Parenting is the greatest privilege in the world.
Group Blog
 
All blogs
 

ก็คนมันเฮง เรื่องเล่าของเดือนพฤษภาคม

สืบเนื่องมาจากเดือนเมษายน เครื่องดูดฝุ่นพังอีกรอบ เดือนพฤษภาคมก็ต้องพับเครื่องไว้รอไปซ่อมเพราะต้องขับรถไปตั้งชั่วโมงแน่ะจะถึงร้านช่าง จริง ๆ แล้วร้านซ่อมเครื่องดูดฝุ่นก็อยู่ใกล้ ๆ กับร้านขายผ้า แต่พอให้ขับรถไปร้านขายผ้าละก้อ ไปค่ะ ไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ อิ อิ อิ

เดือนพฤษภาคม เปิดฉากด้วย อยู่ดี ดี๊ เช้ามาวันหนึ่งซะมีสุดที่ร๊ากก็เดินกลับเข้าบ้านไม่ไปทำงาน แหมนึกว่าจะหยุดงานอยู่กับพันยาคนสวย ปิดเทอมแล้วก็จะไปมหาวิทยาลัยทำไมคะ ป่าวอ่ะ ปรากฎว่าพวงมาลัยพาวเวอร์พังค่ะ อะโหย่ทำไงดี สามีดิฉันประกาศไว้แล้วว่า "เราไม่ซ่อมรถ แต่จะหาเงินมาให้เธอใช้ซ่อมรถไง" สามีไม่ชอบเปิดกระโปรง (รถ) ค่ะ ภูมิใจสามีมากค่ะเค้าไม่ใช่คนเจ้าชู้ อ่าวเกี่ยวป่าวเนี่ย

พาน้องโว่ลูกรักของสามีไปตามอู่แถวบ้าน ไม่มีใครซ่อมให้ค่ะ What is this! how can Volvo put everything in this small space? เสียใจ๋ด้วยเด้อบักหำน่อย ข้อยบ่ซ่อมรถยุโรปของเจ้าเด้อ ว่าแล้วซะมีดิฉันก็ต้องจัดแจงหาหนทางพาน้องโว่ลูกรักไปซ่อมที่เมืองที่มี Volvo Dealer ที่ใกล้ที่สุด นั่นคือ แท่นแทนแท้น เมมฟิส ค่ะ แถกไปอีกสองชั่วโมง ไปได้ไงอ่ะ พวงมาลัยเสีย ก็ต้องเสียตังค์จ้างเค้าลากไปค่ะ


พี่เจ้าของบริษัทมาลากและขับรถไปให้เองค่ะ สามร้อยค่ะสามร้อย (เหรียญเด้อค่ะ คำนวนกั๋นเองว่าจักบาท)

ช่วงที่รถถูกส่งไปซ่อมเราก็ดันต้องไปโอนบ้าน ก็เช่ารถค่ะ เสียกะตังอีก ได้ข่าวดีตอบกลับมาว่าซ่อมรถทั้งหมดสะระตะ สองพันเหรียญ จ้า จ้า จ้า ทราบแล้วเปลี่ยน ซะมีไปพิมพ์แบงค์ได้



โอนบ้านเสร็จแล้วได้ก็ชื่นใจดังนี้ค่ะ ชักภาพหมู่ครอบครัวของเราที่ระเบียงหลังบ้าน



เจ้าจูเนียร์มีความสุขที่สุดค่ะ เล่นน้ำที่ทะเลสาบหลังบ้านไปหลายรอบ วิ่งขึ้นวิ่งลง คลุกหญ้า สนุกเขาล่ะค่ะ


ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์เอาเครื่องดูดฝุ่นไปซ่อม ร้านอยู่เมือง Paducah ไม่ได้แวะซื้อผ้าเลยค่ะ เป๋าแห้ง เจ้าโว่น้อยสูบเงินไปหมด ช่างเปิดสองแกร๊ะ ดึงเชือกปริศนาที่ติดอยู่ในเครื่องดูดฝุ่นออก แล้วบอกว่า "it's good now" "I always find strange things stuck in vacuum machine" ลุง หนูขอบคุณค่ะ รีบเผ่นหนี อายลุงมาก ขับรถมาตั้งชั่วโมงแน่ะ ลุงซ่อมห้าวินาที คงงงงงว่า อีหนูทำไม่ไม่เปิดฝาเนี๊ยะแล้วก็ดึงไอ้เชือกที่มันติดอยู่ออก แค่น้านเอง เอาเป็นว่ารอบนี้โชคดีไม่เสียตังค์

ผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ไปจ้างช่างมาซ่อมหลังคาบ้าน กับระบบน้ำ นิดหน่อย ๆ เสียค่าจ้างไปร้อยกว่าเหรียญ เอาเช็คไปให้เค้าที่บ้าน คุณซะมีขับรถตกหลุมหน้าบ้านช่าง น้ำมันเครื่องร้าว ส่งไปซ่อมอีกรอบค่ะ รอบนี้พันกว่าเหรียญ เหงื่อตกเพราะวันเดียวกันนั้นต้องไปขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทย อีสตีฟ รอบหน้ามาเอาเช็คเองละกัน ไม่เอาไปให้ที่บ้านแล้ว

แล้วก็ได้เดินทางกลับเมืองไทยกันจนได้ เจอพิษ Swine Flu ไปหน่อยนึงที่ญี่ปุ่น กว่าจะออกจากเครื่องบินได้ โห พี่เค้าเข้มจริง จริง



เอากล้องเข้าส่องรายตัว

แต่ในที่สุดเราก็รอดมาถึงประเทศไทย วันแรกนึกว่า ซ. ว. ย ซะแล้ว มีอาการร้อน ตัวรุมรุม เหงื่อแตกตลอดเวลา ตูจะต้องออกหน้าหนึ่งไทยรัฐหรือเปล่าเนี่ย "สองด๊อกเตอร์จากอเมริกา ถูกกักดูอาการไข้หวัด 2009" อ่าวไม่เป็นไร คืออาการทั้งหลายทั้งปวงที่มี หายเป็นปลิดทิ้งเมื่ออยู่ในห้องแอร์

เพื่อน ๆ พี่ ๆ มีอาการหวาดกลัวเราสองคน หลายคนขอเลื่อนนัดพบปะสังสรรค์ อยากดูอาการเราก่อน หน่อยแน่ะ ซะมีเลยงัดหลักวิชาสถิติมาบรรยายว่ามันเสี่ยงน้อยนะพี่น้องที่เราสองคนจะติดเชื้อหวัดมา แล้วเพื่อน ๆ ก็หัวเราะ "ล้อเล่นน่า"

พอหายอาการร้อนรุมรุม ก็ได้ทีซัดทุเรียนซะเลย อยากกินมากกกกกกกกค่ะ ขอบอกว่าฝันมาเป็นเดือนแล้วว่าจะต้องเปิดกระเพาะกับทุเรียนซักลูกให้ได้


ซื้อมาหนึ่งลูก แบ่งกะเพื่อนร๊ากตั้งแต่สมัยมัธยม กินกันเอร็ดอร่อย


ปิดท้ายด้วยตลาดสด สองคนซะมี พันยา ไปยืนมองแผงขายผักด้วยความชื่นชม โหระพาใบใหญ่ ๆ กระเพราะต้นอวบ ผักนานา สด ๆ ทั้งนั้น ถ้าได้ซักแผงไปไว้ที่ Martin เราคงมีความสุข ไม่ต้องกินโหระพาแคระกับกระเพราเกือบเน่าอีกต่อไป

แล้วก็จบเรื่องเล่าของเพือนพฤษภาคม เดือนนี้ที่สุดแสนจะวุ่นวาย แต่เราสองคนกับเจ้าจูเนียร์ก็มีความสุขได้ ทะเลาะกันบ้าง แขกหัวกันบ้าง แต่ก็จบด้วยกอดคอกันอย่างมีความสุข




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2552 16:01:08 น.
Counter : 619 Pageviews.  

เดือนเมษายนก็ผ่านไปอีกแล้ว

กว่าจะได้โพสบล๊อกชีวิตเดือนเมษายนก็ปาเข้าไปครึ่งเดือนพฤษภาคม เขียนเรื่องเดือนพฤษภาคมไว้รอเลยดีไม๊เนี่ย แหะ แหะ แหะ

ทำอะไรไปบ้างเดือนเมษายน ทุกครั้งตรงช่วงเมษายนจะนึกถึงสงกรานต์เมืองไทยขณะที่อเมริกายังหนาวอยู่ สมัยสาว ๆ (เกือบสิบปีละ) อยู่เมืองเดนเวอร์หิมะตกช่วงสงกรานต์ แต่ที่มาร์ตินไม่มีหิมะ ฝนตกสลับกับอากาศทึม ๆ

เดือนนี้ได้ทำความดีคือไปร่วมงานระดมทุนของ Agape House บ้านนี้เค้าให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ท้องโดยไม่ได้ตั้งใจค่ะ ช่วยเหลือทุกอย่างจนคลอดลูกเลย ตอนแรกกะว่าจะไปเป็นอาสาสมัครให้เค้าซะหน่อย แต่มีข้อบังคับว่าต้องเป็นอาสาสมัครอย่างต่อเนื่องหนึ่งปีแต่ละครั้ง เลยชะลอก่อนเพราะต้องกลับเมืองไทยปีละเกือบสองเดือน งานเค้าจัดง่าย ๆ ขายโต๊ะ โดยให้เจ้าของโต๊ะไปเชิญเพื่อน ๆ มาให้ครบสิบคน ในสิบคนเค้าก็จะบริจาคในแบบต่าง ๆ กันไป ครั้งเดียวเป็นก้อน ทยอยให้รายเดือน เราก็เลือกแบบจ่ายรายเดือน ฮ่า ฮ่า เงินค่าขนมแม่บ้านน่ะค่ะ

เดือนนี้ได้ไปเที่ยวชมงาน Quilt Show เป็นครั้งแรก สนุกกกกกมากกกกกกก ได้ความรู้มากมาย และช็อบกระจาย ซื้อของเข้าร้านและกรุสมบัติตัวเองเพียบ


อนุสาวรีย์วัวกับผ้าควิลท์


ผ้า ผ้า ผ้า ทั้งนั้น เห็นคนซื้อผ้ากันแล้วทึ่งมาก เงินคงสะพัดหลายล้านเหรียญเป็นแน่ ขนาดเราเบี้ยน้อยยังฟาดไปซะ ... อ่ะ อ่ะ สามีมาแอบอ่านบางครั้งบอกตัวเลขมิได้

เดือนนี้อีกเช่นกันที่ขยันหาบ้านกันกับสามี ตระเวนดู จนตัดสินใจซื้อกันหนึ่งหลัง บ้านติดทะเลสาบค่ะ ว่าแล้ว ดวงเรามันถูกกับน้ำ สมัยก่อนอยู่อพาร์ทเม้นใกล้สะพานพระรามแปด ย้ายมาอยู่ทาวเฮ้าส์ก็ติดสะพานซังฮี้ เกาะสะพานไปเรื่อย ๆ

วิวข้างบ้านค่ะ มีนก มีเป็ด มีเต่า

ซื้อบ้านนี่มันมาก ไม่เหมือนกับการซื้อขายที่เมืองไทยเลย ความรู้ความเข้าใจอะไรที่มีอยู่พับเก็บไปเลย เรียนรู้ใหม่กับวิธีซื้อขาย ต่อราคา เอกสาร การกู้เงิน ก็สนุกดีได้รู้อะไรที่ไม่รู้มาก่อน สองคนกะสามีก็คุยกันไป ถกกันมา เถึยงกันบ้าง แล้วก็โอนเสร็จสรรพก่อนกลับเมืองไทย เหงื่อตกเหมือนกัน

อ้าวเกือบลืมเดือนนี้ได้ถอยจักรมาใหม่หนึ่งตัว ทำเครื่องดูดฝุ่นพังอีกหนึ่งเครื่อง รวมสองเครื่องแล้ว แต่คิดว่าเครื่องใหม่ (ที่ซื้อของเก่าจากตลาดนัด ตลาดเหาของฝรั่งเค้า flea market) น่าจะซ่อมได้ ซ่อมได้

ชะวืดดดด ผ่านไปอีกเล้วเดือนนึง




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 14 พฤษภาคม 2552 11:39:43 น.
Counter : 788 Pageviews.  

ทัวร์เมืองถั่วเหลือง Martin : Home of Soybean Festival

จั่วหัวไว้แบบนี้คงมีคนมาเยี่ยมน้อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า เมืองถั่วเหลือง มีอะไรให้ดูจ๊ะ


อย่านะ อย่านะ คนที่นี่เค้าภูมิใจนะเอ้า เมืองถั่วเหลืองเขียนปะไว้เลยบน water tower เด่นเป็นสง่า

เมืองมาร์ติน มีประชากรคนไทยอยู่ 10 คนค่ะ คุณเคร่งครัด สามีดิฉันเป็นคนไทยคนแรกของเมืองค่ะ ถือจอบเสียมมาขุดทองเป็นคนแรก ประชากรสิบคนจบปริญญาเอกซะสามคน เพื่อนอเมริกันงงปนทึ่ง "คนไทยนี่เรียนปริญญาเอกกันเยอะนะ" โม้ส่งไปเลยว่า "ใช่อะดิ คนไทยสนใจการศึกษา" ส่วนอีกเจ็ดเป็นนักศึกษาน้อง ๆ หน้าละอ่อน

ทั้งเมืองจริง ๆ แล้วมีประชากร 10,130 คน ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว รองลงมาเป็นแอฟริกันอเมริกัน แล้วก็มีเอเชี่ยนประปรายถึงน้อยมาก แนวโน้มจากรายงานที่อ่านมา ประชากรไม่เพิ่มขึ้นค่ะ มีแต่ลดลง (ย้ายออกไปที่อื่น)

เอาสถิติประชากรให้ดูดีกว่า
* White Non-Hispanic (77.6%)
* Black (15.6%)
* Hispanic (1.8%)
* Korean (1.4%)
* Chinese (1.0%)
* Other race (1.0%)
* Two or more races (0.9%)
* Japanese (0.7%)
บวกไทยด้วยค่ะ 10 คน ไม่อยากคิดเป็นเปอร์เซ็นเลย 5555

ชมเมืองนะคะ คัดแล้วรูปย่าน downtown มีประมาณนี้ล่ะค่ะ


นี่ก็ศาลากลาง city hall (เล็กๆ)


ห้องสมุด สุดที่รัก ไปยืมหนังสือเค้าอ่านประจำ ฟรีค่ะ



หิวแว้ว วันหลังมาเพิ่มรูปนะคะ วันนี้บ้าพลังทำบล๊อกไปสามสี่หน้าแล้ว แถมทำ pdf how to อีก




 

Create Date : 06 เมษายน 2552    
Last Update : 6 เมษายน 2552 6:49:31 น.
Counter : 244 Pageviews.  

March มีนาคม 09



แล้วเดือนมีนาคมก็ผ่านไปซะทีอากาศแปรปรวนเหลือเกิน ทำท่าจะร้อนแล้ว ฝนตก หิมะปรอย ๆ อีกนิด สลับอุ่น อ้าวงง ต้นกระเพราะใบเดี้ยงไปเลย พริกก็ใบร่วง จะรอดไม๊เนี่ย

เดือนมีนาคมทำอะไรอะไรหลายอย่างมาก จัดห้องทำงานใหม่ แต่เริ่มขี้เกียจจะเขียน ก็เดือนนี้ผลิตเนื้อหาสำหรับบล๊อกและเว็บไซต์ไปสามที่ เฮ้อ เดือนนี้เอาเรื่องสำคัญ ๆ แบบสั้น ๆ

daylight time เดือนมีนาคมต้องปรับเวลา ทุก ๆ วันอาทิตย์ที่สองของเดือน แล้วไปปรับอีกครั้งตอนเดือน พฤศจิกายน

เดือนมีนาคม ปรับเวลาให้เร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง หยิบนาฬิกาทั้งหมดในบ้านมาจัดการตอนตีสอง (ถ้าอยากตื่น) คือแทนที่จะเป็นตีสองให้ปรับนาฬิกาเป็นตีสามแทน

เดือนพฤศจิกายน ในวันอาทิตย์แรกของเดือน ตอนตีสองอีกเช่นกันให้ปรับเวลาช้าลงหนึ่งชั่วโมง คือแทนที่จะเป็นตีสองก็กลายเป็นตีหนึ่ง

ปีนี้ ค.ศ. 2009, daylight time เริ่มเดือนมีนาคม วันที่ 8 ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน วันที่ 1

ที่มา เริ่มตั้งแต่สมัยสงคราโลกครั้งที่สอง ประเทศอเมริการมีปัญหาพลังงาน ก็เลยประกาศใช้กฏ daylight time ยังสว่างอยู่ก็ให้อยู่นอกบ้านกันต่อไป ทุกวันนี้ก็ยังเป็นกฎหมายบังคับในหมวดพระราชบัญญัตินโยบายพลังงาน (Energy Policy Act)
รัฐที่ไม่สนใจและไม่บังคับ daylight time คือรัฐฮาวาย ส่วนรัฐแอริโซนามีบางส่วนเท่านั้นที่ใช้ระบบนี้ งงน่าดูรัฐนี้ จะนัดกันยังไงเนี่ย

Spring Break ถ้าไม่ใช่นักเรียนก็ไม่ตื่นเต้น หยุดเทอมแบบนี้ต้องไปทะเลค่ะจึงจะเก๋ เราก็เลยไปไมอามี่บ้าง

เสียภาษี คุณเคร่งครัดเสียไปแล้วหักจากเงินเดือน ได้คืนมาด้วยปีนี้

จูเนียร์ตัดขน จาก golden retriver labrador คนตัดถามว่าจะให้เหลือขนยาวเท่าไร เรามีทรงผมให้ลูกชายอยู่แล้วก็เลยบอกว่า ครึ่งนิ้วพอ กลายเป็นทรงตำรวจไปเลย น่ารักมาก ขนไม่ฟุ้ง แล้วขนข้างในของจูเนียร์ก็นิ้มนิ่มเหมือนหมีน้อย

เปิดร้านขายผ้าสำเร็จ หลังจากลาดตระเวนหาผ้าซะเหนื่อย ร้านผ้า Americana Outlet by Pink Studio

สรุปแล้วตอนนี้มีพื้นที่ที่ต้องทำเนื้อหา 3 ที่
https://sites.google.com/site/americanaoutlet/
http://sinceseptember2008.blogspot.com/
แล้วก็ที่นี่ Bloggang

เครื่องดูดฝุ่นพัง เอาไงดีเนี่ยต่อไปจะทำไง ไม่อยากเสียตังค์ซื้อซะด้วย จักรก็ต้องซื้อ

กลับเมืองไทย วางแผนกลับเมืองไทย ได้ตั๋วเดือนพฤษภาคม กลับต้นเดือน กรกฎาคม

เหนื่อยชะมัด จบดีกว่า




 

Create Date : 01 เมษายน 2552    
Last Update : 1 เมษายน 2552 2:16:27 น.
Counter : 226 Pageviews.  

เที่ยวกับคนชอบกิน Miami Florida




ปิดเทอม Spring Break ก็เลยพา 5 หนุ่มไปเที่ยวไมอามี่บีช เลือกพักโรงแรมแนวแนวในย่าน Art Deco นอนเล่นริมหาด ก่อนกลับบ้านมาเผชิญฝนกับท้องฟ้าขมุกขมัว Smiley


SmileySmiley กว่าจะออกจากเมืองเล็กๆ ของเราได้ต้องฝ่าฝันหลายพาหนะ เริ่มจากไปเช่ารถก่อน จองรถตู้เล็กไว้เพราะรอบนี้มีกันหกคน พอไปถึงสำนักงาน รถตู้ไม่มีค่ะ แต่ก็ยังดีที่ผู้จัดการให้ราคาพิเศษคือให้รถสี่ประตูสองคันแต่คิดราคาเท่ากับเช่ารถตู้คันเดียว ได้รถแล้วก็ขับวนไปวนมารับน้อง ๆ พาน้องไปเอา passport ไปส่งเมล์ จากนั้นก็บึ่งเลยค่ะเพราะต้องขับอีกสองชั่วโมงครึ่งเพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่ Nashville ถึงสนามบินแบบเฉียดฉิว แต่ก็ยังทันอยู่ เช็คกระเป๋า จ่ายตังค์อีกค่าโหลดกระเป๋า 15 เหรียญ ให้กับสายการบิน American Airline สุดท้ายหกชีวิตก็ขึ้นเครื่องบินสำเร็จ แต่ไม่มีใครได้งั่มอาหารเช้าและเที่ยง จะเป็นลมอยู่แล้วจ้า ได้บทเรียนคือ สายการบิน Southwest ดี๊ดีจ๊ะ ไมีมี hidden cost ต้องควักกระเป๋าเพิ่ม ต่อไปจะจงรักภักดีกับ Southwest ค่าาาา


Smiley ถึง Miami อากาศแจ่มสุด ๆ แต่รู้สึกแปลก ๆ เพราะเดินไปเดินมาได้ยินแต่ภาษาละติน Spanish เอยังอยู่ประเทศอเมริกาหรือเปล่าเนี่ย พอได้กระเป๋าก็กวาดต้อนน้อง ๆ ไปขึ้นแท๊กซี่ ราคาคิดเป็นโซนค่ะ ไม่ต้องกดมิเตอร์ ไม่ต้องต่อรอง ถ้าไปหลายคนนั่งแท๊กซี่ถูกว่า shuttle bus รวมแล้วหกคนก็แค่ 35 เหรียญรวมทิป





โรงแรมที่พักเลือกไว้ที่ติดหน้าหาด เดินไปได้เลยไม่เกินสามนาที The Pelican เป็น Boutique Hotel มีแค่ 30 ห้อง ออกแบบโดย Magnus Ehrland ดีไซเนอร์ของ Diesel Jeans Company ถ้าใครชอบเสื้อผ้าแบรนด์นี้ก็น่าจะเดาได้ว่าโรงแรมจะออกแนวยังไง ห้องแต่ละห้องมีชื่อเรียกเฉพาะตัว ตกแต่งไม่เหมือนกัน เก๋มาก ทุกมุมมีดีไซน์ ของตกแต่งทุกชิ้นสวยได้ใจ แต่ต้องขอเตือนไว้ก่อนนะ บางคนที่ไม่ชอบแนวนี้ก็บ่นอุบได้ค่ะ เช่นสามีของดิฉันเป็นต้นที่ชอบพักโรงแรมห้องเรียบ ๆ กว้าง ๆ The Pelican ห้องเล็กกว่าโรงแรมทั่วไปแต่มีเสน่ห์ เท่ห์ รวม ๆ คือห้าชีวิตชอบโรงแรมนี้มาก ยกเว้นท่านลุง(สามี)

ห้องพัก

เคาน์เตอร์เช็คอิน

ห้องอาหาร


Smiley เที่ยว ซื้อทัวร์ Miami Citytour & Everglades เพราะไม่อยากเช่ารถ แถว south beach (หรือ SoBe ชื่อเล่นเค้าค่ะ) หาที่จอดรถยากมากกกก รอบนี้มีเวลาเที่ยวแค่สองวัน (ไม่อยากอยู่นานเกินไปค่ะเป็นห่วงหนุ่ม ๆ ) วันแรกไปกับทัวร์ก็พาเลาะเลี้ยวไปตามซอกมุมต่าง ๆ ของเมืองไมอามี่พร้อมกับเรื่องราวที่น่าสนใจ ได้คำตอบมาข้อหนึ่งว่าทำไมถึงมีแต่คนพูดภาษา Spanish ก็เค้ามีกฎหมาย "dry feet law" ระหว่างรัฐบาลอเมริกันกับรัฐบาลคิวบา คือว่าถ้าคนคิวบาหนีเข้าไปในประเทศอเมริกาได้ทันทีที่เท้าแตะพื้นดินอเมริกาก็สามารถอยู่ได้อย่างถูกกฎหมายและขอสัญชาติได้ภายในหนึ่งปี แต่ถ้าโดนจับได้ตอนอยู่ในเรือ (เท้าเปียก) จะถูกผลักดันกลับคิวบาแทน ไกด์เล่าให้ฟังว่ามีเรือหลายร้อยหลายพันลำจากคิวบาขนคนหนีเข้าประเทศอเมริกาทางไม อามี่ เกือบลืมสถานที่สำคัญ ไปเที่ยว Everglades นั่ง Airboat หนุกหนาน ๆ แต่ไม่ค่อยเป็นไปตามที่ฝันไว้ ตอนแรกคิดว่าจะพาไปไกลกว่านี้นะเนี่ย สรุปก็เห็นไอ้เข้ไอ้โขงห้าตัว นกยี่สิบตัว จบจ๊ะ อ่ะแถมท้ายด้วยลุงไกด์ดักคอให้ทุกคนทิปลุงอีกนะ



คฤหาสน์ Versace ที่ตอนนี้กลายเป็น Private Club


Gator Park สวนไอ้เข้


นั่งเรือ Airboat


Everglades National Park

Smiley
กิน กิน กิน เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเที่ยวกับสามีดิฉันค่ะ สมัยก่อนตอนที่เป็นโสดก็ชอบเที่ยวเป็นทุนแต่ไม่เน้นกินเท่าไร แต่สามีถือคติว่าปากท้องเรื่องใหญ่ก็ว่าตามกัน มื้อแรกไม่ได้ถ่ายรูปอาหารค่ะเพราะหกชีวิตหิวกันซกซก ได้กินข้าวมื้อแรกของวันตอนเย็นจัด ๆ ร้านจีนชื่อ Sum Yum Gai ขอแนะนำว่า Buddha Delight (ผัดผักรวมใส่เต้าหู้) อร่อยมากกก ย้ำค่ะว่าไม่กล้าถ่ายรูป เกรงว่าน้อง ๆ และสามีจะยันตกเก้าอี้ พออาหารวางเท่านั้นก็ไม่สนใจตักอาหารกันฉุบฉับ

อีกมื้อหนึ่งที่ประทับใจคือมื้อเย็นค่ะ หลังจากเดินเล่นถนน Ocean Drive เห็นร้านอาหารน่ารับประทานแถม Restaurant Host (น้องๆ คนเชียร์แขก) ประกาศ 50% off all menu คุณสามีก็ชวนกันไปเจิม ร้านแรกค่ะ กลัวจะอิ่มจนจุกสั่งอาหารชุด special combination ของร้าน ราคาเต็ม 120 ลดเหลือ 60 เหรียญมารับประทานกัน




อาหารแค่นี้ไม่ครนามือสามี พร้อมกับเครื่องดื่มเจ้ากรรม Mohito แก้วนี้จิบไปนิ๊ดเดียวจริง ๆ แล้วเมาไปเลย ไม่คุ้มกับราคา 30 เหรียญ

ราคาสุดท้ายของอาหารเย็นคือ 120 เหรียญค่ะ ร้านอาหารรวมทิบในบิลด้วยเลย ก็บ่นกันอุบอิบ ไม่สะใจเร้ยในการรับประทาน แถมยังมาวววว Mohito อีก เกาะหลังสามีไปนอนพักเอาแรงให้ได้สติคืนมา

สองชั่วโมงผ่านไป


สามีเห็นว่าภรรยาเดินได้ตรงทางแล้วก็ชวนไปกินมื้อเย็นอีกรอบ ว่าแล้วก็เดินหนุงหนิงหนุงหนิงไปกินกันอีก

อาหารเย็นรอบสอง เพื่อสลายความค้างคาใจสามีดิฉันก็สั่งมาอีกสองจาก Lobster กับ Steak special

อีกมื้อหนึ่งที่ประทับใจคือมื้อเช้าที่ร้าน News Restaurant ซึ่งเป็นร้านที่ Versace จะเดินไปกินทุกเช้าก่อนโดยยิงที่หน้าบ้านตัวเอง ร้านนี้คนเค้าว่ากันว่า จานไม่ใหญ่ราคาไม่แพง

สุดท้ายอาหารเช้าก็ 40 เหรียญจ้า มีหมัดเด็ดที่น้ำส้มค่ะ แก้วละ 8 เหรียญ

ถ้าไม่อยากเสียทิป 18 - 20 % แบบเลี่ยงไม่ได้ ก็มีร้านอาหารแบบ Fast Food หรือ Take out ให้รับประทาน แนะนำร้าน Iron Shushi อร่อย อาหารสด ไม่แพง ไปแวะซะสองรอบ ร้านอาหารไทยก็มีแต่ไม่ค่อยประทับใจไม่ขอรีวิว อาหารไม่อร่อยและแพง น้อง ๆ ที่ไปด้วยก็ได้ประสบการณ์เครื่องดื่มไม่มีราคาในเมนู ได้ชื่นใจกับ Smoothie แก้วละ 12 เหรียญ อันนี้ก็อีกหนึ่งข้อควรระวังค่ะ

ทริปนี้สั้น ๆ ค่ะ พักที่ SoBe แค่สามคืน เสียดายน่าจะอยู่ต่ออีกซักหนึ่งคืน น้อง ๆ ที่ร่วมทริปก็แสนจะรับผิดชอบ ดูแลกันดี เอาน่าคราวหน้าละกันค่อยอยู่นานกว่านี้

ขากลับย้อนเส้นทางเดิม ใช้บริการ American Airline ได้อีกความรู้ว่า Miami International Airport เป็นสนามบินที่พลุกพล่านมากที่สุดเป็นลำดับสามของอเมริกา พอถึง Nashville เราต้องเช่ารถสองคัน รอบนี้ไม่ได้ส่วนลด แต่ได้ up grade เป็นรถคันใหญ่หนึ่งคันจากส่วนลดที่สามีสะสมไว้ แล้วเราก็ได้อีกหนึ่งประสบการณ์ เช่ารถจากสนามบินต้องเสียภาษีเพิ่มเติมอะไรบ้าง จากแค่ค่าเช่ารถหนึ่งคันราคาวันละ 95.68 กลายเป็น 139+ เหรียญได้อย่างไรจะจาระไนให้ดูจ้า (ภาษีบางตัวก็เกิดมาเพิ่งเคยเห็นเนี่ยจ๊ะ)

3% rental surchare
0.3% business tax
4 เหรียญ CFC fee
9.25% concession recovery fee
1% davidson convention center tax
9.25% sales tax

แล้วยังคิดค่าน้ำมัน และค่า drop off fee อีกห้าสิบกว่าเหรียญต่อคัน

โอ้แม่เจ้าทริบนี้พวกเราจ่าย Tip กับ Tax กันกระจาย ราคาที่ได้ตอนแรกทำให้กระดี๊กระด๊า กรี๊ด กรี๊ด ถูกจัง ก็กลายเป็นเฮ้อ ว่าแล้วเชียวถูกอย่างนี้ไม่น่ามีเหลือ

แต่ก็คุ้มกับความสดชื่น แสงแดด ทะเลสีฟ้าแจ๋ว ที่หาไม่ได้แถวบ้านตัวเอง

(ทริบนี้บ่นกับคิดเงินยิบยับ เพราะเพิ่งรับตำแหน่งใหม่ในชีวิตน่ะค่ะ stay-home wife ใช้เงินเดือนสามีเลยต้องระวังนิ๊ดนึง อยากจะเที่ยวหนึ่งปีสี่ประเทศ ตะลุยทัวร์ไปก่อนแล้วค่อยกินน้อยใช้น้อยในภายหลังเหมือนสมัยยังโสดคงเป็นไปไม่ได้แล้ว)










 

Create Date : 15 มีนาคม 2552    
Last Update : 23 มีนาคม 2552 2:57:23 น.
Counter : 4936 Pageviews.  

1  2  

Pink Studio
Location :
Martin United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




*_* First blog since February 2009 *_*







Visitors Map
Friends' blogs
[Add Pink Studio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.