Group Blog
 
All Blogs
 

พอเพียง..พอเถอะ

กรณีความวุ่นวายรอบใหม่ที่เราๆต่างก็รู้กันดีว่าเป็นรูปแบบที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคเสื้อเหลืองที่ถูกพอกพูนจนมีเส้นใหญ่.....มั๊กมาก.......จนกลายเป็นแบบอย่างที่คนไทยบางคนและต่างชาติ เรียกกันจนโก้ (ซะไม่มี) ว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” เราคงไม่ต้องมาอภิปรายกันให้มากความว่าใครถูกผิด.....กันหร(ล)อก..... เพราะยังไงก็ไม่มีใครยอมรับ เพราะท่านเหล่านั้นต่างก็ถือคติว่า “ความเป็นอยู่ของท่านสำคัญกว่าทางรอดของประเทศชาติ” อยู่นั่นแหละ

ท่านมารค์แม้จะอยู่ในฐานะของมิสเตอร์โรบอซ ที่ยอมให้ท่านอัมมาตย์ทั้งหลายคอยใส่โปรแกรมเสริมเติมคำสั่งอยู่เนืองๆ แต่ท่านก็ถือว่าเป็นหุ่นยนต์ที่ยังมีสมองและหน้าตาของตนเป็นด่านหน้าอยู่ (บ้าง) น่าจะยอมลดเพดานอัตตาลงมาให้ฝ่ายตรงข้ามยอมรับกันได้.... เพราะท่านก็ได้เปรยนักเปรยหนาว่าท่านต้องการ “ยึดหลักความพอเพียง” ในการบริหารประเทศ....... แม้ว่าโดยลึกๆแล้ว...เราและท่านต่างก็ทราบดีว่าท่านจำเป็นต้องใช้ “(หลัก) ความพอเพียง” ชูเป็นนโยบายกล่าวอ้างก็เพียงเพื่อ (บังหน้าท่านไว้).......ปกปิดความอ่อนด้อยในการบริหารประเทศ ด้วยท่านเชื่อ(มั่นในตัวเอง)ว่า....(ยังไงซะ) ท่านก็คงบริหารประเทศให้ดีกว่านี้....’ไม่ได้’.......

แม้จะทำให้ประชาชนคนไทยหลายๆส่วนต้องสูญเสียโอกาสของชีวิตที่จะได้ทำงานและมีชีวิตที่พอเพียงก็ตาม เพราะนโยบายประชานิยมของท่านไม่สามารถครอบคลุมได้ถ้วนทั่วและยังขาดความยั่งยืนอีกด้วย........ยาววววววววววว

ท่านต้องไม่ลืมด้วยว่าท่านแอบขโมยเสียงมาจากพรรครัฐบาลชุดก่อนด้วยข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นหร(ล)อกว่าเป็น’ประชาธิปไตย....... แม้จะแบบไทยๆ’ ก็ตาม......เพราะเหตุผลและเจตนาแต่เดิมของท่านที่ต้องการเป็นรัฐบาลก็เพื่อชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ด้วยการชูนโยบายประชานิยมแบบดาดๆมาเสนอ บัดนี้ท่านก็ได้บรรลุความตั้งใจของท่านอย่าง ..... (น่าจะ) พอเพียงแล้ว..... การที่พวกเสื้อแดงมาร้องขอให้ท่านยุบสภาฯจึงเป็นจังหวะให้ท่านได้ลงเพื่อเป็นโอกาสอันดีให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้ง........ซึ่งก็ยุติธรรม.......’แบบไทยๆ’ แล้วล่ะ

เราหวังว่าท่านสามารถหาทางเจรจากับพวกเสื้อแดงได้ โดยหาวิธีที่จะไม่ ทำให้การยุบสภาจากการร้องเรียนของเสื้อแดงกลายเป็นแบบอย่างในการก่อม็อมต่อๆไปในอนาคต ซึ่งก็มีวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้กุนซือขั้นสูงมาคอยใส่โปรแกรมท่านมากมายอะไรนัก...... ยังไงก็ตามการจะบรรลุให้ถึงจุดนั้นได้ เราก็หวังด้วยว่าพวกเสื้อแดงจะร่วมมือและให้เกียรติ์นายกฯตัวจริงท่านนี้ด้วยนะจ๊ะ
ท้ายสุดนี้เราขอชี้ให้ชัดว่า เมื่อท่านมารค์กล่าวว่าท่านยึดหลักนโยบาย...’ความพอเพียง’....ขึ้นมาแล้ว....เมื่อความวุ่นวายมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ขอให้ท่านมารค์.....’พอเถอะ’...ให้โอกาสเราได้ตัดสิน.....ให้โอกาสประเทศชาติสักครั้งเถอะ




 

Create Date : 26 มีนาคม 2553    
Last Update : 26 มีนาคม 2553 15:36:44 น.
Counter : 267 Pageviews.  

บทพิสูจน์วิสัยทัศน์ กรณีหวยออนไลน์

ใจหนึ่งเราก็เอาใจช่วยรัฐบาลนายมารค์ให้บริหารประเทศอย่างมั่นคงและเข็มแข็ง เพราะยังไงแกก็เป็นนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารประเทศ......ถ้านายมารค์ทำได้ดี ก็จะทำให้เราทุกคนโดยส่วนรวมได้ผลประโยชน์ไปด้วย...... แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่ชอบท่าทีของแกที่ยังดูๆเหมือนเป็น ‘คนชอบฉวยโอกาส ทำตัวเสมือนจริงใจ แต่ลึกๆแล้วไม่ใช่อย่างงั้น’ แม้ว่าส่วนหนึ่งของนิสัยและพฤติกรรมดังกล่าว จะมาจากการได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ...... แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า เป็นเพราะนายมารค์ต้องพึ่งพาคนอื่นๆให้ช่วยรักษาสถานะภาพหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งมีทั้งคนที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง........ ที่มีอยู่มากมายหลายเบื้องซะเหลือเกิน....... จนมารค์เองก็คงสับสนไม่รู้จะฟังใครดี....ต้องทำตัวเสมือนเป็นหุ่นยนต์ที่ขาดตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เหลือไว้ซึ่งเพียงความชำนาญในการลอกเลียนที่ติดตัวมาแต่ไหนแต่ไร

กรณีอยู่ๆก็จะเลิกหวยออนไลน์นั้นก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่ได้มาจากตัวตนของแกเพียงฝ่ายเดียว ‘มีเบื้องท้าย....เอ๊ย...เบื้องหลังอยู่ด้วย’ จะอย่างไรก็ตามในฐานะ นายกรัฐมนตรี ถ้ามีการตัดสินใจอะไรที่สร้างความปั่นป่วน และสร้างปัญหามากขึ้น นายมารค์ก็ต้องรับผิดชอบแน่นอน กรณีหวยบนดินหรือหวยออนไลน์ที่ว่าก็เหมือนกัน ถ้ามารค์มีวิสัยทัศน์ที่มีมิติชัดลึกพอ ท่านก็คงต้องดูออกว่าเป็นทางแก้ปัญหาสังคมได้.......แม้จะมีบางฝ่ายเห็นว่าไม่สามารถแก้ปัญหาหวยใต้ดิน และอาจทำให้เกิดปัญหากับการเล่นการพนันของเยาวชน ซึ่งก็ควรต้องรับฟัง แต่นั่นก็เป็นเพียงความคิดเห็น......ในเมื่อรัฐบาลมีหนทางที่จะยกเลิกสัญญาเมื่อไร่ก็ได้ เมื่อเห็นว่าหวยออนไลน์ทำให้เกิดปัญหาจริงอย่างที่บางฝ่ายกังวล........ เพราะอย่างไร ‘วิธีนี้ ก็เป็นวิธีที่อีกฝ่ายเห็นว่ามีประโยชน์และข้อดีหลายอย่าง’........ หากยกเลิกโดยไม่ให้โอกาสในการเปิดเพื่อรองรับความต้องการของคนส่วนหนึ่งในสังคม...’ คำถามในการหาทางแก้ปัญหาก็คงคาราคาซังไม่รู้จบ หาทางออกไม่ได้ซะที’......การยกเลิกโดยไม่เปิดโอกาสให้มีหวยออนไลน์ ‘แม้แต่จะลองทำดู’ จะไม่ทำให้เกิดผลดีอะไรเลย นอกจากความสะใจของฝ่ายที่อยู่.... บั้น...เอ๊ย....’เบื้องหลัง’.....เท่านั้น... ส่วนข้อเสียก็คือต้องเสียเงินของประชาชนเป็นหลายพันล้าน เพื่อยกเลิกสัญญา ขณะที่การเปิดให้มีหวยออนไลน์ไปก่อน อย่างน้อยสักหนึ่งปี ก็จะทำให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้ว่าจะเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาหวยใต้ดินได้หรือไม่ เป็นการเรียนรู้ด้วยการพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ (มากขึ้น).....มากกว่า ‘การทำโพ’ ที่มักมีคำตอบชี้แนะและเป็นเพียงความรู้สึกของตัวอย่างที่สุ่มมา โดยไม่มีการพิสูจน์อย่างแท้จริง......หากต้องยกเลิกหวยออนไลน์ทีหลัง เพราะทำให้เกิดปัญหายิ่งขึ้น ก็ถือว่าเราไม่ต้องเสียเงินค่ายกเลิกสัญญา โดยเปล่าประโยชน์...เพราะเราก็จะรู้ว่าเป็นทางออกได้หรือไม่.........’ถ้าแก้หรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญไม่ได้ จะได้ไม่ต้องพูดถึงหวยบนดินหรือหวยออนไลน์อีก’ แต่ถ้าแก้ไขได้ เราก็จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้ร่วมกัน

เปิดให้เกิดหวยออนไลน์เถอะครับ..... มีผลดีกว่าแน่นอน อย่าไปมองอย่างง่ายๆเพียงด้านเดียวว่า ‘การเล่นหวยเป็นอบายมุขที่ต้องกำจัดเลย ถ้าเรายังไม่มีวิธีการที่ดีกว่าในการกำจัดพฤติกรรมฝ่ายต่ำของผู้คนในสังคมได้ทั้งหมด’ ....... เพราะนี่คือโอกาส ที่อย่างน้อยก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อหาทางแก้ปัญหาต่อไปได้ และถ้าหากโชคดี ด้วยการช่วยกันวางระบบอย่างมีมิติ หวยออนไลน์ก็อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง...... ท่านจะมองว่าด้วยมุมมองเพียงด้านเดียวว่า การเล่นหวย (โดยเฉพาะหวยออนไลน์) ว่าเป็นอบายมุขที่รุนแรงก็ดูกะไรอยู่ ท่านคงต้องเข้าใจอย่างมีวิสัยทัศน์ว่า สังคมมีผู้คนหลากหลาย และเราอาจต้องยอมสนองตอบความต้องการด้านมืด (ที่ไม่ใช่ดำสนิท) แก่เขาบ้าง........กรณีคาสิโนหรือพนันบอลต่างหาก คือสิ่งที่ต้องกำจัด เพราะมีโอกาสที่ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมได้อย่างมากและชัดเจนกว่า...... บางที่หวยออนไลน์อาจช่วยลดปัญหาของอบายมุขอื่นๆที่ก่อความรุนแรงอย่างการพนันบอลและคาสิโนได้ด้วยซ้ำไป.......เราต้องยอมให้’หวยออนไลน์ตอบสนองความรู้สึกของคนที่มีจิตใจเป็นเพียงฆราวาสธรรมดาๆที่มีความต้องการด้านมืดบ้าง เราจะทำให้ทุกคนมีจิตใจเป็นพระซะทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้’ ...... อุปมาอุปมัยกับ.....การฆ่าสัตว์ทำลายชีวิต หากทำอย่างพอควรตามความจำเป็นของการดำรงชีวิตของคนเรา ก็มีนัยต่างกันเมื่อเทียบกับการฆ่าเพื่อความสนุกสนานหรือความสะใจ เราจะห้ามไม่ให้มีการฆ่าสัตว์แล้วให้ทุกคนกินมังสวิรัติก็คงไม่ได้......หรือ ‘กรณีของเหล้า’ ถ้าดื่มพอเหมาะก็เป็นผลดีกับร่างกายได้เช่นกัน จะห้ามไม่ให้ทุกคนดื่มเหล้าเพราะถือว่าเป็นอบายมุขคงไม่ถูกต้อง...... ขนาดการสูบบุหรี่ที่หาข้อดีอะไรไม่ได้เลย ท่านยังไม่ยกเลิกการจำหน่ายหรือผลิตอย่างครบวงจรเลย

ดังนั้น เมื่อเราพูดถึงอบายมุขเราต้องมีวิธีคิดอย่างมีมิติ หาส่วนดีของด้านลบนั้นให้พบ แล้วทำให้เกิดประโยชน์ในทางบวกให้ได้.....กรณีทำให้หวยออนไลน์ถูกกฎหมายก็จะเป็นการทำให้จุดอ่อนของสังคมกลายเป็นจุดแข็ง.......นำรายได้มาเจือจุนส่วนของสังคมที่ต้องได้รับการเกื้อหนุน ก็จะทำให้เกิดความแข็งแรงขึ้นได้ อย่ามองอะไรเพียงผิวเผิน แล้วละทิ้งโอกาสที่จะลดความเลวร้าย เพื่อสร้างสรรสิ่งที่ดีให้กับสังคมเลยครับ




 

Create Date : 06 มกราคม 2553    
Last Update : 6 มกราคม 2553 15:15:23 น.
Counter : 236 Pageviews.  

บทเรียนจากการการจารกรรม...มองให้เห็นด้านดี

กรณีความร้าวฉานกับประเทศเพื่อนบ้าน ‘กัมพูชา’ นับวันดูเหมือนยิ่งไปกันใหญ่ ทะเลาะกันทั้งในบ้านนอกบ้าน อ้างกันข้างคูๆ ในกรณีกล่าวหาเรื่องการจารกรรมข้อมูลคุณทักษิณ ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า รัฐบาลโดยกระทรวงต่างประเทศเป็นฝ่ายทำให้เกิดปัญหา พยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณทักษิณ ซึ่งอยู่ใน ‘ฐานะที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา’ อย่างรุ่มราม จนถูกเขาจับได้ แต่กลับทำหน้าเป็นกระดานไม้อย่างหนา สวนกลับด้วยการป่าวโพทนา โดยอาศัยเครือข่ายสื่อระดับกูรูและความชำนิชำนาญในการเล่นเกมการเมือง กล่าวหาว่าเป็น ‘บทละคร’ ซะอย่างนั้น.....พยายามผูกเรื่องเป็นตุเป็นตะด้วยเหตุผลว่า นายฮุนเซน ‘ขอประทานพระราชอภัยโทษ’ โดยที่ยังไม่มีหนังสือขอจากใครทางฝ่ายไทยด้วยซ้ำ ชาวบ้านตาดำๆตี๋ๆอย่างเรา ฟังแล้วรู้สึกไม่เข้าท่าซะเหลือเกินนะครับท่าน

ความจริงแล้วการให้อภัยในความผิดของเพื่อน โดยไม่ต้องให้เพื่อนต้องมาร้องขอก็เป็นเรื่องปกติสามัญที่ทำกันได้ เพราะถือว่ายังไงก็เพื่อนกัน เรื่องอะไรยอมกันได้ก็ยอมกันไป ดังนั้นกรณีที่นายฮุนเซ็นชิงขอดำเนินการก่อนจึงเป็นเรื่องที่ควรยอมรับในความที่เขาต้องการแสดงให้เห็นถึงความเป็นเพื่อนของเขาด้วย ท่านควรมองพิจารณาวิเคราะห์กรณีนี้ให้เป็นทางบวกกับเขาบ้าง เผื่อจะใช้เป็นบทเรียนฝึกฝนให้รู้จักคิดและใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขๆ กับเขาบ้าง แทนที่จะมาทำให้บ้านเมืองแตกแยกจากการกระทำของท่าน ที่ทำให้เห็นมากขึ้นๆ ทุกทีๆว่า ‘ ....การที่ท่านมัวแต่ลงโฆษณาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายสามัคคี โดยที่ท่านไม่ได้ทำอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรมนั้น มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก....’ มีก็แต่ทำให้ชาวบ้านที่อยากมีชีวิตสงบสุขและไม่อยากอยู่ฝ่ายไหนก็ต้องพลอยเคราะห์ร้ายกรรมซัดไปด้วย เพราะโดยส่วนตัวแล้ว เราไม่เชื่อหรอกว่าฝ่ายท่านจะทำอะไรก็ถูกไปหมด.... ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกับท่าน.....ทำแต่เรื่องผิด.....

“ทุกอย่างมันมีกรณีความผิดถูกและความจริงที่มีวิถีของมันทั้งนั้นแหล่ะ.....มันควรต้องว่าเป็นเรื่องๆไป”


กรณีนี้ก็เห็นได้ว่าศาลกัมพูชา ตัดสินว่ากรณีพฤติกรรมของคุณศิวรักษ์ โชติพงษ์ ถือว่าเป็นการจารกรรมที่ไม่ร้ายแรง จึงพิพากษาให้มีบทลงโทษน้อยที่สุด เพราะเห็นว่าคุณสิวรักษ์ ไม่ได้ทำไปโดยเจตนา (ศาลของเขานะ...ไม่ใช่ของบ้านเรา....ที่เลือกที่รักมักที่ชังจนออกนอกหน้า) ที่เอาข้อมูลไปบอกเจ้าหน้าที่...’การจารกรรม’...เอ๊ย...’การทูต’ ที่มีความเชื่อได้ว่าต้องการประสงค์ร้ายต่อคุณทักษิณ ดังนั้นเขาก็ต้องพิจารณาว่า “ผิด” แต่ด้วยบทลงโทษที่น้อยที่สุด กรณีนี้ ศาลของเขาคงไม่ตัดสินหรอกว่า “ไม่ผิด “(โดยไม่เจตนา) เพราะการตัดสินว่าผิด ในภาวะที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างสูงขณะนี้ ก็เป็นการส่งสัญญาณเตือน ‘รัฐบาลไทย’ ว่า “อย่าทำอย่างนี้อีก” ส่วนการให้อภัยคุณสิวรักษ์ โดยรัฐบาลกัมพูชา แม้จะไม่มีใครร้องขอก็เป็นเรื่องที่สมควร เพราะเขาอยากแสดงให้เห็นว่าศิวรักษ์ ไม่ได้ตั้งใจทำ......จริงๆแล้วคนที่เขาอาจจะเห็นว่าควรถูกขังคุกก็คือ ‘เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศ (คนนั้น)......ไม่ใช่คุณศิวรักษ์’ แต่เพราะสิทธิทางการทูตที่ได้รับการคุ้มครอง จึงทำให้เขาไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้น เลิกพูดเถอะว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทละคร ท่านต้องรู้จักยอมรับความจริงว่านี่เป็นการดำเนินการตามรูปแบบที่พิจารณากรณีที่เกิดขึ้นนี้อย่างมีเหตุมีผลและหาทางออกแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น อย่างพอใช้ได้ของรัฐบาลกัมพูชาที่ท่านต้องรู้จักนำใช้เป็นแบบอย่างกับเขาบ้าง

โดยสรุปก็คือ กัมพูชาจำเป็นต้องบอกว่าสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศ (รัฐบาลไทย) ทำนั้น “มันเป็นการกระทำที่ผิด แต่ก็พร้อมให้อภัย” มันก็แค่นั้นเอง อย่าไปคิดมากอย่างนักการเมืองรุ่นลายครามกันเลย......หันมามาเล่นการเมืองแบบใหม่กันเถอะ รู้จักรับผิดรับชอบกันบ้าง “ผิดก็ยอมรับ... ถูกก็รักษา..... มองเห็นประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างจริงใจเถอะ.”....ขอร้องล่ะ...ทั้งรัฐบาล....ทั้งฝ่ายค้าน




 

Create Date : 16 ธันวาคม 2552    
Last Update : 16 ธันวาคม 2552 18:56:58 น.
Counter : 228 Pageviews.  

ก้าวให้ไกล.....แต่ไปไม่ถึง(ไหน)

แม้จะเอาใจช่วยอย่างสุดๆ ให้รัฐบาลท่านมารค์ ที่มาด้วยด้วยระบบอภิสิทธิ์ (เหนือคำบรรยาย) ให้สามารถ สร้าง ‘ความสามารถ’ให้ตัวเองมี ‘ความสามารถ’ บริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างทัศนคติของระบอบการปกครองที่เกิดความสมานฉันท์ที่สอดคล้องกับวิถีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นจริงได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าความสามารถในการการเป็นผู้บริหารที่ดีนั้น ‘มันสอนกันไม่ได้’ โดยเฉพาะคนบางคนอย่างน้องมารค์

โดยส่วนตัว เรายอมรับ (พอได้) ว่าน้องมารค์เป็นคนที่มีความตั้งใจดี และพยายามสร้างภาพความซื่อสัตย์ ให้เห็นว่ามีความสำคัญอย่างมากที่สุดต่อการบริหารประเทศ แต่น้องมารค์ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าการเป็นผู้นำเพื่อบริหารประเทศนั้นจะมองอย่างฉาบฉวยไม่ได้ ผู้นำต้องมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อม ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วคุณสมบัติผู้นำ นั้น หากเราเรียงลำดับความสำคัญแล้วแล้วเรื่อง’วิสัยทัศน์’ ต้องถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยเรื่อง’ความสามารถ’ จากนั้นจะตามด้วย’ความซื่อสัตย์’ เลยก็คงพอได้ ถ้าน้องมารค์เพียงแต่พยายามโฆษณาชูภาพความซื่อสัตย์เป็นจุดขาย โดยขาดวิสัยทัศน์ (ที่มีมิติ) และขาดความสามารถ (ที่ครอบคลุม) น้องก็ไม่ควรยึดอาชีพนายกรัฐมนตรี (.....เลย) น้องควรไปเป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย หรือบอดี้การ์ดจึงน่าจะเหมาะสมกับน้องมากกว่านะจ้ะ...น้องมารค์จ๋า

ส่วนถ้าใครมีคุณสมบัติครบทั้งสามอย่าง อย่างเพียบพร้อม แล้วยินดีอาสามาเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็จะเป็นบุญกุศลต่อผู้เสียภาษีและประชาชนคนตาดำอย่างเราๆเป็นยิ่งหนัก...แวร์ อาร์ ยู?

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ถึงแก่นแท้แห่งตัวตนแล้ว แม้ต้องยอมรับน้องมารค์ ไม่มีวาระผลประโยชน์ (ตามกฎหมาย) เพื่อการวินิจฉัยให้เห็นภาพพจน์เรื่องความซื่อสัตย์ของน้องเขา แต่เมื่อพิจารณาให้ถึงแก่นซึ่งเนื้อแท้ของน้องมารค์ คนนี้แล้ว เราคงยอมรับไม่ได้อย่างจริงใจว่า น้องมารค์เป็นคนซื่อสัตย์ หากพิจารณาจากการพูดที่มักแฝงด้วยสำนวนโยนความผิดให้คนอื่น ไม่ยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง แต่มักพูดรับชอบเข้าตัวให้เห็นเป็นเนืองๆ ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างในหลายกรณีทั้งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ การมีสองมาตรฐาน การแก้ปัญหาภาคใต้ โดยเฉพาะการขาดการปฏิบัติให้เห็นจริงถึงการสร้างความสมานฉันท์ ที่มักใช้สำนวนประมาณว่า ‘ขอให้กลุ่มม็อบเห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติ อย่าสร้างความปั่นปวน’ แต่น้องเอง ไม่เคยทำอะไรให้เห็นว่าพยายามจะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นเลย

อีกอย่างหนึ่งที่คงไม่พูดถึงคงไม่ได้ก็คือ ‘กรณีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.’ ที่ใช้ปรัชญาความคิดแบบไทยๆ (เหรอปล่าว!) ว่า เมื่อนายกฯ เป็นคนเสนอชื่อ ผบ. ตร ให้คณะกรรมการ กตร แล้ว ‘คณะกรรมฯ ก็ต้องเห็นชอบ แบบมัดมือชกให้เป็นไปตามนั้น’ ถ้าไม่รับก็ส่งลิ่วล้อออกมาตำหนิด้วยเหตุผลที่ไม่ทำให้สังคมและประเทศชาติก้าวหน้าไปไหน เพราะพระคุณน้องท่านถือว่าใครก็ตามในคณะกรรมการฯ ที่เป็นลูกน้อง ที่นายกฯ แต่งตั้งขึ้นมาก็ต้องให้ความเห็นชอบด้วย จะมาฝืนข้อเสนอนายกฯ ไม่ได้ ถือว่าเป็นเรื่องน่าเกลียด น่าตำหนิ ถ้าพระคุณน้องท่านใช้หลักคิดอย่างนี้ พระคุณท่านก็ไม่ต้องมีกรรมการฯให้เสียเวลา (บวชเรียน ให้ซึ้งในพระธรรมบ้าง) หรอก ตัดขั้นตอนนี้ไปเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ ‘ระบบมีการสร้างคณะกรรมการให้เกิดการช่วยกันคิดช่วยกันสร้าง’ แล้วกลายเป็นว่า ‘กรรมการเหล่านั้นคิดเองไม่ได้’ หรือ ‘ไม่ยอมแม้แต่จะคิด’ เพื่อทำตามเจ้านาย “ได้ครับท่าน” เสมอไป ถ้าการบริหารในประเทศในทุกระดับใช้หลักการแบบนี้ เราก็ไม่ต้องมีคณะกรรมการกันหรอก ปล่อยให้เจ้านายท่าน ‘ เออ ออ ห่อ หมก’ ไปซะก็หมดเรื่อง...เอ้อ..คิดแล้ว....กลุ้มใจจริงๆ

แม้ว่าวาระการเสนอชื่อ ผบ. ตร. คราวที่แล้วจะตกไป ด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือการแก้แค้นส่วนตัว หรือด้วยเหตุผลใดๆก็ตามแต่.....ผู้บริหารประเทศต้องทำตนเป็นตัวอย่าง ยอมรับในมติ อย่าใช้เหตุผลเพียงว่า ‘พวกมาก ก็ลากกันไปได้’ เพราะมันเป็นการยอมให้นิสัยเสียๆแบบไทยๆ ยังคงดำรงอยู่ แล้วเราก็คงก้าวไปได้ไม่ถึงไหน เราควรเริ่มมองอะไรในแง่บวกบ้าง หรือหากจะมองอะไรให้เป็นไปตามจริง ได้ก็จะเยี่ยมสุดยอด........จะอย่างไรก็ตามแต่การเสนอชื่อ ผบ. ตร. คราวหน้า หากเจ้าพระคุณน้องมารค์เสนอชื่อเพียงคนเดียวท่านเดิม แล้วปรากฏว่ากรรมการชุดเดิม กลุ่มเดิม คนเดิมๆ เกิดยอมรับชื่อที่เสนอขึ้นมา เราจะเชื่อได้หรือว่า เราจะก้าวไปได้ไกล (พอ) ไปให้ถึง (ได้แค่ไหนเชียว)....หรือว่า ยังคงต้องสงสารตัวเองต่อไปล่ะ...ราษฎร เอ้ย




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2552    
Last Update : 27 สิงหาคม 2552 17:53:12 น.
Counter : 234 Pageviews.  

ภูมิคุ้มกันของชาติ ก่อโรค

ในชีวิตคนเราคงมีนับครั้งไม่ถ้วนที่เราต้องรอคอย บางครั้งเราก็ทำไปด้วยความยินดี ขณะที่บางครั้งก็เป็นไปด้วยความจำยอม.....สำหรับในตอนนี้.....สิ่งที่คนไทยหลายๆคน (ไม่ขอแอบอ้างว่าทั้งหมด) รอคอยก็คือ “การสร้างมาตรการสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นจริงและยั่งยืน”

ระหว่างรอไป ก่ายหน้าผากไป ก็เผอิญเห็นสปอตของกองทัพบกและกอ.รมน. รณรงค์ให้มีการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้ประเทศ ด้วยสติและปัญญา เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดวิกฤติการในบ้านเมือง....... ดูสปอตนั้นแล้ว ทำให้การรอคอยนั้นแปรผันกลับกลายเป็นความสิ้นหวัง เสมือนว่ายอดอ่อนที่จะนำไปสู่การสมานฉันท์นั้น ตายคาต้นไม่มีวันได้ผุดได้เกิด..... หากกองทัพยังมองไม่เห็นปัญหาความเป็นจริงของความแตกแยกที่เกิดขึ้น ว่าจริงๆแล้วเราไม่ได้ขาดแคลนภูมิคุ้มกันอย่างที่กล่าวอ้าง แต่ความแตกแยกนี้เกิดจากการที่“ภูมิคุ้มกัน” ของประเทศชาติ สูญเสียสมดุลย์และย้อนกลับมามีผลทำร้ายร่างกาย (ที่เปรียบเสมือนประเทศชาติ) เสียเองเกิดเป็น “โรคภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง” ต่างหาก.......และหากจะเปรียบสิ่งใดเสมือนดั่งภูมิคุ้มกันแล้ว องค์ประกอบที่สำคัญสุดก็คือกองทัพนั่นแหละ เพราะท่านต้องทำหน้าที่คอยปกป้องประเทศชาติไม่ยอมให้ศัตรูต่างชาติใดๆมารุกราน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพวกท่านใช้กำลังด้วยความเขลาขลาดก่อเหตุเมื่อกันยายน 49 แล้วสร้างกลยุทธ์ให้มีรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ก่อปัญหาอย่างคาราคาซังเปรียบเหมือนโรคเรื้อรังที่เกิดจากภูมิคุ้มกันที่ทำร้ายร่างกายประเทศชาติเราเองต่างหาก

ท่านต้องยอมรับและเข้าใจว่าความแตกแยกนั้นมีส่วนที่เกิดจากตัวท่านและพันธมิตรของท่านอย่างมาก (แต่ไม่ขอตำหนิว่าทั้งหมด) การเกิดกฎหมายที่เปิดช่องฉวยโอกาสให้ปิดทำเนียบ ปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่ชาวบ้านธรรมดาๆอย่างเราๆยากจะนึกกันถึงว่าสามารถทำกันได้ตามอำเภอใจ แม้จะด้วยคนจำนวนเป็นเผ่ากี่เหล่ากอก็ตาม และทำให้เหิมเกริมเลยเถิดมาจนปิดสนามบิน ก็ล้วนแต่เกี่ยวเนื่องมาจากการเปิดช่องของรัฐธรรมนูญปี 50 ทั้งสิ้น

ถ้าท่านยังไม่เข้าใจว่าการเลือกปฏิบัติของท่านที่เลือกข้างโดยยอมรับตัดสินโดยพละการว่าฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายคนดีมีธรรมะ ขณะที่อีกฝ่ายเป็นฝ่ายอธรรม ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วด้วยวิถีทางของนักการเมือง (โดยเฉพาะบ้านเรา) เป็นการเล่นการเมืองแบบฉวยโอกาสและมีเหตุผลเข้าข้างฝ่ายตัวเอง ที่มองเห็นได้ชัดก็คือกรณีความเป็นมาเป็นไประหว่างพวกชิดชอบกับนายกมารค์ ที่เกิดการสร้างพันธะที่บอกได้เลยว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ผิดกฎเกณฑ์แห่งความดีงามและตรรกะใดๆทั้งสิ้น และเรา (ประเทศชาติ) คงต้องดับสลายไปเพราะโรคภูมิคุ้มกันต่อตัวเองนี่แหละ หากยังไม่มีการเปิดทางให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง เป็นอย่างน้อยในการดำเนินการนำไปสู่ความสมานฉันท์.....

จริงๆแล้ว เราก็ชื่นชอบนายกมารค์ในหลายกรณีและเห็นความตั้งใจทำงานของท่าน แต่ยิ่งเมื่อฟังรายการนายกมารค์ เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ที่ให้สัมภาษณ์ทำนองว่าการเกิดเหตุการณ์ตอนสงกรานต์เป็นตัวนำพาบ้านเมืองให้ตกต่ำมากยิ่งกว่าตอนปิดสนามบิน ก็เป็นท่าทีของนักการเมืองเน่าๆอยู่นั่นเอง ที่ชอบคิดพูดอะไรเข้าข้างตัวเอง ที่สอดประสานไปกับการทำให้เห็นธาตุแท้ความสัมพันธ์ต่างตอบแทนระหว่างพันธมิตรกับประชาธิปัตย์ การที่รัฐบาลดูดายไม่ยอมเร่งดำเนินการกับคดีของพันธมิตร แถมยังพกเอาคนของพันธมิตรมาเป็น ร.ม.ต. ด้วย นั่นแหละคือเหตุให้เกิดการจุดประกายที่ทำให้พวกเสื้อแดงเอาเป็นแบบอย่าง และก่อวิกฤติช่วงสงกรานต์ เพราะพวกเสื้อแดงก็สร้างความรู้สึกให้ตัวเองว่าในเมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นทำได้แล้วทำไมฝ่ายเราจะทำไม่ได้บ้าง (แต่ลืมไปว่าตัวเองไม่มีเส้น...ฮ่าๆ)

หากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจริงไม่ว่ากรณีใดๆทั้งทางสังคม (ที่ก่ออาชญากรรมแปลกๆปล้นร้านทอง ฆ่ากันตายเป็นว่าเล่นไม่เว้นวัยเว้นวัน) หรือทางการเมืองอย่างยุติธรรม การฝ่าฝืนกฎหมายใดๆก็คงไม่เกิดขึ้นกันให้เห็นง่ายๆหรอก(หลอก?)




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2552 19:58:32 น.
Counter : 238 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

ธีร์ พัชร
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ธีร์ พัชร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.