ร่าเริ๊ง ร่าเริง I'm a Ramble.อ่ะ ก๊า ก๊า
Group Blog
 
All blogs
 

แดดสุดท้าย



รักภูกระดึง











 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2550 9:37:06 น.
Counter : 286 Pageviews.  

H.N.Y. 2007




ขอล่วงหน้าเลยนะพี่ ๆ น้อง ๆ
ปีนี้งบน้อย อาจไม่ทั่วถึงอย่างปีที่ผ่าน ๆ มาจ้ะ


1.


2.


3.


4.


5.


6.


7.


8.


9.


10.


11.


12.


13.


14.


15.


16.


17.


18.


19.


20.


21.


22.


23.


24.


25.




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2549    
Last Update : 4 ตุลาคม 2550 16:20:03 น.
Counter : 141 Pageviews.  

10 ปี (ทำไมมันไวจัง)

หากคิดจะเข้ามาเพื่อชมสถานที่ท่องเที่ยวต้องขออภัย เพราะงวดนี้อัดอั้นอยากมีอัลบั้มลับเป็นของตัวเอง!!!

เมื่อวาน (19 กันยายน 2549) ตกลงกับเพื่อนสนิทคู่ทุกข์คู่ยากว่าจะไปปล่อยความอัดอั้นที่ต่างคนต่างมีกันทั้งคู่ มีข้อแม้ว่าขอวันธรรมดาและวันเดียวด้วย ไปเช้ากลับมืดก็ได้ ใกล้ ๆ ตังค์ไม่ค่อยมี จน เครียด กินกล้วย

มาได้ข้อสรุปว่าไปเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ กันดีกว่า อยากถ่ายรูป อยากเดินเล่นเรื่อย ๆ ครั้งแรกที่ได้ยิน และได้สัมผัสก็ตั้งแต่ปี 39 ช่วงเรียนพาณิชย์ราชฯ ปวช.ปี 1 เวลาผ่านมา 10 ปีแล้ว คงมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายเชียวล่ะ โดยตอนแรกกะจะไปวันพฤหัส แต่อั้นไม่ไหวแล้ว...

นัดกันที่บางมด ขึ้น 142 เมาท์กันชวนติดคุกชิบเป๋งต่าง ๆ นานา แล้วก็ลงไปต่อรถตรงไหนไม่รู้ รู้แต่หิวมากแวะกินข้าวข้างทางกันก่อนจะขึ้นสองแถว สาย 36 จากภาพเลียซะเกลี้ยงไม่เหลือความเค็มให้หมาเลย




นั่งมองทางว่าแล้วต้องเสร่อนั่งรถเลยจนได้ ยังคงยึดหลักเดิมคือ "มีตังค์อย่างเดียวมาไม่ได้นะต้องโง่ด้วย ไม่โง่ไม่ถึง" เดินย้อนกลับมาเพื่อเข้าไปด้านในเสียตังค์ค่าเข้า 100 บาท และค่าจักรยานอีก 50 บาท เลือกได้คันที่เหมาะสมกับความยาวขา และความทนทานของตูดก็ปั่นเข้าทางตอนใต้ของสยามประเทศ จากภาพจำไม่ได้ว่าคืออะไร




เนื่องจากวันธรรมดา ชาวบ้านชาวช่องเค้ามีการงานทำกันเลยไม่มีค่อยมีนักท่องเที่ยวให้เห็นมากนัก ด่านแรกที่แวะไม่ใช่ด่านสำโรง แต่เป็นตลาดบนบกที่มีนางแบบรับเชิญ มาชี้ทางเข้าให้ดู




สี Retro ได้ใจมาก กับป้ายโฆษณาที่ไม่แน่ใจว่าเกิดทันหรือไม่





คุณนายจุงยังคงแวะชื่นชมสินค้าย้อนยุค อือ...น่าเอาของหมดอายุมาขายมั่งเก่าเหมือนกัน




เอามาฝากพี่ ๆ น้อง ๆ เดี๋ยวจะคิดว่าเป็นตัวปลอม




ออกจากตลาดย้อนยุคที่นั่งเล่นกับแมวจนพอใจ เราก็ปั่นจักรยานไปต่อกันตรงไหน...จำไม่ได้ดูภาพเอา





เดินข้ามสะพานไม่คิดว่าจะประสาทกลับแอ๊บแบ๊วออกมาซะงั้นอ่ะ





เดินเข้ามาแล้วก็ขึ้นไปไหว้พระพุทธบาท ที่จำลองมาจาก จ.สระบุรี แล้วที่เห็นในภาพ..จำไม่ได้อีกแล้ว สอยโปสการ์ดมาด้วย 12 บาท 1 ใบ ไม่ได้ส่งให้ใครเพราะไม่มีแสตมป์ และไม่มีตู้หยอด และมันก็เน่าอยู่ในกระเป๋าแล้วตอนนี้ส่งไปคงโดนครหา




จากนั้นไปจอดแช่กันนานหน่อยที่ตลาดน้ำ มีลูกแมวอนุบาล 3 ตัว เห็นแล้วกลัวมันหล่นรูลงน้ำเป็นบ้าเลย ถึงจะอยู่ในร้านขายของที่ระลึกก็เถอะ ไม่อยากเห็นภาพสลดถึงแม้จะสามารถคว้าไว้ได้ก่อนจะจมก็ไม่อยากเห็น เพราะเป็นโรคกลัวน้ำเหมือนกันโดยเฉพาะน้ำที่มีปลาเยอะ ๆ และตัวใหญ่ ๆ ก็เลยรีบเดินไปทางอื่นไม่ให้มันเห็นแล้วเดินตามมาอีก




มุมให้เลือกถ่ายเยอะ แต่เลือกไม่เป็น





อันนี้เธอเลือกมุมจัดท่าเองเสร็จสรรพ แบบนี้ก็ดีว่ะง่ายดี





ส่งท้ายตลาดน้ำด้วยภาพที่อึมครึมซะจริง ๆ





ขอเท่ห์ แต่เกือบเป็นภาพสุดท้ายของชีวิตถ้าคันหลังไม่เบรคซะก่อน





รอดตายก็มาทำหน้าอินเตอร์ข้าง ๆ ไททานิค





ถนนมันโล่ง คราวนี้ได้ภาพคู่จุ๊กกรูได้อย่างใจเยอะดีว่ะ





อ๊ะ น้องกวางหลบร้อน





มุขนี้คุ้น ๆ คล้าย ๆ ว่าเคยทำมาแล้วอ่ะ





นี่ดิ่ ยังไม่เคยทำ แต่ก็ได้ทำจนได้ ช๊อบ ชอบ 10 ปีที่แล้วเคยมาบ้ายังไง 10 ปีผ่านไปวันนี้ก็ยังบ้าเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้คนข้าง ๆ จะเปลี่ยนไป





ขึ้นเขาพระวิหารแล้ว (หรือ พนมรุ้งอ่ะ)





โจ้กับมุมสูง บนนี้ก็มีแมวตัวใหญ่ ไข่เบ้อเร่อเลยร้องแง๊ว ๆ แล้วก็เดินตาม คุณนายจุงที่ไม่ค่อยจะถูกกับหมาแมวถึงกับเดินเลี่ยงอย่างเห็นได้ชัด





เดี๋ยวสิ่กำลังจะลงสู่พื้นดินแล้ว ดูภาพไอ้จุงอีกภาพนึงน่า...





แดดเริ่มออกเลยแวะกินหนมก่อน แมวร้านนี้ตัวโคตรใหญ่จริง ๆ ด้วย





อันนี้พี่ หรือ น้อง ของใครเดินผ่านตอนกินพอดี





ถามข้อมูลจากป้าหนมหวาน ถ้าจะไปบางปูไกลมั้ยรถอะไรไปถึง?? ป้าบอกแค่ 3 สะพานลอยก็ถึง คุณนายจุงบรรเจิดไอเดียว่าจะเดิน เอ่อ สะพานลอยมันไม่ถี่เหมือนป้ายรถเมล์ในกรุงเทพนะว้อย!!

ออกจากเมืองโบราณ ก็รอรถ 2 แถวสีส้ม หารู้ไม่ว่าสีขาวมันก็ผ่าน (แต่ก็ยืนรอไปเกือบครึ่งชั่วโมง)





ใครรู้ตัวว่ามีพิษมาลงถังซะ จะจับถ่วงน้ำออกอ่าวไทยไปซะ





ไหนอ่ะปู???





ถอดแว่นมาทำฟิวเตอร์





อิอิ ชมพูสดจังเลย




เออ เอาเข้าไป










เงาถ่ายมาอ่อนมาก ๆ เลยจับมาเร่งคอนทราสซะ สีแสบดี




ไอ้จุงอีกภาพแล้วกัน




ใกล้จะกลับบ้านแล้วแต่งตัวก่อน




ถ่ายภาพหมู่ด้วย พูดตามตรงทริปตัวต่อตัวสำหรับโจ้ถ้าไม่ใช่ปู ต้องเป็นจุงเท่านั้น กับเพื่อนสนิทคนอื่น ๆ บอกได้คำเดียวว่าต้องไปเป็นกลุ่ม ไม่มีใครรับโจ้ได้มากเท่าปู และ จุง อีกแล้ว เคยมีหรือเปล่าที่เดินทางกับใครสักคนแล้วด่ากันได้ตรง ๆ ลงท้ายก็กลับมาพร้อมกันด้วยรอยยิ้ม ถ้าคิดว่าประสาทไม่แข็งพอ อย่าได้คิดจะเดินทางกับโจ้แบบตัวต่อตัวเด็ดขาด




อ่ะก่อนจากบางปูในเย็นวันนั้น




นั่งรถสีขาวมา เพราะกระเป๋าบอกว่าผ่านป้ายรถเมล์ทุกสาย พอถึงอู่ 511 มันก็ไล่เราลง รู้ได้ไงวะว่าตูจะขึ้นสายไหน?? "ผ่านทุกสายน่าพี่" เออ...ผ่านก็ผ่าน ถ้าขึ้น 511 ก็ไปลงต่อรถแถวปิ่นเกล้า แต่ถ้ากลับ 142 มันก็ง่ายเหมือนกัน แต่มันจะผ่านหรือเปล่า ลุงในอู่เป็นผู้ให้คำตอบ

"นู่น...ต้องไปขึ้นที่วงเวียน" จบคำลุง เรา 2 ตัวหัวบากเดินไปบ่นไปด้วยความแค้นเป๋ารถที่สุด ๆ เดินลิ้นห้อยได้ไอติมรถเข็นมาคนละแท่งดับความร้อน ทุกทีเลยไปไหนถ้าไม่มีเรื่องเก็บไว้ฮาคงไม่ได้ จนมาถึงวงเวียน...นี่ซ้อมเดินก่อนขึ้นภูฯ วันเกิดใช่มั้ย ระยะทางจากอู่ถึงวงเวียนน่าจะเกือบ ๆ กิโลเหมือนกันนะ

วงเวียนกำลังซ่อมแซม ปรับปรุง เดินเดามั่ววน ๆ หาป้ายรถเมล์และจุดรถ 142 จะผ่านอยู่อีกเกือบ 10 นาทีจนในที่สุด เราก็ได้ขึ้นรถกลับบ้านกันซะดี เย้ ๆ โคตรวิบากเลย นี่แค่ใกล้ ๆ นะเนี่ย ปั่นจักรยานซะตีนพองกลับบ้านเลยตู




ปิดท้ายด้วยก๋วยเตี๋ยวตลาดตรงข้ามโรงพยาบาลบางมดและกลับบ้านด้วยเหตุการณ์ปกติ โดยไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องน่าตื่นเต้นตามมาติด ๆ ทำให้ไม่ได้หลับได้นอนเกือบตี 2 เพื่อตามข่าว

จบดีกว่า เหนื่อย...




 

Create Date : 21 กันยายน 2549    
Last Update : 21 กันยายน 2549 2:33:47 น.
Counter : 647 Pageviews.  

โกรกอีดก...ทริปที่ตลกที่สุดทริปหนึ่งในชีวิต

เอาภาพไว้ดูก่อนเด้อค่ะ



ก่อนจะได้เห็นภาพฟ้ายามเช้าแบบนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าค่ำคืนก่อนหน้านั้นแลกมาด้วยเสียงหัวเราะระหว่างการหลงทาง เพื่อเดินทางมาสมทบกับกลุ่มริมน้ำโขงที่นัดกันผ่านเว็บบอร์ด "เที่ยวไป 2 ไพเบี้ย" 7 ชีวิตจากกรุงเทพแต่ละคนดู ๆ ไปแล้วไม่ค่อยจะมีทั้ง สติ และ สตางค์



ทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ก็ได้ฤกษ์พักผ่อนนอนเอาแรงสำหรับเช้าวันต่อมาที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าเส้นทางการเดินป่าเข้าสู่ น้ำตกโกรกอีดก จะยากลำบากสักเพียงใด



เช้าวันต่อมาที่แจ่มใสนั้น ณ สวนป่าเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ที่พวกเราใช้เป็นฐานที่มั่นกองกำลัง 11 นาย-นาง-นางสาว กลิ่นข้าวหอม ๆ ฝีมือลุงอู๊ดถูกกลบด้วยกลิ่นไหม้คละคลุ้งของกุนเชียง ไม่รู้ว่าเผลอใจ หลับใน หรือว่าเกร็ง พี่ปุ้ย หรือป๋าของน้อง ๆ ถึงได้ทอดซะเกรียม สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้อ่างเก็บน้ำซับป่าว่านแต่เช้าเลย



เช้านี้เห็นหน้าค่าตากันชัดเจนมากกว่าเมื่อคืน ก็มีคดีเจี๊ยวจ๊าวกันตามประสาคนไม่ค่อยได้เจอ ไม่สิ่ บางท่านก็ไม่เคยเจอกันเลยด้วยซ้ำอ่ะค่ะ

จัดการอาหารเบื้องหน้ากันเรียบร้อยก็เริ่มเคลื่อนขบวนเพื่อตรงไปยังน้ำตกโกรกอีดก



แต่ก่อนหน้านั้นเราได้เจอนักเลงเจ้าถิ่น ไอ้ซ่า แมวเจ้าหน้าที่วัยไม่น่าจะเกิน 5 เดือน เดินหางบาน ๆ พอง ๆ หูลู่ไปข้างหลัง ตัวโก่ง กระโดดโด๋ง ๆ เข้ามาทักทาย ทำเอาชมรมคนรักแมว กิ๊ว ก๊าว กันเป็นแถวไอ้หนูมันน่ารักใส่ปลอกคอ หน้าตาสะอาดสะอ้านจริง ๆ



ติดต่อเจ้าหน้าที่ พี่แกก็ควบมอร์เตอร์ไซค์นำพวกเราไปยังบ้านคนนำทาง ชื่อลุงอู๊ด รอแกหุงข้าวอยู่พักนึงพวกเราก็ได้เริ่มเดินทางกันต่อไป



เรานั่งกินลมชมบรรยากาศข้างทาง ป่าเขายังสดอยู่ได้ใจมาก ๆ ไม่รวมกระท้อน ชมพู่ ส้มโอ แก้วมังกร ของชาวบ้านที่ปลูกอยู่ริมทาง ทำให้มองกันตาเป็นมัน มีหัวโยก หัวคลอนกันเป็นบางช่วงกับถนนลูกรัง มีล้างท้องรถด้วยทางน้ำผ่าน แล้วสิ่งที่ทำให้สาว ๆ แตกหื่น เอ๊ย แตกฮือกันขึ้นมาก็คือบรรดาทหารหนุ่ม ๆ จาก จปร. ที่มาฝึกกันที่นี่ คุณเอ๊ยยยยย! ไม่ไปน้ำตกแล้วล่ะจะตามรั้วไปซะ มองดูสาว ๆ บนรถคงคิดไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ อิอิ



เราจำยอมต้องแยกทางกับรั้วหนุ่มแน่นปึ้กไปอย่างสุดเศร้าผ่าข้ามลำธารตั้งแต่เมตรแรก ป้าแดงสาวทรหดเป็นผู้กองตั้งแต่ลงจากรถวินาทีนั้นพวกเราคิดเพียงว่า ขาคงพลิกธรรมดาเลยค่อย ๆ เดิน ๆ ไปด้วยกัน ผลัดกันนำ ผลัดกันตาม จนมาเจอเห็ดพนมเปญ นี่ไงแจ่มป่าว




สารพัดจะเจอเห็ด ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของป่าแห่งนี้ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าจะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง



เหล่าอุลตร้าแมนแปลงร่างเก็บภาพทุกเม็ดทุกช็อต เหอ ๆ แรก ๆ น้ำหนักอุปกรณ์ก็ยังไม่ค่อยเป็นปัญหาสักเท่าไหร่ ยังหนุกหนาน ยังขำ ๆ



ถึงลำธารสองแล้ว ให้ดูสองภาพเลยแล้วกันโจ้เลือกไม่ถูกอิอิ





อ๊ะ เอาเข้าไปลำธารเดียวถ่ายมันอยู่นั่น



เงยหน้าไปเสยเห็ดเด็ก ๆ



รูปหมู่รอบแรกซะหน่อย หายไป 3 ติงนะ รองเท้าผู้ช่วยประดิษฐ์ได้ออกงานหนักอีกครั้งแล้ว ขอบคุณค่ะ



ดอกไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่รู้จักชื่อสักที



ถึงน้ำตกชั้น 1 มี 4 ใน 11 ของกองกำลังขอถอนตัวเพื่อ เนื่องจากเกิบ ข้อเท้า และสภาพร่างกายบางท่านไม่เอื้ออำนวย พวกเราที่เหลือจึงออกเดินทางต่อไป แต่ก็ยังไม่วายหลงกันจนต้องวิ่งกลับมาตามอีกรอบ



เราแถกเหงือกฝ่าความสดของป่าที่ลื่นและชัน เดิน 4 ขา เกาะเกี่ยวต้นไม้ใบหญ้าที่จะสามารถช่วยให้ดึงตัวเองไม่ให้ร่วงลงข้างทาง แต่ก็ยังมีบ้างที่พลาดลื่นลงไปสวัสดีก้อนหิน



อุปกรณ์ของหลาย ๆ คนเริ่มอยากฝากวางไว้ข้างทางซะแล้ว ในความเหนื่อยล้าของร่างกาย โจ้ไม่เห็นความย่อท้อในแววตาของทุก ๆ คนเลยสักนิด เห็นยอดน้ำตกแล้วเส้นทางที่เหลือไม่ได้ยากไปกว่าที่ใจจะก้าวต่อกันไปถึง



อ้าวภาพบนพี่โอจะโดดน้ำตกนี่หว่า ภาพล่างโจ้กำลังตะกายตามลุงอู๊ด พี่อุ๋ย พี่ป๊อกขึ้นไป



น้ำตก 2 ภาพเลย มีขาตั้งไม่ใช้ค่ะ เลยไม่ได้เล่นกับความไวชัตเตอร์เลย เหอ ๆ





กางเกง 1 ในเครื่องแต่งกายที่ทำให้หลายคนหมันไส้รองจากเป้ชิคกี้ ไม่รู้อะไรเข้าสิงให้แบกไปลุยป่า 555



นั่งกินข้าวลิงกันบนน้ำตก เป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตที่ได้นั่งกินข้าวกลางป่าและสายน้ำตกของโจ้ (ครั้งแรกก็ป่าปิดบนภูไงอิอิ) แล้วพวกเราก็ลงกลับมาข้างล่างตามเส้นทางเดิม แค่ไม่กี่ก้าวก็ร้องลั่นเนื่องจากเห็นความสูงเต็ม ๆ ตา ไอ้โจ้กลัวความสูง...



เดินลื่นไหลจนไอ้หน่าเพื่อนที่หนีบไปด้วยได้เป็นขวัญใจรากหญ้าในที่สุด




พี่อุ๋ยประคองหลังรากหญ้า มุด เลาะ เกาะ ดึง สารพัดจะทำได้



ตูดพี่โอเล่ มาดเท่ห์ได้ใจจริง ๆ



มุดอีกแล้วค่ะป่าไผ่ด้านบน ทำให้เราเป็นคนติดดินทั้งขึ้นและลง



เอ้าช่วยกันลื่น จนในที่สุดก็กลับมาถึงที่พักกันได้อย่างปลอดภัย กลับมาถึงก็มี 3 คนที่ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ กันก่อนเป็นกลุ่มแรก คืนนี้โจ้ยังยืนยันนอนเต็นท์อยู่เหมือนเดิม แต่ว่านอนคนเดียวหวังผลแค่ว่า นร.จปร. ที่มากางเต็นท์แถวอ่างเก็บน้ำจะหลุดเข้ามาสักคน



สุดท้ายก็อดนอนฟังเสียงตุ๊กแกคนเดียวยันเช้า เฮ้อ ๆ ๆ เซ็งจิต ดูสิ่ไอ้ซ่ามาหาแต่เช้าเหมือนกัน



ทิ้งทวนซะหน่อยน่า อิอิ



สุดท้ายก่อนจะแยกย้ายจากกัน ลุงอู๊ด ป้าแดง พี่ปุ้ย มาส่งพวกเราขึ้นรถที่...ทีไหนวะของสระบุรีจำไม่ได้อีกแล้วดูดิ่ความจำสั้นจริง ๆ เออ ๆ นึกได้แล้ว อำเภอแก่งคอย ที่นี่หยอดจดหมายรัก หาคนที่รัก ส่วนคนที่เคยได้รับคราวนี้คงไม่ต้องเพราะว่าไปด้วยกันนี่หว่าเนอะ อิอิ ตบท้ายหลังส่งจดหมายรัก โจ้ส่งข้อความไปหาคนรักว่า...หลง หาทางกลับกรุงเทพไม่เจอ ทำเอาระหว่างอยู่บนรถใกล้แยกมิตรภาพตรงสนามมวยเวทีอดิศร (ใช่ป่าว) คนรักโทรมาถามด้วยความเป็นห่วง...หรือสมน้ำหน้าก็ไม่รู้ "ถ้าจะให้ไปรับรอปีหน้าแล้วกันนะโจ้" รอป่านนั้นแก่ตายพอดี



สุดท้ายค่ะ...กลับมาบ้านพร้อมข่าวกระดูกข้อเท้าป้าแดงแตก ไม่รู้เนอะไม่งั้นพาวิ่งขึ้นยอดบนสุดน้ำตกด้วยดีกว่า 555

ความตลกเฮฮาของทริปนี้ยังฝังอยู่ในหัวตลอด รอแค่ว่าเมื่อไหร่จะถึงทริปหน้าจะได้เตรียมฟิตกล้ามท้องให้แข็งแรงกว่านี้ ไม่งั้นเจอตะคริวขึ้นท้องเพราะความขำแบบคราวนี้อีกคงแย่เหมือนกัน



ขอขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทุกคนค่ะ




 

Create Date : 27 มิถุนายน 2549    
Last Update : 10 สิงหาคม 2549 14:27:28 น.
Counter : 452 Pageviews.  

ครั้งแรกของหนู...

หัวข้อมันคือล่อแหลมแท้น้อหล้า เรื่องของเรื่องคือ
"ไอ้โจ้ได้เข้าป่าปิดกับเค้าแล้ว วู้ ๆ ๆ ๆ ๆ "

ใครหลายคน....
อาจจะเพียงแค่ก้าวข้ามผ่านภูกระดึง
ดั่งโรงเรียนฝึกหัดเดินป่าของบรรดานักเดินทาง
แค่เพียงการไปเยือนไม่กี่ครั้งก็เบื่อหน่าย
แต่สำหรับโจ้...ภูกระดึงเป็นสถานที่พักใจ
อันดับแรกในทุกครั้งที่คิดจะเดินทาง

จึงไม่น่าแปลกใจที่จะถูกใครสักคนทิ้งกันไป
เพราะเป็นคนที่ชอบอะไรเดิม ๆ ทำตัวเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกต่อไปในการคบหา
เพราะโจ้ก็เหมือนภูกระดึง ที่คนคนนั้นเบื่อที่จะไป
ทั้ง ๆ ที่ยังไม่คิดจะเดินให้รอบ คิดแต่จะเปลี่ยนแปลง

โจ้ : 14 ก.ค. 50
เขียนครั้งแรกเมื่อเดือน พฤษภาคม 2549



อยากไปตั้งแต่ออกจากงานแรก ๆ แล้ว แต่ก็ต้องเลื่อนไปเลื่อนมาอยู่เรื่อย ๆ ทีแรกคาดว่าจะไปหลัง 10 พ.ค. ด้วยซ้ำ แต่ก็อดไม่ไหว ไฟกำลังมอด คิดถึง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ตัดสินใจแบกเป้ลุยเดี่ยวอีกเช่นเคย
เริ่มต้นจากหมอชิต ไปลงชุมแพ ต่อรถมาลงอำเภอ แล้วก็เล่นไปถึงภู ราว ๆ 7 โมงเช้า เจอ 3 หนุ่ม 3 วัย เดินยิ้มร่ามาทัก คุยไปคุยมาถึงได้รู้ว่า ทั้ง 3 ก็ต่างคนต่างมาเช่นกัน บังเอิญประหลาด ๆ จริง ๆ



3 หนุ่มประกอบด้วย พี่สิษฐ์ พี่อ๊อด และพี่ตี๋ ซึ่งพี่สิษฐ์เล่าว่าเห็นพี่อ๊อดตั้งแต่หมอชิต ส่วนพี่ตี๋ และพี่อ๊อด ขึ้นรถนั่งข้าง ๆ กันมาตลอด แล้วทั้ง 3 ก็มาเจอกันอีกครั้งที่ร้านเจ๊กิม โดยมีโจ้เข้าร่วมขบวนการเป็นคนสุดท้าย



ตลอดทางพี่ ๆ ดูแลราวกับไข่ในหิน แต่สุดท้ายก็กลายเป็นหินทุบไข่ เราใช้เวลาในการเดินขึ้นนานพอควรจนพวกเราเริ่มหนิดหนม พี่สิษฐ์โทรสั่งการร้านค้าที่รู้จักกันด้านบนให้จัดการกางเต็นท์ทั้งหมด 4 เต็นท์รอพวกเรา พร้อมจ่ายค่าลูกหาบให้ก่อนด้วย พวกเราเลยยิ่งได้ใจเดินไปเรื่อย ๆ ๆ



เนื่องจากที่ภูกระดึงช่วงนี้เข้าหน้าฝนมาตั้งแต่สงกรานต์แล้ว บรรยากาศเลยร่มเย็นสดชื่น การเดินทางไม่เหนื่อยมากเกินไป อากาศกำลังสบาย เดินไปก็เกิดอาการจะหลับก็มี โดยเฉพาะพี่ตี๋ที่ไม่ได้นอนมาประมาณ 2 คืน อยากจะถึงที่พักแล้วหลับยาว ๆ แต่ว่าหลวมตัวเข้ากลุ่มมาแล้ว เลยต้องเลยตามเลย แต่พี่แกทรหดจริง ๆ แบกเป้แล้วยังแบกขาตั้งกล้องเหล็กอีกเดินพริ้วเลย เห็นว่าฝึกไว้จะมาวิ่งมาราธอนขึ้นภู เก่งจริง ๆ



ระหว่างทางก็ยังอู้ถ่ายหนอน ถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ สลับกับคอยฟัง และตอบคำถามที่ป้อนโดยพี่สิษฐ์ "โจ้ไม่มีแฟน ไม่มีใครเอา แต่ว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว" หลังเล่าแว๊บ ๆ พี่ ๆ ลงความเห็นว่า สมควรแล้วแกที่อด ดูไม่ค่อยรัก ไม่ค่อยใส่ใจ หรือสนใจเลย... อืมนั่นสิ่โจ้คงไม่ได้ทุ่มเทเต็มที่ล่ะมั้ง หรือต้องร้องเพลง "มากพอ" ของพี่ป้าง ย้ำอยู่เรื่อย ๆ ฟังตั้งแต่ครั้งแรก ร้องตามน้ำตาคลอมันทุกครั้ง ต้องทำตามเพลงล่ะมั้ง ก็ได้แค่ทำอยู่อย่างนี้แหละ



พี่อ๊อด แบกกล้อง และขาตั้งขึ้นมาเอง กลัวไหล่แกจะหักอิ๊บอ๋าย ช่วงนี้ฟ้าฝนในหัวใจของพี่อ๊อดก็แปรปรวนอยู่ตลอด "ผมก็ได้แต่ทำให้ดีที่สุด ทำให้ดี ทำมันไปเรื่อย ๆ จนกว่าเค้าจะหันกลับมายอมรับในความดีที่ผมตั้งใจทำอีกสักครั้ง" โคตรจะกินใจเลยพี่บางทีการเป็นของตาย หรือความเคยชิน มันก็ทำให้คนบางคนไม่รู้คุณค่าของสิ่งที่มีอยู่



ตัวนี้กิ้งก่าเฝ้าเมีย.



ตัวไรไม่รุ้ ถ่ายมามันเบลอ



มุมมองที่เกือบเดินผ่านเพราะเหนื่อย ได้พ่อใหญ่สิษฐ์แนะนำให้ดู



กล้วยไม้แถวบันไดหลังแป โดยพี่อ๊อดที่เล็งไว้ตั้งแต่ครั้งก่อนนู้น



พิชิตอีกแระ ขึ้นมาถึงนี่บรรดาเจ้าหน้าที่กำลังจะเดินทางกลับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเต็มท้ายรถเอ่ยปากชวน แต่พวกเราหยิ่งปฏิเสธจะเดินไปอีกทาง รถออกไปแล้ว พวกเราเดินต่อมุ่งหน้าไปผาหมากดูก สักพักใหญ่ ๆ รถเจ้าหน้าที่ก็วกตามมาและแซงผ่านไป แม๋...ผู้บ่าวยอดภูฯ แม่นหยังคือหล่อ ล๊อ หล่อคัก หล่ออีหลี หล่อกระด้อ กระเดี้ย หายใจไม่ทั่วท้องเลย แพ้สายตาหวาน ๆ มันทุกที รถผ่านไปแล้ว สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับมาอีกรอบ คงเพราะหน้าหวาน ๆ ของโจ้นี่แหละวะ



เส้นทางจักรยาน ตูดบานแน่มึง



แต่ 3 ตูดนี่ไม่รู้บานมั่งป่าว



พ่อใหญ่สิษฐ์ ทุ่มทุนสร้าง



ฝนตกก่อนถึงผาหมากดูก ไอ้โจ้วิ่งไปหลบได้แต่ก็เปียก นั่ง ๆ อยู่ฝนตกไล่ไปถึงหน้าผา เอาแล้วสิ่งที่กลับขึ้นมา หมอก ๆ ๆ ๆ ๆ กรี๊ด.....



ที่กรี๊ดหนักกว่าก็คือพี่ตี๋...คุยโทรศัพท์อยู่ ชี้มือชี้ไม้ และก็บอกว่า นึกว่าไฟป่า 555555



ดู๊ ดู หมอก ๆ ๆๆๆๆ ๆ
จากนั้นเราก็ตัดสินใจเดินฝ่าสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายกลับที่พัก พี่สิษฐ์สละเสื้อกันฝนให้ใส่พร้อมกับโจ้แบกเป้แกที่บรรทุกกล้องกลับถึงที่พักอย่างปลอดภัยแม้จะลื่นแป้ด ๆ อยู่ตลอดทางก็ตาม



ถึงที่พักแวะที่ร้านน่าลอง อยู่ติด ๆ กับร้านนัดพบของพี่ต้อม พี่หนุก และร้านของพี่ธรรม เจ้าของร้านน่าลองไม่ใช่ใคร พี่ยุทธเจ้าหน้าที่ฯ ที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของกิจการร่วมกับภรรยา คือพี่โจ้แม่ครัวคนเก่ง (สั่งเลยอร่อยทุกอย่าง) แต่วันนั้นพี่โจ้ไม่อยู่ลงไปข้างล่างพร้อมน้องในท้องอายุครรภ์ 4 เดือน อยู่แต่คุณป้าขา บรรยากาศกับคนรุ้จัก และคุยกันรู้ใจในวันนั้นเป็นไปอย่างอบอุ่นสุด ๆ แม้จะหนาวและทากชุมก็ตาม
ค่ำนั้นนอนอุ่นสบาย หลับกันแต่หัววัน เพื่อวันต่อไปที่จะได้ลุยป่าปิดเป็นครั้งแรกในชีวิตวู้..... ถ้าไม่ได้พี่ตี๋ ที่อยากจะเข้าป่าปิดแบบสุด ๆ โจ้เองก็คงเดินเล่นอยู่แค่หน้าผา นอนกลิ้งไป กลิ้งมาแค่นั้นแหละ



ที่ทำการใครน้อจะนำทางพวกเราเข้าป่าปิด พี่สิษฐ์บอกว่าจ๋อมแจ๋มจะพาเข้าเหรอ... ใครวะจ๋อมแจ๋ม ว่าแต่วันนี้ยังไม่เจอที่ถุงนอนเลย คิดปุ๊บพี่ถุงนอนเดินมาปั๊บ พร้อมที่พี่สิษฐ์ทักว่า "จ๋อมแจ๋ม" โจ้ยกมือไหว้ทักทาย พี่ทักกลับมา เจอกันอีกแล้ว มากี่คน...พอรู้ว่ามาคนเดียวอีกแล้วพี่แกก็ยิ้มชิน ๆ "ว่าแล้ว"

เดิน ๆ ไปถึงบ้านกุหลาบขาว พี่ ๆ รวมหัวกันว่าคืนนี้ให้โจ้มานอนนี่ ปลอดภัยกว่าในเต็นท์มีห้องน้ำในตัว พักสบายนะ โจ้ส่ายหัวดิกไม่เอากลัว...แล้วก็แวะดูแมงมุมประหลาด ที่พี่อ๊อดชี้มือไปโจ้ก็มองตามไปสุดต้นไม้ พี่อ๊อดและพี่ตี๋บอกว่า นี่ที่ปลายนิ้วพี่นี่ 555 เซ่ออีกตามเคย แล้วผู้ชายที่ยืนถ่ายภาพคนเดียวอยู่แถวนั้นก็เดินมา "เอ่อน้องครับ น้องผู้หญิง.." เอาล่ะกูวี๊ดวิ้วอีกแล้ว "น้องเคยไปหลวงพระบางหรือเปล่าครับ" เท่านั้นแหละ ตะโกนเรียกชื่อพี่ชายคนที่ทักลั่นป่า "พี่ตู่!!!" พี่ตี๋ พี่อ๊อด พูดพร้อมกัน ไอ้นี่มันกว้างขวางวุ้ย 555

แวะคุยได้ความว่า หลังจากกลับจากหลวงพระบาง พี่ตู่ก็บวช สึกออกมาว่าจะโทรหาอยู่แต่ก็ทำกระดาษที่จดเอาไว้หายไปซะได้ ดูเอาเถอะคุณโลกมันก็ออกจะกว้าง แต่ก็มาเจอกันได้ซะทุกที ไม่ใช่บุพเพจะเรียกว่าอะไร 5555



ถ่ายภาพแถวลานหินแห่งหนึ่ง พี่ตี๋เห็นงูตัวเล็กสีน้ำตาล พี่จ๋อมแจ๋มบอกไม่เห็นหัวมัน โจ้เลยอาสาเอาไม้มาเขี่ยยกกิ่งไม้ที่บังออกให้ พี่ ๆ ห้ามกันเล้งย่านมันสิ่พุ่งใส่เอา พี่ตี๋บอก "แหมทีเมื่อวานตัวใหญ่ มันยืนหลบอยู่ข้างหลังชาวบ้านเค้า" อ้าวก็ต้องดูดิ่ว่ามันสู้ไม่สู้ ไอ้ตัวเมื่อวานเอาหินเขวี้ยงเต็ม ๆ ยังไม่ขยับหนีเลย เรื่องไรจะเสี่ยงง่ะ



เดินไปในใจก็หวั่น จะเป็นภาระให้พี่ ๆ หรือเปล่าน้อ เอาวะลองดูสักตั้ง ยังไงก็ไม่ถึงกับเข่าพังกระจุยแบบครั้งก่อน ๆ หรอกน่า
: เอนอ้าสีขาว ที่ค่อนข้างน้อยในป่า พี่พันธุ์ทิพจ๋า อุตส่าห์ชี้ให้ดูตลอดทาง รวมถึงรอย หมาใน นายพราน อึ่งอ่างอ่ะจึ๊ก ๆ กัน 555



อ่ะนี่ พี่พันธุ์ทิพ พี่จ๋อมแจ๋ม หรือพี่ถุงนอนของเรา แบกปืนหนักซ้อมไว้กำลังจะไปฝึกที่ไหนหว่าจำไม่ได้ เอ้าสู้เค้าพี่...



4 หนุ่ม ป่าหญ้าคา แถวกำแพงเมืองจีน ยังร่าเริงกันอยู่



จุดชมวิวตรงนี้มองเห็นน้ำตก ผาน้ำผ่า อยู่ไกล ๆ ภาพไม่ชัดเลยไม่ลง แต่ถ้าอยากดูก็บอกจะจัดให้ มองลงไปอีกมุมก็เห็นลำธาร พี่ตี๋นี่ตาดีจริง ๆ วะ ทำเอา 2 หนุ่มอย่างพี่สิษฐ์ และพี่อ๊อดเผาฟิล์มกันกระเจิง



นั่งสักพักฝนเริ่มมา จึงรีบเดินทางลงทางหน้าผา กระไดน่ากลัวมาก ๆ ฝนตกแล้วเสื้อกันฝนถูกขุดมาใส่ป้องกันอุปกรณ์ที่ขนกันมา เดินผ่านกล้วยไม้ดินที่แทงช่อออกมาสีม่วงอย่างจำใจ ไปหลบใต้หิน มีกฏเหล็กว่าห้ามนั่งเด็ดขาด ไม่งั้นทากเจาะตูดแน่ ๆ
พี่สิษฐ์พยายามโน้มน้าวน้อง ๆ ให้เดินกลับ แต่น้อง ๆ ลุยแหลกลูกเดียว พีจ๋อมแจ๋มบอกว่าถ้าจะไปให้รีบไปต่อไม่งั้นฝนหนักน้ำไหลลงมาจากข้างบน ลำห้วยจะเชี่ยวข้ามไปไม่ได้ ว่าแล้วเราก็เลาะ ๆ ๆ ๆ พื้นรองเท้าโจ้ออกจะลื่นกว่าใคร ๆ จึงต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ ๆ อยู่เรื่อย แต่ก็ไม่วายลื่นแพร่ดไถลงมากับก้อนหินอยู่ 1 ที ตรงทางลงมาดูน้ำตกหงษ์ทองนี่แหละ แหม...ไม่มีโซดา



จากน้ำตกหงษ์ทองความบันเทิงได้เริ่มขึ้น เส้นทางลาด ลื่นแพร่ด ๆ ก้าวพลาดมีสิทธิ์ลงไปกองข้างล่างได้ง่าย ๆ ตอนร่วงลงไม่กลัวเจ็บแต่กลัวตอนตะกายขึ้น มันเหนื่อยตายซะก่อน พี่จ๋อมแจ๋มถามว่าหิวรึยัง โจ้ส่ายหัว พี่เค้าบอกดีแล้วรอบ่ายโมงไปถึงน้ำตกขุนพองจะได้อร่อย ประมาณว่าหิวจัด ๆ อะไรก็อร่อยทั้งนั้น เดินข้ามห้วย ข้ามแอ่งน้ำเชี่ยว ๆ ต้องจับมือพี่จ๋อมแจ๋มให้ลากเดินตลอด พี่สิษฐ์ก็คอยดันตูด พี่ตี๋ส่งขาตั้งกล้อง แล้วก็ห้อยตูดพี่อ๊อดไปอีกที เป็นตัวภาระโดยสมบูรณ์จริง ๆ เลยกรู
แต่ว่าบางทีก็แอบมึน 555 แผนเยอะนัก เหยียบน้ำแล้วรู้สึกว่าต้องปลิวแน่ ๆ ก็ส่งสายตาแล้วยิ้มอ้อน ๆ ประมาณว่า ถ้าข้ามเองได้ไปรอที่ปลายน้ำแน่ ๆ แล้วพี่ ๆ เค้าก็จะย้อนกลับมาลากข้ามฝั่ง 555 โดนบ่นเลย "น้ำหนักเบาเหลือเกินนี่กลับไปกินให้เยอะ ๆ หน่อย"

แล้วในที่สุดก็มาถึงน้ำตกขุนพองเมเปิ้ลเขียวปิ๊ดเลย ไม่เหลือแดง ๆ ให้เห็นสักใบ (ที่หงษ์ทองยังพอมีให้เห็นบ้าง) ที่นี่น้ำเยอะสะใจมาก ๆ ทากก็เยอะสะใจเช่นกัน แต่สบาย ๆ เพราะโจ้ไม่ใช่คนกลัวทาก แต่รำคาญตอนนั่งแงะมากกว่า แงะของตัวเองก็ไปช่วยคนอื่นเค้าแงะด้วย จะว่าไปมันก็เพลินดีนะนับทากเนี่ย หนุกดี ถ้าไม่ได้เคาท์เตอร์เพนท์ขาคงพรุนแน่ ๆ เลยว่ะ
ถ่ายภาพก็กลัวละอองน้ำจะเข้ามาทำกล้องเจ๊งเลยไม่ได้ถ่ายมาก อาศัยกล้องพี่สิษฐ์ แกก็เลยดึงเรามาถ่ายคู่ หลังจากบนกำแพงเมืองจีนจับหัวโจ้ไปซบอกทีแล้ว คราวนี้เปลี่ยนเป็นแกพิงว่ะ แล้วจัดท่าให้เรียบร้อย หวานจนขนลุกเลยกู ใช้ภาพสร้างกระแสได้ดีเลยนะนั่น ถ่ายเสร็จก็กินข้าวพี่จ๋อมแจ๋มแกแยกไปกินที่ไหนไม่รู้ สำรวจเส้นทางด้วยมั้ง กินเสร็จโจ้ก็เดินเลาะ ๆ ข้ามน้ำตามพี่เค้าไป พอดีกับพี่จ๋อมแจ๋มย้อนลงมาให้ดูรอยทากมันดูดที่มือเรียบร้อย 555 เดินต่อเงยหน้าเจอเส้นทางขึ้นบนน้ำตก โคตรจะโหด ชัน ลื่น เหว แทบกระอักเลยล่ะ ขนาดมีไม้กั้นแล้วยังแทบลื่นลอดรูลงไปให้ได้
จากนั้นเส้นทางก็สะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบกไปตลอดทาง



กุหลาบแดง งามแต้ ๆ ก้ะ



นี่ นู่น นั่น บนยอดน้ำตกขุนพอง



ม่อนไข่ เสียดายไม่เอาขาตั้งไป เลยได้มาแค่นี้



เหอ ๆ คริ คริ ยิงพี่จ๋อมแจ๋มมั่ง



พี่สิษฐ์เป็นแบบให้โจ้ในป่าปิด



มันจะกลิ้งมารึเปล่าเนี่ย...



หนุ่ม ๆ เริ่มใช้ตัวช่วยกันทากอีกครั้ง



จากลำธารตรงนั้นเราก็ตะกายกันกลับขึ้นมานั่งที่จุดชมวิวผาน้ำผ่านอีกครั้ง พักหายใจยาว ๆ หยอกล้อกันเล่นหนุกหนาน "มาตั้ง 5 ครั้งแล้วไม่เคยพาแฟนมาสักที แฟนเป็นคนที่ไหนล่ะ" 555 ตอบไม่ยากแหะ แฟนไม่มี แฟนก็เลยไม่มาไงพี่ยังอุตส่าห์จำได้อีกนะว่ามาตั้ง 5 ครั้ง



เดินคุยติดเรต R พอสมควรข้ามลำธารสุดท้ายเช็คทากกัน พี่จ๋อมแจ๋มโดนเจาะกลางหลัง พี่สิษฐ์ผู้ชายอบอุ่นโดนทากเกาะบานเลย พี่อ๊อดนี่ก็แงะมาตลอดทาง พี่ตี๋ที่แปลงร่างเป็นพี่ (ล่อ) เป้า ก็โดนรุมไม่ต่ำกว่า 10 ตัว แต่ไม่ได้โดนกัดเลยเก่งนะเนี่ย
สุดท้ายเดินกลับมาผ่านหน้าบ้านกุหลาบขาวอีกครั้ง พี่ ๆ ถามอีกครั้งให้โจ้มานอนเอาไหม พี่จ๋อมแจ๋มช่างรู้ใจ บอกเลยว่า "โจ้ไม่กล้านอนหรอก" อิอิ ตอบได้ตรงใจจริง ๆ
: เจ้าแตงโม หน้าใหญ่คัก


เดินไปอาบน้ำเย็นนั้นคนเดียว ไม่ได้ดูข้างทางเลย เสียงดังพรึ่ด ๆ ต้นเสียงคือหมูป่า 3 ตัว กำลังร่าเริง เห็นโจ้ไม่หยุดเดินมันก็วิ่ง ๆ หนีเข้าป่าไป อาบน้ำเสร็จก็ไปโวยวายกับพี่ ๆ ว่าหมูมันวิ่งหนีคนสวยอย่างหนู ง๊า.......





นกปรอทยามเช้า 2 ตัวที่มากินข้าวหน้าร้านพี่ยุทธประจำ เช้านั้นพี่สิษฐ์แบกเป้ลงมาให้โจ้ ส่วนโจ้แบกใบเล็กให้พี่สิษฐ์ ที่ตี๋ยังเป็นคนถือขาตั้งเช่นเดิม พี่อ๊อด ถือกล้องและขาตั้งตัวเองลงมาคือเก่า และพี่ยุทธที่ช่วยถือเป้ และเป๋าพี่สิษฐ์พี่อ๊อดลงมาให้ เดินคุยกันมาเรื่อย ๆ สนุกกันตามประสาคนคอเดียวกัน ลงมาเรื่อย ๆ จนเห็นตีนภูฯ ใกล้ ๆ ฝนตกค่อนข้างหนัก ไอ้โจ้ลื่นลงเอาตูดกระแทกดังอั้ก ไม่ปรึกษาใครเล๊ยยยย 5555

ถึงเบื้องล่างเจอพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ เจอพี่โจ้แฟนพี่ยุทธ กินข้าว อาบน้ำเสร็จก็ได้เวลากลับ ร่ำลากันทุกคน โจ้กะพี่ตี๋ แยกไปขอนแก่น ส่วนพี่สิษฐ์ และพี่อ๊อดตรงเข้ากรุงเทพฯ
ถึงขอนแก่นพี่ตี๋ ขึ้นรถมุกดาหารไปกาฬสินธุ์ โจ้แบกเป้ที่หนักน้ำฝนเข้าพักที่โรงแรม 1 คืนก่อนจะทำโทรศัพท์เจ๊งชั่วขณะ แล้วตรงไปร้อยเอ็ดในวันต่อมา
สรุปทริปนี้ ไม่เหมือนเที่ยว เหมือนเอาความเหนื่อยล้ามาทิ้ง และพักผ่อนอย่างเต็มที่ ได้สิ่งดี ๆ หลายอย่างกลับมาเหมือนเดิม เฮ้อ สบายใจจริง ๆ .



จบแระ.




 

Create Date : 30 เมษายน 2549    
Last Update : 14 กรกฎาคม 2550 15:22:59 น.
Counter : 348 Pageviews.  


Kaper
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวย Sex เสปค ลิง
รักจริง ไม่ทิ้งขว้าง
รักเด็ก รักสัตว์ รักธรรมชาติ
แต่เกลียดคนหลายใจ!!!!

ปล.ทำตัวแบบนี้
พ่อแม่ไม่รู้จะว่าอะไรแล้วค่ะ
Friends' blogs
[Add Kaper's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.