Google
Group Blog
 
All blogs
 

เหตุปัจจัย ความตาย และการเรียนรู้

หญิงชราผู้หนึ่ง แต่งกายในชุดลำลองแบบสุภาพ สีสันไม่ได้สดใสจนบาดตา แต่ก็ไม่ได้หม่นหมองจนขาดชีวิต สีหน้าเรียบเฉยของเธอ ทำให้เราต้องถามตัวเองว่า อะไรทำให้เธอยังคงมานั่งอยู่ตรงหน้าเราได้ในวินาทีนี้
ถ้าหากจะบอกว่า หญิงชราผู้นี้เพิ่งสูญเสียลูกชายคนเดียวไปด้วยอุบัติเหตุรถยนต์หลังจากไม่ได้ยินข่าวคราวจากลูกชายมานานเกือบสองสัปดาห์ พร้อมกับที่สามีสูงวัยของเธอกำลังนอนป่วยหนักอยู่ที่รพ. และมีหลายชายที่มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทที่แขนจนยกแทบไม่ขึ้น แต่เธอยังรวบรวมกำลังใจมานั่งรอเราอยู่เป็นชั่วโมง
มันจะเกินไปไหม ถ้าคนๆหนึ่งได้สูญเสียคนที่รักที่สุดในชีวิตไป และกำลังจะสูญเสียคนที่รักไม่แพ้กันอีกคน
พอๆกับที่เราตอบคำถามแรกไม่ได้ เราก็ยังตอบคำถามที่สองไม่ได้อีกเช่นกัน
เคยมีคนบอกเราไว้ว่า โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย และชีวิตนี้คือการเรียนรู้
คงไม่บังเอิญที่ลูกชายของหญิงชราขับรถไปต่างจังหวัด ในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยตามลำพัง โดยไม่ได้บอกใครสักคน
คงมีเหตุปัจจัยอะไรบางอย่าง ทำให้สามีของหญิงชราผู้เป็นพ่อของชายหนุ่มคนนั้น ต้องนอนไม่ได้สติอยู่ในรพ. จนกระทั่งเราสนใจที่จะนัดหญิงชรามาพบเราเพื่อพูดคุยอีกเมื่อวาน แต่เธอมาไม่ได้เพราะติดงานทำบุญลูกชาย
และครอบครัวนี้ก็คงได้เรียนรู้ที่จะสูญเสียร่วมกัน เป็นกำลังใจให้กันในยามวิกฤตมาเยือน
เราฟังเรื่องทั้งหมดผ่านจากคำบอกเล่าด้วยท่าทางสงบของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเดินทางเกือบถึงบั้นปลายชีวิต ริ้วรอยแห่งกาลเวลาไม่ได้ทำให้กำลังใจของเธอสิ้นสุดลงไปหลังจากจัดงานครั้งสุดท้ายให้ลูกชาย

เธอบอกเราว่า ได้เห็นหน้าลูกครั้งสุดท้าย ก็ยังดีกว่าไม่ได้เห็น
เธอบอกเราว่า สร้อยคอที่เธอใส่มา ลูกชายเป็นคนทำให้หลายปีก่อน เธอเลยค้นมาใส่วันนี้
เธอบอกเราว่า เธอไม่ใส่ชุดดำต่อ เพราะเธอออกทุกข์แล้ว และเธอมีเรื่องต้องจัดการอีกมากมายเกี่ยวกับเรื่องของลูกชายอีกหลายอย่าง
เธอบอกเราว่า เธอรู้ว่าลูกรักเธอ แม้จะไม่เคยพูด
เธอบอกเราว่าว่า เธอดีใจที่ลูกสาวบอกข่าวร้ายแก่เธอด้วยตัวเอง ไม่ปกปิดเอาไว้
และ เธอบอกเราว่า เธอไม่คิดอยากตาย เพราะเธอยังมีอะไรต้องทำอีกมาก มีสามีที่ยังมีลมหายใจแม้จะไม่รู้ตัว มีลูกสาวอีกสามคนเป็นที่พึ่งทางใจ และมีหลานอีกหลายคนที่กำลังเติบโต เธอจะทิ้งคนเหล่านี้ไปได้อย่างไร
ฟังจบ เราก็ตอบคำถามแรกของเราได้ว่า อะไรทำให้เธอยังมาพบเราในวันนี้
กับคำถามที่สอง โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ แต่มีเหตุปัจจัยจริงๆ เพราะ............
หญิงชราผู้นี้ได้มาพบเรา เพื่อทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ถึงที่สุดแล้ว ชีวิตก็ยังดำเนินต่อไป จะทุกข์จะสุข จะดีจะเลว อยู่ที่ใครจะเลือกมองอย่างไร
แล้วคุณล่ะ เมื่อยามทุกข์กระหน่ำเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า คุณเลือกที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตเหล่านั้นอย่างไร
จะวิ่งหนีไปเรื่อยๆ หรือหันหน้าเข้าสู้ อยู่ที่คุณเลือกเองค่ะ




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2551    
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 1:09:51 น.
Counter : 124 Pageviews.  

รักษาตามอาการ

วันนี้พบเจอเรื่องประทับใจอีกเรื่อง แม้จะไม่ใช่ในทางที่ดี แต่ก็พอจะเก็บไว้สอนเด็กๆได้
มีคุณป้าคนหนึ่ง อายุประมาณสักห้าสิบเศษๆ แกมาพบด้วยเรื่องปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง สารพัดปวดก็ว่าได้ แถมยังมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องอืดผสมโรงไปด้วย

เราก็ถามโน่นถามนี่ตามประสาเราไปเรื่อยๆ คุณป้าก็เล่ามาแบบไม่มีอะไรเด่นชัดนัก
ที่เล่าอาการปวดมากมายระดับนี้ แต่ยังพูดจับใจความได้ ความดันไม่ได้ขึ้นสูง ชีพจรสม่ำเสมอดี ก็พอจะบอกได้ว่า ไม่ได้ปวดจากอะไรภายในกำลังแตกหักเสียหาย แต่คงมีภาวะไม่สบายอะไรบางอย่างที่ยังไม่พบสาเหตุ
เราก็ถามว่าไปหาหมอมาบ้างหรือยัง มียาอะไรกินประจำไหม

คุณป้าบอกว่า ไปหาหมอมาเมื่อวาน ว่าแล้วก็งัดถุงยาออกมาถุงหนึ่ง
พอขอมาดู ก็เห็นว่ามีซองยาอยู่หลายซอง เลยเทออกมาดูว่ามีอะไรบ้าง
พออ่านฉลากหน้าซอง ก็เจอว่า มียาแก้ปวดหัวแบบ para ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อชนิด aspirin ยาคลายกล้ามเนื้ออีกตัว ยาแก้ปวดอย่างแรงอีกชนิด ยาขับลม ยาแก้อาเจียน น้ำเกลือแร่ และคาร์บอน! นับได้ทั้งหมดแปดอย่าง



โอ้ บระเจ้าช่วย (ต้องอ้อนวอนมากกว่าพระเจ้านะเนี่ยงานนี้)
งานนี้เรียกว่า คุณป้ามีอาการตรงไหน ได้ยามาแก้อาการหมดทุกอวัยวะภายในครั้งเดียวที่ไปพบแพทย์
แกบอกว่า แกยังกินไม่ครบทุกตัวเลย เพราะรู้สึกว่าเยอะไป แล้วก็ที่กินมาแค่นี้ ก็เวียนหัวเพิ่มอีกโรคแล้ว
เรามาคิดดู ทุกวันนี้ เรากำลังรักษาคนเป็นโรคๆไปหรือเปล่า มีอาการตรงไหนก็เอายาไปแก้ตรงนั้น ไม่ทันคิดว่ายาหลายอย่างกินพร้อมกันหมดก็อาจจะหายได้ คือ หายไปจากโลกนี้แทน!


ที่เขียนนี่ ไม่ได้ว่าใคร ไม่ได้อยากโทษอะไรนะคะ
แค่อยากบอกว่า เพียงแต่บางที ถ้าเรา “ฟัง” คนไข้มากขึ้น เราอาจจะได้ “โรค” ที่แท้จริงของพวกเขา
แล้วเราก็จะ “เยียวยา” เขาได้จริง ไม่ใช่สักแต่รักษาเป็นคราวๆไป





 

Create Date : 28 ตุลาคม 2551    
Last Update : 28 ตุลาคม 2551 23:38:01 น.
Counter : 80 Pageviews.  

หากคุณมีเวลาเหลืออีก 3 เดือน

กลุ่มคนในชุดเสื้อกาวน์ขาวที่กำลังยืนล้อมรอบเตียงผมอยู่ มีคนหนึ่งแต่งตัวภูมิฐาน สวมเสื้อผ้าผิดกว่าคนอื่นๆ หน้าตาท่าทางใจดี แต่เมื่อพูดกับแพทย์คนอื่นๆที่ยืนอยู่ด้วย น้ำเสียงที่พูดกลับมีแต่ความหงุดหงิดไม่พอใจ แพทย์เหล่านี้ผมไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้จักมาก่อน แต่พวกเขาก็สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาพูดรอบๆเตียงผมทุกอาทิตย์ แปลกที่พวกเขาพูดคุยกันด้วยภาษาไทยแท้ๆ แต่ผมฟังไม่รู้เรื่องสักนิด


            “เคสนี้ ใครนัดให้มาเซทโออาร์ (OR = Operating Room) พรุ่งนี้” หมอคนที่สูงอายุที่สุดพูดด้วยน้ำเสียงเข้มงวดท่าทางโกรธจัด


            พวกแพทย์หนุ่มๆมองหน้ากันเลิ่กลั่ก โออาร์คืออะไร ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาจะเปิดอะไรที่ตัวผมหรือเปล่านะ


            ผมยังคิดไม่ทันจบ ก็มีหมอเด็กๆคนหนึ่ง พูดขึ้นมาเบาๆแทบไม่ได้ยินว่า


            “ผมนัดมาเองครับ”


            “ผมเคยบอกว่ายังไง หา เคสเมทาส (metastasis = มีการกระจาย) ขนาดนี้ เปิดไม่ได้ เปิดไปก็ตายเปล่า”


            ภาษาไทยคำแรกที่ผมฟังออก “ตาย” อะไรกัน นี่อาการผมเป็นมากขนาดนี้เลยหรือ ผมขยับตัวทำท่าเหมือนจะเปิดปากพูด หมอหนุ่มอีกคนหันมาสบตาผม เหมือนกับว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร


            “พวกคุณไม่เคยจำอะไรเลยใช่ไหม ไหนเด้นท์สาม รายงานคนไข้ให้ผมฟังว่าไงเมื่อคืน ทำไมสภาพคนไข้เป็นแบบนี้” คนที่เป็นอาจารย์ใหญ่สุดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ


            หมอในกลุ่มอ้ำอึ้งกันไปหมด หลายคนถอนหายใจ ท่าทางอึดอัด


            “ผมบอกแล้วว่า ถ้าแบบนี้ไม่ต้องเซท จะตามผมมาทำไมกัน นี่ดูจากซีทีแล้วยิ่งชัด เมทาสไปใกล้หัวใจขนาดนี้ คนอายุขนาดนี้ เปิดไปก็ตาย”


            คำที่สองที่ผมฟังออก “ตาย” อีกแล้ว ผมชักจะทนไม่ได้แล้ว ตกลงผมจะตายหรือเปล่านี่ แล้วหมอเขาจะผ่าตัดผมหรือเปล่า เมื่อคืนยังมาให้ผมอดอาหาร สวนก้นผมอีกต่างหาก นี่ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ ผมอ้าปากอีก หมอผู้หญิงอีกคนมองหน้าผม ทำสีหน้าให้รู้ว่าเห็นใจ แต่ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผมพูด


            “ไปๆ ลบชื่อออกจากกระดานได้แล้ว ผมจะได้เซทเคสที่มีความหวังมากกว่านี้ นี่อะไร ทำไปก็ตายเปล่า เคสแบบนี้อย่างมากก็สามเดือน”


            อีกแล้วครับ ครั้งที่สาม “ตาย” อีกแล้ว แถมมีตัวเลขสามเดือนด้วย ผมคงไม่รอดออกจากโรงพยาบาลนี้แน่ๆ แล้วตกลงเขาจะผ่าตัดให้ผมหรือเปล่า ครั้งนี้ผมยกมือขึ้นช้าๆ พยายามเรียกความสนใจจากอาจารย์หมอ แต่ไม่ทัน อาจารย์เดินตัวปลิวไปเตียงอื่นแล้ว ในขณะที่หมอหนุ่มๆสาวๆวิ่งตามกันแทบไม่ทัน


            ผมเอื้อมมือเหี่ยวย่นเกือบจะไม่มีแรงไปคว้าชายเสื้อกาวน์ของหมอคนหนึ่งไว้ทัน หมอผู้หญิงคนนั้นจึงหยุดเดิน แล้วหันกลับมายืนข้างเตียงผมตามเดิม


            “มีอะไรเหรอลุง” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนกว่าของอาจารย์ตั้งเยอะ


            ผมพยายามเปล่งเสียงอันแหบแห้งออกจากลำคอ


            “ลุงคงพูดไม่ได้หรอกค่ะ เพราะลุงไม่มีกล่องเสียงแล้วนะ ที่เคยผ่าตัดออกไปน่ะลุง แล้วก็ยังไม่ได้ฝึกพูดเลย ลุงเขียนหนังสือได้ไหม เขียนให้หมออ่านก็ได้ค่ะ”


            ผมนึกได้ เออจริงด้วย ผมไม่มีกล่องเสียงแล้ว มิน่า ทำไมผมถึงออกเสียงไม่ได้เหมือนเดิม ที่คอของผมมีท่อเหล็กคาอยู่เพื่อช่วยหายใจแท้ๆ ผมลืมไปได้อย่างไร


            ผมรับปากกาจากหมอมาเขียนเป็นลายมือขยุกขยิกลงไปในกระดาษที่เธอส่งให้ ใช้เวลานานทีเดียวแหละ แต่หมอก็อดทนรอ ทั้งๆที่เพื่อนๆเดินไปถึงเตียงที่สามแล้ว


            “ผมจะได้ผ่าตัดไหม” นี่คือข้อความที่ผมเขียน


            จากสีหน้าของหมอ ผมไม่ต้องเดาก็รู้ว่า คำตอบคืออะไร มือที่จับปากกาอย่างมีความหวังตกลงข้างตัวผมที่นอนอยู่บนเตียงพร้อมสายระโยงระยางทั่วไปหมด จะเป็นสายอะไรบ้างผมก็สุดที่จะรู้ได้


            “ลุงจ๊ะ เมื่อกี๊อาจารย์เพิ่งบอกว่า คงผ่าไม่ได้แล้วล่ะลุง เดี๋ยวหมอให้เขาเอาข้าวเช้ามาให้กินนะจ๊ะ หิวหรือเปล่า” แม้จะเป็นคำพูดที่แสดงความห่วงใย แต่วินาทีนั้น ผมฟังไม่รู้เรื่อง เหมือนโลกมันดับลงไปตรงหน้า


            ผ่าไม่ได้ ตาย อีกสามเดือน สามคำนี้วนเวียนอยู่ในสมองของผมตลอดเวลา


            เกือบครึ่งปีที่ผมเวียนเข้าออกโรงพยาบาล สามครั้งที่ผมโดนผ่า ทั้งตัดกล่องเสียงออก ทั้งผ่าซ่อม ทั้งตัดโน่นตัดนี่อีกจิปาถะที่ผมไม่รู้เรื่องด้วย ยี่สิบสองครั้งที่ผมโดนฉายแสง แล้วก็อีกสองเดือนที่ผมต้องเข้าๆออกๆรพ.เมื่อรู้ว่าตรงจุดที่ผ่าตัดมีก้อนเนื้องอกออกมาอีก จนถึงตอนนี้ก้อนเนื้อนั่นก็ลามไปจนถึงตรงกลางหน้าอกผมแล้ว ผมทำไปเพื่ออะไรกัน


            ถ้าผมจะต้องตายในอีกสามเดือน ทำไมไม่มีใครบอกผมสักคำ ผมยังมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำอีกมากมาย ทั้งเรื่องงาน เรื่องบ้าน เรื่องลูกเมีย ถ้ารักษาไม่หาย ทำไมจึงต้องนัดผมมาแล้วบอกว่าจะผ่าให้อีก


            หมอผู้หญิงคนเดิมทำสีหน้าเห็นใจ


            “เดี๋ยวหมอจะเขียนใบส่งตัวให้ไปรักษาใกล้บ้านนะลุง เพราะที่นี่คงไม่ทำอะไรให้แล้วล่ะ”


            แล้วเธอก็เดินจากไปยังเตียงคนไข้อื่น ทิ้งผมไว้กับความเข้าใจภาษาไทยชัดๆอีกคำว่า


            “ที่นี่คงไม่ทำอะไรให้แล้วล่ะ”


            ถ้าคุณเป็นผม คุณจะทำยังไงกับเวลาอีกสามเดือนดี


           


           


           






Free TextEditor




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2551    
Last Update : 24 ตุลาคม 2551 4:19:15 น.
Counter : 89 Pageviews.  

นอนไม่หลับ

               “ทำยังไงดีคะ ฉันนอนไม่หลับอีกแล้ว กลางดึกก็คอยแต่จะตื่นขึ้นมาเพราะกังวล กลัวจะวูบหมดสติไป ต้องรีบขับรถออกจากบ้านไปอยู่บ้านแม่ อยู่คนเดียวแล้วเครียดค่ะ”


                “นอนไม่หลับ เพราะเป็นห่วงลูก กลัวว่าเขาจะเอาตัวไม่รอด ทุกวันนี้มีแต่หนี้สิน ฉันเป็นแม่ ยังไงก็อดห่วงไม่ได้ แต่ไอ้ครั้นจะให้ช่วย ฉันก็ไม่มีเหมือนกัน”


                “ผมนอนไม่หลับเลย เพราะเพื่อนมันทักว่าตัวเหลือง สงสัยจะเป็นโรคตับ”


                “ฉันเวียนหัวบ่อยๆ บางทีก็หน้ามืด ช่วงนี้ก็นอนไม่หลับอยู่เป็นประจำ ไม่ได้เครียดเลยนะ ฉันจะเป็นความดันหรือเปล่า”


                “ขอยานอนหลับหน่อย ผมนอนไม่หลับเลย เป็นห่วงหลานกลับบ้านดึกทุกวัน”


                ฯลฯ


                ทั้งหมดที่เขียนมาข้างต้นเกิดขึ้นในวันเดียวกันที่มีคนมาขอคำปรึกษา คุณๆอาจจะงงว่า มีคนนอนไม่หลับมาปรึกษาทุกวันเลยหรือ จะบอกว่านี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆค่ะ ในความเป็นจริง ชีวิตทำงานของเราพบเจอแต่ผู้คนที่มีอาการประมาณนี้ทุกวัน ถ้าไม่ใช่เรื่องกินไม่ได้ ก็นอนไม่หลับ ไม่งั้นก็อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เวียนหัว หน้ามืด ฯลฯ ขอย้ำว่าทุกวันจริงๆค่ะ


                เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนเหล่านี้ ทำไมจึงมีแต่คนนอนไม่หลับ พวกเขามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า


                ตอบได้ว่าไม่มีค่ะ Smiley


                อาการนอนไม่หลับของผู้คนที่ยกตัวอย่างมา ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวล ความเครียด ความสับสน วุ่นวายใจ


                อ้าว แล้วทำไมบอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติ Smiley


                ที่ว่าไม่มีเพราะความกังวล ความเครียด ความสับสนวุ่นวายใจ เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนเราค่ะ เพียงแต่ว่าคนเหล่านี้เขาเป็นมากเสียจนรบกวนชีวิตประจำวัน Smiley


                เคยอ่านจาก blog ของคุณ aston27 guru ทางด้านการปฏิบัติคนหนึ่งในพันทิพ และจากหนังสืออีกหลายๆเล่ม เขาบอกไว้ว่า ความเครียดของคนเราเกิดจากการยึดติดกับอดีตที่ผ่านมา และความกังวลเกิดจากมัวแต่วิตกกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง


                หลังจากได้พูดคุยกับคนที่มีอาการนอนไม่หลับกระสับส่ายมานักต่อนัก ก็สรุปลงได้แค่สองกรณีใหญ่ๆอย่างนั้นจริงๆค่ะ ที่ว่าจะเป็นอื่นบ้างก็มีอีกไม่มาก


                อาจารย์ทางจิตวิทยาที่เรานับถือท่านหนึ่งเคยสอนไว้ว่า ทั้งหมดทั้งมวลของโรคทางจิตที่เกิดขึ้นจนฝรั่งเอามาประมวลเป็นชื่อโรคไว้ให้หมอได้เรียนต่อเฉพาะทางมาวินิจฉัยคนไข้เป็นเล่มใหญ่นั้น ทางพุทธเราให้นิยามได้สั้นๆง่ายๆคำเดียว คือ ทุกข์


                คุณที่นอนไม่หลับ ลองวิเคราะห์ดูว่า สาเหตุจริงๆที่นอนไม่หลับเพราะอะไร แล้วคุณจะรู้ว่าหนีไม่พ้น "ความทุกข์" คำเดียวจริงๆค่ะ


                คนที่ทุกข์กับอดีต กังวลกับอนาคต จะคอยแต่ตอกย้ำตัวเองไปเรื่อยๆ ยิ่งนานวันก็ยิ่งสะสม บางคนก็หาทางออกด้วยการทำเป็นลืมๆ หาเรื่องอื่นทำ หาคนฟัง หาแฟนใหม่ หาสุดที่จะหาอะไรมาเสริมความอยากหายทุกข์ แต่เอาเข้าจริงเมื่อเรากลับไปสู่วงจรเดิมใหม่ เราก็ทุกข์ใหม่อีกค่ะ


                ที่เราลืม “หา” ก็คือ หาใจตัวเองให้เจอว่าเราต้องการอะไรกันแน่


หรือถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็ทำเหมือนที่เคยได้ยินได้อ่านมา คือ รู้ว่าทุกข์ มองเห็นทุกข์ ไม่ดิ้นรน ไม่ต้องไขว่คว้าหาทางอะไรทั้งสิ้น มันจะหายไปเองในที่สุดค่ะ


                ไม่เชื่อลองอ่าน blog ของคุณ aston27 เขามีวิธีดีๆแนะนำไว้เพียบ 






Free TextEditor




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2551    
Last Update : 24 ตุลาคม 2551 4:14:49 น.
Counter : 103 Pageviews.  

โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า

                ในยุคที่สังคมสับสนวุ่นวาย ทุกอย่างที่มีแต่ความเร่งรีบร้อนรน ต่างคนต่างวิ่งหาสิ่งต่างๆที่คิดว่าทำให้เป็นสุขมาปรนเปรอให้กับชีวิตตัวเอง มีแต่ตัวเองเป็นที่ตั้ง ขาดความเมตตาทั้งต่อคนใกล้ตัวและคนอื่นๆ ไม่นับสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาร่วมโลกเดียวกันกับเรา แต่จริงๆแล้วเรากำลังกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เห็นแก่ตัวที่สุดหรือเปล่า


                วันนี้ได้รับรู้เรื่องที่ทำให้ต้องสะท้อนใจถึงสองเรื่องในเวลาไล่เรี่ยกัน


                เรื่องแรก คนใกล้ตัวเล่าให้ฟังว่า มีคนมาโพสต์ให้อ่านเรื่องสุนัขที่โดนทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตเพราะความโมโหของคนเป็นพ่อ แน่นอนว่าจะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้ นอกจากสุนัขไปกัดลูกของคนๆนั้น และก็แน่นอนว่าถ้าเป็นลูกเรา เราก็ย่อมโมโห โกรธ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ อารมณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่น่าสะท้อนใจคือ เมื่อเกิดอารมณ์แล้ว คนเราขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ต้องการ “เอาคืน” กับสัตว์ซึ่งคิดได้ไม่เท่ามนุษย์ เราไม่ได้อยากเขียนเรื่องนี้เพื่อตำหนิใครหรอกค่ะ เพราะสุนัขก็ตายไปแล้ว เด็กบาดเจ็บไปแล้ว พ่อทำร้ายสุนัขไปแล้ว เรียกอะไรคืนมาไม่ได้อีก แต่เป็นสิ่งที่เราฟังแล้วไม่สบายใจ


                เรื่องที่สอง ดูละครทีวีฝรั่งเรื่องหนึ่งประเภทสืบสวนสอบสวน ตัวร้ายของตอนนี้ทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่ง ด้วยการข่มขืนเหยื่อจำนวนหลายคน และมีการวางแผนทำเป็นขั้นตอน เรียกว่าไตร่ตรองมาแล้วอย่างดี มีผู้สมรู้ร่วมคิดอีกหนึ่งคน ออกล่าเหยื่อแบบมีกระบวนการ แต่กรรมนั้นมีจริง เมื่อคนร้ายไปกระทำกับลูกสาวนายตำรวจระดับสูงผู้หนึ่ง คนเป็นพ่อที่ไหนจะรับได้ หากรู้ว่าคนร้ายอาจจะหลุดคดีเพราะหลักฐานไม่พอที่จะเอาผิด ผู้เป็นพ่อก็เลยจัดการจบชีวิตคนร้ายใจโฉดนั้นเสียด้วยตัวเอง นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของความโกรธจนขาดสติเช่นกัน ไม่มีใครเถียงว่า หากมีคนทำเช่นนี้กับลูกของเรา เราจะไม่โกรธได้ยังไง เพราะเราก็ยังเป็นคนธรรมดามีรักโลภโกรธหลง แต่การตัดสินใจฆ่าคนอื่น เป็นทางเลือกที่ถูกต้องหรือเปล่า อันนี้น่าคิดกว่า


                ทั้งสองกรณีนี้อาจจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ว่าใครผิดใครถูก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พ่อทั้งสองคนรักลูกอย่างยิ่ง เมื่อมีใครมาทำร้ายลูกของเขา ก็ต้องมีการแก้แค้น แม้ว่าการกระทำนั้นจะถึงกับต้องเอาชีวิตอื่นมาทดแทนก็ตาม หลังจากเกิดเรื่องแล้ว คนที่เป็นพ่อจะรู้สึกอย่างไร สบายใจขึ้น ที่ได้ล้างแค้น หรือ รู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิม ใครจะบอกได้นอกจากตัวคนๆนั้นเอง


                อุทาหรณ์จากกรณีแบบนี้คือ ความโมโหทำให้เราขาดสติ ทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลอันสมควรมารองรับ คนที่กระทำการล้างแค้นเช่นนี้ นับว่าเป็นคนที่ป่วยทางใจ


                หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งร้อน วิ่งไปตามทางแห่งกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง มองเห็นแต่ความไม่ดีของคนอื่น ไม่มีอะไรได้อย่างใจเรา ทุกคนทำผิดหมดยกเว้นตัวเอง แสดงว่าคุณกำลังป่วยด้วยโรค “ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง” เข้าแล้วล่ะค่ะ เมื่อไหร่ที่เริ่มจะเกิดอาการอัตตาพองโตแบบนั้น แนะนำให้หยุดทบทวนสักนิด เติมความ “เมตตา” ลงไปในอากาศที่เรากำลังหายใจ และเพิ่มคำว่า “ให้อภัย” ไว้ในพจนานุกรมชีวิตด้วยก็ดีค่ะ






Free TextEditor




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2551    
Last Update : 12 ตุลาคม 2551 23:28:07 น.
Counter : 91 Pageviews.  

1  2  

อย่างไรก็ดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อย่างไรก็ดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.