โลกสีเขียวของคนชอบอ่านนิยาย และท่องเที่ยวไปตามความฝัน

Group Blog
 
All blogs
 

ดั่งพรหมเพรียกหา : บทที่ 3

greenteagreentea




เสียงเคาะประตูทำให้อมรเงยหน้าจากแฟ้มนำเสนอ โดยมีเลขายืนรออยู่ด้านข้าง

“เชิญครับ” ขาดคำประตูก็เปิดออก

ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทและกางเกงสีเทาดำ เชิ้ตตัวในสีขาวก้าวเข้ามา

“มาเร็วดีนี่ นั่งสิ อ้อ เพื่อนผมเองครับ รัชพล และเป็นลูกค้าของเราด้วยที่จะมารับของ” แนะนำอย่างง่ายๆ

“คุณมณีมณฑ์ เลขาฯ ฉันเอง”

หญิงสาวน้อมตัวทำความเคารพอย่างนุ่มนวล ชายหนุ่มรับไหว้พลางยิ้มนิดๆ บอกตัวเองว่า

“อ้อ คนนี้เอง ที่นายมอนชมนัก ไม่นึกว่าจะงามขนาดนี้” เขานั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเพื่อน

คนงามที่ว่านั้นดวงหน้านวลเนียนไร้สีสันใดๆแต่งแต้ม ยกเว้นริมฝีปากที่มีสีชมพูดูชุ่มชื้นด้วยลิปกลอส ผมยาวรวบไว้ด้านหลัง เครื่องแต่งกายสีครีม ทำให้แลดูสวยสะอาดไปทั้งตัว นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลเข้มล้อมด้วยแพขนตาดกหนาสบกับตาเขานิดหนึ่งแล้วเบนหลบ ไปมองแฟ้มที่อมรเลื่อนมาให้พร้อมกับหยิบขึ้นมาถือ ทำท่าจะกลับออกไป หากเจ้านายรั้งไว้เสียก่อนว่า

“คุณมณฑ์ เที่ยงนี้ทานข้าวด้วยกันนะ”

“เอ่อ...มณฑ์”

“ไปเถอะ ถ้าไม่มีนัด”

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำก่อนออกจากห้อง

“เป็นยังไง ? ถึงกับมองตามเชียวเรอะ ? “ เจ้าของสถานที่แหย่ทันทีที่เลขาสาวลับตัว

“สวยกว่าที่คิด” ตอบตามตรง

“นายมีตามองเห็นความสวยความงามของผู้หญิงแล้วหรือนี่ ?“ น้ำเสียงยั่วเย้า

“ว่าแต่นายเถอะ กินข้าวกับเลขาฯ สองต่อสองบ่อยหรือ ?” ย้อนกลับ

“ใครว่า วันนี้นายจะกินข้าวกลางวันกับฉันไม่ใช่เรอะ ?”

“ก็วันอื่น ๆ”

“ก็ไม่บ่อย มณฑ์เป็นเพื่อนกับยายอร”

“เพื่อนน้องก็ไม่เห็นเป็นไร ดีเสียอีกจะได้เข้ากันได้”

อมรทำตาปริบๆ “นี่นายจะมาเชียร์ฉันรึไง”

“เปล่า แต่จะล้วงหัวใจดูต่างหาก” ยิ้มยั่วเพื่อน

“แล้วแต่เถอะ” อีกฝ่ายถอนฉุน “ไม่งั้นจะหาว่ามีดีแล้วไม่บอก ดีเหมือนกัน ถ้าเกิดตกล่องปล่องชิ้นกันจริงๆ ฉันจะเสียเลขาฯ ดีๆ ไป ไม่สนก็ดีแล้ว”

“ยังไม่ได้พูดสักคำว่าไม่สน” ฝ่ายนั้นตอบหน้าตาเฉย

“ยอมรับละสิ มิน่าวันนี้ถึงมารับของตัวอย่างเอง แล้วทำมาอ้างว่าผ่านมาแถวนี้ บอกเสียก่อนนะ เขา เป็นเด็กดี มีอะไรยุ่งยากทีหลังละก็ ไม่แต่นายฉันจะเดือดร้อนด้วย เดี๋ยวยายอรอาละวาดแหลก”

“เห็นฉันเป็นพี่โรมไปได้” รัชพลหัวเราะหึๆ เมื่อเห็นเพื่อนทำท่าปกป้องเลขาฯ ของตัวอย่างจริงจัง

“ยังไงๆ บอกกันไว้ก่อนแหละดี รอเดี๋ยวนะ ขอเซ็นชื่ออีกนิด ไม่รีบใช่ไหม?”

“ตามสบาย”

“อ้อ ที่นายจะมาเอา ดูเสียสิ พอใจหรือเปล่า ?”

อมรเอี้ยวตัวไปหยิบม้วนกระดาษที่วางบนตู้เอกสารด้านข้างมาส่งให้ อีกฝ่ายรับมาคลี่ดูแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ

“ดีนี่” เขาม้วนกลับตามเดิม ขณะเดียวกับที่อมรปิดแฟ้มงาน ขยับเก้าอี้ลุกขึ้น

“เอาล่ะ เรียบร้อย ไปได้แล้ว”

“ไม่รอให้ถึงเที่ยงเรอะ ?”

เจ้าของสถานที่หัวเราะ “ไม่ต้องเถรตรงขนาดนั้นหรอก อีกสิบนาทีแค่นั้น”

“ก็บอกคุณมณีมณฑ์สิ เผื่อจะได้เตรียมตัวล้างหน้าล้างมือมั่ง” คนพูดเลี่ยงคำว่าแต่งหน้า เพราะยังจำได้ถึงใบหน้านวลที่ไม่มีสีสันอื่นเข้าช่วยนั้นได้ดี

“เออจริง ลืมไป นายรอบคอบนี่” อมรหรี่ตาอย่างยั่วเย้า พร้อมกันนั้นก็เอื้อมมือไปกดสวิตช์เครื่องติดต่อ

“มณฑ์ เตรียมตัวไว้นะ เดี๋ยวจะได้เคลื่อนพลกัน”

เมื่อชายหนุ่มทั้งสองเปิดประตูออกไปนั้น ก็เห็นหญิงสาวพร้อมแล้ว

“จะกินที่ไหน ฉันจะได้ขับรถตามไป” รัชพลถามเมื่อมาถึงลานจอดรถ

“อาหารไทยไหม ถนนนี้มีสวนอาหารอยู่แห่ง รสชาติโอเคเลย”

“ก็ได้ ไกลมากไหมล่ะ ถ้าไม่ไกลฉันจะได้ไม่เอารถไป”

“ไม่ต้องเอาไปหรอก เอาของไปเก็บก็แล้วกัน”

รัชพลเอาสินค้าตัวอย่างที่ถือติดมือลงมาด้วยไปเก็บที่รถของตน เมื่อเดินกลับมาเจ้าของรถก็ผลักประตูหน้าไว้รอท่า

“ทีนี้ถ้ามณฑ์จะสร้างบ้านหรือตกแต่งบ้านละก็ ติดต่อบริษัทเคหะศิลป์ได้เลย ให้ส่วนลดพิเศษใช่ไหมนายรัช ?”

คนนั่งข้างหน้าหันไปทางคนข้างหลังซึ่งนั่งตรงกับคนขับ บอกยิ้มๆ ว่า

“ถ้าคุณมณีมณฑ์สนใจ เชิญนะครับ ผมยินดี”

“ขอบคุณค่ะ แต่เห็นจะไม่มีปัญญาปลูกบ้านใหม่แน่ๆ”

“ก็รอให้คนปลูกให้” อมรบอกล้อๆ

“คงต้องรออีกนานค่ะ เพราะจะจ้างให้ปลูกก็ต้องมีเงินก่อน” อีกฝ่ายตอบแกมหัวเราะ

รัชพลเกิดความรู้สึกอยากหันไปมองดวงหน้ายามหัวเราะของฝ่ายนั้นขึ้นมาทันที

“หน้าตาราวกับหุ่นหรือรูปปั้น เวลาหัวเราะจะดูมีชีวิตชีวาขึ้นมั่งไหมนะ แล้วที่ตอบแบบนี้น่ะ ซื่อจริงหรือแกล้งซื่อ”

“เข้าใจเลี่ยง” อมรว่า ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ตอบประการใด

สวนอาหารที่อมรบอกนั้นอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานนัก ตัวร้านสร้างเลียนแบบบ้านไทยสมัยเก่าล้อมด้วยรั้วพู่ระหง โต๊ะอาหารทำด้วยปีกไม้หยาบๆ ภายใต้หลังคาคลุมด้วยฟางเป็นรูปดอกเห็ด จัดระยะอย่างสวยงาม สลับกับกอไม้ดอกสีสันสดใส รัชพลนั่งตรงข้ามกับมณีมณฑ์

“ร้านนี้ไก่ห่อใบเตยอร่อย” พอนั่งลง อมรก็บอกสรรพคุณ แล้วบอกเลขานุการสาว

“มณฑ์กินอะไรสั่งเลย”

รัชพลยื่นเมนูอาหารที่บริกรนำมาส่งให้หญิงสาวรับไปพลิกดู กระดาษแข็งสีขาวพับแบบสมุดไทยบอกรายชื่ออาหารตามสั่ง และอาหารชุดประจำวัน ด้วยตัวอักษรสีทองคร่ำ

“อาหารชุดหรือสั่งเป็นอย่างๆ ดีคะ” ถามอย่างหารือ

“สั่งตามใจชอบดีกว่า ก่อนอื่นเอาน้ำเปล่ามาก่อนแล้วกัน มณฑ์ล่ะ ดื่มอะไร ?”

“น้ำระกำค่ะ” ทั้งสามช่วยกันสั่งอาหารได้สี่ห้าอย่าง

หญิงสาวพลิกเมนูในมือ พลางจาระไน

“ดีจริง ที่นี่คงตั้งใจเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ และรักษาของไทยๆ ไว้ มีทั้งน้ำ มะตูม มะขาม มะยม พุทรา ตะไคร้ ใบเตย กระเจี๊ยบ”

“อย่างอื่นก็ยังเคยได้ยิน แต่น้ำมะตูมนี่ไม่คุ้นเลย กินแล้วจะทำหน้าตูมด้วยหรือเปล่า ?” อมรว่า

“แบบนี้ก็ต้องลองสิคะ”

“มะตูมนี่เคยได้ยินชื่อ เหมือนเคยกินเค้กมะตูม แต่ไม่ยักรู้ว่ามาคั้นน้ำได้ด้วย” รัชพลเสริม

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจุดประกายขำขัน อีกฝ่ายจึงเลิกคิ้วเป็นทีถาม ฝ่ายนั้นจึงอธิบายว่า

“เขาเอาไปเผาไฟก่อนแล้วค่อยเอามาชงน้ำค่ะ ไม่ได้คั้น”

รัชพลยิ้มเก้อๆ “ผมคิดว่าใช้คั้นสดๆ อย่างมะนาวหรือส้ม”

“ต้องใช้อย่างแห้งค่ะ แล้วเอาไปต้มกับน้ำ ที่จริงดิฉันก็ไม่เคยทำเอง เคยถามคนขายน่ะค่ะ” ตอนท้ายออกตัวไปด้วย

“ผมแย่หน่อย ยังไม่เคยเห็นเจ้าลูกมะตูมนี่สักที เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ”

อมรกล่าวแล้วขยายความต่อ “มาทีไรผมก็สั่งเบียร์ ไม่ก็น้ำเปล่า ไม่เคยเปิดดูเลยว่าเขามีเครื่องดื่มอะไรอีก”

“นั่นสิ นายถึงได้ถามว่ากินแล้วจะทำหน้าตูมหรือเปล่า” ผู้เป็นเพื่อนแขวะยิ้มๆ

“ก็ใช่ นายถึงได้คิดว่าเขาคั้นน้ำมะตูมแบบส้ม” ย้อนกลับอย่างไม่ยอมกัน

“เอาล่ะ เจ๊ากันไป” อีกฝ่ายไม่ต่อความ หญิงสาวคนเดียวในที่นั้นอมยิ้มฟังสองสหายโต้คารมกัน รัชพลเหลือบไปเห็น ดวงหน้าละม้ายรูปสลักดูละมุนลง

การสนทนาชะงักไปเมื่อพนักงานเสิร์ฟนำอาหารมาเสิร์ฟ

“เป็นไงไก่ห่อใบเตย ของเขาพอใช้ได้ไหม ?”

“ก็ดี วันหลังลองไก่ขอทานกันมั่ง” คนพูดมองผู้ที่นั่งตรงข้าม

“เป็นยังไงคะ ? ไก่ขอทาน”

“คงเพราะเขาเอาดินพอก เลยเรียกว่าไก่ขอทาน เวลาทำก็เอาไก่ห่อด้วยใบบัวก่อนพอกด้วยดินอีกที แล้วเอาไปเผา” ขณะที่อธิบายก็ตักอาหารจากหม้อดินใส่จานให้

“ขอบคุณค่ะ” เต้าหู้อบหม้อดินดูน่ารับประทาน ด้วยหั่นหนาเป็นชิ้นประมาณครึ่งเซนติเมตร ทอดพอเหลือง ราดทับด้วยปลาหมึก กุ้ง หมูสับ

“คุณอมรเป็นพวกเดียวกับเชลล์ชวนชิมหรือเปล่าคะ ?”

“เปล่าหรอกครับ” หัวเราะพลางอธิบายต่อ “ผมชอบลอง ขอให้ได้ยินกิติศัพท์จะต้องไปให้ได้”

“แล้วอร่อยจริงไหมคะ ?”

“บางแห่งก็ดี บางแห่งก็ไม่ไหว มีแต่ชื่อ ส่วนรสนั้นไม่มี”

“ร้านอาหารเดี๋ยวนี้ผุดขึ้นยังกับดอกเห็ด ร้านดังๆ บางที่มักจะไม่ค่อยสนใจลูกค้า” ผู้เป็นเพื่อนเสริม

“ดิฉันเคยเห็นร้านขายข้าวเหนียวบางเจ้า คนซื้อยังต้องเข้าคิวรอเลย”

“อย่าว่าแต่อาหารเลย กาแฟบางเจ้าที่อร่อย ก็ยังต้องเข้าแถว ไปช้าหน่อยก็หมดแล้ว” อมรกล่าวขันๆ ”ทำยังกับเขาให้เปล่า”

“เปิดร้านอาหารถ้าฝีมือดีจริงละก็ มีโอกาสคืนทุนเร็ว” รัชพลว่า

“นั่นสิ ฉันเคยยุยายอรให้เรียนทำขนม เผื่อมาเปิดร้านเบเกอรี่ แต่แม่คุณไม่ยอม บอกว่าไม่ชอบทำขนม ทั้งที่ชอบกินเค้กยังกะอะไรดี”

“คุณมณีมณฑ์ล่ะ ชอบทำอาหารหรือเปล่า” เพื่อนของนายจ้างวกคำถามมาหา

“ไม่ถนัดค่ะ แค่พอทำได้ และไม่รับรองความอร่อยด้วยค่ะ”

“ก็เมื่อวันปีใหม่ ยายอรชมว่ามณฑ์ทำอาหารอร่อยนี่นา” อมรทวนความจำ

“อ๋อ ก็ตอนปีใหม่น่ะช่วยกันทำคนละอย่างสองอย่างตามถนัดน่ะค่ะ เรียกว่าใครรู้ว่าตัวเองทำอาหารจานไหนอร่อยก็ทำอย่างนั้น” ชี้แจงยิ้มๆ

“มณฑ์เป็นเพื่อนสนิทกับอรมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือน่ะ” หันไปขยายความกับเพื่อน เหมือนนายกับฉันแหละ”

ขณะที่รับประทานอาหาร อมรเป็นผู้เชื่อมโยงการสนทนาระหว่างเพื่อนกับเลขานุการของตน ด้วยเหตุผลว่าจะได้คุ้นเคยกันไว้ เพราะไหนๆ ก็คนกันเองทั้งนั้น เขาสังเกตไม่ออกว่าเพื่อนของตนให้ความสนใจหญิงสาวมากน้อยเพียงไร แม้ว่าจะดูแลช่วยเหลือให้ความสะดวกอยู่ตลอดเวลา แต่กิริยานั้นก็เป็นไปอย่างปกติ ไม่มีอาการเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ ส่วนเลขาฯของเขานั้นก็สุภาพละมุนละม่อมในฐานะอีกฝ่ายเป็นทั้งลูกค้าและเพื่อนของเจ้านาย

ฝ่ายรัชพลเองก็กำลังมองความสัมพันธ์ระหว่างเลขาฯสาวและเจ้านายหนุ่มว่าดำเนินไปในรูปแบบใด แล้วก็ได้คำตอบว่าเป็นความสัมพันธ์ฉันท์คนรู้จักมักคุ้นและผู้ร่วมงานตรงกับคำพูดก่อนหน้านี้ของผู้เป็นเพื่อนที่บอกกล่าวไว้

หากสตรีผู้เดียวในที่นั้นกำลังสงสัยตงิดๆ ว่า ทำไมนายจ้างจึงลากเธอมาร่วมวงอาหารระหว่างเขากับเพื่อนด้วย เพราะเรื่องที่พูดคุยไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานเลยแม้แต่น้อย ความเคยชินกับการมองสถานการณ์อย่างคนนอกวงทำให้เธอไม่แสดงความรู้สึกอื่นใด นอกจากมิตรภาพอันพึงมี กระนั้นเธอก็ไม่เคยสงสัยอมร เพราะเท่าที่รู้จักและร่วมงานกันมาแม้จะไม่กี่เดือน เขาก็วางตัวเป็นผู้ร่วมงานกึ่งพี่ชายที่ดีมาโดยตลอด นับตั้งแต่อรวรรณได้แนะนำเพื่อนพ้องให้รู้จักพี่ชายคนเดียวของตัว จนกระทั่งเมื่อสำเร็จการศึกษาและภายหลังได้เข้ามาทำงานที่ผู้เป็นเพื่อนฝากให้

หลังจากแยกกันไปแล้ว บุคคลที่ไม่มีอะไรติดใจเลยคืออมรนั่นเอง แต่อีก 2คนต่างก็มีปัญหาเอาไปคิดเป็นการบ้านคนละเล็กละน้อย



“กลับมานานแล้วหรือพี่รัช” รักษิตก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น แล้วนั่งลงบนโซฟาตัวใกล้พี่ชาย

“ก็ไม่นาน กินอะไรมาแล้วยัง กาแฟไหม”

รักษิตเหลือบดูถ้วยกาแฟกับจานขนมที่ตั้งบนโต๊ะกระจกรูป 8 เหลี่ยมแปลกตา ซึ่งวางอยู่ตรงกลางหน้าโซฟา 3 ตัวนั้น

“ยังครับ ขนมอะไรนี่ คล้ายขนมจีบ”

“ขนมจีบไทย ลองมั่งไหม”

เด็กรับใช้หนุ่มตามเข้ามารับคำสั่งตามหน้าที่

“ เอากาแฟมาสักกาเถอะ ไม่ต้องเต็มหรอกนะ ขนมมีอีกไหม ถ้ามีก็เอามาเพิ่มด้วย” เมื่อคนรับคำสั่งออกไปแล้ว ก็หันไปทางพี่ชาย

“วันนี้ควงสาวที่ไหนไปกินข้าวครับ สวยเสียด้วย ขนาดเห็นไม่ถนัดยังรู้เลยว่าสวย”

ถ้าเป็นพี่ชายคนโตคงถูกย้อนว่า ‘นั่นสิ แล้วรู้ได้ยังไงว่าสวย’ แต่นี่เป็นพี่ชายคนรอง ที่มักจะตอบตรงคำถามมากกว่าจะโยกโย้เสียก่อน

“เลขาฯของนายมอน ไปด้วยกันสามคนน่ะแหละ อย่าบอกนะว่าไม่เห็นอมร”

“ผมไม่ทันเห็นพี่มอนจริงๆ ไม่ยักรู้ว่ามีเลขาฯสวย พี่รัชก็ไม่ยอมบอก อุบเงียบ”

“พี่รู้เสียเมื่อไหร่ ก็เพิ่งเคยเจอกันนี่แหละ ทำไมสนใจหรือไง?”

“ก็สนใจอย่างเห็นคนงามนั่นแหละครับ พี่รัชล่ะ สนมั่งไหม?”

“พี่เพิ่งเจอวันนี้ “ อีกฝ่ายบอกเรียบๆ แล้วถามน้องชาย

“วันนี้กลับเร็ว ไม่มีนัดไปไหนต่อเหรอ ?”

“ไปครับ กลับมาอาบน้ำ เดี๋ยวไปงานแต่งเพื่อนที่โรงแรม....” เจ้าตัวเอ่ยชื่อโรงแรมมีชื่อแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก

กาแฟร้อนถูกนำเข้ามาวางพร้อมทั้งโถน้ำตาล ครีม และขนมจีบอีกจานหนึ่ง
รักษิตจัดแจงปรุงกาแฟให้ตัวเอง พลางถามผู้เป็นพี่ว่า “อีกถ้วยไหม?”

“ไม่ล่ะ รักกินเถอะ”

“ขนาดเห็นแวบเดียวผมยังสะดุดตา นี่ถ้าพี่โรมเห็น คงเช้าถึงเย็นถึงที่
ออฟฟิศของพี่มอนแหง” เจ้าตัวบอกอย่างแน่ใจ เพราะรู้ว่าโรมรันชอบผู้หญิงสวยเพียงไร

“รักก็พูดเกินไป ว่าแต่เห็นตอนไหน พี่ไม่เห็นรักเลย”

“บ่ายๆ ครับ คงเป็นช่วงออกจากร้านอาหารนั่นไง ผมขับรถผ่านพอดี จะไปดูบ้านที่เขาให้ทำ”

“อ้อ คงเป็นตอนที่เดินออกมา มอนอยู่ข้างหลังพี่กระมัง หรือตอนที่มอนไปเอารถ รักเลยเข้าใจว่าไปกันสองคน”

“น่าจะใช่ครับ” พูดแล้วก็จิ้มขนมใส่ปาก

“อืม อร่อยแฮะ ซื้อที่ไหนนะนี่” ถามเพราะรู้ว่าคนที่บ้านไม่มีใครสามารถทำขนมอย่างนี้ได้ พี่ชายส่ายหน้า

“งั้นต้องเรียกมาถามไถ่ดู คราวหน้าคราวหลังจะได้ซื้อขนมเจ้านี้มาอีก”
“ยังไม่รีบเตรียมตัวเหรอ หกโมงแล้วนะ”

“ทันถมไปครับ ใครอยู่ข้างนอกมั่ง เข้ามานี่หน่อย” ประโยคท้ายหันไปทางประตูห้อง เพราะรู้ว่าคงมีใครป้วนเปี้ยนอยู่รอรับคำเรียกหา เด็กหนุ่มคนเดิมโผล่หน้ามาทันที

“แจ้ง ใครซื้อขนมนี่มา ป้าแย้มหรือเปล่า?” ป้าแย้มของรักษิตนั้นเป็นแม่ครัวในบ้านนั่นเอง

“เปล่าครับ ของกำนัล” คนพูดทำหน้าทะเล้น

“เอ๊ะ! ใคร?” นายหนุ่มทั้งสองพร้อมใจกันทำหน้าฉงน แม้กระทั่งคนที่นั่งกินอยู่ก่อน เพราะไม่ได้สนใจถามไถ่ที่มาที่ไปของความอร่อยแบบน้องชาย

“คุณวิไลเรขาครับ” เมื่อเห็นเจ้านายของตัวยังตีหน้างงๆ อยู่ ก็เฉลยต่อ

“อยู่ข้างบ้านไงครับ บ้านสีครีมถัดไปที่มีต้นเฟื่องฟ้าอยู่หน้าบ้าน”

“อ้อ! แล้วไปรู้จักกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ “ รักษิตพึมพำ เพราะความที่ไม่ค่อยมีใครอยู่ติดบ้าน เจ้าของบ้านกับบ้านใกล้เคียงจึงไม่ค่อยได้พบปะรู้จักกัน อีกประการบ้านหลังสีครีมที่ว่าก็เพิ่งมาอยู่ไม่นานนัก เลยยิ่งไม่เคยเห็นหน้าค่าตา

“เขาเพิ่งย้ายมาอยู่ไม่ใช่หรือ ?”

เจ้าแจ้งหัวเราะ “โธ่ คุณรัก เขามาอยู่จะเป็นปีแล้ว รู้จักกับคุณโรมไงครับ” บอกด้วยสีหน้ายิ้มๆ แล้วขยายความรู้ต่อไปอีก

“อยู่กันสองคนแม่ลูกครับ นัยว่าพ่อตายแล้วเลยย้ายจากบ้านปู่กับย่ามาอยู่ตามลำพังสองคน”

“เออแน่ะ ! รู้อะไรต่อมิอะไรเยอะจริง”

“ก็ลูกจ้างบ้านโน้นเคยคุยกับป้าแย้มนี่ครับ ผมก็เลยพลอยรู้ด้วย”

“งั้นขนมนี่ฝีมือเขาละสิ”

“คงอย่างนั้นแหละครับ น้าละไมคุยว่าเขาทำอาหารเก่งกันทั้งแม่ทั้งลูก”

“ละไมนี่ใครอีกล่ะ” รักษิตทำหน้าที่ซัก

“ก็ลูกจ้างบ้านโน้นแหละครับ”

“อืม เอาล่ะ ไปได้” เจ้านายอนุญาต เมื่อหมดเรื่องจะถาม

“ไม่เลวเลย พี่โรม ทำให้เราได้กินของอร่อย เมื่อไหร่ถึงคราวพี่รัชบ้าง”

พี่ชายยิ้ม “คงอีกนาน ถึงมีเขาก็คงไม่เอาใจพี่ขนาดนี้แน่”

“ถ้าเป็นคนเมื่อกลางวันละก็ แหงเลย” ไม่วายวกกลับไปอีก

“อะไร?” พี่ชายเลิกคิ้วอย่างสงสัย

“ก็คนสวยๆ ถึงสวยมาก น่ะสิจะเอาใจใครเป็น มีแต่คนเอาใจเสียจนเคยตัว”

“เรื่องนั้นพี่ก็ไม่รู้ ท่าที่เห็นวันนี้ ก็เห็นท่าทางเฉยๆ นี่ ไม่เห็นวางท่าอะไร”

รัชพลหวนนึกถึงใบหน้าเรียวละม้ายรูปปั้นนั้นแล้ว ก็มองไม่ออกว่ามีลักษณะอย่างใดตรงกับคำกล่าวของน้องชาย แต่มีอะไรบางอย่างในตัวที่แปลกชวนพิศวง ความเหมาะเจาะงดงามของใบหน้าแทบจะไม่มีที่ติ แต่กิริยาพาทีนี่สิ กลับไม่มีความอ่อนหวานของผู้หญิงอย่างที่น่าจะเป็น แต่ก็ไม่ใช่ความหยิ่งผยองในความงามของตัว หากแต่เป็นความราบเรียบ เรียบจนเกินไป เขาสรุปกับตัวเอง

“อ้าว พี่รัช ใจลอยไปไหนแล้ว” น้องชายกระเซ้า

“มีอะไรล่ะ ?” อีกฝ่ายย้อนถาม

“ก็ผมถามว่า รู้จักสาวข้างบ้านเราหรือเปล่า ?”

“ไม่นี่ ไม่ได้สังเกต” ตอบโดยดี

“นั่นสิ บางทีอาจจะเคยเห็น แต่ไม่รู้จักก็ได้ ผมไปอาบน้ำก่อน วันนี้ออกข้างนอกมาเหนียวตัว”

ว่าแล้วก็วางส้อมลงบนจานตามเดิม ยกกาแฟขึ้นดื่มรวดเดียว แล้วจึงลุกออกไป ชั่วเวลาไม่นานนัก เสียงรถก็แล่นออกจากบ้าน แสดงว่ารักษิตออกไปงานแต่งงานของเพื่อนแล้ว ทั้งบ้านตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เพราะคนรับใช้ส่วนใหญ่อยู่เรือนด้านหลังแยกต่างหากออกไปอยู่ติดกับครัว

อาหารเย็นมักจะอยู่ไม่ครบคน คนที่ขาดมากที่สุดคือโรมรัน บางครั้งไม่มีเจ้าของบ้านอยู่เลยสักคนก็มี แม้แต่บิดาเขาเอง ถ้าไม่ติดนัดเรื่องธุรกิจ ก็อาจติดนัดงานสังคมหรือผู้หญิง คนที่เจอหน้ากันมากที่สุดเวลาอาหารเย็นนั้นมีแต่เขากับน้องชาย ซึ่งโอกาสที่ว่านั้นก็มีไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่ต่างคนต่างใช้ชีวิตนอกบ้าน คืนนี้เขาไม่มีนัดกับเพื่อนร่วมกลุ่มจึงไม่อยากออกไปเที่ยวตามรมณียสถานยามราตรีเพียงลำพัง

เมื่อรับประทานอาหารเย็นแล้ว เขาจึงให้แจ้งนำกาแฟมาให้ที่ห้องนั่งเล่น เปิดเครื่องเสียงฟังอย่างเบื่อๆเซ็งๆ แล้วก็เริ่มหงุดหงิด เพราะเกิดเหงาขึ้นมาแต่ไม่รู้จะทำอะไรดี รัชพลนึกไล่ชื่อผู้หญิงที่รู้จักไปทีละคน แล้วตัดสินใจไม่ไปหาหรือโทรไปคุยกับใครสักคน เมื่อบอกตัวเองว่าไม่มีใครในจำนวนนั้นสนิทสนมถึงขนาดรู้ใจกัน ได้แต่นึกอิจฉาว่ามีใครบ้างไหมนะที่มีผู้รู้ใจเพียงแค่สบตาหรือใช้คำพูดสั้นๆ ก็สามารถสื่อความหมายระหว่างกันได้มากมาย เป็นการเข้าถึงอารมณ์ของแต่ละฝ่าย แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ย่อมต้องอาศัยความใกล้ชิด ความเข้าใจ และการคิดเห็นแทนผู้อื่นเป็นพื้นฐาน



แดดยามสายค่อนข้างจ้า รัชพลรับต้นไม้และเงินทอนจากคนขาย เมื่อหันกลับสองสาวที่เดินผ่าน คนหนึ่งคุ้นตาจนต้องมองตาม

“คุณมณีมณฑ์ มาซื้ออะไรครับ” เสียงทุ้มทักขึ้นใกล้ๆ

ผู้ถูกทักหันไปตามเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มให้ พลางยกมือไหว้ทักทาย

“สวัสดีค่ะ คุณรัชพล ดิฉันมาดูต้นไม้ค่ะ ” ตอบแล้วหันไปบอกผู้ร่วมทางที่ยืนรออยู่ข้างๆ ว่า

“คุณรัชพล เพื่อนของคุณอมรค่ะพี่มัญช์”

“มัญชรี พี่สาวดิฉันเองค่ะ”

มัญชรีรู้ว่าอมรเป็นนายจ้างของน้องสาว และยังเป็นพี่ชายของเพื่อนสนิทอีกด้วย จึงเข้าใจคำแนะนำของมณีมณฑ์ ยิ้มให้อีกฝ่ายที่รับไหว้น้องสาวและเธอ

“ยินดีที่รู้จักค่ะ มาดูต้นไม้แถวนี้เหรอคะ ?”

“นานๆ มาที คุณสองคนละครับ ท่าทางจะมาซื้อต้นไม้ที่นี่บ่อย ถ้าไม่รังเกียจผมขอติดตามไปด้วยได้ไหมครับ ?”

พี่สาวเหลียวมองผู้เป็นน้อง มณีมนฑ์จีงเป็นคนตอบกลับมา

“ค่ะ ถ้าคุณสนใจจะเดินดูต้นไม้เหมือนกัน”

“ได้ต้นอะไรมาแล้วคะนั่น คล้ายๆพลับพลึง “ มณีมัญช์ชวนสนทนาระหว่างเดินไปด้วยกัน

“คนขายบอกว่าชื่อพลับพลึงลิลลี่” ตอบอย่างโล่งใจขึ้นเมื่อไม่เห็นท่าทางอึดอัดใจของสองพี่น้องต่อการขอร่วมทางของเขา โดยที่ตัวเขาเองก็พลั้งปากออกไปโดยไม่ทันคิด ซึ่งผิดวิสัยเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งสามเดินไปตามบาทวิถีด้านที่ขายต้นไม้ มณีมณฑ์ที่เดินนำก็หยุดที่ร้านหนึ่ง พี่สาวเดินเข้าไปใกล้

“เจอแล้วเหรอมนฑ์ สีม่วงหรือเปล่า”

ช่อดอกไม้สีม่วงดอกนิดๆ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้ผู้ชายคนเดียวในกลุ่มมองอย่างสงสัย

“ดอกอะไรครับ”

“ราชาวดีค่ะ หาสีม่วงกันหลายหนแล้ว แต่ช้าไปทุกที เพิ่งเจอวันนี้แหละค่ะ สงสัยเพราะคุณมาด้วยกระมัง” มัญชรีเย้า

“แสดงว่าผมเป็นตัวนำโชค” ตอบรับยิ้มๆ “ว่าแต่มีสีอื่นด้วยเหรอ ?”

“เจอทั่วไปเป็นสีขาวค่ะ สีม่วง กับ เหลืองจะหายากหน่อย”

“แล้วจะหาให้ครบทุกสีหรือเปล่าครับ ?”

“ต้องแล้วแต่มณฑ์ค่ะ คนนั้นชอบพวกดอกไม้หอม”

“แล้วคุณละครับ ?”

"ดิฉันชอบต้นไม้ค่ะ ไม่เฉพาะเจาะจง คุณละคะ ชอบแบบไหน?”

“เหมือนกันครับ ไม่เฉพาะเจาะจง แต่ไม่ค่อยจะได้มาเดินดูเท่าไหร่”

มณีมณฑ์ต่อรองราคากับคนขาย ส่วนอีกสองคนเดินดูต้นไม้ในร้าน ขณะที่กำลังรอเงินทอนนั้น มือแข็งแรงก็ยื่นมาตรงหน้า

“ผมช่วยถือให้” หญิงสาวขยับจะปฏิเสธ หากเมื่อสบตาซึ่งบ่งบอกความเป็นมิตรอย่างจริงใจ เลยยื่นให้แต่โดยดี

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวหันไปรับเงินทอน เมื่อหันกลับมาก็เห็นสายตาของชายหนุ่มจับอยู่ที่กระถางเล็กๆ มีดอกสีขาวนิดๆ น่าเอ็นดู ลักษณะคล้ายต้นหญ้า ก็บอกว่า

“ต้นหยาดน้ำค้างค่ะ ดิฉันเคยซื้อไปปลูก ไม่ทันไรก็เฉาแล้ว ดูเหมือนจะชอบอากาศเย็น”

คำบอกเล่านั้นทำให้แววตาของอีกฝ่ายจุดประกายขำขัน เมื่อบอกตัวเองว่า ‘ค่อยยังชั่ว คิดว่าจะไม่ยอมพูดคำอื่นนอกจาก สวัสดีค่ะ ขอบคุณค่ะ กับเราเสียแล้วสิ”

ฝ่ายนั้นทันได้เห็นพอดี จึงเม้มริมฝีปากนิดๆ เมินหน้าไปมองหาพี่สาว

“เอ้อ อย่าเพิ่งโกรธสิครับ ผมไม่ได้หัวเราะเยาะคุณสักหน่อย”

“งั้นคุณขำอะไร?” น้ำเสียงยังราบเรียบ

รัชพลมองหญิงสาวอย่างฉงน ด้วยคำถามตรงจุดพอดี จนเขานึกไม่ออกว่าผู้หญิงที่เขาเคยสรุปว่าเรียบเฉยจนเหมือนรูปปั้นเกินไปนั้น จะอ่านแววตาเขาออกได้เพียงสบกันชั่วแวบ ซึ่งยังไม่เคยมีสตรีใดที่เขาคบหาอยู่จะอ่านอารมณ์เขาได้ชัดเจนขนาดนี้


greenteagreentea




 

Create Date : 07 เมษายน 2553    
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 14:03:50 น.
Counter : 300 Pageviews.  

ดั่งพรหมเพรียกหา : บทที่ 2

greenteagreentea




“เป็นยังไงบ้างพัชญ์ ได้งานไหมวันนี้”

ภิญญาพัชญ์ยกมือขึ้นเสยผมหน้าม้าบางๆ ที่ปรกหน้า แล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างเพลียๆ พลางตอบพี่สาวซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ก่อน

“ยังไม่ได้เลยค่ะ เหมือนเคย บางแห่งก็ให้เขียนใบสมัครทิ้งไว้ แล้วให้ความหวังลอยๆ ที่แปลตรงๆ ว่าตอนนี้ยังไม่รับค่ะ บางแห่งปฏิเสธเอาดื้อๆ ด้วยซ้ำ”

“หิวไหมลูก กินของว่างเสียก่อนสิ” คุณภารวีถามลูกสาวคนเล็ก

“หิวที่สุดค่ะ นี่พี่มณฑ์ยังไม่กลับเหรอคะ ?” ถามไปถึงพี่สาวคนกลาง

“ยังเลย ถ้าจะกลับมาพอดีทานข้าวเย็นละมั้ง พัชญ์หิวก็กินของว่างรองท้องไปพลาง” ผู้เป็นแม่บอก

ความเป็นลูกคนเล็กของบ้าน ทำให้ทุกคนคอยเอาใจใส่ไปเสียทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินหรือความเป็นอยู่ ภิญญาพัชญ์สปริงตัวลุกขึ้น บิดกายไปมาแก้เมื่อยขบ

“กินกันแล้วยังคะ”

“กินกันแล้วละจ๊ะ เอ๊ะทำไมยุพาไม่เอาน้ำออกมา อ้อ มาพอดี” คุณภารวีหันไปเห็นฝ่ายนั้นถือแก้วน้ำส้มคั้นมีน้ำแข็งลอยฟ่องออกมาจากห้องครัว

“ทำไมช้าจัง ยุพาศรีนี่”

อีกฝ่ายยิ้มรับคำล้อของนายสาวคนเล็กอย่างเขินๆ พร้อมยื่นแก้วน้ำส้มให้ก่อนจะรายงานว่า

“เพิ่งคั้นเสร็จค่ะ ที่แช่ไว้หมดพอดี เลยช้าไปหน่อย”

“คุณพัชญ์จะให้ยกขนมมาที่นี่หรือที่โต๊ะอาหารคะ ?” ที่นี่ที่ว่านั้นคือบริเวณนั่งเล่นสำหรับครอบครัว มีเก้าอี้นวมตัวใหญ่สีครีมปรับเอนหลังได้ 2 ตัววางคู่กันหันหน้าหากำแพงที่ตั้งจอทีวีขนาดใหญ่ ซึ่งคุณภารวีและมัญชรีพี่สาวคนโตจับจองไป ส่วนภิญญาพัชญ์นั่งติดมารดาอยู่ที่โซฟาเดี่ยวตัวถัดมาคั่นกลางด้วยโต๊ะเล็กปูกระจกด้านบน ไม่ไกลกันนักเป็นโต๊ะรับประทานอาหาร เจ้าตัวบอกอย่างไม่อยากขยับตัวอีกแล้วว่า

“เอามาตรงนี้เลยไม่อยากยกขาไปไหนอีกแล้ว” ผู้เป็นมารดามองอย่างเอ็นดูแกมสงสารก่อนจะบอกแทนมาว่า

“จัดมาให้คุณพัชญ์ที่นี่เลย อ้อ แล้วบอกป้าไพให้เตรียมเครื่องต้มยำไว้นะคุณมณฑ์กลับมาถึงค่อยทำ” คุณภารวีกำชับ

ภิญญาพัชญ์วางแก้วน้ำส้มที่เหลือไม่ถึงครึ่งลงบนโต๊ะเล็กข้างตัว ก่อนจะบิดตัวอีกรอบให้แม่และพี่สาวมองอย่างขัน ๆ หญิงสาวหันไปจิ้มขนมใส่จานแบ่งที่ยุพานำมาวางไว้บนโต๊ะพร้อมแก้วน้ำเย็น จิ้มขนมเข้าปากอย่างหิวจัด

“ข้าวเกรียบปากหม้อเจ้านี้อร่อยดีค่ะ เจ้าใหม่เหรอคะ”

มัญชรีอมยิ้มมองน้องสาวขำ ๆ “เชื่อแล้วว่าหิวจริงๆ เจ้าเดิมนั่นแหละ ไม่ใช่เจ้าใหม่ที่ไหนหรอก”

น้องสาวยิ้มเขินไม่ตอบกระไร ตั้งหน้าตั้งตากินขนมไปตามเรื่อง

“พี่บอกแล้วว่าให้เรียนบัญชี จบแล้วจะได้ไม่ต้องหางาน มาเป็นผู้จัดการทรัพย์สินให้คุณนายแม่” พี่สาวเอ่ยล้อๆ

“ฮื้อ ก็พัชญ์ไม่ชอบนี่นา เบื่อตัวเลข” ย่นหน้าตอบให้เห็นว่าเบื่อจริงๆ

“แม่ว่าพัชญ์มาช่วยแม่ก็ดี ไม่ต้องไปตะลอนหางานทำให้เหนื่อย” ผู้เป็นแม่พูดเสียงอ่อน

“ไม่ค่ะ ไม่เอา” เจ้าตัวส่ายหน้าหวือ “แค่ไปเก็บค่าเช่า นับเงิน แม่ทำคนเดียวก็ได้ สบายๆ พัชญ์อยากออกไปเก็บเกี่ยวความรู้นอกมหาวิทยาลัยบ้าง แล้วเพื่อนๆ เขาก็ไปสมัครกัน สนุกดีออก”

คุณภารวีทำตาปริบๆ “สนุกหรอกเหรอนี่ เห็นบ่นนัก”

ลูกสาวคนเล็กยิ้มแก้เก้อ “พัชญ์บ่นไปงั้นแหละค่ะ ก็เหนื่อยจริงๆ นี่นา ไม่แน่ถ้าหางานไม่ได้จริงๆ เรียนต่อก็ได้ เขาเปิดรับเมื่อไหร่ค่อยไปสมัคร ระหว่างนี้หางานฆ่าเวลาไปพลางๆ”

“นั่นสิ พัชญ์เรียนต่อก็ได้นี่ลูก ตอนนี้งานยิ่งหายากอยู่”

“ค่ะ ถ้ารับสมัครเมื่อไหร่ แล้วพัชญ์ยังไม่ได้งานก็ค่อยตัดสินใจอีกที ตอนนี้อยากทำงานหาประสบการณ์ก่อนค่ะ จะได้รู้ว่าอยากทำงานหรืออยากเรียนต่อด้านไหนแน่”

“งั้นก็ตามใจ แม่เข้าไปดูในครัวก่อน สงสัยมณฑ์คงใกล้กลับมาแล้ว” มารดาตอบพลางเหลือบมองนาฬิกาติดผนัง ซึ่งเป็นรูปจิ๊กซอว์ภาพทิวทัศน์ของสวนทิวลิปอันโด่งดังในเนเธอร์แลนด์ที่สามสาวพี่น้องช่วยกันต่อจนสำเร็จแล้วเอาไปใส่กรอบและติดตั้งนาฬิกาไว้เพื่อนำมาเป็นเครื่องประดับบ้าน

ผู้เป็นแม่ลุกออกไป ภิญญาพัชญ์เห็นว่ามารดาลับตัวไปแล้ว จึงเปลี่ยนไปนั่งตัวที่อยู่ข้างพี่สาวแทน มัญชรีมองอย่างแปลกใจ

“พี่มัญช์ ถ้าเกิดแม่แต่งงานใหม่จะว่ายังไง ?”

พี่สาวหน้าตื่น “ใครบอก เอามาจากไหนกัน ทำไมพี่ไม่รู้”

“ชู่ว์ “ น้องสาวรีบเอานิ้วชี้จ่อปาก “อย่าเสียงดังสิคะ เกิดแม่ได้ยินจะถูกเอ็ด ไม่มีใครบอก เพียงแต่คิดเผื่อเอาไว้เท่านั้น”

“มีอะไร ทำให้ต้องคิดอย่างนั้นล่ะ” อีกฝ่ายดักคอ

“พี่มัญช์รู้จักคุณนายชื่นจิตไหมคะ ?” ฝ่ายนั้นกลับย้อนถาม

“ก็...เคยได้ยินชื่อ แต่ไม่รู้จัก” มัญชรีมองหน้าน้องสาวแล้วทำตาโต เมื่อฉุกคิดได้

“เขามาเป็นแม่สื่อเหรอ ?”

“พัชญ์ก็ไม่รู้ แต่เมื่อวานที่พี่มัญช์กับพี่มณฑ์ออกไปทำงาน แล้วพัชญ์ยังอยู่บ้านกำลังจะออกไปตามที่นัดกับเพื่อน คุณนายชื่นจิตคนนี้เขามาหาแม่ถึงบ้าน ทั้งที่แต่ก่อนแต่ไรไม่เคยไปมาหาสู่”

“แน่ใจเหรอว่าเป็นคุณนายชื่นจิตคนเดียวกัน ?”

“ไม่ผิดแน่ ก็พอตอนเย็นกลับมา พัชญ์ถามแม่ แม่ก็บอกว่าใช่นี่”

“แล้วถามแม่หรือเปล่าว่าเขามาทำไม ?”

“ถามสิ” น้องสาวพยักหน้า

“แล้วแม่ว่าไง ?” อีกฝ่ายซักแทบไม่หายใจ

“ก็บอกว่าเขามาเยี่ยมตามธรรมดา เพราะเจอกันในงานวันก่อนนี้”

“ก็น่าคิดเหมือนกันนะ รู้จักกันมาตั้งนานแต่ไม่เคยมาหา มาเยี่ยมเราสักหน่อย ทำไมตอนนี้มาเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน” พี่สาวพูดอย่างครุ่นคิด

“แล้วพี่มัญช์ว่ายังไง ถ้าเกิดแม่จะแต่งงานจริง ๆ” ภิญญาพัชร์ถามตรงจุด

“ก็....” มัญชรีเองก็พูดไม่ถูก เพราะความคิดเช่นนี้แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย หลังจากที่พ่อตายไปแล้วนั้น แรกๆ ความหวั่นเกรงในเรื่องนี้ก็มีบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้เป็นมารดายังคงรักษาสถานะแม่ม่ายต่อมาโดยไม่เคยเหลือบแลชายใด แม้จะมีผู้มาเสนอตัวอยู่หลายคน ทำให้มัญชรีเบาใจจนลืมความหวาดเกรงในเรื่องนี้เสียสนิท เมื่อมาถูกน้องสาวกระตุ้นให้คิดอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจความรู้สึกของตัวเอง

“แล้วพัชญ์ล่ะ ว่ายังไง ?” ลองหยั่งความรู้สึกของน้องสาว

“พัชญ์ไม่ยอมหรอก จู่ๆ จะให้มีพ่อเลี้ยง” น้ำเสียงขึ้นจมูก

“แล้วถ้าเขาเป็นคนดีล่ะ”

ภิญญาพัชญ์อึ้งไป แต่ยังมีท่าทีไม่สบอารมณ์อยู่

“เอาล่ะ อย่าเพิ่งตีโพยตีพายกันดีกว่า เราเองยังไม่รู้แน่เลย”

“แต่ยังไงพัชญ์ก็ไม่ชอบหน้ายายคุณนายนั่นเลย” ภิญญาพัชญ์ว่า ก่อนจะลุกเดินออกไปพร้อมบอกพี่สาวว่า “พัชญ์ไปอาบน้ำล่ะ พี่มณฑ์กลับมาค่อยคุยกันอีกที”

ถึงจะบอกน้องสาวว่าอย่าเพิ่งไปคิดแต่ตัวเองกลับอดคิดไม่ได้ ถ้าแม่แต่งงานใหม่จริงๆ ชีวิตในครอบครัวจะต้องเปลี่ยนไปแน่ เพียงแต่จะดีขึ้นหรือแย่ลงเท่านั้น แล้วเธอจะอยู่ฝ่ายไหน น้องสาวหรือผู้ให้กำเนิด

แน่นอนเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เพราะมัญชรีเองก็เห็นอยู่ว่า มารดาของเธอทั้งสามนั้นแม้อายุจะใกล้เลข 5 นำหน้าแล้ว หากยังคงความสวยในวัยสาวอยู่มาก เพราะฐานะทางบ้านก็ไม่ลำบากถึงขนาดต้องขวนขวายทำมาหากินเลี้ยงลูกหลังจากสามีตาย ผู้เป็นแม่ของเธอกลับรับภาระเหล่านี้ได้อย่างสบายพอสมควร แม้เงินเดือนข้าราชการของพ่อจะไม่มากมาย แต่ทั้งแม่ละพ่อต่างเป็นลูกคนเดียวเลยได้รับมรดกทั้งหมดจากพ่อแม่ของแต่ละฝ่ายมามากพอดูและเพราะมิใช่คนปล่อยตัว จึงทำให้คุณภารวีในวัยนี้สาวกว่าอายุจริงมิใช่น้อย

เสียงแตรรถดังกังวานสั้น ๆ มัญชรีจึงลุกเดินไปยังประตูหน้าบ้าน เพราะรู้ว่าในครัวคงกำลังยุ่งอยู่ ทางเดินร่มรื่นด้วยเงาของจำปีต้นใหญ่ ริมสนามเป็นไม้พุ่มส่งกลิ่นหอมกรุ่น จำพวกดอกแก้ว ดอกพุด ประยงค์ มะลิ พุทธชาดดอกนิดๆ พราวเต็มต้นใกล้กับประตูพอดี หญิงสาวเปิดประตูรั้วให้กว้างออก เพื่อให้รถเข้ามาได้ แล้วปิดตามหลังเมื่อรถแล่นเข้ามาภายในแล้ว เธอเดินไปขึ้นรถด้านข้างคนขับ

“วันนี้กลับช้า” พี่สาวทัก

“ค่ะ เตรียมตัวอย่างสินค้ารุ่นใหม่ เขาเพิ่งมาส่งตอนใกล้เลิกงาน”

เมื่อจอดรถเข้าที่ มัญชรีเปิดประตูก้าวลงจากรถร่างที่ก้าวลงจากด้านคนขับสูงกว่าเธอเล็กน้อย ผมยาวรวบตึงไปเกล้าเป็นมวยแบบต่ำไว้ด้านหลัง เปิดให้เห็นดวงหน้างดงามได้สัดส่วนราวกับช่างบรรจงปั้น เจ้าตัวหันไปหยิบกระเป๋าถือออกจากรถก่อนปิดประตู แล้วเดินตามร่างที่หมุนตัวก้าวไปยังตัวบ้านเงียบ ๆ

ภิญญาพัชญ์ก้าวลงบันไดมาพอดีกับที่มณีมณฑ์กำลังจะก้าวขึ้นไป

“พี่มณฑ์กลับมาแล้วเหรอคะ ?”

“จ๊ะ พัชญ์หางานได้ไหม ?”

“ตามเคย ใครเจอหน้าเป็นต้องถามคำนี้ ยังเลยค่ะ หายากจะตายไป” เจ้าตัวทำหน้าเมื่อย ก่อนพูดต่อโดยเร็ว

“พี่มณฑ์หิวข้าวแล้วยังคะอาบน้ำแล้วก็คงได้กินพอดี”

พี่สาวพยักหน้า เดินขึ้นบันไดไปเงียบ ๆ น้องสาววิ่งลงบันไดปราดไปหาพี่คนโตซึ่งกำลังจัดโต๊ะอาหาร พอเห็นยุพาอยู่ด้วยก็ชะงักเพียงแต่ถามสั้นๆ

“ถามพี่มณฑ์หรือเปล่าคะ ?”

“เปล่า” ผู้เป็นพี่ส่ายหน้า

“ใครจะถามอะไรกันจ๊ะ ?” เสียงที่แทรกขึ้นมาทำให้คนฟังสะดุ้ง

“พัชญ์ถามพี่มัญช์ว่าถามพี่มณฑ์เรื่องงานให้พัชญ์หรือเปล่าค่ะ”

แก้ตัวไปแล้วเห็นมารดาไม่ได้สนใจนักก็โล่งใจ ไถลไปทำทีช่วยพี่สาวจัดอาหารที่ถูกลำเลียงออกมาตั้งไว้ ยุพาทำหน้าที่รินน้ำเย็นใส่แก้วแล้วนำไปวางไว้ตามที่

“แล้วนี่มณฑ์ลงมาแล้วยัง ?” คุณภารวีถามเมื่อไม่เห็นลูกสาวคนกลาง

“ยังเลยค่ะ วันนี้กลับช้ากว่าทุกวัน เพิ่งขึ้นไปอาบน้ำสักครู่นี้เอง” ลูกสาวคนโตบอก

“งั้นนั่งรอที่โต๊ะเถอะ คงหิวมาล่ะ” ผู้เป็นแม่บอก

สองพี่น้องเข้านั่งประจำที่เมื่อมณีมณฑ์ลงมาเห็นทุกคนนั่งรออยู่ที่โต๊ะพร้อมหน้าแล้ว ก็ยิ้มอ่อน ๆ

“ขอโทษค่ะ มณฑ์ก็รีบแล้ว”

“ไม่ช้าหรอกจ้ะ แม่กลัวมณฑ์จะหิว เพราะกลับเย็นกว่าทุกวัน” คุณภารวีบอกให้คลายกังวลแล้วพยักหน้าบอกยุพาตักข้าวให้ทุกคน

หลังอาหารน้องสุดท้องเลี่ยงไปคุยกับมารดา เพื่อเปิดโอกาสให้พี่สาวทั้งสองคุยกันตามลำพัง หญิงสาวแอบพยักหน้าเรียกน้องคนรองตามขึ้นไปข้างบน
ห้องที่มณีมณฑ์ผลักประตูเข้าไปไม่กว้างนัก ผนังทาสีขาว ม่านและ ผ้าคลุมเตียงพื้นสีออกขาวนวลลายดอกไม้ดอกเล็กๆสีสดใสส่งให้ห้องดูสว่างและกว้างขึ้น ข้างเตียงตั้งโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆ วางโคมไฟกับกรอบรูปขนาดเล็กซึ่งใส่รูปของเจ้าของห้อง มุมห้องตรงข้ามประตูวางชั้นหนังสือและเครื่องเสียงขนาดย่อมกับโต๊ะเก้าอี้สำหรับทำงานบนโต๊ะวางคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ข้างประตูเปิดออกสู่ระเบียงวางเก้าอี้นวมลายดอกไม้สีหวาน ผู้เป็นพี่ก้าวไปนั่งลงอย่างสบาย ส่วนเจ้าของห้องเดินไปนั่งบนเตียงรอฟัง

“พัชญ์ให้พี่มาถามมณฑ์ว่ามีความเห็นยังไงถ้าแม่จะแต่งงานใหม่” ฝ่ายนั้นเริ่มเรื่องอย่างไม่อ้อมค้อม

ใบหน้างดงามนั้นมีแต่ความแปลกใจมากกว่าจะตกใจ “พัชญ์ทราบมาจากไหนคะพี่มัญช์”

พี่สาวเล่าการคาดคะเนของน้องสุดท้องให้ฟังคร่าวๆ

“มณฑ์ว่า พัชญ์อาจวิตกกังวลเกินกว่าเหตุค่ะ”

“พี่ก็คิดอย่างมณฑ์ แต่ถ้าเกิดแม่แต่งงานใหม่ขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ มณฑ์มีความเห็นอย่างไร ?”

“มณฑ์ก็ไม่ว่ายังไงค่ะ แล้วแต่แม่”

“มณฑ์ไม่รู้สึกอะไรเลยรึ ?” น้ำเสียงหยั่งท่าที

“ก็คงรู้สึกสบายใจว่าต่อไปแม่จะไม่เหงาสิคะ ถ้าต่อไปเราแต่งงานกันไปหมด”

“ที่มณฑ์พูดมาก็ถูก พี่ลืมคิดไป” ผู้เป็นพี่พูดขรึม ๆ “มัวแต่หวงแม่เหมือนเมื่อเด็ก ๆ กลัวจะมีคนอื่นมาแย่งแม่ไป”

สีหน้าท่าทางของผู้เป็นพี่ ทำให้อีกฝ่ายสะดุดใจ 'หรือพี่มัญช์ห่วงว่าจะมีใครมาเป็นที่ปรึกษาของแม่แทนตัวเอง'

เสียงเคาะประตูขัดจังหวะ ทำให้ทั้งสองมองตากัน หากยังไม่ทันออกปากอนุญาต ประตูก็ถูกเปิดเข้ามาเสียก่อนอย่างคนใจร้อน

“พัชญ์น่ะเอง แม่ล่ะ?” พี่สาวคนโตถาม

“ทำดอกไม้อยู่ค่ะ เห็นว่าจะเอาไปขายในงานกุศลอะไรก็ไม่ทราบ นึกว่าอยู่ห้องพี่มัญช์เสียอีก” คนพูดเดินมานอนพังพาบบนเตียงข้างเจ้าของห้องที่รู้ใจหยิบหมอนใบนุ่มมาสอดให้ตรงหน้าอก เจ้าตัวรับมาแล้วพูดต่อ

“ขอบคุณค่ะ พี่มณฑ์รู้แล้วว่ายังไงบ้างคะ ?”

มณีมณฑ์ยิ้มเฉย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่สาว

“มณฑ์ตามใจแม่”

“จะมีคนมาแทนที่พ่อของเรานะคะ มาเป็นพ่อเลี้ยง” หันมาเน้นเสียงที่คำหลังเต็มที่ กับพี่คนรอง

“ไม่ใช่มาแทนที่นะจ๊ะ พี่ว่าเขาจะมาเป็นเพื่อนของแม่มากกว่า อย่าลืมสิว่าในที่สุดถ้าเราแต่งงานกันไปทุกคน แม่ก็ต้องอยู่คนเดียว เหงาแย่ ตอนที่พ่อตายแม่ยังมีเราสามคนเป็นเพื่อน”

“พัชญ์ไม่แต่งก็ได้ แต่ถึงแต่งก็เถอะ เราคนใดคนหนึ่งก็อยู่กับแม่ได้” พูดอย่างเอาแต่ใจ

“ใช่ แต่พี่ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น พี่หมายถึงใจของแม่ต่างหาก พัชญ์เองก็มีครอบครัวต้องสนใจ แล้วจะเอาใจใส่เป็นเพื่อนแม่ตลอดเวลาได้หรือเปล่า?”

“ได้สิคะ พัชญ์ทำได้” บอกอย่างรั้นเต็มที่

“พี่ว่าเราจะคิดแทนแม่กันไปแล้ว ให้แม่ตัดสินใจเองดีกว่า” พี่คนกลางว่า

“นั่นสิพัชญ์ แม่อาจยังไม่คิดด้วยซ้ำ แล้วเราตีโพยตีพายกันไปเอง” พี่ใหญ่สนับสนุน

เอาล่ะ เมื่อเสียงส่วนใหญ่บอกอย่างนี้ พัชญ์ก็จะตามใจแม่อย่างที่พี่มณฑ์บอก แต่ถ้าสำหรับคนที่คุณนายนั่นชักนำมาละก็ พัชญ์ไม่ยอม” ถึงจะยอมอ่อนลงแต่ก็มีข้อแม้จนได้

“เขาอาจจะเป็นคนดีก็ได้” พี่คนรองแย้งยิ้ม ๆ

“แต่พัชญ์ไม่ชอบคุณนายคนนี้ เพื่อนเคยบอกว่าแกชอบเป็นนายหน้าหาเด็กสาว ๆ หรือผู้หญิงสวยๆ ไปเสนอใครต่อใคร เป็นอาชีพเชียวนะ เดี๋ยวจะมาเอา...” คำพูดตอนท้ายสะดุดไปอย่างรู้ว่าควรหรือไม่ควร ประกอบกับอาการขึงตาของพี่สาวคนโต

“พัชญ์ยอมตามเสียงส่วนใหญ่แล้ว ทีนี้ก็ตามใจพัชญ์มั่งนะคะ”

“จะให้พี่ทำอะไร ?” มัญชรีซัก

“ก็ไม่ต้องทำอะไรมากหรอก คอยกันท่าคนที่จะมาจีบแม่น่ะสิ”

“เดี๋ยวแม่จะไม่พอใจว่าเราไปก้าวก่ายนะ” อีกฝ่ายปราม

“แม่ใจดีออก ยังไงก็ไม่ว่า ถ้าเราไม่ไปทำเสียกิริยาจนแม่ขายหน้า เพียงแต่เราช่วยอำนวยความไม่สะดวกไง” ยิ้มเจ้าเล่ห์ประกอบคำพูด

“แต่พี่ไม่อยากทำเลย” พี่สาวคนที่ 2 พูดอย่างไม่สบายใจ

“ฮื้อ ไม่รู้ล่ะ ทีพัชญ์ไม่ชอบ ยังยอมตามเสียงส่วนใหญ่เลย คราวนี้พี่มณฑ์ไม่ชอบก็ต้องทำตามพัชญ์มั่ง ไม่งั้นจะรวนแหลกเลยไม่เลือกใครทั้งนั้น”

มณีมณฑ์มองน้องคนเล็กอย่างหนักใจ ความที่ตามใจกันมาตลอด ทำให้ภิญญาพัชญ์ต้องการอะไรก็จะให้ได้ดังปราถนาอยู่เรื่อย โดยไม่เคยสนใจว่าจะเป็นการบังคับใจใครหรือไม่ หากความเป็นน้องเล็กและความน่ารักยามเมื่อออดอ้อนให้ได้ดังที่ประสงค์ทำให้ทุกคนมักจะใจอ่อน ยอมตามใจในที่สุด จึงเพาะเป็นนิสัยเคยชินให้เจ้าตัวมิใช่น้อย เธอรู้ว่าในบรรดาลูกทั้งสามนั้น แม่เอ็นดูน้องสาวเป็นที่สุด แทบจะไม่เคยขัดใจ ถ้าทำได้ก็จะยอมตามใจร่ำไป หากเกิดการขัดแย้งขึ้นระหว่างแม่และน้อง เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ หากผลสุดท้ายคนที่ทุกข์หนักกว่าใครก็คือผู้เป็นแม่นั่นเอง

“น่า เฉพาะคนที่คุณนายชื่นแกติดต่อเท่านั้น คนอื่นพัชญ์ก็ไม่ทำ” น้องสาวปะเหลาะ

“เอ้า ตามใจ” มณีมณฑ์ยอมแพ้ในที่สุด อย่างที่เคยยอมกันเป็นประจำ

“แล้วพี่มัญช์ละคะ ?” ยิ้มประจบผู้เป็นพี่

“ก็ได้” มัญชรีเองก็ไม่ต่างกันเอ็นดูน้องสุดท้องมากอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยขัดคำขอใด ๆ

“แต่พี่ว่าเราออกจะตื่นกันเกินไปนะ” เมื่อตั้งตัวติด พี่คนโตเริ่มได้คิด

“เขาเรียกว่าเตรียมทางหนีทีไล่ค่ะ พี่มัญช์” เมื่อได้ดังใจภิญญาพัชญ์ก็เสียงใส บอกแกมหัวเราะ

“พัชญ์ไปละค่ะ จะไปดูทีวี”

“ดีเหมือนกัน อาจทันดูข่าว”

ทั้งพี่และน้องกลับออกไปแล้ว มณีมณฑ์คว้าหนังสือนิยายที่อ่านค้างอยู่มานั่งพิงพนักเตียงอ่านต่อ ตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ สามสาวก็แยกห้องนอนมาโดยตลอด ก่อนนี้ครอบครัวอยู่ร่วมกับตายาย เพราะปู่ย่าตายไปก่อนที่ผู้เป็นบิดาจะแต่งงานกับมารดา พ่ออายุมากกว่าแม่เกือบสิบปี ตอนที่ทั้งคู่แต่งงานกันก็มาอยู่ที่บ้านตาและยาย เนื่องจากแม่เป็นลูกคนเดียวจึงไม่อยากจะให้ตาและยายเหงา บ้านเก่าของแม่มีห้องไม่มากนัก ทำให้สามพี่น้องต้องอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่เด็ก จนสิ้นตาและยายผู้เป็นพ่อคิดถึงความสะดวกในการไปเรียนของลูก ๆ เลยมาซื้อที่จัดสรรของหมู่บ้านปลูกบ้านใหม่เพื่อให้ใกล้ศูนย์กลางมากขึ้น เพียงแต่อยู่ในซอยค่อนข้างลึก แต่การตัดถนนในภายหลังทำให้กลายเป็นว่าปัจจุบันแทบจะอยู่ใจกลางเมืองไปแล้วส่วนบ้านเก่าก็ให้คนเก่าแก่ของตายายซึ่งเป็นญาติกับป้าประไพที่เป็นแม่ครัวของบ้านนี้ดูแล

พี่สาวคนโตเรียกได้ว่าเป็นลูกพ่อ เพราะใกล้ชิดสนิทสนมกับพ่อมากที่สุด และผู้เป็นพ่อมักจะคอยเรียกหาโดยให้เหตุผลว่า

‘มัญช์เป็นพี่คนโตต่อไปต้องดูแลแม่และน้องๆ แทนพ่อ เพราะฉะนั้นอย่าอ่อนแอ ถึงมัญช์จะเป็นผู้หญิงแต่ความเข้มแข็งนั้นฝึกกันได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น การที่เรามองว่าผู้ชายเข้มแข็งนั้นเรามองแต่รูปกายภายนอก ความจริงแล้วความเข้มแข็งจากจิตใจภายในต่างหากที่สำคัญ ถึงพ่อจะไม่มีลูกชายเลย แต่พ่อก็ภูมิใจในตัวลูกสาวทุกคนของพ่อ มัญช์จะต้องเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของแม่และน้องได้’

ราวกับพ่อรู้ตัวว่าจะอยู่กับลูก ๆ ไม่นานพอที่จะคอยดูความสำเร็จของลูกทุกคน พ่อจึงพยายามปลูกฝังมัญชรี เรียกใช้ใกล้ตัวอยู่เป็นนิตย์

น้องสาวเล่าก็เป็นลูกแม่ ใครต่อใครพากันเห่อ ด้วยอายุห่างจากคนโต 5 ปี และห่างจากคนรอง 3 ปีแล้วหน้าตาก็น่ารักราวกับตุ๊กตานั่นอีก แต่ความซนมากกว่าพี่ ๆ ทำให้แม่คอยเรียกให้อยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา เพราะกลัวว่าลับตาเมื่อไหร่ก็จะได้แผลกลับมาเมื่อนั้น

ลูกคนกลางจึงถูกลืมไปโดยไม่มีใครรู้ตัว เมื่อสิ้นพ่อมัญชรีก็ทำหน้าที่พี่คนโตเป็นหลักให้น้องเป็นที่พึ่งทางใจให้แม่ได้สมดังที่พ่อหวัง และภิญญาพัชญ์ก็ค่อยทำให้แม่คลายเศร้า หายเหงา

มณีมณฑ์ถูกลืมโดยไม่มีใครทันรู้ตัวอีกเช่นเคย

หญิงสาวคุ้นเคยกับการอยู่เพียงลำพังโดยมีหนังสือเป็นเพื่อนคลายเหงา เวลาที่อยู่กับตัวเองและหนังสือทำให้เธอมีเวลาคิด ความน้อยใจทำให้คอยสังเกตคนรอบตัว แรกๆ อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ นานไปความเคยชินทำให้เริ่มสนุกกับการอ่านและทายใจคน แล้วเนื้อแท้ที่เป็นคนอ่อนโยนทำให้คอยอาทรต่อความรู้สึกของผู้อื่นเมื่อนำมาเทียบกับความรู้สึกของตัวเอง

หญิงสาวจึงเป็นคนเดียวที่ไม่กระทบกระเทือนกับการที่ ‘แม่จะแต่งงานใหม่’ ถ้าหากเป็นความต้องการ เป็นความสุขของผู้ให้กำเนิด ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึกผูกพันกับแม่ แต่เพราะเข้าใจว่าบางทีคนเราก็ใฝ่หาความเข้าใจและความอบอุ่นจากมือที่เข้มแข็งกว่า

คุณภารวีมองลูกสาวสองคนที่ลงบันไดตามกันมายังห้องนั่งเล่นซึ่งใช้ดูทีวีด้วย

“มณฑ์ไม่ลงมาด้วยเหรอจ๊ะ?”

“คงอ่านหนังสือน่ะค่ะ” ลูกสาวคนโตตอบ แล้วเดินไปนั่งบนเก้าอี้นวมข้างมารดา

“แม่ไม่ทำดอกไม้แล้วเหรอคะ” ลูกสาวคนเล็กถามพลางมานั่งคลอเคลียข้าง ๆ

“ชักเมื่อย ๆ เลยหยุดทำก่อน แล้วนี่พัชญ์ถามพี่เขาแล้วยังว่ามีงานมั่งไหม?”

“ไม่ต้องถามก็รู้แล้วละค่ะ เพราะถ้ามีคงรีบบอก พัชญ์เปิดหาตามหนังสือพิมพ์ก็แล้วกัน”

“ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนี่จ๊ะ อยู่ช่วยแม่อย่างที่มัญช์ว่าก็ดีเหมือนกัน” ผู้เป็นแม่ปลอบ แล้วถามต่อ

“คิดออกรึยังว่าอยากได้อะไรเป็นรางวัลที่เรียนจบได้เกียรตินิยม แม่จะได้เตรียมเก็บเงินแต่เนิ่น ๆ”

“พัชญ์อยากไปเที่ยวยุโรปค่ะ ยังไม่เคยไปเลย ได้แค่ที่ใกล้ ๆ”

“ยุโรปเชียวเหรอ?” คุณภารวีอุทาน “ตั้งหลายหมื่นนะ แล้วพัชญ์จะไปกับใคร?”

“ก็ไปกับแม่ไงคะ เราไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัวดีไหมคะ? ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันมาตั้งนานแล้ว จริงด้วย พัชญ์ตกลงเลือกทัวร์ยุโรปนี่แหละค่ะเป็นของขวัญ นะคะแม่” คนพูดซบหน้ากับต้นแขนผู้เป็นมารดา

“นะคะ ไปกันทุกคนเลย” เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่สาวเพื่อหาเสียงสนับสนุน

“พี่ต้องทำงานนะ ดูก่อน” ฝ่ายนั้นแบ่งรับแบ่งสู้

“ก็ลาพักร้อนสิคะ หยุดให้ตรงกันกับพี่มณฑ์ คนละบริษัทแท้ๆ ไม่น่าจะมีปัญหา” อีกฝ่ายพูดเองเออเองเสร็จ

“แม่ยังไม่ทันตกลงเลย งบไม่น้อยเลยนะนี่ ไปกันหมดบ้านแบบนี้” คุณภารวีรีบเบรก

“ แค่นี้ขนหน้าแข้งคุณนายภารวีไม่ร่วงหรอกค่ะ” ลูกสาวยิ้มทะเล้น

“จ้า ก็แม่ไม่มีขนหน้าแข้งจะร่วงนี่จ๊ะ” ผู้เป็นแม่ประชด

“พี่ ๆ เขาทำงานกันแล้ว คงช่วยแม่ออกบ้างหรอกค่ะ ทีนี้ก็เหลือพัชญ์กับแม่ งบก็ไม่มากแล้ว” ภิญญาพัชญ์เหลือบมองพี่สาวขณะบอกผู้ให้กำเนิด ฝ่ายนั้นได้แต่ทำตาโตเมื่อโดนลอยแพดื้อ ๆ

“นะคะแม่ ตกลงนะคะ ก็ไหนสัญญาว่าถ้าได้เกียรตินิยมแม่จะให้รางวัลตามที่พัชญ์ขอ”

“แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ ไม่ไปด้วยกันเหรอจ๊ะ?”

“พัชญ์อยากไปเที่ยวกับแม่นี่คะ” ฝ่ายลูกประจบ

“เอาเถอะ แล้วดูอีกที” มารดาแบ่งรับแบ่งสู้

“ขอบคุณค่ะ แม่ใจดีที่หนึ่งเลย” คนได้ดังใจหอมแก้มอีกฝ่ายฟอดใหญ่

“เดี๋ยวจ๊ะ แม่ยังไม่ตกลงนะ แค่รับไว้พิจารณาเท่านั้น” คนโดนโมเมรีบตีลูกกัน

“แม่ก้อ โอเคเถอะค่ะ พี่มัญช์ละคะ เห็นด้วยมั้ย” หันไปหาฝ่ายสนับสนุน

“พี่ต้องดูวันลาก่อนน่ะ ยังรับปากไม่ได้” พี่สาวไม่ยอมเออออด้วย

เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น ภิญญาพัชญ์ลุกไปหยิบโทรศัพท์ที่วางบนเคาน์เตอร์ซึ่งอยู่ระหว่างห้องครัวกับส่วนที่จัดไว้สำหรับรับประทานอาหาร จากนั้นก็ปักหลักนั่งคุยอยู่บนเก้าอี้ตัวสูงหน้าเคาน์เตอร์นั่นเอง

คุณภารวีเบือนหน้าไปหามัญชรี “มัญช์คิดว่าเราจะให้เช่าที่ว่างด้านติดถนนใหญ่ของบ้านโน้นทำดิสเคาน์สโตร์ดีมั้ยจ๊ะ"

หญิงสาวหันจากหน้าจอทีวีที่กำลังดูอยู่มาให้ความสนใจกับมารดา “เขาติดต่อแม่มาเหรอคะ?”

“ใช่จ๊ะ” มารดารับก่อนจะเสริมว่า “แต่ยังไม่มีรายละเอียดเลยนะ อาจแค่มาทาบทาม”

“ก็น่าสนใจนะคะ ดีกว่าปล่อยไว้เปล่าๆ ตอนนี้เขายิ่งรณรงค์ให้ห้างพวกนี้อยู่ห่างจากตัวเมือง ถึงได้มาดูที่ทางแถวนั้น แต่คงต้องดูเงื่อนไขก่อน ถ้าให้ดีน่าจะหามาดูเปรียบเทียบกันนะคะ”

“แม่คะ พัชร์จะไปช่วยนาขนของ นาจะย้ายบ้านค่ะ” ลูกสาวคนเล็กกลับมานั่งข้างผู้เป็นแม่พร้อมทั้งขออนุญาตและรายงานไปในตัว

ผู้ฟังทั้งสองพยักหน้ารับรู้ เพราะชื่อนาหรือนาราพรรณเป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทของภิญญาพัชญ์ที่เคยไปมาหาสู่กันเป็นประจำ

“อ้อ จะย้ายบ้านหรือ?” รับรู้แกมถามไถ่

“ค่ะ พี่ชายนาที่ไปทำงานอยู่อเมริกาส่งเงินมาให้ซื้อค่ะ บอกว่าเวลาพี่น้องมาอยู่พร้อมหน้าจะได้ไม่คับแคบเหมือนบ้านที่อยู่ปัจจุบัน”

“แล้วจะย้ายเมื่อไหร่?” พี่สาวถาม

“วันเสาร์หน้าค่ะ”

“ไปกันครบเซทละสิ”

“คงงั้นมังคะ นาบอกว่าทุกคนโอเคค่ะ จะไปช่วย”

“ขนไปมั่งแล้วยัง หรือว่าขนทั้งหมดวันเดียวเลย”

“พัชญ์ไม่ได้ถามค่ะ พี่มัญช์มีอะไรรึเปล่าคะ?”

“ว่าจะชวนไปดูต้นไม้น่ะ แต่นัดกับเพื่อนแล้วก็แล้วไป”

“คงไม่ทันหรอกค่ะ เพราะกะว่าขนเสร็จจัดเข้าของแล้วก็คงจะนั่งสังสรรค์กันต่อ ลองชวนพี่มณฑ์สิคะ”

“ชวนอยู่แล้วล่ะ ได้ยินเปรยๆ ว่าอยากได้ราชาวดีสีม่วงกับสายน้ำผึ้งมาลงแทนต้นเก่าที่ตายไป”

เรื่องต้นไม้เป็นเรื่องที่สามพี่น้องไปด้วยกันได้ เพราะชอบเหมือนกันคนเล็กชอบประเภทดอกสวยสีสวย คนกลางชอบไม้หอม ส่วนคนโตชอบทั้งสองประเภท ดังนั้นเวลาไปเลือกซื้อดอกไม้ จึงมักจะไปครบทั้งสามสาว ไม่ค่อยขาดคนใดคนหนึ่ง

“พัชญ์ได้ยินว่ามีสีเหลืองด้วยนะคะ”

“เรอะ พี่ไม่เคยได้ยิน แต่สีม่วงนี่เคยได้ยินเหมือนกัน”

“ถ้าเจอสีเหลืองก็ซื้อมาด้วยนะคะ อ้อ กุหลาบสีม่วงด้วยนะคะ บ้านเราสีไม่ค่อยเข้มเลย พัชญ์ว่าไม่ค่อยสวย ต้องสีเข้มๆ หน่อยถึงจะสวย”

“พี่ยังไม่ได้ถามเลย ไม่รู้มณฑ์จะว่างมั้ย?”

“นั่นแหละค่ะ พัชญ์ก็พูดเผื่อๆ ไว้ก่อน”

คุณภารวีนั่งฟังสองพี่น้องคุยกันอย่างสบายใจ ที่ลูกสาวสามคนไม่มีปัญหาระหว่างพี่น้องมาให้ต้องหนักใจ เพราะพี่สองคนก็ค่อนข้างจะตามใจน้องสุดท้องอยู่แล้ว อีกทั้งมัญชรีสามารถดูแลน้องได้เป็นอย่างดี โดยที่น้องสองคนไม่มีปฏิกิริยาโต้แย้งในเรื่องสำคัญ นอกจากขัดแย้งทางความเห็นโดยไม่ได้ละเลยความเกรงใจอันพึงมีไปเสีย

greenteagreentea




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 6 เมษายน 2553 15:30:16 น.
Counter : 172 Pageviews.  

ดั่งพรหมเพรียกหา : บทที่ 1

greenteagreentea




“จะมีใครคัดค้านไหมถ้าพ่อจะแต่งงานใหม่”

คำพูดลอยๆ นั้นทำให้บุคคลอีก 3 คนที่นั่งร่วมโต๊ะ พากันเงยหน้าจากจานอาหารเช้าขึ้นมองผู้พูดเป็นตาเดียว แล้วหันมามองหน้ากันเองยิ้มๆ

“นี่ จะพูดอะไรก็พูด อย่ามาทำเป็นยิ้ม เห็นแล้วหมั่นไส้” คุณรัฐพล วสะโรจน์ บิดาของสามหนุ่มขนาบเมื่อเห็นบุตรชายพยักพเยิดกันเอง

“โธ่ พ่อครับ ใครหน้าไหนจะคัดค้านความสุขของพ่อ เอ้อ...แต่ผมฟังคำถามอย่างนี้มาตั้งหลายหนแล้ว จนป่านนี้ผมยังไม่เคยเห็นคุณแม่คนใหม่เลย” รักษิตลูกชายคนเล็กกระเซ้า

“เฮ่ย หนนี้ พ่อสนใจจริงๆ”

“งั้นหนก่อนๆ ไม่จริงละสิครับ” อีกฝ่ายขัดคออีก พี่ชายสองคนกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่

“เจ้ารักนี่ เลิกขัดคอพ่อได้ไหม ?” คุณรัฐพลว่า ก่อนจะพูดเรื่องของตนต่อ

“ที่จริงนะ พ่อก็ยังไม่แน่ใจหรอกว่าเขาคิดยังไงกับพ่อ แต่เมื่อเราสนใจนี่ ก็ต้องพยายามหน่อยจริงไหม ?”

“ถูกเผงเลยครับผม” โรมรันลูกชายคนโตรีบสนับสนุน

“แล้วรัชล่ะ มีความเห็นอะไรบ้าง ?” หันมาถามบุตรชายคนรอง ซึ่งนิ่งฟังคนอื่นๆ พูดโดยไม่ซักถามอะไร รัชพลยิ้มก่อนตอบคำถามของบิดา

“ก็แล้วแต่พ่อเถอะครับ ผมไม่ขัดข้องอะไรอยู่แล้ว”

“คราวนี้สาวแก่หรือแม่ม่ายครับ” คนชอบยั่วแหย่อีก

“ดูถูกพ่อเรื่อยเลยนะ คิดว่าไม่มีฝีมือหรือไง สาวๆเขาถึงไม่แล” บ่นอย่างฉุนๆ แต่ก็ไม่มีวี่แววโกรธเคืองจริงจังแต่อย่างใด ด้วยคุ้นต่อนิสัยชอบเย้าแหย่ใครต่อใครของลูกชายคนเล็ก จนไม่อยากถือสาเสียแล้ว และการเลี้ยงลูกอย่างให้เสรีแทบทุกอย่าง จนลูกชายแทบจะทำเสมือนเป็นเพื่อนไปกับพ่อด้วย

“คราวนี้เป็นแม่ม่ายลูกสาม” แม้จะบ่นแต่ก็ตอบคำถาม

“ลูกสามหรือครับ ผู้หญิงล้วนรึเปล่า ?” โรมรันชักจะสนใจ

ใบหน้าซึ่งยังมีเค้าคมสันละม้ายลูกชายคนโตหันไปมองหน้าคนถาม

“คราวนี้หูผึ่งเชียวนะ ลูกสาวล้วนสามคน” คนฟังผิวปากหวือ

“อายุสักเท่าไหร่ครับ ?” ถามต่ออย่างนึกสนุก รัชพลฟังการหยอกเย้าภายในครอบครัวอย่างขำๆ

“ยี่สิบกว่าแล้วละน่า ไม่ต้องห่วง”

“แล้วสวยหรือเปล่าครับ ถ้าไม่สวยก็ตกอันดับสำหรับพี่โรม” รักษิตช่วยซัก

“พ่อก็ไม่รู้ว่าคนอื่นสวยหรือไม่สวย เพราะเคยเห็นแค่คนเล็ก ก็สวยน่ารักนะ ส่วนแม่ยังพริ้งอยู่เลย”

คนซักเริ่มสะดุดใจ “คนนี้พ่อเจอนานหรือยังครับ คงไม่ใช่แค่ 2 เดือนอย่างคนก่อน” ลูกชายดักคอ

“เจอเขามา 3 ครั้งแล้วล่ะ แต่เพิ่งได้คุยกับเขาครั้งเดียวเอง”

“ฮ้า!” ฝ่ายนั้นตาเหลือก อุทานเสียงดัง ซึ่งทำให้คุณรัฐพลมองอย่างขวางๆ
“นี่เจ้ารัก อย่าบทบาทมาก เดี๋ยวโดนตัดเงินเดือน”

รัชพลซึ่งนั่งกินไปฟังไป ก้มลงยิ้มกับจานอาหารแม้ฟังเรื่องทำนองนี้มาจนชิน หากยังอดขันการตั้งหน้าเย้าแหย่บิดาของน้องชายเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานนี้ไม่ได้

ทั้งนี้เพราะ คุณรัฐพลเคยบอกกล่าวแกมขอความเห็นจากลูกชายทั้งสามคนมาหลายครั้งหลายหนเต็มที หลังจากภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อสิบปีก่อน แรกๆ สามหนุ่มก็รับฟังโดยดีแต่จนแล้วจนรอดคุณรัฐพลก็ยังไม่ได้แต่งจริงๆ สักที เนื่องจากตอนที่มาเกริ่นว่าจะแต่งนั้น เป็นช่วงที่เริ่มรู้สึกถูกตาถูกใจสตรีเหล่านั้น แต่กลัวลูกชายไม่เห็นด้วย จึงมาเกริ่นล่วงหน้า พอเอาเข้าจริงก็เกิดไม่ถูกใจ มีข้อติร่ำไป หรือฝ่ายหญิงไม่ตกลงบ้าง ทำให้ลูกชายทั้งสามต้องคอยรับฟังคำบอกกล่าวนี้จนเริ่มชิน และเป็นเหตุให้รักษิตนำมาเป็นเรื่องยั่วบิดาเล่น

“พ่อก็ ผมยังไม่ได้ทำงานผิดพลาดสักหน่อย เอะอะก็ขู่ตัดเงินเดือนเรื่อย” ลูกชายรีบโอด

คุณรัฐพลทำเฉยเสีย เลิกสนใจลูกชายคนเล็ก

“กับคุณภารวีนี่พ่อถูกใจจริงๆ คุณนายชื่นจิตก็ชมว่าเป็นคนดี”

“คุณนายชื่นจิตหรือครับที่แนะนำให้พ่อรู้จัก” โรมรันเบ้หน้า ด้วยเหตุที่เป็นที่ล่วงรู้กันอยู่ว่า คุณนายคนนี้ชอบทำหน้าที่แม่สื่อชักนำให้ใครต่อใคร

“พ่อขอให้แนะนำต่างหากเล่า”

"งั้นค่อยยังชั่วหน่อย ผมกลัวแต่ไปเจอพวกหวังตกเบ็ด"

"เราก็ไม่ได้มีอะไรให้เขาตกนี่นา" รัชพลพูดเรียบๆ

"มันก็ไม่แน่" พี่ชายยักไหล่ พูดต่อว่า "ไอ้ที่นายว่าไม่มีอะไรน่ะก็ไม่ใช่ใครที่ไหนจะมีกัน ถึงไม่ใช่อภิมหาเศรษฐี แต่ก็ไม่ใช่กระจอกนักหรอกจริงไหม ?"
น้องสุดท้องมองพี่ชายคนโตอย่างขันนิดๆ ความที่เป็นคนรูปหล่อ ฐานะทางบ้านดีของโรมรันทำให้เป็นหนุ่มเนื้อหอม จีบใครมักไม่ค่อยพลาด เลยเป็นสาเหตุทำให้โรมรันมองผู้หญิงในแง่ไม่สู้ดีนัก อีกทั้งการที่รู้ตัวว่ามีปมเด่น
เรื่องใด ทำให้เขาค่อนข้างทะนงตัวอยู่มิใช่น้อย

"ผู้หญิงไม่เหมือนกันทุกคนหรอกนะ" น้องชายคนกลางเอ่ยยิ้มๆ
"เท่าที่พี่เจอมันก็เข้าลักษณะเดียวกันนั่นแหละ"

"ก็พี่โรมสนใจแต่ประเภทที่ชอบแสดงออกว่าแคร์พี่โรมหรือไม่ก็โอเคง่ายๆ นี่นา ส่วนคนที่เขาไม่สนใจพี่โรมก็หาว่าเขาแกล้งทำ ใครที่ไม่ยอมตกลงง่ายๆ ก็หาว่าเขาเล่นตัว" น้องชายคนเล็กว่าตรงๆ

"นี่รักจะว่าพี่หลงตัวเองละสิ" โรมรันพูดยิ้มๆ โดยไม่มีทีท่าขุ่นเคือง

"แล้วจริงมั้ยละครับ ?" น้องชายยักคิ้วให้

คราวนี้พี่ชายหัวเราะยอมรับโดยดี "ก็จริงน่ะสิ เรื่องอะไรจะต้องไปทำให้มันยากเล่า"

"จะคอยดูว่าถ้าเกิดพี่โรมไปรักที่ว่ายากเข้าแล้วจะทำยังไง ? เวลาเขาไม่โอเค"

"แช่งกันหรือนี่ ?" เลิกคิ้วถามยิ้มๆ "พี่ก็เปลี่ยนใจไปรักคนที่ไม่ยากสิ"

"พี่โรมว่าเปลี่ยนง่ายหรือ ?" อีกฝ่ายถามกลับ

"ใครจะรู้ล่วงหน้า รักทำยังกับเคยผ่านความรักมาหลายสิบครั้ง พ่อละครับคิดยังไงเรื่องเปลี่ยนใจ" เปลี่ยนไปถามคนมีประสบการณ์จริง

"พ่อก็คิดอย่างที่รักคิดแหละ ถ้าลงรักใครจริงๆ แล้วจะเปลี่ยนยังไงก็ยาก" แม้แต่รัชพลก็นิ่งฟังอย่างครุ่นคิด ในขณะที่พี่ชายยังคงเห็นเป็นเรื่องสนุก

"โธ่ ถ้ารู้ยังงั้นเราก็เปลี่ยนเสียก่อนที่จะรักเขาจริงสิครับ" โรมรันกล่าวแกมหัวเราะ

"ถ้ามันง่ายอย่างที่พูดก็ดีสิ" คุณรัฐพลพูดเรื่อยๆ

"แล้วกัน นี่พ่อก็เห็นด้วยกับรักหรือครับ ?"

"เอาเถอะ ไม่เชื่อก็แล้วไป ไว้ให้พบกับตัวเองเสียก่อน ที่พูดท่าโน้นท่านี้ได้ก็เพราะโรมยังไม่ได้รักใครจริงๆ น่ะสิ"

"ที่ผ่านๆมาผมก็รักจริงทุกคน ยังไม่เคยรักผู้หญิงไม่จริงสักราย"

คุณรัฐพลมองลูกชายคนโตแล้วหัวเราะ โดยไม่โต้แย้งอะไรอีก รัชพลที่ฟังมากกว่าพูด รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยก่อนคนอื่น เอ่ยขอตัวไปจากโต๊ะ

"พี่รัชเข้าบริษัทเลยหรือจะไปธุระที่อื่นก่อน”

“เข้าบริษัท”

“งั้นรอด้วย ผมไปด้วยคน รถผมเข้าอู่อีกแล้ว”

“พี่ไปรอที่ห้องนั่งเล่นนะ เสร็จแล้วตามไปก็แล้วกัน”

รักษิตเป็นคนเดียวที่ยังไม่มีรถประจำตำแหน่งต้องใช้รถคันเก่าที่ได้รับมรดกตกทอดจากพี่ชายแล้วแต่ว่าใครจะเปลี่ยนรถใหม่เพราะยังทำงานบริษัทซึ่งคุณรัฐพลเป็นเจ้าของเองไม่ครบ 5 ปีโดยลูกชายสามคนได้เข้ามาช่วยงานเต็มตัวเมื่อเรียนจบ ก่อนนั้นก็เข้ามาฝึกงานช่วงปิดเทอม เมื่อทำงานครบ 5 ปีก็จะได้รับการพิจารณาซื้อรถให้ ซึ่งเป็นมาตรการอย่างหนึ่งในการฝึกบุตรชาย ฝ่ายตกแต่งภายในเพิ่งเปิดได้ไม่นานก่อนลูกคนเล็กเข้าไปทำงาน ส่วนฝ่ายสถาปนิกและรับเหมาก่อสร้างนั้นทำมานานแล้ว จนเป็นปึกแผ่นและขยายงานไปทำบ้านจัดสรรซึ่งประสบความสำเร็จจนเป็นบริษัทใหญ่ขึ้น

รักษิตขอตัวลุกไปเป็นคนที่สอง ตรงเข้าไปยังห้องนั่งเล่น ผนังห้องทาสีขาวควันบุหรี่ ภายในจัดโซฟาบุนวมน้ำตาลอ่อน 3 ตัว หันหน้าออกไปทางเทอเรซ ซึ่งล้อมรอบด้วยสวน ลานเทอเรซวางชุดโต๊ะเก้าอี้เหล็กดัดสีขาว เบาะที่นั่งสีน้ำตาลอมทอง มีประตูกระจกเปิดเข้าออกได้ ม่านเนื้อเบาสีเหลืองทองถูกรูดรวบไปไว้ด้านเดียวกันห้องนี้ก็เช่นเดียวกับเทอเรซที่ได้รับการตกแต่งใหม่ตามใจชอบของสามหนุ่ม

รัชพลนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ รออยู่ที่โซฟาตัวหนึ่งอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันมา

“เรียบร้อยแล้วเรอะ ?”

“พร้อมครับผม” คำตอบแกมล้อเลียน ทำให้สีหน้าเรียบเฉยของผู้เป็นพี่คลายลง “งั้นก็ไปกันเถอะ”

รถแล่นออกนอกประตูบ้านรักษิตซึ่งหันกลับไปมองตัวบ้านก็หัวเราะเบาๆ
“เป็นอะไร อยู่ดีๆ ก็หัวเราะ”

“ก็ต้องมีสาเหตุสิ พี่รัชลองคิดดูนะ เรามีบริษัทก่อสร้างเอง จะสร้างบ้านแบบไหนยังได้ มีทีมสถาปนิก มัณฑณากรฝืมือดีให้เลือกจะให้สวยหรู เก๋ไก๋ยังไงก็ไหว แต่บ้านเราก็เป็นตึกรูปทรงธรรมดาๆ เสียแรงที่เราสองคนร่ำเรียนมา”

“ก็จริงนะที่รักว่าบ้านเรารูปทรงไม่ทันสมัยแต่บ้านหลังนี้น่ะโครงสร้างยังแข็งแรงแม้จะสร้างมาตั้งแต่สมัยเราเป็นเด็กกันอยู่ แล้วแม่เป็นคนตกแต่งเองด้วย บางส่วนที่มันเก่าไม่สะดวกรักขอปรับปรุงใหม่พ่อก็ยอมแล้วไง แต่คิดจะสร้างใหม่น่ะเหรอ อย่าเลย เอาเงินไปจมเสียเปล่าๆ พ่อไม่เห็นด้วยแน่นอน เลิกคิดเสียเถอะ”

“ก็ไม่ได้คิดอะไรนี่นา เพียงแต่นึกขำขึ้นมาเท่านั้น”

“งั้นก็แล้วไป วันนี้นัดลูกค้าหรือไง ?”

“ครับ ลูกค้าสาว” น้ำเสียงครึกครื้น

“จะเจริญรอยตามพี่โรมเรอะ ?” รัชพลเหลือบตามองมานิดหนึ่ง แล้วกลับไปมองถนนตามเดิม

“ก็เปล่าอีก แต่คิดว่าเผื่อพี่รัชจะสนมั่ง”

“ถ้างั้นเก็บไว้รายงานพี่โรมเขาเถอะ” น้ำเสียงบอกถึงความไม่ใส่ใจ อีกทั้งรู้ว่าผู้เป็นน้องแหย่เล่นเพราะพี่ชายคนโตก็รู้จักกาลเทศะดีอยู่

“เฮ้อ มีพี่ชายกับเขาสองคนไม่มีความพอดีเล้ย คนหนึ่งมีว่าพี่สะใภ้จนจำแทบไม่ทัน ส่วนอีกคนไม่มีเค้าของว่าที่พี่สะใภ้ให้เดาออกเลย”

“รักก็ทำให้พอดีเสียเองสิ” พี่ชายย้อนให้

“ผมก็ว่างั้นแหละ ว่าแต่พี่รัชบอกมั่งได้ไหมว่าสนผู้หญิงแบบไหน ?”

รัชพลยิ้มนิดๆ “พี่จะบอกได้ยังไงก็ยังไม่เคยเจอเลย”

“ก็แบบที่คิดๆ ไว้ว่าน่าจะเป็นสิ”

“ไม่มีคำตอบ” อีกฝ่ายตอบทื่อๆ

“ว้า เล่นตัดบทกันดื้อ ๆ”

“ถ้าพี่มีเมื่อไหร่ ก็เห็นเองหรอกน่า”

รถเลี้ยวเข้าจอดภายในบริเวณที่จอดรถของบริษัท เป็นการตัดบทการสนทนานั้นไปโดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้สนใจอีกต่อไป


เสียงผลักบานประตูกระจกเข้ามาในบริษัทแม้ไม่ดังนัก แต่ก็ทำให้สตรีที่นั่งอ่านหนังสือในบริเวณที่จัดไว้สำหรับผู้มาติดต่อวางนิตยสารในมือลงทันทีราวกับคอยอยู่ก่อนแล้ว ดวงหน้าตกแต่งไว้เต็มที่ด้วยสีสันดูเฉี่ยวสะดุดตา ผมสีน้ำตาลมะฮอกกานีจัดแต่งทรงมาอย่างดียาวสลวยเลยไหล่ เสื้อคลุมไม่มีแขนทำให้เห็นว่าผิวที่พ้นร่มผ้าขาวจัดบ่งบอกเชื้อชาติได้ดี ส่งให้ร่างที่อยู่ในชุดสีเขียวยิ่งเด่นเมื่อลุกขึ้นจากโซฟาที่นั่ง เดินตรงไปยังบุรุษที่เพิ่งก้าวเข้ามา ดวงตาคมของฝ่ายชายฉายแววแปลกใจออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม

“ฮัลโหล คุณจันทรวรรณ ลมอะไรหอบคุณมาถึงนี่”

“เดี๋ยวนี้ วรรณกลายเป็นคุณจันทรวรรณสำหรับคุณไปแล้วหรือคะ ?” น้ำเสียงตัดพ้อกับแววตาที่เหลือบมองมาในอาการเดียวกับน้ำเสียงนั้น ทำให้โรมรันเกือบจะเลิกคิ้วด้วยความเคยชินเมื่อเกิดความแปลกใจแต่ระงับไว้ได้ทัน
“ทำไมเข้าใจไปอย่างนั้น คุณก็ยังเป็นเพื่อนผมเสมอ” พูดยิ้มๆ

หญิงสาวชะงักคำพูดที่จะตัดพ้ออีกฝ่ายเมื่อหางตาเหลือบเห็นพนักงานที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักเริ่มมองมาอย่างสนใจชายหนุ่มแตะข้อศอกฝ่ายหญิงเดินไปทางห้องทำงานของตน

“เที่ยงนี้ทานข้าวด้วยกันนะคะ”

“โธ่ เรื่องแค่นี้ โทรศัพท์มากริ๊งเดียว ผมก็จะไปทันที” รอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “ไม่ต้องลำบากมาถึงนี่ก็ได้”

“วรรณมากับเพื่อน เขาจะตกแต่งบ้าน วรรณเลยแนะนำให้มาที่นี่ และก็มาเป็นเพื่อนเขาด้วย ตอนนี้กำลังคุยกับน้องชายคุณ”

โรมรันเลื่อนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานให้แขกสาว ส่วนตัวเขาเดินไปนั่งเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ โดยมีหญิงสาวมองตามไป

“ดื่มอะไรดี ชาหรือกาแฟ ?”

“คุณเปลี่ยนไปจริง ๆ แหละค่ะ โรม เมื่อก่อนคุณไม่เคยต้องถามวรรณ”

“คุณต่างหากที่เปลี่ยน สวยขึ้น” สายตาโลมเลียมนิดๆ ฝ่ายหญิงหน้าชื่นขึ้น ค้อนให้พองาม

“ขอบคุณค่ะ สำหรับคำชม แม้ว่าจะไม่จริงใจนัก แต่วรรณก็ยังยินดีฟัง”

คราวนี้ชายหนุ่มได้แต่สงสัย ‘หนนี้มาไม้ไหนหว่า ไม่เคยหวานขนาดนี้นี่’

ความสัมพันธ์ที่จบไปนั้นเขาแน่ใจว่าสิ้นสุดโดยเด็ดขาดด้วยความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายที่ต่างถืออีกฝ่ายเป็นแค่คู่ควงที่มิบังควรจะแต่งงานด้วย และฝ่ายหญิงก็ดูเหมือนมีที่หมายใหม่ พอๆ กับที่เขาไม่เคยขาดคู่ควงเช่นกัน เมื่ออีกฝ่ายทำท่าหวานผิดเคย จึงทำให้ชายหนุ่มสงสัยครามครัน เพราะคุ้นชินกับอุปนิสัยเอาแต่ใจตัวเป็นที่ตั้งของฝ่ายหญิงดี เนื่องจากเป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัวใหญ่ และเคยตัวกับการถูกรุมพะเน้าพะนอ

และอาจเป็นเพราะข้อนี้กระมังที่ทำให้ทั้งคู่คบกันได้ไม่นาน ด้วยความทะนงตัวที่มีพอกัน ทั้งนี้โรมรันก็ไม่ใช่คนใจเย็นพอที่จะคอยเอาใจสาวคนไหนตะพึดตะพือหรือตามใจไปทุกประการ หากเคยชินกับการถูกเอาใจมากกว่า
เลขานุการของโรมรันยกแก้วน้ำเย็นพร้อมกาแฟมาเสิร์ฟเจ้านายและแขกสาว

“ขอน้ำส้มให้คุณจันทรวรรณด้วย” โรมรันสั่งลูกน้อง โดยฝ่ายหญิงยิ้มปลื้มเมื่อชายหนุ่มแสดงว่าจำเครื่องดื่มของตนเองได้

“ว่าแต่วันนี้คุณว่างแน่หรือ ? ผมไม่อยากเสี่ยงกับกำปั้นหรือลูกปืนจากใครนะ”

คำพูดหยิกแกมหยอกนั้นทำให้ดวงหน้าที่ตกแต่งไว้เต็มที่เห็นเป็นสีจัดขึ้น แต่ยังสามารถยิ้มได้หวาน

“วรรณต่างหากที่ควรกลัวจะถูกน้ำกรดหรือถูกฉีกเนื้อ”

“เอ วรรณเคยเป็นคนที่ไม่เคยกลัวอะไรเลยไม่ใช่หรือ ?” เขาเลิกคิ้วถามยิ้มๆ

“วรรณก็ว่าโรมเป็นคนที่ไม่เคยกลัวสนามไหนเลยนี่คะ ?” คำย้อนนั้นทำให้โรมรันหัวเราะ หากใจคิดขันๆ ‘เอากะแม่คุณสิ’

“งั้นเที่ยงนี้วรรณจะมารับนะคะ” หญิงสาวลุกขึ้น

เจ้าของสถานที่ลุกเดินไปเปิดประตูให้อย่างมีกิริยาดี เมื่อแขกลับตัวไปแล้วโรมรันจึงถอนใจยาวอย่างโล่งอก เหลือบดูนาฬิกาข้อมือ แล้วรีบกลับเข้าโต๊ะทำงานแม้จะค่อนข้างเจ้าสำราญ แต่เวลาทำงานเขาค่อนข้างรับผิดชอบ ทำงานจริงจัง สามารถสร้างรายได้และความมั่นคงให้บริษัทมากขึ้นซึ่งเป็นเหตุให้คุณรัฐพลวางใจ มอบตำแหน่งกรรมการผู้จัดการให้ โดยที่คุณรัฐพลถอยไปทำหน้าที่เป็นประธานบริษัท


“เป็นยังไง จุดไฟติดหรือเปล่า หรือถ่านเก่าจนชื้นไปแล้ว”สตรีผู้ทำหน้าที่ขับรถถามขึ้นเมื่อออกจากบริษัท

“ฉันว่าเขาเป็นประเภทน้ำมันหรือแก๊สมากกว่า อะไรๆ ก็จุดติด” พูดออกไปแล้วจันทรวรรณก็ไม่ได้มั่นใจอย่างที่พูดเลย ก็ท่าทีที่เปลี่ยนไปชวนให้แปลบปลาบมิใช่น้อย ด้วยความที่มั่นใจในตัวเองมาเนิ่นนานว่า
‘เพียงแค่พยักหน้า ก็มีหนุ่มมาห้อมล้อมให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว’
โดยที่เจ้าตัวก็ลืมไปว่า บรรดาผู้ที่มาแสดงตัวให้เลือกนั้นเป็นเพราะหลงในรูปสมบัติ หรือ ทรัพย์สมบัติของตนกันแน่ และในคุณสมบัติทั้ง 2 ประการอันเป็นเปลือกนอกของคนเรานั้น บางครั้งก็ไม่สามารถให้ความสมหวังแก่ตนได้ทุกคราว

“แล้วเธอล่ะสาย สนใจพ่อน้องชายของเขาบ้างไหม ?”

สายสุรีย์หัวเราะ ปรายตามองเพื่อนนิดหนึ่ง “ที่ถามน่ะ ถามเพื่ออะไร ?”

“ก็ไม่มีอะไร” คนพูดยักไหล่ “ถามไปงั้นๆ แหละ ก็เข้าไปคุยตั้งนานเผื่อเห็นอะไรกันขึ้นมามั่ง”

“ฉันคุยกับเขาเรื่องแต่งบ้านนะจ๊ะ แล้วเธอล่ะ สนใจคนพี่หรือคนน้องแน่”

“อ๋อ สำหรับฉัน ฉันสนใจโรมแน่นอน”

“ทั้งๆ ที่เธอเคยเขี่ยเขาไปน่ะหรือ ?”

จันทรววรณอึ้งไปนิดหนึ่ง เพราะเธอเองนั่นแหละที่กลัวจะเสียหน้า หากเพื่อนๆ รู้ว่าเขาเองก็ไม่อาลัยไยดีกับการเลิกแล้วต่อกันสักนิดทำให้ต้องคุยอวดไว้กับเพื่อน จนถูกฝ่ายนั้นนำคำพูดของเธอเองมาย้อนถาม

“ช่วยไม่ได้ที่ฉันเกิดเห็นว่าเขาดีกว่าคนอื่นขึ้นมาทีหลัง”

“แล้วเขาล่ะ ยังจะเห็นเธอดีสำหรับเขาหรือเปล่า ?’

“นั่นก็แล้วแต่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ เที่ยงนี้เราจะไปกินข้าวด้วยกัน”

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้โชคเป็นของเธอ” สายสุรีย์อวยพรให้ยิ้มๆ

“ฉันว่าโชคต้องเป็นของฉันเช่นกัน” คำพูดบอกความมั่นใจในตนเองยิ่งนัก


รัชพลออกมายืนหน้าบริษัทก็พอดีกับรถฮอนด้าสีน้ำเงินแล่นมาจอดตรงหน้าประตูด้านหน้าเปิดออกทันที

“ขึ้นมาเลย รอนานรึเปล่า ?”

“ก็เพิ่งลงมาตอนนายโทรบอก จะไปกินที่ไหน ใกล้ๆ แล้วกันนะ ขี้เกียจเสียเวลาอยู่บนรถ”

“ตกลง”

ม่านสีอ่อนที่กั้นช่องกระจกช่วยให้คนภายนอกมองเข้ามาภายในไม่ชัดนัก ลูกค้าในร้านไม่แน่นแม้จะเลยเวลาเที่ยงมาแล้ว ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองเลือกนั่งโต๊ะมุมห้องได้ตามต้องการ

พนักงานเสิร์ฟเข้ามาพลิกแก้วรินน้ำเย็นให้เป็นอันดับแรก

“อาหารชุดวันนี้มีอะไร ?” คนถูกถามเปิดเมนูให้ดูพลางอธิบาย

“รัช นายจะกินอะไร เบียร์หน่อยไหม ?’

“แล้วแต่นายสั่งเถอะ”

“งั้น อาหารชุดสองที่ เบียร์ขวด” คนรับคำสั่งจดเสร็จก็ผละไป

“วันนี้มีงานด่วนหรือไง ถึงออกมาช้านัก”

“เปล่า ก็รู้ๆ อยู่ว่าตอนกลางวันรถติด”

“ฮื่อ คำแก้ตัวของคนกรุงเทพฯ นี่ยังดีนะที่ไม่ใช่หน้าฝนกับหน้าน้ำ ไม่งั้นละก็ไม่ต้องขยับตัวไปไหน หาที่กินแถวๆ ที่ทำงานแล้วกัน”

พนักงานเสิร์ฟรินเบียร์ใส่แก้วให้จากนั้นอาหารก็นำมาวาง อมรรอจนคนเสิร์ฟถอยออกไปแล้วค่อยบอกว่า

“ที่จริงวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาวอลล์เปเปอร์ลายใหม่กับลายที่นายให้แบบไปทำติดมาด้วย แต่ทีนี้มันยังไม่เรียบร้อย แล้วยังไงจะให้คนเอาไปให้”

“อืม แล้วมีเรื่องอื่นหรือเปล่า ?”

“ก็ไม่เชิงหรอก งานแสดงสินค้าคราวนี้ บริษัทนายจะไปมั้ย ?”

“ก็ไปน่ะสิ อ้อ นี่นายคงจะเอาตัวอย่างวอลล์เปเปอร์ใหม่มาให้ทันงานนี้สินะ ถ้างั้นรีบหน่อยก็ดี”

“ทันแน่ ว่าแต่ตอนมาบริษัทนาย รถสวนกับรถพี่โรมดูท่าเป็นถ่านไฟไม่เก่าเสียแล้ว”
“อะไร” สีหน้ารัชพลบอกความพิศวง

“อ้าว นี่นายไม่รู้หรอกรึ ว่าพี่ชายออกไปกับใคร ?”

“ก็ไม่รู้สิ ตัวไม่ติดกันนี่”

“คุณจันทรวรรณ ลูกสาวเจ้าสัวใหญ่ที่เลิกรากันไปพักหนึ่งแล้วไง”

“เออ! แปลกแฮะ นายรู้เรื่องพี่โรมดีกว่าฉันเสียอีก”

“พี่โรมเขาหนุ่มสังคม ส่วนฉันก็อาศัยสังคม จำเป็นต้องรู้มั่ง จะได้ไม่โง่”

“ไม่โง่ยังไง ?” ถามอย่างฉงน

“ว้า นายนี่ยวนหรือไม่รู้จริง” อีกฝ่ายทำเสียงจิ๊จ๊ะ

“ไม่รู้จริงสิ จะแกล้งไปทำไม”

“ยุคนี้ ผู้หญิงไม่ใช่รอสนองอย่างเดียว เขาต้องเสนอด้วยถึงจะทันกิน ไม่งั้นขืนชักช้าจะถูกคนอื่นคว้าที่หมายตาไว้ไปหมด เพราะเหตุนี้แหละฉันจึงต้องรู้เพื่อแยกประเภทผู้หญิงได้ถูก ไม่ให้พลาดพลั้งได้ง่ายๆ” พูดจบก็ยักคิ้วให้เพื่อน

“หลงตัวเองจริงนะ” คนฟังส่ายหน้ายิ้มๆ

“ฉันหวงความโสด ไม่อยากหมดอิสระด้วยความประมาท การแต่งงานเดี๋ยวนี้ต้องคิดนาน ฉันไม่อยากแต่งแล้วหย่า อย่างพี่โรมสิดี มีผู้หญิงเสนอตัวมาให้เลือก อย่างนายอย่างฉันนี่หายากว่ะ แต่นายยังดีพอมีรูปสมบัติกับเขามั่ง ฉันสิท่าจะยากกว่า” คนพูดเหลือบตามองเพื่อนอย่างประเมิน เพราะถึงแม้รัชพลจะมีใบหน้าไม่สะดุดตาเท่าพี่ชายที่ดูหล่อเหลาสำอางดึงดูดผู้หญิงมากกว่า แต่ก็คมเข้มเพราะผิวที่ค่อนข้างคล้ำกว่าพี่น้อง และด้วยรูปร่างสูงใหญ่ อีกทั้งบุคลิกที่ดูหนักแน่น มั่นคง ก็ชวนมองไม่น้อย

“ไหนว่าหวงความโสด แล้วนี่ทำไมมาห่วงว่าหาผู้หญิงแต่งงานด้วยยาก”

“ก็ผู้หญิงดี ๆ ไงล่ะที่ว่าหายาก นายนี่หน้าตาก็ออกฉลาด ไม่น่า...” ละคำท้ายไว้ฐานที่เข้าใจ

รัชพลหัวเราะหึๆ มองเพื่อนอย่างนึกขัน โลกสมัยนี้เปลี่ยนไปถึงขั้นที่ผู้ชายบางคนก็ต้องระวังตัวกลัวการพลาดพลั้งต้องแต่งงานโดยประมาทแล้วหรือนี่ ไม่ใช่เฉพาะแต่ฝ่ายหญิงอย่างสมัยก่อน ผู้ชายส่วนมากยังยอมรับการรักนวลสงวนตัวของผู้หญิงอยู่ดี แม้จะมีบางส่วนบอกว่าไม่สำคัญ

“พูดถึงผู้หญิงดี ๆ ฉันว่ายังพอมีตัวอย่างอยู่เหมือนกัน”

“ใครล่ะ น้องสาวนายเรอะ ?”

“น้องก็ส่วนน้องสิ อย่าเอามาเกี่ยวกัน ฉันหมายถึงเลขาคนใหม่ของฉันต่างหาก”

“แล้วดียังไง นายวัดจากอะไร ?” อีกฝ่ายถามต่อ

“สามัญสำนึกของผู้ชายไงล่ะ” ฝ่ายนั้นหัวเราะอย่างอดไม่ได้ อมรมองอย่างฉุนนิดๆ

“อย่าหัวเราะดีไป หรือนายไม่รู้ว่าผู้หญิงต่างกันยังไงระหว่างดีกับไม่ดี”

“ดีของนายกับของฉันอาจไม่เหมือนกันก็ได้เลยถามดูแล้วที่หัวเราะน่ะไม่ใช่อะไรหรอก ก็สำนวนนายน่ะไม่เบาเลยนะเขาเรียกว่าหัวเราะชอบใจไง”

ผู้เป็นเพื่อนค่อยยิ้มออก “ที่ว่าดี ก็หมายถึงแค่ว่า วางตัวดี ท่าทางไม่หลุกหลิก เหลาะแหละ ที่ถูกใจฉันก็คือ เขาตั้งใจทำงานจริงๆ แล้วทำงานดีด้วย ไม่ได้เอาแต่แต่งตัวอย่างผู้หญิงสวยๆทั่วไป”

“อ้อ สวยด้วย” ทวนคำเน้นๆให้รู้ว่าตั้งใจ

“เปล๊า “ ทำเสียงสูง “ไม่ใช่ว่าเพราะสวยถึงได้ถูกใจ”

“งั้นทำไมไม่หาวิธีชวนให้ทำงานด้วยกันไปตลอดเลยล่ะ”

“ก็อยากเหมือนกันแหละ แต่ดูท่าว่าฉันไม่ใช่สเปกที่เจ้าหล่อนสนใจ เลยไม่อยากอกหักเสียแต่แรก”

“อืม สวยด้วย ทำงานดีด้วย ก็น่าสนนี่”

“อ้อ สนใจผู้หญิงเหมือนกัน” ฝ่ายเพื่อนเลยได้โอกาสค่อนอีก

“แน่นอนก็ฉันไม่ใช่เกย์” อีกฝ่ายพูดยิ้มๆ

“เอาเถอะ แล้วนายจะได้เห็น ได้รู้จัก”

“ฉันจะรอวันนั้น”

กว่าทั้งคู่จะออกจากร้านอาหารก็เกือบบ่ายสอง อมรขับรถไปส่งรัชพลที่บริษัท ก่อนจะกลับไปบริษัทตัวเอง คำพูดอย่างมั่นใจในตัวเลขาของเพื่อนทำให้เขาเริ่มสนใจขึ้นมาบ้าง แล้วนึกฉิวตัวเองที่ลืมถามชื่อเสียงเรียงนามของเลขาคนนั้นเสียสนิทแต่เมื่อเข้าไปทำงานแล้ว สมาธิที่จดจ่ออยู่กับงาน ทำให้ลืมเรื่องราวที่พูดคุยกันโดยสิ้นเชิง

greenteagreentea




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2552    
Last Update : 6 เมษายน 2553 15:25:05 น.
Counter : 123 Pageviews.  


ชามินต์
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]












เสียดายจัง ต้องหาที่เล่นเพลงใหม่อีกแล้ว




free counters
เริ่มนับเมื่อ 2 ต.ค. 2552





เริ่มนับเมื่อ 12 ธ.ค. 2552



เข้าอ่านรัตนมณีแห่งดวงดาวตอนใหม่ค่ะ

ที่สุด...ของหัวใจ

New Comments
Friends' blogs
[Add ชามินต์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.