Ray Charles ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิด Soul อย่างเป็นทางการ เขาเอาเพลง Gospel มาเปลี่ยนเนื้อให้เป็นเพลงรัก เช่นเพลง “I've Got a Woman” (1954) ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากในยุคนั้น
Ray Charles Photographs by Eric Koch in Amsterdam (1968) (via Wikimedia Commons)
Sam Cooke "เจ้าชายแห่งโซล" ผู้มีเสียงร้องนุ่มนวลและเทคนิคการเอื้อนที่ซับซ้อน (Melisma) เขาทำให้เพลง Soul กลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
Sam Cooke ภาพจาก: RCA Victor Records / Billboard Magazine (via Wikimedia Commons)
James Brown ผสมผสานจังหวะที่ดุดันและการร้องที่เต็มไปด้วยพลัง (Shouts) จนได้รับฉายาว่า "Godfather of Soul"
James Brown Post by John Mathew Smith (via Wikimedia Commons)
ย้อนกลับไปช่วงปลายยุค 1920 ดนตรีแจ๊สเริ่มเปลี่ยนผ่านจากวงขนาดเล็ก (Combo) มาเป็นวงขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Big Band เพื่อให้เสียงดังพอที่จะบรรเลงในห้องโถงเต้นรำ (Ballroom) ขนาดใหญ่ได้
ความสำคัญ: เขาคือนักแต่งเพลงแจ๊สที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยแต่งเพลงไว้มากกว่า 2,000 เพลง เอลลิงตันยกระดับดนตรีแจ๊สให้มีความซับซ้อนและงดงามทัดเทียมกับดนตรีคลาสสิก วง Big Band ของเขาเป็นต้นแบบของความกลมกลืนและการเรียบเรียงเสียงประสานที่ทันสมัย
เพลงแนะนำ: Take the A Train, Mood Indigo, In a Sentimental Mood
ความสำคัญ: เขาคือ "ผู้มีวิสัยทัศน์" ที่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ ไมลส์เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของแจ๊สถึง 3-4 ยุค ตั้งแต่ Bebop, Cool Jazz, ไปจนถึง Jazz Fusion (การผสมร็อกและไฟฟ้า) อัลบั้ม Kind of Blue ของเขาคืออัลบั้มแจ๊สที่ขายดีที่สุดในโลก
เพลงแนะนำ: So What, Summertime, Blue in Green ทั้ง 3 ท่านนี้มีสไตล์ที่ต่างกันมากครับ: Louis คือพลังงานและจิตวิญญาณ, Duke คือความสง่างามและการประพันธ์, ส่วน Miles คือนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง
The Power of Silence: เขาเชื่อว่า "ช่องว่าง" (Space) สำคัญพอๆ กับตัวโน้ต เขาจะไม่เป่าโน้ตรัวๆ แต่จะเว้นจังหวะให้คนฟังได้คิดตาม ทำให้ดนตรีของเขาดูเท่และขรึม
The Penguins – "Earth Angel": เพลงช้าสุดคลาสสิกที่มักเห็นในหนังย้อนยุค (เช่น Back to the Future)
The Five Satins – "In the Still of the Night": เพลงที่โชว์การประสานเสียงแบบต้นตำรับ
The Monotones – "Book of Love": เพลงจังหวะสนุกๆ ที่โชว์การใช้คำเลียนเสียงชัดเจน
The Platters – "Only You": วงที่ทำให้ Doo-wop กลายเป็นเพลงป๊อปที่โด่งดังไปทั่วโลก
4. อิทธิพลต่อดนตรีรุ่นหลัง
แม้ความนิยมจะลดลงเมื่อเกิดกระแส British Invasion (อย่างวง The Beatles) แต่ Doo-wop ก็ไม่ได้หายไปไหน
Soul & Motown: เป็นต้นแบบให้วงอย่าง The Temptations หรือ The Supremes
Modern Pop: ศิลปินยุคใหม่อย่าง Meghan Trainor (เพลง All About That Bass) หรือ Bruno Mars ก็มักจะหยิบเอาโครงสร้างทางคอร์ดและสไตล์การร้องแบบ Doo-wop มาใช้บ่อยๆ
ถ้าคุณเล่นดนตรี หรือสงสัยว่าทำไมเพลง Doo-wop ถึงฟังดูคล้ายกันไปหมด คำตอบอยู่ที่ทางคอร์ดที่เรียกว่า I – vi – IV – V ครับ
ในคีย์ C Major ทางคอร์ดจะเป็นแบบนี้
C > Am > F > G
C (I): ให้ความรู้สึกมั่นคง เป็นจุดเริ่มต้น
Am (vi): เพิ่มความเศร้าหรือความโรแมนติกแบบเหงาๆ
F (IV): เริ่มมีความหวัง หรือการเคลื่อนที่
G (V): ส่งพลังกลับไปหาคอร์ดเริ่มต้น (C)
ลองนึกภาพตาม เพลงอย่าง Stand By Me หรือแม้แต่เพลงไทยสมัยใหม่อย่าง คู่กัน (Scrubb) ก็ใช้รากฐานจากทางคอร์ดนี้ครับ มันให้ความรู้สึก "อบอุ่นและคิดถึง" (Nostalgic) เสมอ
Pérez Prado: เขาได้นำมัมโบจากคิวบาไปพัฒนาต่อในเม็กซิโก โดยการนำดนตรีแบบ Big Band ของอเมริกา (ใช้เครื่องเป่าทองเหลืองและแซกโซโฟนจำนวนมาก) มาผสมกับจังหวะคิวบา