<<<<บ้านอะเดลยินดีต้อนรับจ้า>>>>
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
3 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 

รัตนมณีแห่งดวงดาว : บทที่ 18




18.-


สองข้างทางมีละเมาะไม้พุ่มเตี้ยสลับกับสนสูง เมื่อเดินอีกพักใหญ่จึงเห็นแนวไม้ที่ทอดยาวขนาบกันเป็นอุโมงค์ กิ่งก้านสาขาแผ่กว้างเป็นซุ้มยาวให้ลอดผ่าน สุดปลายอุโมงค์แมกไม้นั้นเป็นประตูทางเข้าตำหนักใน มองเห็นยอดปราสาทสูงตั้งตระหง่านสะท้อนแสงสีส้มแสดเมื่อยามอาทิตย์เข้าใกล้อัสดง

ราชินีเอสทีเซียร์นำทางท่านจ้าวลูซิเฟอร์ เพราะนางเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อย่างเท้าเข้ามาในบริเวณ ท่านจ้าวลูซิเฟอร์รู้สึกราวกับว่าถูกดึงดูดเข้าไปในดินแดนส่วนตัว สัมผัสถึงไอรักอบอุ่นที่โอบอุ้ม ความสงบเงียบ สายลมอ่อนๆ แมกไม้ที่งดงามทั้งสีสันและการจัดแต่ง ทุกอย่างดูแปลกตากว่าอุทยานเขาวงกตรอบนอก...มวลหมู่ไม้บานสะพรั่งอยู่ทั่วไป

ทางเท้าทอดยาววนสู่ตัวตำหนัก เถากุหลาบหนามหลากสี บ้างทิ้งตัวทอดยาวอยู่ข้างทาง บ้างเลี้อยเกี่ยวไปตามสันกำแพงอวดความสวยงามตลอดแนว ทั้งสองตรงไปทางตัวตำหนัก ผ่านบึงใหญ่กลางอุทยานที่เงียบสงบจนรับรู้ถึงเสียงลมที่พัดพาไปเย็นโชยขึ้นจากผิวน้ำ ชวนให้เคลิบเคลิ้มยิ่งนัก

เสียงบาดแก้วหูดังขึ้น ทำลายบรรยากาศน่าอภิรมย์เมื่อครู่เสียกระเจิง
ทั้งสองชะงักแทบจะทันที สบตากันวูบหนึ่ง ก่อนจะมองไปทางต้นเสียง

พลับพลาโปร่งยื่นล้ำอยู่เหนือบึงใส ผิวน้ำนิ่งดุจแผ่นกระจกสะท้อนลวดลายที่สลักบนหลังคาดูกลมกลืนลงตัวกับแสงรวิที่ทอดลำสัมผัสผิวน้ำเปล่งประกายระยิบระยับ ไม่เว้นแม้ด้านในพลับพลา

ร่างอ้วนกลมของพระพี่เลี้ยง ก้มๆ เงยๆ เก็บกวาดเศษแก้วที่น่าจะเกิดจากฝีมือจักรพรรดิแห่งคาคูด้า...เมื่ออาบูจาเห็นผู้มาเยือนทั้งสอง นางรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก รีบก้าวออกมารอรับ ก้มศีรษะลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ปรายตาไปทางพลับพลา พลางทำปากขมุบขมิบ

“ทรงกริ้วหนัก”

ท่านจ้าวโดเรียสหันไปทางบึงใหญ่ดั่งประสงค์ให้ความสงบเยือกเย็นบนแผ่นน้ำช่วยระบายความระอุร้อนในใจให้คลายลงบ้าง

ผู้มาเยือนทั้งสองสบตากัน พลางยิ้มนิดๆ เพราะรู้สาเหตุแห่งความเกรี้ยวกราดนี้พอควร

“โดเรียส พี่เข้าไปได้ไหม” เสียงถามกลั้วหัวเราะ

ผู้ถูกถามหันมาอย่างขัดใจ นิ่งไปเกือบอึดใจก่อนจะอนุญาตด้วยเสียงที่ฟังรู้ว่าฝืนให้เป็นปกติ ท่านจ้าวลูซิเฟอร์ยื่นมือให้ราชินียึดขณะขึ้นบันไดเตี้ยๆ

เมื่อเข้าไปภายในชายคาพลับพลาแล้ว ท่านจ้าวลูซิเฟอร์จึงถาม

“เมื่อไม่กลับกันอีกหรือ”

ผู้ถูกถามปรายตาไปไกล สีหน้าบึ้งตึง มิได้ตอบว่ากระไร ซึ่งทั้งสองพระองค์ก็ไม่ถือโทษ หันมาสบตาอย่างรูกัน เพราะโดเรียสเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้าโกรธจะไม่สนใจใครเลย นี่ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ไล่ตะเพิดออกไปอย่างที่ทำกับอาบูจา...ท่านจ้าวโดเรียสนิ่งเงียบอยู่เช่นนั้นอีกเป็นนาน จนทั้งสองพระองค์รู้สึกอึดอัด องค์ราชินีจึงคิดว่าต้องพูดอะไรออกมาบ้างหวังคลี่คลายบรรยากาศ

“นี่ก็ยังไม่มืด เดี๋ยวก็คงคงจะกลับกัน ซีเซล เฮเดรสก็ตามไปด้วย คงไม่มีอันตรายใดๆ หรอกเพคะ” ถ้อยคำอ่อนโยนน่าจะทำให้คลายใจได้ แต่ดูเหมือนชื่อที่ถูกยกมากลับทำให้ความโกรธของอีกฝ่ายปะทุขึ้นอีก แววเนตรคมกระด้างขึ้นกว่าตอนแรก เรียวปากเม้มแน่น ไม่เอ่ยอะไรอีกเช่นเคย

ความเงียบกดดันอีกพักใหญ่

“ชิบิ...ตามมาเร็ว เดี๋ยวก็โดนทิ้งหรอก”

สายตาทุกคู่ตวัดไปทางต้นเสียงใส รอคอยเจ้าของเสียงโผล่พ้นมุมละเมาะไม้ที่สูงท่วมหัวตลอดแนว...เสียงฝีเท้าหลายคู่กระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ

“น่าจะโดนทิ้งตั้งแต่อยู่ป่าแล้วละพระเจ้าค่ะ...เจอนกสาวๆ หน่อยเป็นไม่ได้ บินตามใหญ่เลย ทีหลังเวลาจะพาไปไหนด้วยคงต้องหาเชือกมาผูกขาไว้ก่อน...เสียเวลาตามตั้งนาน” น้ำเสียงทุ้มต่ำขององครักษ์จอมยียวนบาดหูเจ้าเหนือหัวยิ่งนัก เรียวปากเม้มเน้นขึ้นอีกเมื่อมีเสียงหัวร่อต่อกระซิกอย่างสนุกสนานตามมาอีกระลอก

“ก็คงเหมือนเจ้าแหล่ะซีเซล ระริกระรี้พอกัน ทีหลังจะไปไหนเห็นทีต้องเอาเชือกล่ามไว้เหมือนกัน”

“อ้าว! เรื่องอะไรมาว่ากันเองล่ะเฮ...” อ้าปากค้าง เมื่อสายตาปรายไปทางพลับพลาริมบึง ดวงตาหลายคู่จับจ้องมาทางพวกตน โดยเฉพาะแววตากระด้างของเจ้าเหนือหัว ทำเอาเสียวสันหลังวาบ รีบหลุบตาต่ำมองพื้นแทบจะทันที

กาเซียร์พรั่นใจยิ่งนัก แต่ก็รีบตรงไปยังพลับพลา อานู นียาตามเข้ามาด้วยก่อนจะนั่งลงข้างๆ อาบูจา ส่วนซีเซล เฮเดรส ยืนเท้าชิอยู่ด้านนอกติดขั้นบันไดเตี้ยๆ

“กลับมาแล้วหรือจ๊ะ” องค์ราชินีทักทายอย่างอ่อนโยน “เป็นยังไงบ้าง สนุกไหม”

เจ้าของร่างกำยำที่อยู่ข้างราชินีเอสทีเซียร์ดูทรงอำนาจ ทำให้ทูลกระหม่อมกาเซียร์พอจะเดาได้ว่าคงเป็นท่านจ้าวลูซิเฟอร์ ส่วนท่านจ้าวโดเรียสยืนพิงเสากลมด้านข้าง อยู่เยื้องจากที่นั่งไปด้านด้านหลัง สายตายังคงจับจ้องที่นางไม่วางตา แต่ยังมิได้เอ่ยว่ากระไร

“ถวายพระพรเพคะ” ทูลกระหม่อมน้อยเอ่ยพร้อมกับย่อกายลงเล็กน้อย ก่อนจะนั่งหน้าที่นั่งบนผืนพรมอัดสีแดงที่ปูลาดตลอดแนว

“นี่คือท่านจ้าวลูซิเฟอร์จ้ะ” เอสทีเซียร์แนะนำอย่างเป็นกันเอง

“ถวายพระพรเพคะ” ก้มลงกราบแทบเท้า เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ยังหลุบตาลงต่ำไม่กล้าสบตาคมนั้น

“ทำตัวตามสบายเถอะ ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นก็ได้” เสียงทุ้มต่ำทอดราบเรียบ หากแต่อบอุ่น รอยยิ้มบางเบาพลอยทำให้ใบหน้าเคร่งขรึมดูอ่อนโยนกว่าเมื่อครู่

ความเงียบเข้ากลืนบรรยากาศอีกครั้ง สายตาทุกคู่ต่างมองไปยังโจทก์ของวันนี้ ไม่สามารถเดาอารมณ์ยามนี้ได้เลย ยังคงตีหน้าขรึม

“เจสเซอร์...” เสียงเรียกแผ่วหวิว แอบมองไปทางชายหนุ่มด้วยแววหวาดหวั่น ไม่คิดว่าวันนี้ท่านจ้าวจะมา จึงได้ขอให้ซีเซล เฮเดรส พาออกไปข้างนอกโดยมิทันได้ขออนุญาต

“ไปเที่ยวไหนมาคะ พี่รอตั้งนานรู้ไหม” เสียงอ่อนโยนหากแฝงความน้อยใจ แทรกแผ่วกรีดความเงียบให้หายไป

ถ้อยคำเมื่อครู่ทำเอาผู้มาเยือนทั้งสองถึงกับตะลึงงัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ นึกว่าถ้ากาเซียร์กลับมาจะต้องโกรธยิ่งกว่าตอนแรก จึงได้ทนนั่งรอ เผื่อจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้บ้าง แต่ทำไมเป็นเช่นนี้

“ขอโทษค่ะ...” เสียงใสแผ่วเบาแทบเป็นเสียงกระซิบ ไม่รู้ว่าท่านจ้าวจะได้ยินหรือไม่

“มาหาพี่สิคะ” ใบหน้าเคร่งขรึมไม่เหลือเค้าความเกรี้ยวกราดที่มีก่อนหน้า กาเซียร์หยุดกายขึ้น ตรงไปทางท่านจ้าวโดเรียสที่กางแขนออกรอรับ

“ไหนดูซิ...หน้าแดงเชียว มีไข้หรือเปล่า” เอ่ยพลางโอบไหล่บอบบางเข้าสู่อ้อมพาหา แตะมือลงที่หน้าผากมนไล่ลงมาตามข้างแก้มอย่างทะนุถนอม กาเซียร์เหมือนรู้ว่าทำผิด ไม่กล้าสบตาคม ริ้วรอยหม่นหมองปรากฏบนใบหน้า

“ไปตั้งนานได้อะไรมาบ้างคะ” จำต้องถาม เพราะสีหน้าของหญิงสาวมีเค้าไม่สดใส

“ไม่ได้อะไรเลยค่ะ รีบไปรีบกลับ นี่ม้าออกไปนอกเมือง ผ่านภูเขา เข้าไปในป่า แล้วก็กลับมาเลย...” เสียงใสแจกแจง เมื่อเห็นว่าท่านจ้าวไม่ได้โกรธอย่างที่คาดการณ์ไว้

“ขี่ม้า...ในป่า...บ้าจริง!” นึกภาพตาม ใบหน้าเริ่มเครียด ปลายเสียงกลายเป็นตะคอก กาเซียร์สะดุ้งโหยง ถอยออกห่าง หากแต่ถูกรั้งเอาไว้

ราชินีเอสทีเซียร์ก็ตกใจไม่น้อย แตะมือลงกับท่อนแขนกำยำข้างตัวหาที่ยึดเหนี่ยว แต่ท่านจ้าวลูซิเฟอร์ยังยิ้มอ่อนๆ มิได้ร้อนใจ เฝ้าสังเกตอยู่ว่าโดเรียสจะทำอย่างไรต่อไป แน่ใจว่าไม่เคยเห็นอนุชาเป็นเช่นนี้

ท่านจ้าวโดเรียสหลับเนตรลงเกือบอึดใจ...สงบอารมณ์ ก่อนจะปลอบประโลมร่างบางที่ทำท่าหวาดกลัว

“พี่ไม่ได้ว่ากาเซียร์...พี่หมายถึงเจ้าสองตัวนั้นต่างหาก” หันหน้าเกรี้ยวกราดไปทางองครักษ์ทั้งคู่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าพลับพลา

เฮเดรสตีหน้าเคร่งขรึมดังเคย ส่วนซีเซลส่งยิ้มหวานสุดชีวิต ไม่ได้เกรงกลัวอาญา หรืออาจหวั่นใจอยู่บ้างแต่ก็เพียงน้อยนิด เพราะอย่างไรเสียทูลกระหม่อมน้อยก็อยู่ด้วย และรู้ดีว่าเจ้าเหนือหัวเป็นประเภทโกรธง่ายหายเร็ว จบเรื่องตรงนี้ก็ลืมแล้ว ไม่มาไล่เบี้ยเอาความทีหลังอย่างแน่นอน

“ดีนะที่ไม่เป็นไร ไม่งั้นข้าเอาตาย” เอ่ยคาดโทษ เสียงสะบัด กับพวกองครักษ์ถ้าแทนตัวว่าข้าแสดงว่าโกรธได้ที่

“ทูลกระหม่อมทรงแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนมาก ทรงวางพระทัยเถอะพระเจ้าค่ะ” เฮเดรสเอ่ยแฝงความนัย และมั่นใจว่าโดเรียสก็เข้าใจว่าโดเรียสก็เข้าใจในเนื้อความนั้น

ความจริงที่ทั้งคู่พานางออกนอกวัง นอกจากต้องการทำตามประสงค์ของนางเองแล้ว ส่วนหนึ่งก็อยากพิสูจน์อะไรบางอย่างที่ติดค้างในใจ...และแน่นอน ดูจะไม่ผิดหวัง

“พวกเกล้ากระหม่อมจะถวายการดูแลทูลกระหม่อมเอง ฝ่าบาททรงวางพระทัยเถอะพระเจ้าค่ะ” ซีเซลตอกย้ำความหมายของเฮเดรสให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

โดเรียสทอดมององครักษ์ ทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงข้ารองบาท แต่เปรียบเสมือนสหาย บางทีก็เป็นพี่คอยให้คำปรึกษา สำหรับพระองค์พวกเขาเหมือนญาติคนหนึ่ง แต่ใจว่าที่ทั้งคู่ทำไปนั้นมิได้คิดร้าย แต่กำลังจะแก้ปัญหาซึ่งพระองค์เองไม่สามารถทำอะไรได้เลยต่างหาก

“กาเซียร์ไม่เป็นไร เจสเซอร์ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ” สำทับพาซื่อ ยิ้มให้ มิได้เข้าใจความหมายที่ซีเซลและเฮเดรสบอกเจ้าเหนือหัว

โดเรียสมองใบหน้าเยาว์วัย ปวดหัวใจลึกๆ กับคำพูดนั้น หากแต่ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร กาเซียร์ไม่รู้หรอกว่า ถ้อยคำเพียงเท่านั้นทำร้ายหัวใจเจ้าของอ้อมพาหากำยำเพียงไร และคงไม่มีใครคาดคิดเช่นกัน

“ค่ะ” โดเรียสยิ้มให้คนในอ้อมแขน แต่ดวงเนตรกลับเศร้าสร้อย ลอบถอนหายใจ

“วันนี้ท่านจ้าวกับราชินีจะร่วมเสวยด้วย กาเซียร์ไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อนดีกว่านะคะ” บอกอ่อนโยนก่อนจะเบือนหน้ามาทางพระพี่เลี้ยง พลางปล่อยร่างบางออกจากอ้อมแขน “อาบูจา...”

“เพคะ”

กาเซียร์ตรงไปทางตำหนัก ตามด้วยอาบูจา อานู นียา ท่านจ้าวโดเรียสมองตามร่างบางจนกระทั่งหายเข้าไปในตำหนัก จึงค่อยเบือนหน้ามาทางแขกทั้งสอง

“เสวยมื้อค่ำด้วยกันเลยนะพระเจ้าค่ะ”

“ก็มัดมือชกไปแล้วไม่ใช่หรือ” ท่านจ้าวลูซิเฟอร์หวังเย้าแหย่เปลี่ยนบรรยากาศเหงาๆ ที่เกาะกินใจอนุชา แต่ดวงตาของผู้ฟังกลับว่างเปล่า หนึ่งไม่ได้ยิน ใคร่คิดเรื่องที่ยังคั่งค้างในใจ

ดวงตาเขียวประกายอำพันมีแววหม่นหมองระคนเหงาหงอย เขากำลังจะหมดความหมายอย่างนั้นหรือ กาเซียร์พยายามทำอะไรด้วยตัวเองโดยการช่วยเหลือของซีเซล เฮเดรส และดูเหมือนทั้งสองจะไม่พอใจเขาอยู่หลายเรื่อง แต่หนึ่งในนั้นคงมีเรื่องของเปอร์ซิโฟเน่อยู่ด้วยแน่

กาเซียร์...เจ้าว่าพี่ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ดีแล้วหรือ...แน่ใจแล้วหรือ
เจ้าไม่ต้องการพี่แล้วหรือ เจ้าไม่รักพี่แล้วหรือ...คนดี

ราชินีเอสทีเซียร์ยังคงเฝ้าสังเกตท่าทีของจักรพรรดิแห่งคาคูด้า หนักใจไม่น้อยกับเรื่องนี้ มันเหมือนมีลางบอกเหตุบางอย่าง ปัญหาต่างๆ กำลังก่อตัวขึ้นอีก อะไรบางอย่างที่เกิดจากความรู้สึกของท่านจ้าวโดเรียส นางรู้สึกเช่นนั้น

ท่านจ้าวลูซิเฟอร์เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน...



ห้องบรรทมใหญ่ยังมีแสงไฟอ่อนสาดลำลงบนเตียงกระทบผ้าไหมลายปักเนื้องาม ท่านจ้าวลูซิเฟอร์ทอดตาไปไกลอย่างใช้ความคิด

“เจ้าพี่ทรงคิดเรื่องอะไรอยู่เพคะ” ราชินีเอสทีเซียร์ถามพลางเข้ามาใกล้ อีกฝ่ายจึงโอบกอดร่างบางให้ซุกซบในอ้อมพาหาอย่างอ่อนโยน

“พี่กำลังคิดเรื่องของโดเรียสกับกาเซียร์ ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างที่แปลกไป จนพี่คาดไม่ถึง”

“อะไรเพคะที่ว่าแปลก?”

“...พี่เคยมั่นใจว่าโดเรียสรักเปอร์ซิโฟเน่ รักมากจนคิดว่าคงไม่เหลือความรักไว้ให้หญิงอื่นอีก... พี่มั่นใจอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งได้เห็นเวลาที่โดเรียสอยู่กับกาเซียร์... โดเรียสดูเปลี่ยนไปเป็นอีกคน ไม่เหมือนตอนที่อยู่กับเราหรือแม้แต่กับเปอร์ซิโฟเน่... แต่พี่ก็รู้ทันทีว่า นั่นต่างหากล่ะตัวตนที่แท้จริงของโดเรียส”

เอสทีเซียร์ยิ้มอ่อนโยน เห็นด้วยกับเรื่องนี้

“โดเรียสเคยพูดเสมอว่า เปอร์ซิโฟเน่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ... ส่วนกาเซียร์ พี่ว่านางคงเป็นชีวิตทั้งชีวิตเลยกระมัง”

“ก็นางน่ารักไม่ใช่หรือเพคะ นางสามารถเติมเต็มสิ่งที่ท่านจ้าวโดเรียสต้องการ นางให้ท่านจ้าวได้ทุกอย่าง... แต่เปอร์ซิโฟเน่ไม่มีสิ่งนั้นให้ เปอร์ซิโฟเน่ยังมีหน้าที่ มีสิ่งที่นางต้องรับผิดชอบ ถึงแม้ท่านจ้าวโดเรียสจะทรงรักนางมากเพียงไร มันก็หดหายไปได้ ในเมื่อนางไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่พระองค์ต้องการ อีกทั้งท่านจ้าวยังได้รู้จักกับสาวน้อยน่ารักอย่างกาเซียร์ ไม่แปลกหรอกเพคะที่พระองค์จะทรงเผลอไผล หลงรักนางอย่างไม่รู้องค์เอง”

“โดเรียสน่ะ ถ้ารักใครไม่เคยเผื่อใจไว้เลย”

“เหมือนกับที่รักเปอร์ซิโฟเน่ใช่ไหมเพคะ”

ท่านจ้าวนิ่งไปพักหนึ่งอย่างใคร่ครวญ สบตางาม

“รักเปอร์ซิโฟเน่ยังรู้ตัวว่ารัก ยังได้บอกรัก เมื่อสูญเสียยังเหลือความทรงจำที่ดี... ส่วนความรักที่มีให้กาเซียร์ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางสำคัญกับตัวเองมากเพียงไร ถ้าเกิดโดเรียสสูญเสียนางไป แล้วค่อยมารู้ตัวเมื่อไม่เหลืออะไรแล้ว ตอนนั้นละที่โดเรียสจะคลั่ง... คลั่งเสียยิ่งกว่าตอนที่สูญเสียเปอร์ซิโฟเน่”

“ทำไมเจ้าพี่ต้องรับสั่งเช่นนั้นเพคะ ท่านจ้าวโดเรียสไม่มีทางปล่อยให้นางเป็นอะไรไปหรอกเพคะ” เอสทีเซียร์ใจหายอย่างบอกไม่ถูก เสียงเอ่ยสั่นพร่า สบเนตรคมแน่วแน่ เพราะตระหนักดีว่าท่านจ้าวโดเรียสเป็นเช่นไรในยามที่ขาดสติ

“พี่ว่าเจ้าก็คงรู้สึกไม่ต่างจากพี่ มันเหมือนมีลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง” เอ่ยพลางสบตาที่กำลังหวั่นไหว

“พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้น หรือเพราะมนุษย์โลกอย่างกาเซียร์บอบบาง เลยทำให้เราคิดกันเช่นนั้น. อายุไขของมนุษย์โลกสั้นกว่าพวกเรา แก่ชราไปตามวัย อายุยืนไม่ถึงหนึ่งในร้อยของมนุษย์คาออสอย่างเรา ถึงการดำเนินชีวิตจะคล้ายกันก็ตามเถอะ แม้กาเซียร์จะถูกทำให้มีชีวิตยืนยาวอย่างพวกเรา ด้วยอำนาจของโดเรียสเอง แต่นางก็ยังคงเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายอ่อนแอ บางทีความระวังมากอาจนำพาอันตรายมาให้นางมากขึ้นก็เป็นได้”

“ที่รับสั่งหม่อมฉันไม่เข้าใจเพคะ” นางพยายามปฏิเสธ “ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครทำอันตรายนางได้ กาเซียร์ไม่ได้มีแค่ท่านจ้าวองค์เดียว ยังมีซีเซล เฮเดรส อีกทั้งยังมีเทพเจ้ามังกร ไม่มีใครทำอันตรายนางได้... ไม่มีทางเพคะ”

“คนพวกนั้นสามารถปกป้องนางจากคนอื่นได้ก็จริง แต่เจ้าคิดว่าจะปกป้องนางจากการกระทำของโดเรียสได้อย่างนั้นน่ะหรือ?”

“ทรงกำลังจะบอกหม่อมฉันว่า คนที่จะทำร้ายกาเซียร์คือท่านจ้าวโดเรียสอย่างนั้นน่ะหรือเพคะ?”

“เจ้าสังเกตไหมเอสทีเซียร์ ทำไมกาเซียร์ต้องกลัวโดเรียส?.. ถึงแม้โดเรียสจะใจดีกับนางเพียงใดก็ตาม”

“เป็นไปไม่ได้” เอสทีเซียร์พยายามปฏิเสธ ทั้งที่ในใจกำลังหวาดกลัว

“แล้วทำไมกาเซียร์ถึงกลัวโดเรียสล่ะ?”

นางส่ายหน้า ไม่ยอมรับ ท่านจ้าวลูซิเฟอร์จึงกล่าวต่อ

“กาเซียร์น่ะบอบบาง ยิ่งนางรักโดเรียสมาเท่าไหร่ นางก็ต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อคนที่นางรัก นางไม่กล้าขัดใจโดเรียสเพราะกลัวว่าจะโดนเกลียด พี่ว่าตอนนี้นางคงคิดว่าที่โดเรียสไม่สมหวังกับเปอร์ซิโฟเน่เป็นเพราะตัวนางเอง.. และนั่นละที่จะเป็นมีดคอยทิ่มแทงจิตใจบอบบางนั้น โดยไม่มีใครเอะใจกับเรื่องนี้เลยสักนิด”

“เจ้าพี่กำลังจะบอกหม่อมฉันว่า กาเซียร์อาจจะทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ท่านจ้าวโดเรียสทรงสมหวังกับเปอร์ซิโฟเน่หรือเพคะ?”

“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ? นางเฝ้าแต่คิดว่านางเป็นตัวปัญหาให้โดเรียส และนั่นจะเป็นสาเหตุให้โดเรียสเกลียด แล้วเจ้าว่านางจะไม่ทำอะไรเลยหรือ? ”

“มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้... ปัญหาอยู่ที่เสด็จแม่ ถ้าเสด็จแม่ยอมให้กาเซียร์อยู่ที่นี่ ทุกอย่างก็จะลงเอยด้วยดีใช่ไหมเพคะ?” เสียงนางสั่นเครือดั่งทุกข์ทรมานกับกาเซียร์ด้วย

“เจ้าคิดเช่นนั้น แสดงว่าเจ้ายังรู้จักโดเรียสไม่ดีพอ ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่โดเรียสเองต่างหากล่ะ เจ้าคิดว่าโดเรียสจะเกรงกลัวเสด็จแม่อย่างนั้นหรือ?” เอ่ยแนะพระชายาอย่างใจเย็น

"หม่อมฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดี”

“ตอนนี้โดเรียสยังคงปักใจว่าตัวเองรักเปอร์ซิโฟเน่ นี่ละความรั้นของโดเรียส ลองปักใจเชื่ออะไรสักอย่าง ไม่มีทางที่จะละทิ้งไปง่ายๆ ”

“เราต้องเตือนพระสติใช่ไหมเพคะ?” เอสทีเซียร์ถามอย่างร้อนใจ

“เจ้าคิดว่าคนรอบข้างโดเรียสอย่างซีเซล เฮเดรส ไม่มีใครเตือนพระองค์เรื่องนี้เลยหรือ... อย่างที่พี่บอกเจ้า โดเรียสจะไม่เชื่อใครนอกจากความรู้สึกของตัวเอง”

“แม้จะเป็นความรู้สึกที่ผิด... ทำไมเจ้าพี่จึงได้มั่นพระทัยขนาดนั้นเพคะ?”

“ใบหน้าหยิ่งทะนงเข้มแข็งของโดเรียส แท้จริงเป็นเพียงเปลือกที่เจ้าตัวใช้ห่อหุ้มความเปราะบางของจิตใจ ทุกครั้งที่โดเรียสเผชิญกับคำว่าสูญเสีย เขาจะสร้างเกราะหนึ่งขึ้นมา เพื่อให้คนอื่นมองเห็นเพียงความเข้มแข็ง ความกระด้างของตน ทั้งที่จิตใจภายในนั้นบอบบางยิ่งนัก... อย่างเมื่อครั้งที่โดเรียสสูญเสียพระนางมาเรีย เขาเจ็บปวดจนได้สร้างเกราะหุ้มจิตใจขึ้นมาชั้นหนึ่ง ต่อมาก็สูญเสียเปอร์ซิโฟเน่ เกราะอีกชั้นก็ถูกสร้างและหนาขึ้นไปอีก... เกราะที่สร้างขึ้นทำให้โดเรียสไม่เชื่อคำพูดของใครอื่น นอกจากสิ่งที่ตนสัมผัสได้”

ถ้อยคำของท่านจ้าวเหมือนผ้าหนานุ่มที่เช็ดความพร่ามัวเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ให้ใสกระจ่างจนมองเห็นได้ชัดเจน แต่ความกระจ่างนั้นกลับทำให้ราชินีแห่งนาบูรู้สึกหม่นเศร้าหวาดหวั่นยิ่งนัก

“แล้วเราจะช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือเพคะ?”

“พี่เคยคิดว่าคงไม่มีใครสามารถสลายเกราะในใจโดเรียสได้ แม้จะเป็นเปอร์ซิโฟเน่เองก็ตาม แต่ตอนนี้พี่ว่าน่าจะมีคนที่จะมาทำลายเกราะนั้นให้โดเรียสได้” เสียงบอกนั้นเต็มไปด้วยความหวัง

“กาเซียร์หรือเพคะ? “

“พี่ก็ไม่แน่ใจ คงต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ กาเซียร์...นางจะเป็นคนสลายเกราะในใจของโดเรียส หรือว่านางจะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้โดเรียสต้องสร้างเกราะขึ้นมาอีกชั้น...แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง เห็นทีจักรวาลนี้คงพบความวิบัติอย่างแน่แท้...อำนาจพลอยแห่งดาวดาวคงตื่นขึ้นอย่างเต็มตัว...”



มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพเจ้าเซเรสถูกทิ้งให้รกร้างมานานนับพันปี ภูผาสูงชันระฟ้า รายรอบด้วยโขดเขาตระหง่านง้ำประหนึ่งกำแพงสูง อีกทั้งหมู่เมฆที่ม้วนตัวหนาแน่นดูดุจแผ่นเพดานยังปกปิดไว้มิดชิด ดั่งจะตัดขาดกับโลกภายนอก

ซากปรักหักพังระเนระนาดจนไม่หลงเหลือเค้าความอลังการอย่างเก่าก่อน เครือเถาของไม้เลื้อยปกคลุมรกทึบจนดูครึ้ม บ่งชัดถึงความรกร้างผู้คนมาเป็นเวลานาน ด้านข้างซากความยิ่งใหญ่เป็นโตรกลึก… เบื้องล่างถูกรัดรึงด้วยม่านหมอกแห่งความเร้นลับ กระแสน้ำแปรปรวน คลื่นโถมกระแทกหินผากระจายเป็นฟองฝอย…เพิ่มความน่าสะพรึงกลัว

เบื้องล่างโตรกมีถ้ำซึ่งมองเห็นอยู่ลิบลิ่ว กลุ่มหมอกยังคงปกคลุมหนาแน่น จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าภายในนั้นมีสิ่งหนึ่งหลับใหลอยู่…

ทางแคบของถ้ำลี้ลับทอดตัวลึกพอควร แกนกลางเป็นโพรงใหญ่ ด้านในที่ซึ่งลึกสุด…คือธารลาวาเดือดระอุ สีแดงส้มสะท้อนประกายจับผนังดั่งจะเพิ่มความร้อนให้จัดจ้านขึ้น ไอความระอุลอยขึ้นสูง

ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงมากนี้ไม่น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่าสัตว์โลกอยู่กัน คงมีพวกสัตว์อสูรที่กัดกินสิ่งมีชีวิตอื่นเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่ได้...แต่ไยยังมีร่างที่นอนนิ่งอยู่บนแท่นหินดำตะโก มองส่วนไหนก็ได้คำตอบเดียว นั่นคือชายฉกรรจ์

แท่นหินโผล่พ้นเหนือผิวลาวาสูงเด่นอยู่กึ่งกลาง ร่างทะมึนเป็นชายล่ำสัน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ นั้นสะท้อนความแข็งแกร่งออกมาชัดเจน ผิวมันละเลื่อมด้วยหยดเหงื่อซึ่งฉาบอยู่ทั่วกาย ผิวหนังแทบจะเป็นสีเดียวกับของเหลวระอุเบื้องล่าง ร่างนั้นเหยียดนิ่งไม่ไหวติง

ภายใต้ถ้ำนอกจากธารวาวาแล้ว ส่วนอื่นถูกห่อหุ้มด้วยความมืดมิดและระอุร้อนดั่งนรกโลกันตร์

ร่างนั้นสงบนิ่งดั่งรอวันตื่น..ประหนึ่งลาวาเบื้องล่าง ซึ่งแม้สงบแต่กับรอวันที่จะปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง และเมื่อเวลานั้นมาถึงมันก็พร้อมที่จะเข้าทำลายทุกสิ่งที่มันย่างกราย

ภายในความมืดมิดมีร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่เงียบๆ จับจ้องร่างที่นอนสงบกลางธารระอุ เป็นเช่นนั้นนานสองนาน ดั่งครุ่นคิดเตรียมการณ์อะไรบางอย่าง

“ข้าเดาถูกจริงๆ เจ้าต้องอยู่ที่นี่” แสงสว่างที่เกิดจากออร่าขององค์จักรพรรดิแห่งเซน ไล่ความมืดไปได้ไม่น้อย

แม้มีแสงสว่างหากสภาพภายในก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก สิ่งที่เห็นได้ชัดขึ้น มีเพียงซอกหินซึ่งเกิดจากการกัดกร่อนของวันเวลา โพรงนั้นดูกว้างใหญ่กว่าที่คิดมาก โพรงที่เห็นในตอนแรกเป็นเพียงส่วนเล็กของโพรงใหญ่เบื้องหน้า

“ถวายพระพรพระเจ้าค่ะ” ผู้อยู่ก่อนโค้งคำนับเจ้าเหนือหัวที่เพิ่งจะเข้ามา

“เสด็จพ่อยังไม่มีปฏิกิริยาอีกหรือโกดอน?”

“ยังเลยเพราะเจ้าค่ะ” ตอบน้ำเสียงราบเรียบ

“เพราะมัน...มันทำให้เสด็จพ่อเป็นเช่นนี้ ข้าไม่เอามันไว้เป็นแน่ ข้าอยากไปถล่มมันนาทีนี้วินาทีนี้นัก!” เค้นเสียงออกมาจากใจ...เคียดแค้นชิงชัง

“เกล้ากระหม่อมไม่อยากให้ท่านจ้าวทรงทำอะไรวู่วาม เวลานี้ยังไม่แน่ว่า พระองค์จะสามารถเอาชนะท่านจ้าวโดเรียสได้...ขอให้ทรงตระหนักไว้ว่า ตราบใดที่พระองค์ยังไม่ละเมิดสัญญา ท่านจ้าวโดเรียสก็จะไม่ละเมิดสัญญาที่ให้ไว้เช่นกัน”

“สัญญา” เสียงเย้ยหยัน “เพราะสัญญาที่เราให้ไว้กับเสด็จพ่อ เราจึงต้องทนอยู่จนถึงทุกวันนี้ และตอนนี้ลูซิเฟอร์ก็ไปรวมหัวกับมัน อีกไม่นานมันคงจะบุกมาหาเรา เจ้าจะให้เรารอวันนั้นน่ะหรือโกดอน?”

“ท่านจ้าวโดเรียสไม่ใช่คนตระบัดสัตย์” น้ำเสียงขององครักษ์ยังคงหนักแน่นเยือกเย็น

“ถึงยังไงมันก็ต้องคอยช่วยเหลือลูซิเฟอร์อยู่ดี” ตะเบ็งสุรเสียงใส่องครักษ์หน้าผี

“แต่คงช่วยอะไรได้ไม่มาก ท่านจ้าวอย่าทรงลืมสิเพราะเจ้าค่ะ ที่องค์จักรพรรดิเมฟาตีส ทรงเป็นเช่นนี้ก็เพราะช่วยพระองค์ไม่ใช่หรือพระเจ้าค่ะ?”

คำพูดนั้นทำให้เจ้าเหนือหัวอ่อนลงได้มาก

“คนที่สามารถต่อกรกับท่านจ้าวโดเรียสได้ในตอนนี้ คงมีแต่จักรพรรดิเมฟาตีส…” คำพูดนั้นของโกดอนแฝงถ้อยคำเย้ยหยันอยู่ลึกๆ คนฟังเองก็จับความนั้นได้เช่นกัน

“บังอาจ!…เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าเอาชนะโดเรียสไม่ได้ใช่ไหม?”

โกดอนก้มหน้านิ่ง

“คอยดู! ข้าจะเอาหัวมันมาให้เจ้าได้เห็น” เอ่ยอย่างกริ้วกราด หมันร่างหันกลับสู่ด้านบน ขัดใจยิ่งนัก

แต่ยังไม่ทันที่โกดอนจะได้ตอบใดๆ เหตุการณ์หนึ่งก็อุบัติขึ้น

แรงสั่นสะเทือน เศษหิน ดิน ทราย ร่วงพรุลงสู่ลาวาเบื้องล่าง เหตุการณ์ดำเนินอยู่เกือบอึดใจ ก่อนจะสงบลง ทิ้งความมืดและสงบไว้ดังเดิม

“เสด็จพ่อเริ่มมีปฏิกิริยาแล้ว โกดอนเจ้าเห็นใช่ไหม?” ท่านจ้าวมิคาเอลดีใจยิ่งนัก รอยแย้มสรวลปรากฏบนวงพักตร์คม

แผ่นดินไหวเมื่อครู่บ่งบอกชัดเจนว่า เวลานิทราขององค์จักรพรรดิเมฟาตีสจวนหมดเต็มที และอีกไม่นานเกินรอก็จะตื่นขึ้นอีกครั้ง

“พระเจ้าค่ะ” โกดอนแอบยิ้มเยือกเย็น “ดังนั้นพระองค์ต้องอดทนรอไปก่อน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ทุกอย่างที่องค์จักรพรรดิทรงตั้งพระทัยไว้พังลงหมด”

“ถ้าเสด็จพ่อคืนพลังได้เต็มที่ ทุกอย่างก็จะเป็นเรื่องง่าย คอยดูเถอะโดเรียสข้าจะเอาชนะเจ้าให้ดู ข้าจะพิสูจน์ให้รู้ว่า คนอย่างข้าเหนือกว่าเจ้าทุกอย่าง” เสียงกระตือรือร้น เปี่ยมไปด้วยความหวังและพลัง

“ใช่พระเจ้าค่ะ…ทรงเหนือว่าท่านจ้าวโดเรียสทุกอย่าง เพราะพระองค์เป็นคนสำคัญของท่านจ้าวเมฟาตีส” คำพูดเยือกเย็นนั้นมีความนัยบางอย่าง หากสังเกตสักนิดก็จะสัมผัสได้ แต่ดูมิคาเอลจะไม่สะกิดใจแม้แต่น้อย

หาก...มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้อง สัมผัสเหตุการณ์นี้อยู่จากที่ไหนสักแห่งที่ไกลแสนไกล…แววตารัศมีอำพันนั้นเรืองโรจน์ บ่งชัดว่ารู้และเห็นเหตุทุกอย่างที่หลุดออกมาจากร่างเนื้อและจิตใจของโกดอน

ใช่…ดวงตาคู่นั้นสามารถรับรู้ทุกอย่างได้…เพราะภายในแสงอำพัน…จะมีเนตรทิพย์ซึ่งทอรัศมีอำมหิต… แม้เพียงปราดแรกที่มนุษย์ในคาออสได้สัมผัส คำตอบเดียวที่ได้รับจากพวกเขาคือ ความหวาดสะพรึง และตระหนักได้ทันทีว่ามันคือ เนตรของผู้ครอบครอบพลอยแห่งดวงดาว...










 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2552
4 comments
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2552 15:14:19 น.
Counter : 1743 Pageviews.

 

อยากอ่านเรื่องที่ติดกุญแจด้วย ขอได้ที่ไหนคะ*-*

sakeena_17@hotmail.com

 

โดย: sakeena IP: 124.122.115.93 13 ธันวาคม 2553 10:35:29 น.  

 

อยากอ่านตอนต่อไปมีอีกไหม

 

โดย: ตอนต่อไป IP: 125.24.221.255 20 มกราคม 2555 13:48:21 น.  

 

มีต่อค่ะ แต่ยังไม่ได้มาโพสต์เพิ่ม ^^

 

โดย: adel_ew 20 มกราคม 2555 23:25:32 น.  

 

รอตอนต่อไปนะคะ พอจะรู้ไหมคะว่าสามารถหาซื้อได้ที่ไหน เพราะว่า ไปหาตามร้านหนังสือแล้วไม่มีขายแล้วอะคะ แล้วก็เล่มรัตนมณีแห่งดวงดาวที่เคยซื้อมันหายไปพร้อมกับน้องน้ำตอนนี้อยากอ่านอีกก็ไม่มีให้อ่านแล้ว ช่วยอัพให้ด้วยนะคะ

 

โดย: หนูดี IP: 58.9.37.242 29 กุมภาพันธ์ 2555 1:01:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


adel_ew
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 70 คน [?]




ความกลัวที่สุดคือ...กลัวที่ต้องอยู่โดยไม่เหลือใคร
Friends' blogs
[Add adel_ew's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.