มองจีน เรียนจีน อ่านจีน เพลินจีน

โจวจวง กรุ๊ปทัวร์จีน และป้าแก่อีกสองนาง

ประสบการณ์การไปเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์คนจีนช่างน่าจดจำ!

สถานที่ที่ผมใช้บริการทัวร์จีนคือ โจวจวง เมืองแห่งน้ำที่ติดอันดับความสวยงามและความเก่าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหัง โจวและซูโจวเท่าไรเมืองที่ว่าเป็นเมืองเก่ากินพื้นที่บริเวณไม่มาก รายล้อมด้วยคูคลองรอบทิศทาง บ้านหลังเล็กผนังสีขาวหลังคาสีดำให้บรรยากาศของความสงบร่มรื่นไม่น้อย



แต่สิ่งที่มารบกวนความสงบของหมู่บ้านเหล่านี้ก็คือเสียงเจี๊ยวจ๊าวคนจีนจำนวนมากที่เข้ามาเยี่ยมชมนั่นเอง ซึ่งผมได้สัมผัสกับความเจี๊ยวจ๊าวในระดับมหากาฬของคนจีนตั้งแต่ยังไม่ถึงที่นั่นด้วยซ้ำ...


เวลาประมาณ 7 นาฬิกา ระหว่างนั่งรอเตรียมขึ้นรถ เสียงแว้ดแปดหลอดของคนจีนดังขึ้นมาตรงเค้าน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เป็นเสียงแว้ดแห่งความเดือดดาลของป้าคนหนึ่ง เธอสวดคำด่าเป็นภาษาจีนดุจปืนเอ็มสิบหกที่รัวกระสุนไม่ยั้ง ผมและเพื่อนที่ไปด้วยกันช่วยกันจับใจความว่าป้าคนนั้นด่าพนักงานเรื่องอะไร จับใจความได้ว่า นางซื้อทัวร์ไว้แล้วแต่ไกด์ยังไม่มา นางก็สั่งให้พนักงานโทรไปตามไกด์ แต่โทรไม่ติด เอาล่ะสิ อั๊วะแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า หอบลูกหอบผัว ตั้งใจจะไปฉลองตรุษจีน ไกด์ของพวกลื้อทำไมทำแบบนี้ ติดต่อหาไกด์ให้ได้เลยนะ


อั๊วะไม่ย๊อมมมมม!!!!



เสียงของนางรัวเร็วและดังพอที่จะทำให้พี่จีนทั้งหลายต้องไปมุงดู
ไทยมุงที่ว่าแน่ มาดูจีนมุงเสียก่อน พวกเขามุงดูเหตุการณ์กันจริงจังราวกับว่าเป็นญาติๆ ของป้าคนนั้นกันเลยทีเดียว
เหตุการณ์ ยืดเยื้อยาวนาน ป้าแกก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดปาก ราวีพนักงานเค้าน์เตอร์ไม่พอ เธอยังเข้าไปราวีต่อถึงพนักงานข้างใน ผมเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวจะลงเอยยังไง เพราะมีคนเรียกให้เหล่าคณะทัวร์โจวจวงขึ้นรถได้แล้ว





กลุ่มลูกทัวร์ผู้ร่วมชะตากรรม





เตรียมตัวออกเดินทาง


นั่งรถทัวร์จากหังโจวมาถึงโจวจวงประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง มาถึงที่นี่ สิ่งแรกที่ได้เห็นคือสภาพของหมู่บ้านที่รายล้อมไปด้วยคลอง มีสะพานหินเล็กๆ เชื่อมข้ามสองฟากฝั่ง แถมสะพานบางจุดยังเคยเป็นสถานที่สำหรับถ่ายทำหนังมาแล้วด้วย(ไกด์สาวดูภาคภูมิใจเป็นพิเศษเมื่อเธอบอกว่าสะพานที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ กงลี่ เคยมาเหยียบแล้วสมัยที่เธอถ่ายหนังของจางอี้โหมว)บรรยากาศน่าดูชมตามที่เห็นในรูป












สะพานนี่แหละที่กงลี่เหยียบมาแล้ว

นอกจากนี้ไกด์สาวของเขาก็ชูธงพาคณะทัวร์เข้าชมบ้านเศรษฐีนาม เสิ่นว่านซาน ซึ่งขอบอกว่ารวยมาก มีห้องหับอันใหญ่โต สร้างระเบียงริมน้ำไว้ดูดวงจันทร์ ซึ่งประวัติของพ่อค้าคนนี้น่าสนใจมากมาย แต่ด้วยทักษะการฟังภาษาจีนที่ยังไม่แข็งแรงมากนักของผม ทำให้ฟังเรื่องราวต่างๆ ของเศรษฐีท่านี้ได้ไม่ครบถ้วนกระบวนความ







บริเวณบ้านมหาเศรษฐีเสิ่นว่านซาน


หลังจากต้องดู ต้องชม ต้องถ่ายรูป ต้องเบียดคน ต้องทำเวลา กับกรุ๊ปทัวร์เที่ยวละไม สไตล์อาม่าแล้ว ผมและเพื่อนได้ลิ้มลองอาหารขึ้นชื่อของโจวจวง นั่นก็คือ “ขาหมู” ซึ่งว่ากันว่าขาหมูที่นี่ขึ้นชื่อในด้านความเหนียวนุ่ม และน้ำขาหมูเปรี้ยวอมหวาน ขึ้นชื่อไม่ขึ้นชื่อ ก็ดูจากร้านขายขาหมูก็แล้วกัน แทบไม่อยากคิดเลยว่าแต่ละวันหมูจะโดนฆ่าไปกี่ตัว...




ร้านขายขาหมูที่มีอยู่เต็มพื้นที่



มื้อเที่ยงเบาๆ แต่ราคาไม่เบา

จบสิ้นการเดินเล่นชมเมืองน้ำในโจวจวง สาวไกด์คนเก่งก็ต้อนลูกทัวร์ขึ้นรถเพื่อไปยังสถานที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิมขนาดมหึมาเทียบเท่าบ้านสองชั้น ดูอลังการมลังเมลืองไปอีกแบบ







จบภารกิจเที่ยวละไม รู้สึกหูชากับเสียงล้งเล้งตามประสาคนจีน มองสาวจีนตัวเล็กที่กำลังนั่งอยู่บนที่นั่งเยื้องไปไม่กี่ตัว ตั้งแต่เริ่มต้นเดินทางจนจะกลับ ปากของนางยังไม่หยุดกิน เริ่้มตั้งแต่ ซาลาเปา ลูกอม ไข่พะโล้สำเร็จรูป ถั่วตัด อ้อย ฯลฯ ไกด์สาวรู้สึกโล่งใจป็นพิเศษที่การทำงานในวันนี้ของเธอผ่านไปได้ด้วยดี แม้ว่าเธอจะต้องสู้รบปรบมือกับลูกทัวร์จีนเรื่องมากในบางครั้งก็ตาม

แต่แล้วการณ์กลับไปเป็นไปตามที่คิดไว้...

เสียงตะโกนของป้าแก่รายใหม่ ดังขึ้นมาจากด้านหลังของรถทัวร์ สุ้มเสียงของป้าแก่คนนี้เต็มไปด้วยความไม่พอใจ จับใจความได้ว่า นางโมโหว่าทำไมรถทัวร์ไม่ลงจอดที่เก่า หรือสถานีเดียวกับที่ขึ้นรถมาเมื่อตอนเช้า ไกด์สาวก็พยายามอธิบายชี้แจงเหตุผลร้อยแปด แต่ป้าแก่เหมือนจะไม่รับฟังข้อแก้ต่าง นางยังคงสู้ไม่ถอยแต่สู้แรงตวาดของป้าแก่สู้สุดใจไม่ไหว ยกนี้ดูเหมือนว่าป้าแก่แกเป็นต่อ เพราะถือว่าเป็นลูกทัวร์ ไกด์สาวจึงต้องเงียบๆ ปล่อยให้นางตวาดอาละวาดต่อไป

เมื่อรถเมล์ถึงที่หมาย ลูกทัวร์คนอื่นๆทยอยลงกันมาหมด เหลือเพียงป้าแก่และผู้สนับสนุนที่ดูไม่มีทีท่าว่าจะลงจากรถแต่อย่างใด
ถึงตอนนั้นผมไม่ทราบบทสรุปของเหตุการณ์ว่าใครเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งเหมือนกับคู่ชกขจองป้าแก่กับสาวเค้าน์เตอร์เมื่อตอนเช้า

จากประสบการณ์ไปเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์คนจีนในครั้งนี้ นอกจากการได้ออกไปเห็นความงามของเมืองโจวจวงแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ
การได้เรียนรู้ความแกร่งกล้าและพื้นฐานความคิดของคนจีนประเภทสู้สุดใจขาดดิ้นเพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ของตัวเอง จากเคสการด่าเตลิดเปิดเปิงของป้าแก่สองคนในครั้งนี้
จนทำให้ผมได้ข้อคิดชวนขบมาอีกอย่าง...

“สู้เพื่อสิทธิ์” กับคำว่า “ดื้อ” มันช่างเหลื่อมล้ำกันเหลือเกิน




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2554 16:37:22 น.
Counter : 749 Pageviews.  

มีอะไรในซ่งเฉิง (宋城有什么?)

ซ่งเฉิง (宋城) สถานที่ไฮไลท์อีกแห่งหนึ่งของเมืองหังโจว ซึ่งเป็นเมืองจำลองตำนานของราชวงศ์ซ่ง (สำหรับใครที่ยังไม่รู้ เมืองหังโจวเคยเป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ซ่งเมื่อครั้งโบราณกาล) พี่จีนจึงหวังทำให้สถานที่นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวจุดขายและดึงผู้คนจากทั่วทุกสารทิศให้เข้ามาที่นี่ จึงไม่ต้องแปลกใจหากค่าผ่านประตูของซ่งเฉิงแห่งนี้ มีราคาถึง 80 หยวน (400บาท) !! เท่านั้นไม่พอ พี่จีนหัวใสได้สร้างมูลค่าความอลังการด้วยการจัดแสดงโชว์ชุด The Romance of Song Dynasty (世界三大名秀之一) ซึ่งเป็นโชว์ในทำนองเดียวกัยสยามนิรมิตบ้านเรานี่แหละ กล่าวถึงประวัติศาสตรฺความเป็นมาของเมืองหังโจวในราชวงศ์ซ่ง ร่ายราวมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหากรวมค่าตั๋วชมการแสดงด้วย ราคาค่างวดก็จะสนนที่ราคา 260 หยวน (1,300 บาท) !!

สถานที่ตั้งของซ่ง เฉิงนับได้ว่า ไกลปืนเที่ยงมาก หากนั่งรถเมล์ให้นั่งสาย Y4 ลงที่ซ่งเฉิงเลย ราคา 3 หยวน ผมมาถึงที่นี่ในตอนบ่ายๆ ซึ่งการแสดงในวันนั้นืเริ่มตอนทุ่มครึ่ง พนักงานขายตัวบอกว่าถ้าเข้าไปดูแล้วเกิดเบื่อๆ ก็กลับไปก่อนได้แล้วค่อยมาใหม่...

เข้าไปในซ่งเฉิง เป็นเมืองจำลองที่จำลองสภาพเมืองของราชวงศ์ซ่งจริงๆ มีพนักงานแต่งตัวเป็นทหาร ชาวบ้าน คนรับใช้ ขอทาน ฯลฯ แต่ทุกคนไม่มีใครอยู่ในคาแร็คเตอร์ ทหารยืนหาว ขอทานนั่งกดมือถือ เสี่ยวเอ้อขากถุย ทำให้รู้สึกว่ามันดูปลอมๆ ไม่ต่างอะไรกับให้คนไทยใส่ชุดลิเกแล้วเดินป้วนเปี้ยนในเพลินวานนั่นแล

พี่จีนจะทำอะไรก็ต้องใหญ่ไว้ก่อน ซ่งเฉิงจึงเต็มไปด้วยความใหญ่โตมโหระทึกทั้งกำแพงเมืองป้อมปราการอันยิ่ง ใหญ่, บัลลังก์จักรพรรดิสีทองอร่าม, พระพุทธรูปอันใหญ่โต และพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลที่บางทีก็นึกไม่ออกว่าจริงๆ ว่าจะทำให้มันใหญ่โตอะไรมากมาย เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว มันไม่มีอะไรน่าดูขนาดนั้น


 




ความใหญ่ของประตูทางเข้า



สภาพภายนอกเมืองซ่ง


คนไทยคงไปบ่อย เพราะมีพัดสวยสวย


ใครๆ ก็เป็นจักรพรรดิได้


ชุดนางในวังสมัยราชวงศ์ซ่ง


ประตูทางเข้าซ่งเฉิงในยามคืนค่ำ


พระพุทธรูปขนาดใหญ่ในตอนกลางวันและกลางคืน


ภายในถ้ำมีรูปสลักหิน



เดินได้พักใหญ่ๆ ถ่ายรูปเรียบร้อย ก็กลับหอพักเตรียมมาใหม่ตอนเย็น พอมาถึงตอนกลางคืนซ่งเฉิงงามงดด้วยแสงไฟซึ่งดูดีกว่าตอนกลางวันหลายเท่า นักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์หลั่งไหลมาที่นี่ แต่ก็ถือว่าไม่เยอะมาก อาจเป็นเพราะช่วงตรุษจีนด้วย

เข้าไปรอบค่ำเป็นก็เป็นเรื่องซะแล้ว...

พนักงานไม่ให้เข้าเพราะ ตั๋วเข้า (ซึ่งเป็๋นกระดาษธรรมดาไม่สมราคา 1300 บาทสักนิด) ถูกพนักงานฉีกไปตั้งแต่เมื่อตอนกลางวัน พอเราจะเข้าอีกครั้ง เขาก็บอกว่าเราเข้าไปแล้วอีกทั้งไม่ได้ลงชื่อแจ้งไว้ว่าจะเข้ามาอีก เป็นเรื่องล่ะสิ

ผมและเพื่อนใช้ภาษาจีนสื่อสารอย่างสุดความสามารถ บอกว่าเราไม่รู้ว่าต้องแจ้งชื่อ พนักงานก็ถามว่ามีกล้องถ่ายรูปมายืนยันไหม เราก็เอาให้เขาดู เขาก็บอกว่าเอารูปที่เราถ่ายกับสถานที่มาให้ดู โธ่ถัง! เราไม่ได้ถ่ายรูปตัวเองกับสถานที่ด้วยสิ มันแปลกมากหรือไง เพื่อนก็บอกเขาไปว่าไม่ชอบถ่ายรูปตัวเอง คุยไปคุยมาพนักงานสาวๆ ก็แห่กันเข้ามา จนแล้วจนรอด พนักงานก็ถามต่อไปว่า เข้าไปที่นั่นเห็นอะไรบ้าง เราก็จัดการตอบเสร็จสรรพ

จนในที่สุดก็ได้เข้า...

หลังจากเข้ามาแล้ว เพื่อนก็พูดอย่างอารมณ์ดีว่า รู้งีั้น่าจะอยู่ตรงนั้นให้นานอีกหน่อย สาวๆ น่ารักทั้งนั้นเลย...


เวลาทุ่มครึ่ง เข้าสู่การแสดงโชว์ระยะเวลา 1 ชม. การแสดงแบ่งออกเป็นฉากๆ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของอาณาจักร ยุคจักรพรรดิเรืองอำนาจ
ยุคศึกสงคราม ยุคโรแมนติกตำนานแห่งทะเลสาบซีหู ยุคสาวงามแห่งหังโจว และยุคชาหลงจิ่ง จุดเด่นของโชว์อยู่ที่การขายความอลังการของแสงสีเสียงและฉากแบบสามมิติ ความงดงามอ่อนช้อยของลีลาท่าเต้นสาวจีน และที่ขาดไม่ได้เลยคือ "โชว์กายกรรม" ที่สร้างความอู้หู อ้าหา ให้กับผู้ชม



เบื้องหน้าเวที


แสงสีตระการตา


เกาหลีก็โผล่มา


กายกรรมน่าชื่นชม


ส่งลูกให้ข้าเถอะ


สะพานเชื่อมรักและเงาหัวอาแปะอีกหนึ่งหัว


เทคนิคเลเซอร์ยังคงได้รับความนิยม


เก็บชากับหนูไหมคะ


หลงเงาจันทร์


ประกวดนางงาม



จบการแสดง เลือกถ่ายคู่พระ-นาง ตัวเด่นของโชว์นี้


ภาพรวมของซ่งเฉิง ถือว่าถ้าไม่ได้ไปก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียดายอะไรนัก

สโลแกนของซ่งเฉิงบอกว่า ให้เวลาฉัน 1 วัน ฉันจะให้เธอกลับไป 1,000 ปี


ผมว่ามันเว่อร์ไปหน่อย...




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2554 22:50:34 น.
Counter : 937 Pageviews.  

ยอดใบชาหามีใบไม่! (พาไปชมหมู่บ้านไร่ชาของหังโจว)


ไม่อาจเอื้อมทำตัวเป็นสาวกระแตในบทบาทสาวเก็บใบชาใน "กอด" แต่สักครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากมีประสบการณ์ในไร่ชาบ้าง

เช้าวันอากาศหนาวๆ แดดส่องพอให้ผิวรับวิตามิน ผมจึงถือฤกษ์งามยามดี ออกเดินทางไปที่ไร่ชาหลงจิ่ง (龙井茶) ซึ่งเป็นชาขึ้นชื่อของเมืองหังโจว ร่วมกับเพื่อนนำทางอีกคนหนึ่ง ความตั้งใจคือการได้ไปเห็นไร่ชาสักครั้งหนึ่ง (ที่เชียงใหม่เชียงรายคงมีให้เห็นจนชินตา แต่ไม่เคยไปสักครั้ง)

นั่งรถเมล์สาย K27 ลงหน้าหมู่บ้านหลงจิ่ง (龙井村) ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ขายชาหลงจิ่งโดยเฉพาะ ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้าย เพราะวันที่ไปเป็นวันที่ไร่ชาเหงาหงอย ซบเซา ไม่ใช่หน้าเด็ด ความฝันของการได้ไปเด็ดใบชา พบปะหนอนชาเขียวจึงต้องล้มเลิกไป 



ทางเข้าหมู่บ้านชาหลงจิ่ง

แต่ความโชคดีคือ การได้เห็นสภาพความสวยงามของไร่ชาในหมู่บ้านนี้จริงๆ เห็นวิถีชีวิตของคนอาศัย ไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คน ไม่ต้องทนปวดแก้วหูกับเสียงล้งเล้งของคนในหมู่บ้านที่ตะโกนเรียกลูกค้าให้เข้ามาดื่มชา ซื้อชาที่บ้านของตัวเอง

เพื่อนผู้ผ่านประสบการณ์สนทนาประสาชา (อย่ารอช้า...จ่ายตังค์กรู) เล่าให้ฟังว่า เหล่าแม่ค้าสมองใสเหล่านี้มีวิธีการนำลูกค้าเข้าร้านที่แหวกแนวมาก ด้วยการประจำการอยู่ที่ป้ายรถเมล์ที่จะผ่านมายังหมู่บ้าน นางดักรอก่อนเลย เวลามีนักท่องเที่ยวถือแผนที่ทำหน้าเหรอหรา นางก็จะเข้าประชิดตัว ยิ้มแย้ม ถามว่าจะไปไหน นักท่องเที่ยวก็รู้สึกอุ่นใจ เหมือนได้รับไมตรีจิตจากคนเฒ่าคนแก่ ไม่รอช้า นางก็ชวนไปที่บ้านนาง บอกว่าจะพาไปไร่ชา ไปสิ ไปกินชานั่งคุยกันนะ มนตราสาลิกาลิ้นทองเข้าโจมตีนักท่องเที่ยวจนเคลิ้ม จนทำให้เหล่านักท่องเที่ยวตัดสินใจไปดื่มชาที่บ้านนาง...

เมื่อถึงบ้าน นางก็จัดทุกอย่างให้อย่างดี ชงชาเสร็จสรรพ ดิ่มไปได้สักพัก นางรุกคืบต่อด้วยการขายชาเสียเลย บอกว่าซื้อชาบ้านนางราคาไม่แพง มีหลายเกรด ที่ดื่มไปนี่ยังไม่ใช่เกรดที่ดีที่สุดนะ ต้องเกรดนี่ นั่น โน่น

เหล่านักท่องเที่ยวถูกคลายมนต์สะกดขึ้นมาทันใด แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะนางทำค่ายกลปิดล้อมไว้หมดแล้ว มากที่คนนางจะทำให้ซื้อหมดทุกคน คนไทยเรียก "ปิดประตูตีแมว" ดีๆ นี่เอง



บ้านเรือนในหมู่บ้าน ต้องเรียกว่า "ชายชาจนได้ดี" ให้เป็นกระท่อมกระต๊อบเหรอ...ไม่มีทาง



กล่องชาสีซีดและโต๊ะสำหรับให้นักท่องเที่ยวมาชิมมาดื่มชาก่อนซื้อกลับไป


เรื่องเล่าที่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นกับผม วันที่ผมไปเยี่ยมเยือน
เป็นวันที่ใกล้เทศกาลตรุษจีน ทุกคนมัวง่วนอยู่กับการเตรียมของไหว้เจ้า
ไม่มีใครสนใจคนไทยหัวดำสองหน่อที่เดินถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย หรือถ้าสนใจหน่อย
นางก็จะเรียกไปงั้นๆ เพราะคิดว่าพวกมันคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าชาแหงๆ


อากาศกำลังดี ผมและเพื่อนปีนขึ้นไปบนภูเขา หวังว่าจะได้เห็นยอดใบชา...


"มันจะมีได้ยังไง นี่มันหน้าหนาว ยอดใบชาเขาบานกันช่วงฤดูใบไม้ผลิไม่รู้เรื่องหรือไง (หนอนใบชาส่งกระแสจิตบอกผม)" Smiley









แต่ถึงอย่างไรการได้ขึ้นบนภูเขา มองตึกรามบ้านช่องและไร่ชาบนภูเขาสุดลูกหูลูกตา 

มีหิมะตกค้างอยู่ในปริมาณพอเหมาะ เป็นทัศนียภาพที่น่าประทับใจไม่น้อย 

แม้ว่าจะไม่ได้เอามือหยิบเด็ดยอดใบชา หรือจ้องตาหนอนชาเขียวก็ตาม...


เมื่อไม่ได้เด็ดชา เหล่าพ่อค้าแม่ขายต่างอยู่ในช่วงของวันพักผ่อน
รักษาเสียงไว้ตะโกนแข่งในหน้าร้อน
ผมจึงได้เห็นภาพกิจวัตรประจำวันของคนในหมู่บ้านนี้ซึ่งมีทั้ง...



ซักผ้าในคูน้ำสะอาด


ซักผ้าในคูน้ำสะอาด


ล้างผัก (ใช้น้ำคูเดียวกับอาเจ้ด้านบน)





นานๆแดดหน้าหนาวจะมาที เจ๊แกเลยตากทุกสิ่งอัน



เลี้ยงไก่ กุ๊กๆ



เอวัง
!!! 




 

Create Date : 31 มกราคม 2554    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2554 18:40:07 น.
Counter : 624 Pageviews.  

ประตู(รถเมล์)พังที่หังโจว (公交乘车的门掉下来了!)

ความเซ็งอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตในเมืองจีนคือการขึ้นรถเมล์

ผมว่าชาติไหนๆ ก็คงเซ็งกันทั้งนั้น แต่สำหรับเมืองจีนนี่ นักขึ้นรถเมล์จนเจนจัดผู้รับสภาพความแออัดยัดเยียดของรถเมล์เมืองไทยอย่างผมยังต้องยกนิ้วให้กับความแกร่งกล้าสามารถของคนจีนกับการขึ้นรถเมล์

พี่จีนซะอย่าง ไม่ว่าคนจะเยอะแค่ไหน พี่แกจะเบียด ผลัก ดัน อัด เข้าไป ไม่ว่ายังไงกรูก็จะขึ้น!

เพื่อนของผมเคยเล่าให้ฟังว่า เคยเห็นคนจีนอัดกันเข้าไปในรถเมล์ จังหวะที่ประตูกระจกปิดนั้น คนมันแน่นถึงขนาดแก้มแนบกระจกกันเลยทีเดียว

ถ้าเป็นที่เมืองไทย เห็นคนเยอะมากๆ ผมรอคันต่อไปแน่นอนครับ



หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดากับการที่คนจีนเบียดเสียดขึ้นรถเมล์ เข้าใจได้ไม่ยากว่าประชากรจีนมันมากมายเหลือคณานับ คนก็ถูกปลูกฝังให้ทำอะไรแข่งกับเวลา ทำอะไรด้วยความตั้งใจ และต้องทำอะไรให้นำหน้าคนอื่นอยู่เสมอ ความคิดแบบนี้มันก็สะท้อนออกมาจากการขึ้นรถเมล์นั่นเอง

แต่ประสบการณ์ที่ผมจะมาเล่าในวันนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเป็นครั้งแรก แต่เชื่อว่าหลายคนคงเคยพบเห็นเหตุการณ์แบบนี้ (หรรืออาจจะร้ายแรงกว่านี้) มาแล้วที่เมืองไทย

เรื่องมีอยู่ว่า ผมนั่งรถเมล์เพื่อออกไปเดินเที่ยวเล่นกับเพื่อนอีก 2 คน รถเมล์สายนี้คนแน่นเป็นพิเศษ แต่ก้พอมีที่ทางให้พวกเราเค้าไปยืนเบียดได้ แต่พอหลายป้ายเข้า คนก็ยิ่งขึ้นมายนรถมากขึ้น อัดกันแน่นขึ้น ประตูรถเมล์ก็เปิดเอี๊ยดอ๊าดอยู่อย่างนั้น เพราะมีบางส่วนที่อยากจะลงแต่ยังลงไม่ได้ คนขับก็เปิดๆ ปิดๆ อย่างนั้น และดูมีทีท่าสนุกสนานไม่น้อย คนเริ่มทยอยลงไปให้หายใจหายคอได้บ้าง





บนรถเมล์ในยามปกติ


เมื่อทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ รถแล่นต่อไปตามทาง เพื่อนของผมสะกิดให้ดูประตูว่ามันเริ่มแปลกๆ แล้ว มองไปที่ประตูรถเมล์ก็แปลกอย่างที่ว่าจริงๆ เหมือนตัวล้อเลื่อนด้านบนกำลังจะหลุดจากราง...

ไม่คาดฝัน ประตูรถเมล์มันค่อยๆ ร่วงลงมาช้าๆ 


ตึง!



แล้วมันก็ล้มลงมา (โปรดสังเกตสีหน้าของผู้หญิงจีน)




อะไรเหรอ ประตูรถเมล์พังลงมา แล้วไงเหรอ?

คนจีนในรถเฝ้ามองและไม่มีทีท่าตื่นยตระหนกตกใจแต่อย่างใด เหมือนว่ามันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผมเองก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องตีโพยตีพาย ออกจะขำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ ดีที่ไม่มีคนเป็นอะไร ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมได้ คนขับแค่จอดรถ ไล่ให้ทุกคนลงจากรถ แค่นั้น จบ...

เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นประตูรถเมล์พังต่อหน้าต่อตา ก็เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ  Smiley




 

Create Date : 29 มกราคม 2554    
Last Update : 29 มกราคม 2554 23:00:42 น.
Counter : 442 Pageviews.  

แท็กซี่ในหังโจว โอ้โห...หายากฉิบ! (杭州的出租车非常难找)

สำหรับปุถุชนคนเดินถนนที่ไม่ได้ครอบครองหรือมีรถสี่ล้อเหล็กหุ้มเนื้อเป็นของตัวเอง และยังคงใช้บริการรถแท็กซี่อยู่ หากท่านคิดว่าการหารถแท็กซี่ในเมืองไทยในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วนเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญพอๆ กับวัลลีที่ต้องวิ่งจากโรงเรียนไปดูแลแม่ที่บ้าน อีกทั้งการที่ต้องมาหงุดหงิด จิตแตกกับแท็กซี่กวนประสาท ประเภทหนักไม่เอา เบาไม่สู้ ไกลไป กรูจะส่งรถ...


ขอให้ยิ้มสู้กันต่อไป และระลึกอยู่เสมอว่า เรื่องขึ้นแท็กซี่ คนบ้านเรายังโชคดีกว่าคนจีนในหังโจวมากมาย มากมาย Smiley



รถแท็กซี่ในเมืองหังโจว


จากหนังสือพิมพ์หังโจววีคลี่ย์ รายงานสถานการณ์ของแท็กซี่ในช่วงปีใหม่ไล่ยาวไปถึงตรุษจีนว่า คนหังโจวต้องรอรถแท็กซี่ ชนิดที่เรียกได้ว่านานแสนนาน อาอึ้มอีบ่นว่า อั๊วเดินหาแท็กซี่มาตลอดทาง เดินมาก็หลายไฟแดง เดินไปเดินมา อ้าว! ถึงบ้านอั๊วแล้วนี่หว่า


ความทุกข์ยากของคนไม่มีรถ (รวมทั้งผมด้วย) ในการหาแท็กซี่ทวีความลำบากมากขึ้นเมื่อช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาว หิมะตกเป็นครั้งคราว อุณหภูมิติดลบ ต้องเดินอยู่กลางลมหนาวสู้ทนฟันฝ่า กายที่มันอ่อนล้าแทบยืนไม่อยู่ รอมันอยู่อย่างนั้น ช่างเดป็นช่วงเวลาอันแสนยาวนาน


ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมรถแท็กซี่ในหังโจวถึงหายากเย็น เพราะจากสถิติที่เขาทำวิจัย พบว่า จำนวนแท็กซี่ในหังโจวเฉลี่ยแล้วมีเพียง 8,000 กว่าคัน ซึ่งหากเทียบอัตราส่วนกับจำนวนประชากรในหังโจว นั่นเท่ากับว่า ทุกๆ 10,000 คน จะมีแท็กซี่รองรับเพียง 13 คันเท่านั้น!


หลายคนอาจอยากจะมาเป็นคนขับแท็กซี่ที่นี่ เพราะคงรวยจริงอะไรจริง แต่ในมุมมองของคนขับเอง อาแปะคนขับก็ถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า


"จะบ้าเหรอ รถแท็กซี่น้อยก็จริง แต่รายได้อั๊วนี่ไม่ยาไส้นะ เฮ้อ!"


"ทุกๆ วัน อั๊วจะต้องทำเงินให้ได้วันละ 500 หยวน (2,500 บาทไทย) แต่เอาเข้าจริงๆ ได้อย่างดีก็ประมาณ 400 หยวนเอง (2,000 บาท) เฮ้อ!"


"เงินที่ได้มาต้องจ่ายให้บริษัทเช่ารถแท็กซี่ แถมต้องเสียค่าน้ำมันอีก 160 หยวน (800 บาท) เฮ้อ!"


นอกจากนี้คนขับแท็กซี่ที่นี่ยังต้องอดทนกับรถติดอย่างยาวนานในชั่วโมงเร่งด่วน (หังโจวยังไม่มีบริการรถไฟใต้ดินเหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ ตอนนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง) ซึ่งอาแปะจอมเฮ้อ ยังบอกอีกว่าเขาต้องรอรถติดเฉลี่ยแล้วตกวันละ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว


แม้แท็กซี่จะหายาก แต่ความน่ารักของแท็กซี่ในหังโจวคือ "ขึ้นมาเถอะ ไปหมดทุกที่ ไกลแค่ไหนก็ไป ไม่อิดออด" ไม่แน่ใจว่าเป็นข้อปฏิบัติของที่นี่หรือเปล่า ที่คนขับรถห้ามเลือกลูกค้า หรือเป็นเพราะนิสัยติดตัวของคนจีนประเภท หนักก็เอาเบาก็สู้ อันนี้ผมยังไม่กระจ่างนัก


ความหายากของแท็กซี่ ส่งผลให้แท็กซี่ในหังโจวเปรียบเหมือนเทพบุตรเทพธิดาที่ลงมาโปรดมนุษย์ผู้ลำเค็ญ ส่งผลให้เวลาแท็กซี่มาแต่ละคัน ทุกคนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันต่างวิ่งกันตาตั้ง โดยไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น เรื่องราวหงุดหงิดประเภทคนตัดหน้าแย่งแท็กซี่หน้าตาเฉยจึงมีอยู่บ่อยครั้ง เพื่อนหญิงใจเด็กของผมเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการขึ้นแท็กซี่ในหังโจวว่า ระหว่างที่เธอรอรถแท็กซี่ท่ามกลางความร้อนระอุของเปลวแดดแผดเผา เธออดทนรอรถแท็กซี่อย่างเยือกเย็น


ในทีสุดรถแท็กซี่ว่างๆ ก็ขับมา ไม่รอช้า เธอโบกรถสุดกำลัง พร้อมคิดในใจ "กรูได้ขึ้นแล้วๆ"


ในจังหวะที่รถแท็กซี่จอดนั้น มีสาวรุ่นชาวจีนเปิดประตูเข้ามาและพุ่งตัวเข้าไปในรถอย่างรวดเร็ว


ความร้อนทำให้เธอปรี๊ดแตก ตวาดสาวจีนนางนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยภาษาจีน 


สาวจีนตกตะลึงในความแรงจัดชัดเจน และจุดยืนของหญิงไทยใจห้าวหาญ ด้วยปณิธานแสนเรียบง่าย "กรูมาก่อน คันนี้ของกรู กรูจะขึ้นคันนี้"


สาวจีนนางนั้นรีบกระเถิบก้นลนลานลงจากรถทันที


เล่นกับใครไม่เล่น...


ริมาเล่นกับหญิงไทยอารมณ์เดือดที่มองหาแท็กซี่เลือดตาแทบกระเด็น!


รู้ไว้ใช่ว่า


Smiley ธรรมเนียมปฏิบัติของการขึ้นแท็กซี่ในหังโจว (น่าจะรวมถึงเมืองอื่นๆ ด้วย) คือเมื่อถึงที่หมาย ราคามิเตอร์บอกไว้ที่ราคาเท่าไหร่ จะต้องบวกเพิ่มเข้าไปอีก 1 หยวน ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติและอาจสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนขับแท็กซี่ต่อไปภายภาคหน้า


Smiley ภายในรถแท็กซี่ตรงที่นั่งคนขับจะมีแผ่นพลาสติกกั้นเอาไว้ ป้องกันผู้โดยสารกัดหู หรือคนขับพ่นน้ำลายใส่


Smiley ราคาเริ่มต้นของมิเตอร์อยู่ที่ 10 หยวน (50 บาท) 3 กิโลเมตรขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นทุกๆ 2 หยวน (10 บาท) หากเกิน 10 กิโลเมตร จะขึ้นมากิโลเมตรละ 3 หยวน (15 บาท)




 

Create Date : 28 มกราคม 2554    
Last Update : 28 มกราคม 2554 12:47:59 น.
Counter : 509 Pageviews.  

1  2  

ปาท่องโก๋เที่ยงวัน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ตอนนี้สนใจเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมจีนครับ มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องภาษาจีนที่สงสัยหรืออยากแลกเปลี่ยน ก็ยินดีมากๆ ครับ :)
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปาท่องโก๋เที่ยงวัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.