Group Blog
 
All Blogs
 
จากความมืดสู่แสงไฟ: เส้นทาง Jazz ยุค 20 ดนตรีที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

ดนตรีแจ๊ส (Jazz) ไม่ใช่แค่แนวเพลง แต่คือประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตครับ มันเกิดจากการหลอมรวมกันของความเจ็บปวด ความหวัง และเสรีภาพ โดยมีจุดกำเนิดที่น่าสนใจดังนี้ครับ


 1. จุดกำเนิดที่เมืองนิวออร์ลีนส์ (ช่วงปลายทศวรรษ 1800) 

เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา เปรียบเสมือน "หม้อต้มใบใหญ่" ทางวัฒนธรรม ในสมัยนั้นเมืองนี้เป็นท่าเรือที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งแอฟริกัน ยุโรป และชาวครีโอล (ลูกผสม) มารวมตัวกัน

  • รากเหง้าจากแอฟริกา: จังหวะที่ซับซ้อนและการร้องตอบโต้กัน (Call and Response) ที่ติดตัวมากับทาสชาวแอฟริกัน

  • อิทธิพลจากยุโรป: เครื่องดนตรีประเภทเป่า (Brass) และทฤษฎีดนตรีคลาสสิก

  • Blues & Ragtime: แจ๊สรับเอาความเศร้าสร้อยของ Blues และจังหวะที่สนุกสนานของ Ragtime มาผสมจนเกิดสิ่งใหม่


 2. หัวใจสำคัญคือ "การด้นสด" (Improvisation) 

สิ่งที่ทำให้แจ๊สต่างจากดนตรีคลาสสิกคือ Improvisation หรือการเล่นแบบสดๆ โดยไม่มีโน้ตตายตัว นักดนตรีแจ๊สจะใช้เพลงพื้นฐานเป็นโครง แล้วสร้างทำนองใหม่ขึ้นมาในขณะนั้นเลย ซึ่งสะท้อนถึง "เสรีภาพ" ของผู้เล่น


 3. ยุคสมัยสำคัญของ Jazz 

ดนตรีแจ๊สมีการวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องตามสภาพสังคมครับ

  • 1920s (The Jazz Age): แจ๊สกลายเป็นดนตรีเต้นรำยอดนิยมในคลับ (Speakeasy) ยุคนี้มีหลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) เป็นดาวเด่น

  • 1930s (Swing Era): ยุคของวง Big Band ที่เน้นความสนุกสนาน เพื่อปลอบประโลมใจผู้คนในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

  • 1940s (Bebop): นักดนตรีเริ่มเบื่อการเล่นเพื่อเต้นรำ จึงเปลี่ยนมาเล่นเพลงที่ซับซ้อน เร็ว และเน้นทักษะการฟังมากขึ้น

  • 1950s - 1960s (Cool Jazz & Fusion): เริ่มมีความนุ่มนวลขึ้น (Cool Jazz) ไปจนถึงการผสมผสานกับดนตรีร็อก (Fusion Jazz)


 4. ทำไมเราถึงเรียกมันว่า Jazz 

คำว่า "Jazz" เดิมทีเคยเป็นคำสแลงในวงการเบสบอลที่หมายถึง "พลังงาน" หรือ "ความกระตือรือร้น" ก่อนจะถูกนำมาใช้เรียกแนวดนตรีที่มีชีวิตชีวานี้ในช่วงปี 1915 ครับ

เกร็ดน่ารู้: แจ๊สถูกเรียกว่าเป็น "American Classical Music" เพราะเป็นศิลปะชั้นสูงที่เกิดจากแผ่นดินอเมริกาอย่างแท้จริง


 5. นักดนตรีแจ๊สในตำนาน 
หากพูดถึงนักดนตรีแจ๊สที่เป็น "เสาหลัก" ของวงการและมีอิทธิพลต่อดนตรีในยุคต่อมามากที่สุด 3 ท่านนี้คือตำนานที่ต้องรู้จักครับ

 1.  Louis Armstrong (หลุยส์ อาร์มสตรอง) 
 
  • ฉายา: Satchmo หรือ Pops
  • เครื่องดนตรี: ทรัมเป็ต (Trumpet) และการร้องเพลง
  • ความเป็นมา: เขาเกิดในย่านที่ยากจนมากของนิวออร์ลีนส์ และเรียนรู้การเล่นแตรตัวแรกในสถานพินิจเด็ก
  • ความสำคัญ: เขาเป็นคนที่เปลี่ยนโฉมหน้าของแจ๊สจากดนตรีที่เล่นพร้อมกันทั้งวง (Ensemble) มาเป็นการเน้น "ศิลปินเดี่ยว" (Soloist) เขาโด่งดังจากการด้นสด (Improvisation) ที่มีชีวิตชีวา และการร้องแบบ "Scat Singing" (การใช้เสียงเลียนแบบเครื่องดนตรี)
  • เพลงแนะนำ: What a Wonderful World, Hello, Dolly!
 
 2.  Duke Ellington (ดุ๊ก เอลลิงตัน) 
 
  • ฉายา: The Duke (ได้มาจากท่าทางที่สง่างามและสุภาพเรียบร้อย)
  • เครื่องดนตรี: เปียโน (Piano) และการเป็นหัวหน้าวง (Bandleader)
  • ความเป็นมา: เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางที่วอชิงตัน ดี.ซี. พ่อแม่ส่งเสริมให้เรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ
  • ความสำคัญ: เขาคือนักแต่งเพลงแจ๊สที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยแต่งเพลงไว้มากกว่า 2,000 เพลง เอลลิงตันยกระดับดนตรีแจ๊สให้มีความซับซ้อนและงดงามทัดเทียมกับดนตรีคลาสสิก วง Big Band ของเขาเป็นต้นแบบของความกลมกลืนและการเรียบเรียงเสียงประสานที่ทันสมัย
  • เพลงแนะนำ: Take the A Train, Mood Indigo, In a Sentimental Mood
 
 3.  Miles Davis (ไมลส์ เดวิส) 
 
  • เครื่องดนตรี: ทรัมเป็ต (Trumpet)
  • ความเป็นมา: ลูกชายหมอฟันผู้มั่งคั่ง เขาไปศึกษาต่อที่ Juilliard ในนิวยอร์กแต่ลาออกเพื่อมาเล่นดนตรีกับเหล่าปรมาจารย์แจ๊ส
  • ความสำคัญ: เขาคือ "ผู้มีวิสัยทัศน์" ที่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ ไมลส์เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของแจ๊สถึง 3-4 ยุค ตั้งแต่ Bebop, Cool Jazz, ไปจนถึง Jazz Fusion (การผสมร็อกและไฟฟ้า) อัลบั้ม Kind of Blue ของเขาคืออัลบั้มแจ๊สที่ขายดีที่สุดในโลก
  • เพลงแนะนำ: So What, Summertime, Blue in Green ทั้ง 3 ท่านนี้มีสไตล์ที่ต่างกันมากครับ: Louis คือพลังงานและจิตวิญญาณ, Duke คือความสง่างามและการประพันธ์, ส่วน Miles คือนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง

หากจะเจาะลึกไปที่ เทคนิคการเล่น (Playing Techniques) ของทั้ง 3 ท่านนี้ เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงบุคลิกและยุคสมัยของพวกเขาได้เป็นอย่างดีครับ


 1. Louis Armstrong: พลังของ "Vibrato" และการร้องแบบ "Scat" 

เทคนิคของหลุยส์คือรากฐานของความสนุกสนานในดนตรีแจ๊ส

  • Lip Trills & Wide Vibrato: หลุยส์มีเทคนิคการคุมริมฝีปากที่แข็งแรงมาก เขาชอบใช้ Vibrato (การสั่นของเสียง) ที่กว้างและชัดเจนตอนจบตัวโน้ต ทำให้เสียงทรัมเป็ตมี "อารมณ์" เหมือนเสียงคนร้องเพลง

  • High-Note Mastery: เขาเป็นคนแรกๆ ที่โชว์การเป่าตัวโน้ตสูงๆ อย่างแม่นยำและทรงพลัง ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

  • Scat Singing: เทคนิคการร้องเพลงโดยใช้คำที่ไม่มีความหมาย (เช่น "Doo-be-doo-ba") เพื่อเลียนแบบเสียงเครื่องดนตรี เขาทำให้การร้องแบบนี้กลายเป็นศิลปะที่นักร้องแจ๊สทุกคนต้องทำตาม

 2. Duke Ellington: การ "ระบายสี" ด้วยวงดนตรี 

ในฐานะนักเปียโนและผู้ประพันธ์ เทคนิคของเขาไม่ใช่แค่การกดนิ้ว แต่คือการจัดวางเสียง

  • Writing for Individuals: ต่างจากนักแต่งเพลงทั่วไปที่แต่งให้ "เครื่องดนตรี" (เช่น แต่งให้ทรัมเป็ต 1) แต่ Duke จะแต่งให้ "ตัวบุคคล" เขาจะรู้ว่านักดนตรีในวงแต่ละคนมีจุดเด่นอย่างไร และแต่งโน้ตเพื่อให้คนนั้นโชว์ของได้ดีที่สุด

  • Dissonance & Color: เขาชอบใช้คอร์ดที่มีความกระด้างหรือเสียงที่ "กัด" กันเล็กน้อย (Dissonance) เพื่อสร้างสีสันที่ดูหรูหราและลึกลับ (Sophisticated)

  • Stride Piano: ในพาร์ทการเล่นเปียโน เขาใช้เทคนิค Stride (มือซ้ายกระโดดไปมาเพื่อสร้างจังหวะเบสและคอร์ด ส่วนมือขวาเล่นทำนอง) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ยากและต้องใช้ความแม่นยำสูง

 3. Miles Davis: ความเงียบคือ "โน้ต" ชนิดหนึ่ง 

เทคนิคของไมลส์คือการ "น้อยแต่มาก" (Minimalism) และการทดลอง

  • Harmon Mute: ไมลส์ทำให้การใช้ Mute (ตัวลดเสียงที่เสียบหน้าแตร) กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว เสียงทรัมเป็ตของเขาจะมีความแหบพร่า นุ่มนวล และดูเหงาๆ ซึ่งกลายเป็นเสียงมาตรฐานของ Cool Jazz

  • The Power of Silence: เขาเชื่อว่า "ช่องว่าง" (Space) สำคัญพอๆ กับตัวโน้ต เขาจะไม่เป่าโน้ตรัวๆ แต่จะเว้นจังหวะให้คนฟังได้คิดตาม ทำให้ดนตรีของเขาดูเท่และขรึม

  • Modal Jazz: เขาเลิกใช้การไล่คอร์ดที่ซับซ้อนตามแบบแผนเดิม แต่หันไปใช้ "Mode" (บันไดเสียง) แทน ซึ่งทำให้นักดนตรีมีอิสระในการด้นสดได้ยาวนานและลึกซึ้งขึ้น


 6. เพลย์ลิสต์แนะนำ 

ผมเลือกเพลย์ลิสต์ "Best Jazz Songs of All Time" มาให้คุณฟัง ซึ่งรวบรวมเพลงแจ๊สระดับตำนานและเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาลไว้มากมาย

ในเพลย์ลิสต์นี้คุณจะได้ฟังเสียงร้องและดนตรีจากศิลปินไอคอนิก เช่น

  • Louis Armstrong กับเพลง "What A Wonderful World" ที่ทุกคนคุ้นเคย

  • Frank Sinatra กับเพลงอมตะอย่าง "Fly Me To The Moon"

  • Sade ในเพลง "Smooth Operator"

     

  • รวมถึงเพลงแจ๊สร่วมสมัยและแนว Smooth Jazz อย่าง Kenny G และ Norah Jones ด้วยครับ




     




Create Date : 27 ธันวาคม 2568
Last Update : 17 มกราคม 2569 22:04:54 น. 1 comments
Counter : 251 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว


 
ผมให้ Arne Domnerus แล้วก็ Ben Webster กับ Bengt Hallberg อีก 3 คนครับ ผมชอบฟัง sax (มีเพลงในกรุอยู่พอประมาณ ผมชอบฟังเพลงของ 3 ท่านเล่นนี้มากๆครับ) เวลาเศร้าๆ ฟังแล้วรู้สึกมีพลังสู้ต่อ



โดย: กะริโตะคุง วันที่: 3 มกราคม 2569 เวลา:16:57:08 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

HonLin
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีครับ
ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนๆ ทุกคน
ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ
Friends' blogs
[Add HonLin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.