกมองบนอย่างนึกรำคาญบอดี้การ์ดจอมเบ่ง
                วิโรจน์มองสำรวจไพลิน
                “เด็กใหม่เหรอ ไม่เคยเห็นหน้า”
                “ค่ะพี่” เธอตอบแบบไม่เต็มใจ
                “เลิกงานแล้วก็กลับไปซะ”
                “อ้าว...” เธอย้อนถามนึกหมั่นไส้ “แล้วพี่ไม่เลิกงานเหมือนกันเหรอ”
                วิโรจน์รู้ตัวว่าโดนเด็กย้อน เขาขยับเข้ามาชิดอีกแล้วก้มพูดกับเธอให้ได้ยินแค่สองคน
                “อยากให้ออกไปส่งไหม”
                วิโรจน์ถามเพราะอยากแกล้งให้กลัวแต่ใช้ไม่ได้กับไพลิน เธอไม่ได้กลัวอย่างที่เขาคิดและรู้ว่าเขาเข้ามาห้ามเพราะหวงเจ้านายกันไว้ไม่ให้ผู้หญิงเข้าใกล้ได้ก็เท่านั้น นายคนนี้ต้องเป็นเกย์แน่ๆ หญิงสาวยักไหล่หมุนตัวไปที่ประตูทางออกพลางบอกแล้วยกมือโบก
                “พรุ่งนี้เจอกัน”
                เดินไปได้นิดเดียวก็เอี้ยวตัวกลับมาชายตาเย้ายวน แต่คนตรงหน้ายืนมองเธอนิ่งเหมือนไม่มีอารมณ์จะสานต่อ ไพลินนึกหมั่นไส้ เธอแลบลิ้นให้วิโรจน์ แล้วเร่งฝีเท้าออกจากผับกระโดดโลดเต้นราวเด็กๆ
                กลับก็กลับพี่สาวของเธอไม่ใช่คนเหลวไหลสักหน่อย พี่อาจกลับถึงบ้านนอนหลับสบายไปแล้วก็ได้
                เมื่อคิดได้แบบนี้ไพลินก็โล่งอกหาก ถ้าหากพี่สาวอยากติดต่อก็คงโทรกลับมาเอง สาวนั่งดริ๊งก์วัยใสกลับที่พักด้วยความสบายใจ
 
 
 
กาลาตารี

 
สะกดรักลวงใจ
กาลาตารี
www.mebmarket.com
เมื่อพบหญิงสาวที่กำลังตามหานอนอยู่บนเตียงภายในบ้านตัวเองชายหนุ่มก็รู้ทันทีว่าเขาต้องฝืนเล่นเกมที่ตนไม่ได้เป็นคนกำหนดส่วนเธอ ที่ตกหลุมพรางในเกมอย่างไม่อาจหลีกหนีจะทำอย่างไรเมื่อเกมจบ แต่หัวใจไม่ได้จบตามเกม

 
 
 
 




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2562   
Last Update : 17 ตุลาคม 2562 19:44:25 น.   
Counter : 80 Pageviews.  

สะกดรักลวงใจ บทที่ ๖ ความลับ



บทที่ ๖ ความลับ

บ้านทาวน์เฮ้าส์สองชั้นพื้นที่สามสิบตารางวา ชั้นสองมีห้องนอนสองห้องน้ำหนึ่งส่วนด้านล่างเปิดประตูเข้ามาจะพบโซฟารับแขก ใกล้กันเป็นตู้โชว์วางทีวีจอพลาสมาขนาดไม่ใหญ่ ถัดหลังโซฟาไปเป็นพื้นที่โล่งซึ่งเจ้าของบ้านใช้เป็นพื้นที่ทำงาน ตรงไปอีกนิดเป็นห้องครัวและห้องน้ำ กับลานซักล้างที่ไม่กว้างสักเท่าไหร่
ป้าวันดียกกะละมังเผือกมาวางตรงหน้าลูกสาวคนโตที่กำลังหั่นผักตรงโถงกลางบ้าน ร่างอวบจนเกือบอ้วนทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิ เลื่อนกระจาดเครื่องแกงที่มีหัวหอม กระเทียม พริก ข่าตะไคร้ ลูกมะกรูดมาหั่นเตรียมบด
“เผือกในกะละมังเอามาปอกเปลือกให้หมด เกลี้ยงๆ หน่อย ตรงผิวรูดำๆ นั่นก็คว้านออกซะนะ”
“จ้ะแม่”
นางบอกกับลูกสาวคนโตที่เลิกจากเรียนก็จะรีบมาช่วยแม่ทำงาน ไม่เคยเที่ยวเตร่ไปกับเพื่อนฝูง ต่างกับน้องสาวคนเล็กลิบลับ
“ช่วงนี้เตรียมสอบแล้วใช่ไหม”
“จ้ะ” ปานวาดแล้วยิ้มรับ
“นอนดึกทุกวันเลยสิ” นางถามเพราะกลางคืนลุกมาเข้าห้องน้ำก็ยังเห็นแสงไฟในห้องลูกสาวสว่างโร่ “ปอกเผือกเสร็จก็พอนะ ที่เหลือแม่ทำเอง เอาเวลาไปอ่านหนังสือซะ จะได้ไม่ต้องนอนดึก นอนไม่พอเดี๋ยวก็สอบไม่รู้เรื่องกันพอดี”
“ไม่เป็นไรจ้ะแม่ แค่นี้เองช่วยกันทำแป๊บเดียวก็เสร็จ”
ปานวาดลากกะละมังเผือกมาตรงหน้า เหลือบตามองเห็นแม่กำลังง่วนกับเครื่องแกงคงไม่ลุกไปไหนอีกหญิงสาวจึงเอ่ยถามเรื่องที่ทำงานของพ่อและลามไปถึงเจ้าของโรงแรม
“คุณวศินเจ้าของโรงแรม ที่พ่อแกทำงานด้วยน่ะหรือ”
“ใช่จ้ะแม่เคยเจอเขาไหม รู้จักหรือเปล่า เขานิสัยดีไหม” ปานวาดถามมารดารัวๆ เพราะจะได้เอามาประกอบการตัดสินใจในหัวข้อที่เธอกำลังสงสัย ว่าเขาเป็นต้นเหตุในการหายตัวไปของพ่อหรือเปล่า
“แกอยากรู้เรื่องเขาทำไม”
“แค่อยากรู้เฉยๆ พ่อทำงานกับเขาตั้งนานก็น่าจะพูดอะไรให้แม่ฟังบ้าง เช่นว่าเขาเป็นคนยังไง เป็นคนแบบไหน มีครอบครัวหรือยังอะไรประมาณนั้น” หญิงสาวแสร้งเฉไฉ
“นอนดึกจนประสาทกลับรึยังไง ไปอยากรู้เรื่องเขาทำไม ถามแปลกๆ หรือว่าที่กลับบ้านดึกเมื่อคืนเพราะแกไปกับเขา!” ป้าวันดีหรี่ตามองอย่างจับผิด
“เปล๊า...” ปานวาดรีบปฏิเสธ “หนูจะไปกับเขาได้ยังไงเล่ายังไม่รู้จักกันเล้ยยย...”
“ไม่รู้จักเขาแล้วมาถามทำไมแกแอบชอบเขาเรอะ”
“โอ๊ยยย...ไปใหญ่แล้วแม่”
“อันนู้นก็ไม่ใช่ อันนี้ก็ไม่ใช่ แล้วแกมาถามเรื่องเขาหาพระแสงอะไร” คนแก่เริ่มส่งเสียงดัง
“แค่อยากรู้นิสัยเขาเฉยๆ เผื่อวาดจะไปสมัครงานกับเขาไงตกลงว่าเขานิสัยดีไหม”
ป้าวันดีมองหน้าลูกสาวที่จ้องตอบมาตาไม่กะพริบ
นับตั้งแต่วศินยื่นมือเข้ามาช่วย ทำให้นางได้ปรับเปลี่ยนวิธีทำมาหากิน นอกจากรายรับที่ได้จากโรงแรมแล้ว นางยังได้รับออเดอร์จากเพื่อนบ้านแทบทุกวัน หลายคนเริ่มหันมาสั่งอาหารของนางไปจัดเลี้ยงหรือทำบุญ หลายบ้านผูกปิ่นโตมื้อเย็นทุกวันจนนางไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าร้านเสี่ยงกับการขาดทุนอีก ชีวิตดีขึ้นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเขา นางจึงไม่อยากให้ลูกสาวเข้าไปสร้างปัญหาให้เขา
คนเป็นแม่ส่ายหน้า จำเป็นต้องโกหก
“ไม่รู้จักหรอกแม่จะรู้จักเขาได้ไง คนรวยๆ อย่างนั้น เหมือนอยู่คนละโลกกับเรา ไม่มีทางเจอหรือรู้จักกันได้หรอก ว่าแต่...แกไปเจอเขาที่ไหน ยังไง บอกมาเดี๋ยวนี้” นางวันดีคาดคั้นถามกลับอย่างเอาเรื่อง“อย่าบอกนะว่าไปตามหาพ่อที่โรงแรมนั่นอีก”
“เปล่าๆๆ ไม่ได้ไปๆ บังเอิญไปทำธุระกับเพื่อนแถวนั้น แล้วคุณวศินอะไรนั่นก็มาพอดี วาดเห็นหน้าเขาแวบเดียวเอง เลยอยากรู้ว่านิสัยดีไหม ก็แค่นั้นแหละแม่ ไม่มีอะไรหรอก”
ปานวาดแอบไขว้นิ้วไว้ข้างหลังขณะพูด
“แล้วไป พ่อแกน่ะเขาเลือกที่จะมีชีวิตแบบนั้นก็ปล่อยเขา อย่าเข้าไปยุ่งเดี๋ยวจะพากันเดือดร้อนทั้งบ้าน แกก็เหมือนกันตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบๆ จะได้ช่วยแม่ทำงานส่งน้องเรียนต่อ คุณวศินอะไรนั่นอย่าเข้าไปยุ่งเรากับเขามันคนละชั้นกัน เขารวยเกินไป เราก็จนเกินไป”
“จ้ะแม่...” เธอรีบรับคำ
“คุณปัฐกรณ์สั่งขนมหวานเพิ่ม ต้องรีบเตรียมเดี๋ยวไม่ทัน แล้วนี่ไอ้ไพมันหายหัวไปไหน ปิดเทอมแล้วยิ่งหายหัวหนักกว่าเดิม งานการไม่เคยช่วยหยิบช่วยจับ... ไอ้ไพ ไอ้ไพเว้ย” นางเรียกหาลูกสาวคนเล็กโหวกเหวก
“ไม่อยู่หรอกจ้ะแม่ ไพออกไปกับเพื่อน ตั้งแต่บ่ายแล้ว”
“หายหัวตลอด” ป้าวันดีบ่นอุบ แต่ไม่ใส่ใจนักเพราะเริ่มชินกับพฤติกรรมของลูกสาวคนเล็กที่ไม่ค่อยอยู่ช่วยงานเสียเลย
ปานวาดคว้าเผือกที่ปอกเปลือกแล้วมาผ่าครึ่งแล้วหั่นเป็นท่อนยาวก่อนจับเรียงหั่นเป็นลูกเต๋าอีกที เตรียมไว้ทำบัวลอยเผือก ออเดอร์พิเศษของวันพรุ่งนี้
“คุยอะไรกันเหรอพี่วาดเสียงดังออกไปถึงหน้าบ้านโน่นแน่ะ โดนแม่ด่าอีกแล้วเหรอพี่”
ไพลินกลับจากบ้านเพื่อนโยนกระเป๋าสะพายลงบนโซฟาแล้วเดินมานั่งข้างพี่สาว
“ด่าแกน่ะสินังตัวดี” ป้าวันดีมองลูกคนเล็กตาเขียว “หายหัวไปไหนมาทั้งวันกลับซะป่านนี้ ตะวันไม่ตกดินก็ไม่คิดจะเข้าบ้าน”
“ไพไปสมัครงานมา ปิดเทอมตั้งหกเดือนให้อยู่แต่บ้านเบื่อตาย”
“ใครให้แกอยู่เฉยๆ งานที่บ้านมีให้ทำเยอะแยะไปสมัครที่อื่นทำไม”
ลูกสาวคนเล็กเบะปาก “งานแม่ให้พี่วาดช่วยคนเดียวก็พอแล้วงานพวกนี้ไพไม่ทำหรอกเหม็นมือเหม็นตัวยี้”
“เหม็นๆ ยี้ๆ นี่แน่ะๆ”
ป้าวันดีหมั่นไส้คว้าลูกมะกรูดในกระจาดขว้างใส่ไพลิน แต่ลูกสาวคนเล็กหลบทันเพราะโดนประจำจนรู้ทาง พอเห็นไพลินทำหน้าตาทะลึ่งทะเล้นใส่ มือหยาบๆ ก็เตรียมควานหามะกรูดในกระจาดอีก
“อย่าๆๆ แม่พอแล้ว” ไพลินร้องพร้อมยกมือป้องกันตัว “เสียของหมด ปาไม่เคยโดนก็ปาอยู่นั่นแหละ”
“นังคนนี้” ป้าวันดีพูดเสียงเขียว
“ไม่เอาน่าไพอย่าแหย่ให้แม่โมโหสิ” ปานวาดยกมือห้ามทัพ “แม่จ๋าพอแล้วนะๆ”
“หึ!วอนนัก” คนสูงวัยทำเสียงฟึดฟัดโยนลูกมะกูดกลับที่เดิมแล้วทำงานต่อ
ไพลินยื่นหน้ามาหาพี่สาวไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับอารมณ์ของมารดาเพราะโดนด่าจนชิน
“เมื่อกี้พี่วาดถามถึงใครเหรอ”
“อ๋อ ไพไม่รู้จักหรอก”
ปานวาดตอบเลี่ยงเพราะถูกแม่จ้องมองอยู่ เธอไม่อยากให้แม่สงสัยเรื่องตามหาพ่อ ส่วนที่เธอแอบสงสัยนายวศินก็ต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับจนกว่าจะแน่ใจว่าพ่อหายตัวไปเพราะใครเรื่องอะไร
ป้าวันดีลุกเอาของที่เตรียมเสร็จแล้วเข้าไปเก็บในครัว ปานวาดจึงรีบถามเรื่องที่ค้างไว้
“ไปสมัครงานที่ไหน” ปานวาดกระซิบถามน้องสาวสายตาคอยมองแม่ที่เดินไปเดินมาอยู่ระหว่างห้องครัวกับโต๊ะกินข้าวเล็กๆ หน้าห้อง “พี่ว่าไพเตรียมตัวเข้ามหาลัยก่อนดีกว่าไหม”
“ไม่อะไพขี้เกียจเรียน” ไพลินยักไหล่
“อ้าวไม่ได้นะมันต้องเรียนจะได้มีวุฒิไปสมัครงาน หางานดีๆ ทำ”
“ไม่เรียนก็ทำงานหาเงินได้บางทีอาจจะหาได้มากกว่าคนจบปริญญาตรีด้วยซ้ำ กว่าจะเรียนจบปริญญาตรีก็ตั้งสี่ปี เอาเวลามาทำงานหาเงินน่าจะเยอะแล้ว เวลาตั้งสี่ปีเลยนะพี่วาด”
“พี่รู้ แต่เรียนก่อนแล้วค่อยทำงานมันก็มั่นคงกับชีวิตเราไง แล้วไพไปได้งานอะไรมาถึงมั่นใจนักว่าจะหาเงินได้เยอะ” คนเป็นพี่สาวเริ่มห่วง
“ไพไปสมัครงานที่เดอะเคเอสเขารับไพเข้าทำงานแล้วด้วย”
“เดอะเคเอส” ปานวาดพูดตามพลางขมวดคิ้ว “มันคืออะไร เดอะเคเอสทำกิจการอะไร”
“โธ่พี่วาด ทำไมถึงเชยอย่างนี้ผับของเขาออกจะดัง”
ไพลินหัวเราะ
แม่เดินกลับมานั่งที่เดิมสองพี่น้องจึงหยุดบทสนทนาปานวาดเหลือบมองหน้าแม่ก่อนละมือจากเผือกที่กำลังหั่น ดึงมือน้องสาวให้ลุกตามมาที่โซฟา
“ว่าไง เดอะเคเอสคืออะไร”
“กิจการของคุณวศิน หลานชายเจ้าของโรงแรมปราณทองที่พ่อทำงานน่ะแหละ พี่สาวเพื่อนไพเขาทำงานอยู่ที่นั่น บอกได้เงินดี ไพเลยอยากทำบ้าง ทำงานในผับได้เงินเยอะนะพี่”
“คนที่เรียนอยู่เมืองนอกน่ะเหรอ”
“คงงั้นมั้ง”
ไพลินกระซิบข้างหูปานวาดและแอบส่งสายตาทะเล้นให้เมื่อพี่สาวมองกลับด้วยสีหน้าตื่นตระหนกแต่ไม่กล้าเสียงดังกับเธอเพราะกลัวแม่ได้ยิน
แค่ได้ยินชื่อก็เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง น้องสาวเธอกำลังจะไปทำงานกับคนที่เธอไม่ไว้ใจ
“ไพเจอกับเขา...เอ่อ... สมัครงานกับคุณวศินเองเลยเหรอ”
“เปล่าหรอกพี่สาวเพื่อนพาไปสมัครกับผู้จัดการที่ดูแลผับเขามองหน้าไพคุยกันสองสามคำเขาก็รับเลยเป็นไงน้องสาวพี่เจ๋งใช่ไหมล่ะ” คนพูดทำหน้าระรื่นวาดฝันถึงรายรับที่จะตามมาและเป้าหมายที่สำคัญ “แต่ไม่ต้องห่วงหรอกสักวันก็ต้องเจอคุณวศินน่ะ ได้ข่าวว่าหล่อมาก เขาเป็นเป้าหมายหลักของไพ”
“หือ...จะดีหรอไพ”
ปานวาดใจคอไม่ดี
“ดีสิ ดีมากด้วย พี่รู้ไหมคนที่ทั้งหล่อทั้งรวยน่ะหายากแค่ไหน คุณวศินเนี่ยน่าเอามาเป็นแฟนที่สุดในสามโลกเลยแหละ ไพจะทำให้ทุกคนสบายพี่คอยดูนะ”
“ไม่เอาน่าไพพี่ว่า...”
“ไพโตแล้วน่าพี่วาดโตพอจะสร้างอนาคตที่ดีให้ตัวเองได้อย่าห่วงเลย”
คำพูดมาดมั่นของไพลินทำให้ปานวาดหยุดมองน้องสาวที่หยิบกระเป๋าสะพายเดินร้องเพลงอารมณ์ดีขึ้นบันไดไปขณะที่น้องสาวกำลังลั้นลากับงานใหม่ คนเป็นพี่ต้องคิดหนักกับคำพูดกำกวมส่อความคิดไปในทางไม่ดีของไพลิน
วศินวศินวศิน
ปานวาดนึกถึงใบหน้าคมคายเบื้องหลังกรอบแว่นสีดำกับท่าทางน่าเกรงขามถึงจะเห็นหน้าไม่ชัดนักก็พอดูออกว่าเขาหล่อไม่เบา หญิงสาวคิดหนักรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องนึกสงสารน้องสาวตัวเองที่ต้องอกหักตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มก้าว
ไพลินคิดไกลเกินไป หวังจะรวยทางลัด เธอไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้แน่ๆ คนหล่อ รวย มีชื่อเสียงมีกิจการมากมายอย่างนายวศิน ไม่มีทางหันมามองผู้หญิงจนๆ ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างพวกเธอ
และที่สำคัญ เขาไม่น่าไว้ใจ เขาอาจไม่ใช่คนดีหรือคนที่ดีที่สุดอย่างไพลินเข้าใจ
ปานวาดถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อนึกถึงชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพง



 
กาลาตารี
 
สะกดรักลวงใจ
กาลาตารี
www.mebmarket.com
เมื่อพบหญิงสาวที่กำลังตามหานอนอยู่บนเตียงภายในบ้านตัวเองชายหนุ่มก็รู้ทันทีว่าเขาต้องฝืนเล่นเกมที่ตนไม่ได้เป็นคนกำหนดส่วนเธอ ที่ตกหลุมพรางในเกมอย่างไม่อาจหลีกหนีจะทำอย่างไรเมื่อเกมจบ แต่หัวใจไม่ได้จบตามเกม



 




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2562   
Last Update : 17 ตุลาคม 2562 19:40:08 น.   
Counter : 58 Pageviews.  

1  2  3  

พิญาดา
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลายปากกา










สงวนลิขสิทธิ์ งานเขียนในบล็อก "พิญาดา" ตามกฎหมาย
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต




...
[Add พิญาดา's blog to your web]