Group Blog
 
All Blogs
 

โตแล้วค่ะ

เผลอแป๊บเดียว เวลาผ่านไปเร็วมากๆ หาทางเข้าบล๊อกตัวเองแทบไม่เจอ แล้วก็พึ่งรู้ตัวว่าปีหนึ่งแล้วเหรอเนี่ยที่ไม่ได้อั๊พเดทบล๊อกเลย แย่จังเรา

จริงๆ ตอนนี้ก็ดึกแล้วเหมือนกัน เที่ยงคืนนครึ่งเวลาที่ฮอลแลนด์ นั่งรอเวลาอบมัฟฟิ่นกล้วยหอมชุดสุดท้าย ตั้งใจจะเอาไปให้เพื่อนสามีพรุ่งนี้ เดี๋ยวดูรูปเด็กไปกันก่อนละกันนะ

เมื่อแรกเริ่มเดิมทีที่ลืมตามาดูโลก



สองเดือนพอดี พาไปโกนผม เนื่องจากหัวเหม็นมากๆ เหม็นเหมือนชีส (อิอิ พยายามจะบอกว่าเป็นลูกฝรั่งเลยหัวเหม็นเหมือนชีส แต่ดมไปดมมาก็เหมือนกะปิ อ่ะ เป็นแหม่มกะปิ) พอดีพ่อกับแม่ไปตัดผม เลยถามช่างว่าโกนหัวเด็กได้ไหม เพราะยังไงก็กะว่าจะโกนอยู่แล้ว แต่ที่บ้านจะโกนกันตอนสามเดือน แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ช่างก็ว่างพอดี เลยจัดการโกนซะเลย วันนั้นจ่ายค่าตัดผมไปทั้งครอบครัว 22 ยูโร


สามเดือนแล้ว พอมีแววสวยขึ้นบ้างไหมเนี่ย (ขอใส่หมวกปิดหัวเหม่งหน่อยนะคะ)
//www.bloggang.com/data/artyennico/picture/1165333880.jpg>

คว่ำได้แล้วค่ะ เริ่มคว่ำครั่งแรกวันที่ 1 มีนาคม 2006 (อิอิ ทำเป็นจำแม่น) ให้ดูหน้าด้านข้างบ้าง (ดั้งก็ไม่ค่อยมีอีก เฮ้อ)
//www.bloggang.com/data/artyennico/picture/1165334405.jpg>

ดูหน้าเธอสิ กลมมากๆ (รับแม่ไปเต็มๆ)


ถ่ายรูปคู่กับแม่หน่อยค่ะ


ถ่ายคู่กับแม่เสร็จ ก็คู่กับพ่อบ้าง (เดี๋ยวพ่อน้อยใจ)


ซนดีนัก จับใส่กล่องเลย (นึกว่าจะร้องไห้อยากออก ที่ไหนได้เธอกลับชอบ)


เสื้อแดงแรงฤทธิ์ (ชุดนี้ป้าแหม่ม เพื่อนแม่ อุตส่าห์ส่งมาให้จากเมืองไทย ต้องใส่ให้ดูซะหน่อย จะได้ซื้อให้หนูอีกบ่อยๆ อิอิ)


ตัดภาพมาที่ขวบหนึ่งน่ะค่ะ (จริงๆ มีเยอะค่ะ แต่เกรงใจคนดู) (จริงๆ คนแปะเมื่อยมืออ่ะ


ขออีก 1 รูปนะคะ


ส่งท้ายวันนี้ แว่บไปทำกับข้าวมื้อเย็นก่อน วันนี้จะทำปลานึ่ง เพราะปลาเต็มตู้เลย (ซื้อ 2 กิโล ได้ฟรีอีก 1 กิโล)




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2549    
Last Update : 5 ธันวาคม 2549 23:02:19 น.
Counter : 910 Pageviews.  

Nathalie is born

วันแรกเลยที่รู้ว่าตัวเองว่าท้อง คือ วันที่ 23 มกราคม 2005 หลังจากที่เมนส์ไม่มา 1 วัน ก็เลยลองตรวจดู เพราะปกติเมนส์จะมาตรงตลอด 5-6 เดือน ที่ผ่านมา จำได้ว่า วันนั้นเป็นเช้าวันเสาร์ ตื่นนอนขึ้นมาตอน 9 โมงกว่าๆ คิดไปเรื่อยเปื่อยว่าเมนส์ยังไม่มาเลยแฮะ ลองตรวจดูดีกว่า ประกอบกับว่าที่ตรวจตั้งครรภ์ที่ซื้อมาจากเมืองไทยมันใกล้หมดอายุแล้ว ลองตรวจดูซักหน่อยดีไหม เผื่อมีอะไรให้ได้ตื่นเต้นบ้าง

จากนั้นก็จัดแจงทำตามคำอธิบายในคู่มือ รอซักพักหนึ่งก็เห็นเส้นแสดงผลบอกว่าไม่ท้องขึ้นมา ในใจก็ผิดหวังนิดๆ เออ ไม่ท้องอีกแล้วเรา ซักพักหนึ่งมันก็มีอีกเส้นหนึ่งปรากฎขึ้นมาจางๆ รีบคว้ากระดาษคู่มือมาดู พร้อมขยี้ตาแบบไม่เชื่อตาตัวเอง เพราะนั่นหมายถึงว่า เราตั้งท้อง แอบกรี๊ดในใจ (กลัวสามีตกใจ) จากนั้นรีบเรียกสามีให้ลุกจากที่นอน บอกให้เขาช่วยดูอะไรหน่อย เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้ตาฝาด สามีก็รีบลุกขึ้นมา พร้อมบอกเราให้เอาคู่มือให้เขาดูซิ เราก็รีบส่งคู่มือให้เขา เขาก็รับไปดู แล้วก็บอก อ้าว คู่มือเป็นภาษาไทย แล้วเขาจะอ่านได้ไงล่ะ อ้าว แล้วกัน แต่บังเอิญในคู่มือมีภาษาอังกฤษประกอบอยู่ด้วย ก็แค่คำว่า Positive และ Negative สุดท้ายเขาก็บอกว่า อือ เราท้องจริงๆ แหละ ถือเป็นเช้าวันใหม่ ที่ชีวิตใหม่กำลังก่อเกิดในท้องเรา

ความรู้สึกตอนนั้นตื่นเต้น ดีใจ ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองท้อง สามีเองก็ดีใจไม่แพ้กัน ในขณะเดียวกันเราสองคนก็เริ่มวิตกกังวลนิดๆ กับอะไรใหม่ๆ ในชีวิตที่จะตามมา เราจะสามารถเป็นพ่อแม่ที่ดีได้ไหม ลูกเราจะสมบูรณ์ไหม จะมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ... ก็คิดไปสารพัด

จากนั้นก็เริ่มนัดหมอ ติดต่อประกัน เพื่อแจ้งเขาว่าเรากำลังท้อง พร้อมทั้งแจ้งประกันว่าเราเลือกที่จะคลอดที่โรงพยาบาล หรือ ที่บ้าน ซึ่งตรงนี้เพื่อความมั่นใจ สบายใจเราเองเลือกคลอดที่โรงพยาบาล แต่ก็มีหลายคนที่เลือกคลอดที่บ้าน ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ฮอลแลนด์ เพราะเขาถือว่าการคลอดเป็นเรื่องปกติ และบรรยากาศที่บ้านมันผ่อนคลายกว่า (ตอนหลังถึงได้เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมคนจำนวนมากมายถึงได้เลือกคลอดที่บ้านกัน)

พอเริ่มท้องได้เดือนที่สองเราก็เริ่มอาการแพ้ท้อง กินอะไรไม่ได้ เหม็นไปซะทุกอย่าง เรียกว่าเหม็นแม้กระทั่งสามีตัวเอง บางคืน เที่ยงคืน ลุกขึ้นมาอ้วก บางทีวิ่งเข้าห้องน้ำไม่ทัน ก็พรวดพราดลงบนพรมนั่นแหละ สามีต้องลุกขึ้นมาทำความสะอาดพรมกันกลางดึก บางคืนนอนไม่ได้เลยก็มี เพราะมันไม่สบายท้อง ดึกๆ ดื่นๆ ลุกขึ้นมานั่งร้องไห้ หันไปมองสามีก็หลับสบาย น่าอิจฉาซะจริงๆ พ่อคุณ (ตอนนั้นคิดว่า โอย ไม่อยากท้องแล้ว ไม่เห็นสนุกเลย) เราแพ้ท้องอยู่ราวๆ 3 เดือน จากนั้นอาการแพ้ท้องเริ่มหายไป แต่ก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเหม็นอยู่บ้าง เช่น เหม็น เครื่องล้างจาน สามีก็แก้ปัญหาด้วยการล้างน้ำเปล่าอีกสองรอบ หลังจากที่ล้างด้วยเครื่องล้างจานเสร็จ เนื้อสัตว์ที่เอามาทำกับข้าวก็เหม็น โดยเฉพาะเนื้อไก่ ผงซักฟอกที่เคยใช้ซักผ้ามาตลอดก็เหม็น กลิ่นสบู่ที่เคยใช้ก็เหม็น แต่ที่เหม็นหนักเลยก็คือ ตอนนั้นซื้อที่นอนมาใหม่ (ตอนนั้นท้องได้ราวๆ 4 เดือน) ก็นอนไม่ได้เพราะมันเหม็น (กว่าจะนอนที่นอนใหม่ได้ ก็หลังจากคลอดเสร็จอีก 2 อาทิตย์)

พอท้องได้ 6 เดือน ก็บินกลับมาเที่ยวเมืองไทย เพราะทนคิดถึงเมืองไทยไม่ไหว ตอนแรกคิดไว้ว่าคลอดแล้วค่อยกลับดีกว่า จะได้พาหลานไปให้ที่บ้านดูด้วย แต่ไม่ไหวแล้ว กลับตอนนี้เลยดีกว่า ก็ไปหาหมอขอใบรับรองแพทย์ พร้อมกับเช็คดูว่า เด็กปกติดีไหม เราจะสามารถเดินทางได้หรือเปล่า พอหมอบอกว่าไม่มีปัญหา (จริงๆ ก็ไม่ใช่หมอหรอก ที่ฮอลแลนด์ตั้งแต่เริ่มท้อง จนถึงคลอดนี่ ผดุงครรภ์ จะเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ตลอด แต่ที่เมืองไทย เข้าใจว่าคือ หมอ โดยตรง...อันนี้ก็ไม่แน่ใจนะ เพราะไม่เคยท้องที่เมืองไทย) ... สรุปผดุงครรภ์เขาบอกว่าเราบินได้ไม่มีปัญหา ก็จัดการจองตั๋วเครื่องบิน เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า อีกวันก็บินเลย พอถึงเมืองไทย โอย ร้อนจริงๆ แข้งขา เท้า บวมเป่ง ต้องหาซื้อรองเท้ากันใหม่ เพราะคู่เดิมที่ใส่จากฮอลแลนด์ไป ใส่ไม่ได้ ยัดไม่เข้า

ระหว่างที่อยู่เมืองไทยก็ไปทำอัลตร้าซาวด์ เพราะสามีอยากรู้ว่าลูกในท้องเป็นหญิงหรือชาย สรุปว่า เป็นหญิง เขาก็ปลื้ม ดีใจ ยิ้ม อยู่นั่นแหละ เพราะเขาอยากได้ลูกสาว ส่วนเรา หญิงก็ได้ ชายก็ดี ยังไงก็รักหมด ก็ลูกเราเองนี่นา จริงไหม

อยู่เมืองไทยได้ 3 อาทิตย์ ก็ต้องบินกลับ เฮ้อ ไม่อยากกลับเลย ใจจริงอยากอยู่คลอดที่เมืองไทยด้วยซ้ำ เพราะคลอดแล้ว ยังมีที่บ้านช่วยดูแลเราได้ แต่สามีไม่ยอม เพราะเขาอยากอยู่ด้วย ในวันที่เราคลอด อยากเห็นหน้าลูกตอนออกมาจากท้องเรา

28 กันยา 2005 คือ วันกำหนดคลอด แต่ ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่ง คืนพฤหัส ที่ 30 กย ตอน 5 ทุ่มครึ่ง รู้สึกเริ่มปวดท้อง เหมือนปวดท้องหนัก เริ่มตื่นเต้นแล้วสิเรา แต่ก็คิดว่าไม่น่าใช่ เพราะมันเหมือนปวดท้องหนัก เลยไปเข้าห้องน้ำ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินเข้าเดินออกห้องน้ำ อยู่หลายรอบ จากนั้นก็เจ็บท้องเรื่อยๆ คิดว่าคงเจ็บท้องคลอดแน่ๆ เลย บอกสามีว่า สงสัยจะคลอดแน่ๆ แล้วล่ะ สามีรีบบอกงั้น ขอไปนอนเอาแรงก่อนนะ แต่มีอะไรให้เรียกเขาทันที สรุปว่า คืนนั้นทั้งคืน เราก็ไม่ได้นอน เพราะมันเจ็บท้อง นอนก็นอนไม่หลับ เคลิ้มๆ ไปซัก 4-5 นาที ก็เจ็บมาอีก จนเช้าวันศุกร์ ก็โทรไปโรงพยาบาล อธิบายอาการให้เขาฟัง สามีก็โทรไปบอกที่ทำงาน ว่าวันนี้ไม่ไปทำงานนะ เพราะเราเจ็บท้อง คาดว่าจะคลอดวันนี้แหละ

9 โมงกว่า หิ้วกระเป๋า ไปโรงพยาบาลกัน เพื่อนบ้านก็ออกมาให้กำลังใจ กะว่าไปกันสองคน เดี๋ยวกลับมาเป็นสามคนแน่ๆ ไปถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็เอาเข็มขัด 2 เส้น มารัดท้อง เพื่อเช็คดูจังหวะการเต้นของหัวใจเด็ก และความถี่ของการบีบตัวของมดลูก จากนั้นก็เช็คดูว่าปากมดลูก เปิดกี่เซนต์ แล้ว สรุปว่า ให้เรากลับบ้านไปก่อน เพราะปากมดลูกเปิดแค่เซนต์เดียวเอง .... โอเค กลับก็กลับ คิดว่าไงซะคืนนี้คงคลอดแน่ๆ แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เช้าวันเสาร์หิ้วกระเป๋าไปโรงพยาบาลอีกรอบ เพราะรู้สึกว่าลูกไม่ค่อยดิ้นเลย แต่พอไปถึงเขาก็เช็คจังหวะมดลูกบีบตัว กับหัวใจเด็กเต้น ก็บอกเด็กยังปกติ ส่วนจังหวะบีบตัวของมดลูกต้องให้ถี่กว่านี้ สามีก็ถามว่าไม่มีวิธีใดที่ช่วยให้คลอดเร็วๆ เหรอ เพราะไม่ได้นอนมา 2 คืน แล้ว เขาก็บอกไม่มีหรอก แถมบอกว่าท้องแรกก็งี้แหละ เจ็บนาน (นึกในใจถ้าเป็นที่เมืองไทยนะ ป่านนี้เขาคงใช้ยาช่วยเร่งแล้ว หรือไม่ก็เราเองแหละ ขอผ่าออกไปแล้ว เพราะเราเริ่มไม่มีแรงเข้ามาทุกทีๆ) สรุปเขาก็ไม่ทำอะไรให้ นอกจากให้กลับบ้านไปนอน พร้อมให้ยานอนหลับมากิน เพื่อช่วยให้เรานอนหลับได้

ซักราวๆ ตี 3 ของเช้าวันอาทิตย์ เจ็บท้องหนักขึ้น ไอ้ยานอนหลับที่กินเข้าไปมันก็ไม่สามารถช่วยให้เรานอนหลับได้เลย เพราะมดลูกบีบตัวถี่มากๆ ทุกๆ 3-7 นาที บอกสามีทนไม่ไหวแล้วนะ เพราะตอนนั้นมีความรู้สึกว่าอยากเบ่งแล้ว เขาก็รีบโทรไปโรงพยาบาล เขาก็ถามว่าเจ็บถี่หรือยัง ก็บอกระยะความถี่เขาไป เขาก็บอกว่ายังไม่ได้นะ ต้องให้ถี่กว่านี้ มาตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ สามีก็ค่อยๆ บอกเรา เพราะตอนนั้นนี่หงุดหงิด งุ่นง่านแล้ว ก็ทนต่อไป พอตี 4 เริ่มมีเลือดออก แล้วก็มีน้ำออกมา ความรู้สึกตอนนั้นอยากเบ่งจริงๆ (แอบเบ่งไปหลายทีแล้วด้วย แบบว่าเบ่งแล้วรู้สึกโล่งดี) สามีรีบโทรไปโรงพยาบาลอีกรอบ บอกว่าเมียผมจะเบ่งแล้วนะ เขาเลยบอก โอเค งั้นมาได้

ไปถึงโรงพยาบาล เช็คหัวใจเด็กเต้น อ้าว ปากมดลูกเปิดแค่ 7 เซ็นต์เอง รอต่อไป ห้ามเบ่งด้วย เพราะถ้าเบ่ง จะถามให้ปากมดลูกแข็งตัว แล้วจะลำบาก โอยยย ตอนนี้แหละทรมานสุดๆ ไอ้ที่เคยไปเข้าคอร์สเตรียมคลอดฝึกหายใจ ขณะที่ยังไม่ถึงเวลาเบ่ง ก็ทำไม่ได้แล้ว สติแตก สามีต้องคอยกดหน้าอก กระตุ้นให้เราหายใจเร็วๆ เป็นหมาหอบ เหนื่อยไปตามๆ กัน แถมมีเรื่องตลกคือ สามีจะคอยกำชับเราว่า ห้ามเบ่งๆๆๆ เพราะยังไม่ถึงเวลา แต่เขาดันพูดผิด กลายเป็นบอกให้เราเบ่ง เราก็เบ่งสิ แล้วเขาก็มาบอกอีกที เอ๊ย ไม่ใช่ ห้ามเบ่ง แต่ช้าไปต๋อย เพราะเบ่งไปแล้ว ในห้องคลอดตอนนั้นมีแต่เรากับสามีสองคน ดีใจที่เขาไม่ทิ้งเราไว้คนเดียว แม้แต่ห้องน้ำก็ไม่ยอมไปเข้า ทั้งๆ ที่เขาดื่มน้ำไปเยอะมาก 2 ลิตร ได้มั้ง จากช่วง ตี 5 ถึง 7 โมง

8 โมงกว่าๆ คนทำคลอดคนใหม่มาเปลี่ยนเวร เขาก็เข้ามาคุยกับเราซัพัก แล้วก็หายไป ซักพักกลับเข้ามาอีกที แล้วบอกว่า พึ่งรู้ว่าเราไม่ได้นอนมา 3 คืน แล้ว งั้นเดี๋ยวจะลองใช้ยาช่วยเร่งให้ เพราะไม่งั้นเราจะหมดแรงซะก่อน จากนั้นรอซักพัก เขาก็เช็คปากมดลูกอีกทีแล้วบอกว่าอ้าว น้ำคร่ำยังไม่แตกเลย เขาเลยจัดการเจาะให้ถุงน้ำคร่ำให้ จากนั้นก็บอกเรา อ่ะ ทีนี้เบ่งได้ แต่ต้องออกแรงเยอะหน่อยนะ เพราะหัวเด็กยังอยู่ไกลอยู่เลย จากนั้นก็เริ่มเบ่ง เบ่งกันอยู่หลายรอบ แถมตอนเบ่ง ดันตะคริวกินขาอีก ก็บอกสามีนวดให้หน่อย คนทำคลอดก็บอกไม่ต้องสนใจ เบ่งเข้าไป เฮ้อ...ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมง ในที่สุดการเดินทางของนาตาลีก็มาถึงจุดหมายปลายทาง

ก่อนที่ลูกจะออกมา คนทำคลอดก็ถามว่าจะให้เอาเด็กวางที่หน้าอกทันทีเลยไหม จากที่ตอนแรกเคยคุยกับสามีไว้ว่าช่วยให้เขาทำความสะอาดเด็กก่อนได้ไหม ก่อนที่จะมาวางบนหน้าอกเรา เพราะเรากลัว สามีก็ตอบแทนไปว่า ค่อยเอามาให้ตอนหลังดีกว่า แต่เราก็นึกขึ้นมาว่า เออ ก็ลูกเราเองนี่นา จะกลัวอะไรล่ะ เลยบอกเขาใหม่ว่า ไม่เป็นไร วางได้เลย พอลูกออกมา เขาก็เอามาวางให้ที่หน้าอกทันที แต่ลูกตัวเกลี้ยงเกลามาก ไม่มีไขติดตามตัว ไม่น่ากลัวเหมือนที่เคยเห็นในทีวี หรือ วิดีโอ ที่เคยดู จะมีก็เลือดติดที่หัวนิดหน่อย แหม แต่กลิ่นนี่แรงจริงเลย...

เฮ้อ...ในที่สุดลูกน้อยก็ออกมาดูโลกอย่างปลอดภัย ตอน 9 โมงกว่าๆ ของเช้าวันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม ด้วยน้ำหนักตัว 3800 กรัม

หลังจากคลอดแล้วเขาก็ไปตามหมอมาเย็บแผลให้ เพราะแผลค่อนข้างสาหัส ตอนแรกหมอบอกจะเอาเข้าไปเย็บในห้องผ่าตัด แต่เห็นว่าบรรยากาศในห้องที่เรานอนตอนนั้นรีแลกซ์กว่า เลยเย็บกันตรงนั้น สามีจะขอดูตอนเขาเย็บ แต่ผดุงครรภ์บอกอย่าดูเลย มันไม่น่าดูหรอก แต่ขอโทษ สามีเราดูไปแล้ว เราก็ถามว่าแผลเป็นไงเหรอ เขาก็หน้าเศร้า อธิบายสภาพแผลให้เราฟัง เราฟังแล้วก็ใจเสียไปอีกรอบ ...

หลังจากเย็บแผลแล้วก็นอนพัก จากนั้นผู้ช่วยผดุงครรภ์ก็บอกให้เราลุกไปอาบน้ำ เราบอก ไม่อาบได้ไหม จะกลับไปอาบที่บ้าน เขากลับบอกว่าไม่ได้ ต้องอาบที่นี่ ที่สำคัญคือ อาบฟรี เขาว่างั้น เราก็เลย อาบก็อาบวะ...ผู้ช่วยฯ เขาก็มาช่วยทำความสะอาดตัวให้ แถมบอกให้เราฉี่อีกต่างหาก คือให้ฉี่ต่อหน้าเขานั่นแหละ เราก็บอกเราฉี่ไม่ออกอ่ะ ต้องรอกินน้ำเยอะๆ ก่อน เขาก็บอกยังไงเราต้องฉี่ก่อน ไม่งั้นเขายังไม่ให้กลับบ้าน เพราะเขาจะเช็คว่าเราปกติไหม พออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จ ก็กะว่าคงได้นอนพักอีกซักรอบ เพราะเห็นเขามาทำความสะอาดเตียง ทำเตียงใหม่ ที่ไหนได้ เขาบอกนั่งรอที่เก้าอี้แหละ เดี๋ยวไปเอาอะไรมาให้กิน+ดื่ม แล้วลองฉี่ จากนั้นทำเอกสารเสร็จ ก็กลับบ้านได้ ตอนนั้นตกใจเล็กน้อย อะไรนะ..ให้กลับบ้านเลยเหรอ ...เหวอไปเลย เขายกขนมปัง นมสด ชา มาให้ รวมทั้งขนมขี้หนู เอ่อ... ไม่รู้ภาษาไทยจะเรียกไงดี คือ ที่ฮอลแลนด์เขาเรียก Beschuit met muisjes เป็นธรรมเนียมของที่ฮอลแลนด์ ที่เด็กเกิดใหม่ เขาจะให้แขกที่มาเยี่ยมเด็กกินขนมนี้ ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะเป็นสีขาว+ชมพู เด็กผู้ชาย ก็ขาว+ฟ้า

ไอ้เจ้าขนมนี่นะ จำได้ว่า ตอนไปเยี่ยมเพื่อนที่คลอดลูกชายใหม่ๆ เขาให้เรากิน ตอนนั้นกัดไปคำหนึ่ง ยกให้สามีกินต่อ เพราะไม่อร่อย ไม่ชอบเลย คือรสชาติเหมือนกินผงพะโล้น่ะ กลิ่นประมาณนั้น แล้วก็ซ่าๆ ลิ้น แต่มาวันนี้ ทำไมขนมนี้มันอร่อยดีนะ อิอิ...




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2548    
Last Update : 21 ธันวาคม 2548 2:57:48 น.
Counter : 184 Pageviews.  


...jasmine...
Location :
Flevoland, Netherlands

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ...jasmine...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.