Google
Group Blog
 
All blogs
 

เด็กพิเศษ

                ก่อนอื่น ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเด็ก และไม่ได้เป็นจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ข้อเขียนทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้นเองค่ะ


                เรื่องที่อยากจะเล่ามีอยู่ว่า วันนี้ได้มีโอกาสดีดีไปทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนที่เป็นครูสอนเด็กพิเศษ หรือกลุ่มเด็กที่มีภาวะพัฒนาการช้า เด็กออทิสติก และเด็กพิเศษอื่นๆอีกหลายกลุ่ม เขาจัดกิจกรรมแสดงเปียโนขึ้นเพื่อหารายได้สมทบทุนการสร้างโรงเรียนเพื่อเด็กพิเศษ พอได้ยินว่ามีคุณครูกลุ่มหนึ่งตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีดีให้กับเยาวชนเหล่านี้ เราก็เลยอยากเป็นส่วนหนึ่งค่ะ


                เมื่อได้ไปร่วมงานสิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนจากผู้ร่วมงานทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคุณครู ผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเด็กๆ และผู้แสดงเปียโนเอง ล้วนแต่เป็นคนที่มีความอ่อนโยนและความรักอยู่ในจิตใจอย่างมากมาย ความรู้สึกนี้ถ่ายทอดออกมาในการแสดง การพูดจาสื่อสารกับเด็กๆที่แม้จะไม่เหมือนเด็กอื่นทั่วไป แต่ยังไงก็คงเป็นเด็กอยู่ดี บางคนแม้จะพัฒนาการไม่เท่าเพื่อนที่อายุเท่ากัน แต่ก็มีความกล้าแสดงออก รู้จักตอบคำถาม และกล้าที่จะถามเมื่อไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้แม้แต่เด็กในโรงเรียนปกติก็ยังหาได้ยาก แสดงให้เห็นว่าคุณครูและผู้สอนอื่นๆทุกท่าน รวมทั้งผู้ปกครองสนับสนุนให้เด็กๆเหล่านี้รู้จักแสดงออกในทางที่เหมาะสม ไม่เขินอายจนไม่เป็นตัวของตัวเอง


                สิ่งที่น่ายินดีมากๆคือ มีคนจำนวนหนึ่งมองเห็นว่าเด็กทุกคนเหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างกันเพียงเพราะเขาพัฒนาการช้า ไม่ได้ treat พวกเขาเหมือนเด็กด้อยโอกาส (ตัวเองไม่ชอบคำพูดจำพวกนี้เลย เด็กที่ด้อยโอกาสนั้น ก็เพราะผู้ใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้ต่างหาก) ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม


                การทำให้เด็กๆรู้จักคุณค่าในตัวเอง แม้จะพัฒนการล่าช้าทางกายหรือทางพฤติกรรม แต่ทางใจแล้ว พวกเขาอาจจะดีกว่าเด็กที่เติบโตมาปกติทางกาย แต่ไม่มีคนใกล้ชิดที่ดูแลพัฒนาการทางใจให้ หรือไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีให้ด้วยซ้ำ เด็กที่ดูเหมือนปกติจากการมองภายนอกเหล่านี้ กลับน่าสงสารกว่า เพราะขาดความสมดุลทั้งทางกายและทางใจ


                เด็กๆทุกคนมีความพิเศษเป็นของเขาเอง บางคนมีความพิเศษทางร่างกาย บางคนพิเศษที่การรับรู้ บางคนพิเศษที่จิตใจ เพียงเราหาให้เจอว่าเด็กแต่ละคนมีอะไรพิเศษ ก็จะสามารถเรียนรู้ร่วมกับเขาเพื่อให้สิ่งที่พิเศษเหล่านั้นไม่รบกวนการใช้ชีวิตในสังคมมากจนเกินไปนัก เด็กที่ได้รับการดูแลด้วยความรักความเข้าใจในตัวตนของเด็กคนนั้นย่อมมีภูมิคุ้มกันทางใจที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ทำให้คนรอบข้างต้องเดือดร้อน


                คุณล่ะ มีโอกาสได้ “รักและเข้าใจ” ในตัวตนแท้ๆของเด็กๆที่อยู่ใกล้ตัวแล้วหรือยัง






Free TextEditor





 

Create Date : 12 ตุลาคม 2551    
Last Update : 12 ตุลาคม 2551 0:21:49 น.
Counter : 65 Pageviews.  

ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต

หากคุณเป็นแม่ที่มีลูกกำลังป่วยระยะสุดท้าย คุณจะทำอย่างไร


นี่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นเมื่อได้พบกับเด็กคนหนึ่งซึ่งกำลังเข้าสู่วาระสุดท้ายแห่งชีวิต


แม่ของเด็กน้อยมีลูกคนเดียว แยกทางกับพ่อของเด็กไปนานแล้ว


สองคนแม่ลูกเคยให้สัญญาต่อกันว่า จะไม่แยกจากกันไปไหน นั่นคือ ก่อนหน้าที่จะพบว่าลูกคนเดียวกำลังป่วยด้วยโรคร้ายแรงที่ไม่มีโอกาสรักษาให้หายได้


สองแม่ลูกประคับประคองกันเดินเข้าออกรพ.เป็นว่าเล่น ทั้งที่รู้ว่าโอกาสที่จะต่อชีวิตให้กับลูกน้อยมีเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์


ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร กับภาพลูกที่นอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียู


เราจะมีกำลังใจที่จะไปเฝ้าอีกหรือ


เราจะบอกลูกว่าอย่างไรดี ที่เรารักษาสัญญาไว้ไม่ได้


คนเป็นแม่ที่ไหนจะไม่หัวใจสลายที่ต้องเห็นลูกคนเดียวจากไป


แต่เชื่อไหมคะว่า หลังจากที่ลูกเสียไป ได้มีโอกาสคุยกับคุณแม่ของน้องเขาด้วยความเป็นห่วง


ถามเขาว่า เป็นอย่างไรบ้าง คุณแม่ตอบว่า รู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้นหลังจากได้พูดกับลูกก่อนจะถึงวาระสุดท้าย


ด้วยความเข้มแข็งทางจิตใจอย่างยิ่ง เธอได้บอกกับลูกที่กำลังจะเดินทางไปสู่อีกภาวะหนึ่งว่า


“เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีกนะลูก หนูทำหน้าที่ลูกได้ดีที่สุดแล้ว แม่ก็ได้ทำทุกอย่างที่จะทำเพื่อลูกหมดแล้ว สัญญาที่เราเคยให้กันไว้ ก็ถือว่าเราได้ทำแล้วนะ แม่ขอให้ลูกหลับสบายและมีความสุขกับชีวิตใหม่”


คุณแม่บอกว่า หลังจากพูดจบ สีหน้าที่ดูเหมือนเป็นทุกข์ของลูกก็กลับสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้จะไม่รู้สึกตัว


เธอจึงมั่นใจว่าลูกรับรู้ในสิ่งที่แม่พูดได้ และหลังจากนั้นไม่นานลูกก็หมดลมหายใจไปอย่างสงบ


แม้จะเสียใจกับการจากไปของบุคคลที่รักยิ่ง แต่เธอบอกว่าภาระที่ติดค้างใจได้รับการปลดปล่อย


เธอเชื่อมั่นว่าแม้จะไม่ได้พบกับลูกอีกก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเธอได้ทำหน้าที่ของเธออย่างสมบูรณ์แบบแล้ว


และเธอจะดำเนินชีวิตในปัจจุบันต่อไปอย่างดีที่สุด


ได้ฟังจบ ก็เลยขออนุญาตนำเรื่องนี้มาเล่าให้เพื่อนๆคนอื่นได้ฟัง อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังอยู่กับความทุกข์ถึงบุคคลที่กำลังจะจากไป


สิ่งที่ได้จากการพูดคุยกับคุณแม่รายนี้ คือ เมื่อเราเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของคนที่เรารัก สิ่งที่เราพอจะทำได้ก็คือการทำให้คนที่กำลังเจ็บป่วยดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความทุกข์และห่วงน้อยที่สุด ไม่ใช่การพยายามยื้อยุดชีวิตเอาไว้ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจจะทำไม่ได้ และยังเพิ่มความทรมานในการยึดติดกับร่างกายที่ทรุดโทรมหมดอายุแล้ว


อ่านแล้ว ใครที่ยังไม่ได้ทำดีกับคนใกล้ตัว ก็อย่าคิดประมาทไปว่า เวลายังมีอีกมาก เพราะชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอนค่ะ






Free TextEditor




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2551    
Last Update : 10 ตุลาคม 2551 1:05:16 น.
Counter : 101 Pageviews.  

1  2  

อย่างไรก็ดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อย่างไรก็ดี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.