เมืองแห่งฟ้า


เรื่องสั้น เมืองแห่งฟ้า

หลังฝนตก ฉันชอบมานั่งอยู่ที่นี่ เพื่อสูดกลิ่นจำปีที่ศาลาริมน้ำ คละเคล้ากับกลิ่นไอดิน มันทำให้ฉันหวนคิดถึงใครคนหนึ่งที่ เราเคยบอกว่ารักกัน...ใช่แล้วเขาคือรักแรกของฉัน แต่ด้วยเหตุผลจำเป็นของครอบครัว ทำให้เขาต้องจากไปยังดินแดนที่ผู้คนต่างกล่าวขาน วิลเลี่ยมได้จากไป เพื่อติดตามตามพ่อและแม่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในเมือง ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเป็นหนุ่มเมืองกรุงไปโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัว ณ ที่แห่งนั้น คนที่นี่เรียกว่า “เมืองแห่งฟ้า” เล่าลือกันว่า ที่นั่นจะทำให้คนเปลี่ยนแปลงไป เป็นเมืองที่เปลี่ยนคนหนึ่งเป็นอีกคนหนึ่ง จากที่เป็นคนจิตใจโหดร้ายก็จะกลายเป็นคนดี และคนที่ดีที่ไปอยู่ที่นั่นจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและคิดถึงแต่ตนเอง
วันนั้นหลังฝนตก จากก่อนที่วิลเลี่ยมจะจากไป เราก็มานั่งคุยกันที่นี่ ฉันรู้สึกกังวลกับการจากไปของเขา และพูดถึงเรื่องราวที่ติดค้างในใจ เรื่องที่ผู้คนพูดถึงเมืองแห่งฟ้า
“เธออาจจะกลายเป็นอีกคนนะวิลเลี่ยม คนที่ฉันไม่รู้จัก คนที่ไม่รักฉันแล้ว ” ฉันพูดด้วยอารมณ์เหมือนละเมอ ตัดพ้อ แต่ก็รู้ลึก ๆ ว่าคงไม่อาจดึงรั้ง เพราะวิลเลี่ยมเองก็ไม่ได้เป็นคนที่ตัดสินใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

“ฉันก็กลัวนะเดียน่า ว่าฉันอาจจะเปลี่ยนไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจแน่นอนว่าฉันจะไม่เปลี่ยนไป...” วิลเลี่ยมเชยคางของฉันขึ้นเพื่อสบตา เหมือนอยากจะให้ฉันดูว่าแววตาของเขานั้นมั่นใจกับ สิ่งที่เขากำลังจะพูดนั้นเป็นเรื่องจริง
“ฉันจะรักเธอ ตลอดไป.. รอฉันนะ.” เขาพูดแผ่วเบา แต่ดูหนักแน่นยิ่งนัก มันประทับลงไปในจิตใจของฉัน และฉันก็เชื่อว่าเขาหมายความว่าอย่างนั้น จริง ๆ เราสวมกอดกันเนิ่นนาน ปล่อยให้หัวใจล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ที่พัดใจสองดวงให้มันไป ณ ดินแดนแสนไกล...
“นี่ก็ผ่านไป 5 ปีแล้วซินะ ที่ฉันไม่เจอเธอเลยวิลเลี่ยม เธอยังจำคำพูดของเธอได้มั้ย ที่บอกให้ฉันรอฉันเริ่มไม่แน่ใจกับคำพูดของเธอแล้ว การติดต่อของเราก็เริ่มขาดหายไป ซึ่งเธอให้เหตุผลถึงการงานที่รัดตัว ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ฉันเข้าใจนะที่เธอต้องสร้างตัว แต่หากเป็นแบบนี้ เธอไม่ได้ให้ความหวัง ไม่ได้ให้ความใส่ใจเลย แล้วฉันจะมั่นใจเธอได้อย่างไรกัน ที่ผู้คนพูดกันว่า คนที่ไปเมืองแห่งฟ้าจะต้องเปลี่ยนแปลง ก็ไม่เคยมีเหตุผลใด ๆ ที่มา หักล้างหรือ โต้แย้งได้เลย
ถึงแม้ว่าฉันจะรู้ว่าเธอเป็นอย่างไร แน่นอนว่า ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนดีมาตลอด แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันจะทำให้เธอไม่ใช่คนแบบเดิมที่ฉันรู้จัก” ความคิดของฉันเริ่มฟุ้งซ่านอีกแล้ว เมื่อเวลาที่คิดเรื่องของเธอ กลิ่นของดอกจำปียังคงกรุ่นทำให้คิดถึงเรื่องอดีตได้ทุกที
“เดียน่า..” เสียงดังมาจากด้านหลังของฉัน และนั่นเป็นเสียงที่ฉันคุ้นเคย
“วิลเลี่ยม.. โอย เธอมาได้อย่างไรกันนี่” ฉันตื่นเต้นจนเสียง แทบจะตะโกน นั่นคือวิลเลี่ยม คนที่ฉันเฝ้ารอคอยมาตลอด
“ขับรถมาจ๊ะ ตอนนี้ฉันมีรถเป็นของตัวเองแล้วนะ เดียน่า “ วิลเลี่ยมบอกข่าวดี พร้อมยิ้มละมัย

“ดีจังเลย..” ฉันพูดได้แค่เท่านั้น ก็ต้องสะดุด เพราะเห็นใครอีกคนหนึ่งที่กำลังตรงมาที่ศาลา ดูเหมือนวิลเลี่ยมแทบไม่ผิดเพี้ยน เขาเดินมาพร้อมผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ที่แต่งตัวหรูหรา ทันสมัยตามแบบฉบับคนเมืองแห่งฟ้า เธอ เดินกระย่องกระแย่งดูทุลักทุเล ส้นสูงนี่ช่างไม่เข้ากับพื้นดินที่กำลังเปียกแฉะเลย ผู้ชายคนนั้น ต้องประคองตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ล้มไปคลุกกับดินแฉะนั้น ส่วนฉันได้แต่มองดูวิลเลี่ยมที่ยืนต่อหน้าฉันตรงนี้ และ วิเลี่ยมอีกคน สลับไปมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“เดียน่า ฉันมีเรื่องจะเล่าให้เธอฟังเยอะแยะเลย “ วิลเลี่ยมมองหน้า และอมยิ้มเหมือนจะเอ็นดูกับสีหน้าของฉันที่ตอนนี้เบิกตาโพรงเพราะประหลาดใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“เล่าเลย วิลเลี่ยมฉันรอฟังเธออยู่” ฉันพูดระร่ำระลัก เพราะอยากรู้จริง ๆ ว่า เขาไปเจอน้องชายฝาแฝดที่เมืองแห่งฟ้าหรืออย่างไร
“ได้จ๊ะ ฉันจะเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้ เธอจะต้องประหลาดใจมาก ๆ แน่ เพราะ ผู้ชายคนนั้นคือคนที่ก่อเกิดในตัวของฉัน” วิลเลี่ยมกำลังจะบอกอะไรกัน ไม่ใช่น้องชายฝาแฝดหรอกหรือ ก่อเกิดในตัวของเขา นี่มันอะไรกัน
“ตอนแรกก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่เสียงของเขาเริ่มชัดเจนจากข้างใน “ วิลเลี่ยมพูดอะไร ยิ่งพูดยิ่งงง ปกติแล้ว มนุษย์ต้องต้องเกิดจากการปฏิสนธิในครรภ์มารดาเท่านั้นมิใช่หรือ แต่นี่ฟังดูเหมือนว่า ผู้ชายคนนั้นเกิดมาจากวิลเลี่ยม
“ผู้ชายคนนั้นคือคนที่สอนให้ฉันเอาตัวรอดและใช้ชีวิตในเมืองแห่งฟ้า เดียน่า เธอรู้มั้ยฉันต้องเจอกับอะไรบ้าง มันน่ากลัวและเลวร้ายมาก การใช้ชีวิตในเมืองแห่งฟ้าไม่ได้ง่ายเลย แต่เราก็รอดมาได้เพราะความฉลาดของเขานั่นแหล่ะ “ คำพูดของวิลเลี่ยมทำให้ฉันอึ้ง นี่ถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยันต่อหน้าต่อตาแบบนี้ ฉันคงจะว่าเขาเพ้อเจ้อแน่ ๆ
“เธอบอกว่าผู้ชายคนนั้นอยู่ข้างในของเธอมาก่อน แล้วตอนนี้เขามีชีวิต เป็นเธออีกคนงั้นหรือ “ฉันมองหน้าวิลเลี่ยม อยากให้เขายืนยันออกมา อยากได้ข้อความที่สรุปเรื่องโดยไว

“เหตุการณ์แบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เลยนะ กับคนที่เมืองแห่งฟ้า อาจเป็นเพราะว่า ฉันแตกต่างกับคนอื่น ที่รู้จักแยกแยะ รู้ว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ดี หรือไม่ดี เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ หรือ ว่ามันชั่วร้าย และ ฉันไม่ยอมให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามาเป็นตัวของฉัน ฉันจำแนกตลอดเวลา ว่าสิ่งที่พบเจอคืออะไร” วิลเลี่ยมพยายามตั้งใจอธิบายกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฉันฟัง

“และนั่นทำให้เกิดสิ่งมหัสจรรย์นี้ วิลเลี่ยมคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ ออกมาจากตัวฉัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้าย เขาจะทำสิ่งใด ๆ เพื่อแก้ปัญหา และ ฉันก็ยังเป็นตัวฉัน คนที่รักเธอ... เดียน่า นี่อาจเป็นเพราะคำมั่นที่ฉันให้ไว้กับเธอ ว่าฉันจะรักเธอ ตลอดไป..” วิลเลี่ยมยิ้มอย่างภาคภูมิใจในความพิเศษของเขา

“ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจมากนักน ะวิลเลี่ยม ฟังดูแล้ว มันประหลาดมากเลย พวกเธอใช้ชีวิตอยู่อย่างไร คนที่เมืองฟ้า ยอมรับได้หรือ มันไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับที่นี่เลย “ ฉันโพล่งออกไป มีคำถามมากมายเกิดขึ้น แต่นึกคำถามไม่ออกเลย
“ฉันตัดสินใจอยู่นานเลยว่าจะบอกเธอดีมั้ย แต่เขาทำให้ฉันตัดสินใจได้ โดยที่เขาได้ทำให้ดู ด้วยการตัดสินใจบอก ซินดี้ แฟนของเขาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และซินดี้รักมากพอ ที่จะยอมรับได้ และบอกฉันว่าว่า ถ้าหากเธอ รักฉัน เธอก็จะยอมรับได้เช่นกัน” วิลเลี่ยมเหมือนจะยกแม่น้ำมาเพื่อจะบอกถึงสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ซึ่งดูเหมือนจะหนักหนา
“ยังไง...” ฉันถามกลับ จะมีอะไรที่น่ากลัวรอคอยอยู่ รอฟังว่าจะมีอะไรที่ตามมาอีก
“ วิลเลี่ยมอีกคนมีตัวตน มีเลือดเนื้อ แต่เขาไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีฉัน ทุกสิ่งที่เป็นของเขา ก็คือของฉัน และทุกอย่างที่เป็นของฉัน ก็เป็นของเขา เราแค่ใช้ของใช้ และบัตรเครดิตร่วมกัน มีเพียงความรู้สึกของเราเท่านั้นที่แยกจากกัน “ วิลเลี่ยมเริ่มพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“และเมื่อมีคนที่เราไม่อยากให้คนอื่นรู้ เราก็สามารถรวมร่างกันเมื่อไหร่ก็ได้ แอนนาเธอคิดดูซิว่ามันดีแค่ไหน ที่เรามีเพื่อนช่วยคิด ช่วยทำตลอดเวลา ฉันไม่ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ “ เขาพยายามพูดให้ฉันเห็นดีด้วย
วิลเลี่ยมหยุดพูด เหมือนต้องการคำพูดอะไรซักอย่างจากฉัน และตอนนี้ของฉันเริ่มปะติดปะต่อกัน เริ่มชั่งน้ำหนัก กับสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันก้มหน้า และหันมองไปที่สายน้ำที่ไหลเอื่อย ปล่อยความคิดให้ล่องลอย แม้วิลเลี่ยมจะยืนยันว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สำหรับฉันแล้ว เมืองแห่งฟ้านั้น ได้ทำให้ วิลเลี่ยมของฉันนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงความรักที่วิลเลี่ยมมีต่อฉัน แต่ได้เปลี่ยนแปลงบางสิ่งในตัวของเขา และ ดูเหมือนว่าตอนนี้ ฉันจะต้องกลายเป็นคนที่ตัดสินใจเรื่องของเราว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร ฉันจะสู้ฝ่าฟันไปกับวิลเลี่ยม หรือ ฉันจะ... ต้องจบเรื่องของเรา

เขียนโดย ปูล่า
22/3/2011



Create Date : 22 มีนาคม 2554
Last Update : 22 มีนาคม 2554 18:33:36 น.
Counter : 174 Pageviews.

0 comment
หนีออกจากบ้าน
ฉันเดินอยู่ข้างถนนดินลูกรัง เพื่อเดินทางไปที่ไหนซักที่ แต่ขอไปให้ไกลจากที่ฉันจากมา เมื่อได้ยินเสียงเครื่องรถยนต์หรือว่ามอเตอร์ไซด์ ฉันก็จะวิ่งหลบเข้าข้างทาง เพราะกลัวจะเจอคนที่รู้จัก ทำไมหน่ะหรือ ก็ตอนนี้ฉันหนีออกจากบ้านอยู่หน่ะซิ แม้ไม่รู้จุดหมายปลายทาง แต่ฉันก็ไม่หวั่นใจอะไรทั้งนั้น เพราะ คนที่เค้าบอกว่ารักฉัน เค้าได้ทำร้ายฉัน ทั้งร่างกายและจิตใจ เค้าคงคิดว่า ฉันเป็นคนไม่มีทางไป ฉันจะแสดงให้เค้าเห็นว่า ฉันสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่ง
ฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว เป็นลูกสาวที่แม่ไม่ต้องการ เป็นลูกสาวที่พ่อปกป้องไม่ได้ ฉันรู้สึกแบบนั้นเพราะการกระทำของทั้งสอง ฉันไม่อยากกล่าวโทษผู้มีพระคุณหรอกนะ เพราะรู้ว่ามันเป็นบาป ลูกต้องสำนึกคุณและตอบแทน ฉันเคยอ่านหนังสือ ว่า ลูกที่อกตัญญู จะต้องตกนรก ขุมโลกันตนรก ซึ่งเป็นนรกขุมที่ลึกที่สุด ฉันไม่ได้ทำร้าย ทรมานพ่อแม่ แต่สิ่งที่ฉันกำลังคิดมันเหมือนการนินทาว่าร้าย แต่ให้ตายเถอะ ถ้าฉันไม่พูด ใคร ๆ ก็คงไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำของฉันเป็นแน่ และสิ่งที่ฉันกำลังจะเดินทางออกไปเจอ มันก็อาจคงจะยิ่งเลวร้ายเหมือนตกนรกอยู่แล้ว

ครอบครัวของฉันดูเหมือนจะอบอุ่นในสายตาคนภายนอก พ่อและแม่บอกเสมอว่า ภาคภูมิใจที่ มีลูกอย่างฉัน เวลาที่คุยกับเพื่อนบ้าน ก็คุยว่าฉันเป็นเด็กดี ขยันเรียนหนังสือ และเป็นเด็กเชื่อฟัง ไม่ดื้อ ช่วยทำงานบ้าน จะไม่ให้ฉันทำได้อย่างไร เพราะถ้าหากทำช้า หรือ เอ้อละเหยหล่ะก็ ฉันก็จะโดนทุบตีจากแม่ ซึ่งทุกครั้งที่โดนตีฉันจะนั่งร้องให้อยู่ที่มุมของห้อง นั่งทบทวนการกระทำของตัวเองว่า ฉันเป็นเหมือนเด็กปกติทั่วไปหรือป่าว ที่โดนตีอยู่เป็นประจำ และฉันก็มีคำตอบให้ตัวเองเสมอว่า เด็กคนอื่นไม่ได้โดนแบบที่ฉันโดนหรอก ดูซิแค่หกล้มนิดหน่อย ก็โอ๋กันมากมาย ไม่เหมือนฉัน หากล้ม ก็โดนว่าฉันไม่ดูตาม้าตาเรือ หรือ โง่บ้าง ฉันเรียกมันว่า “การทำร้าย” ที่ผู้ใหญ่ให้เหตุผลของการกระทำตัวเองว่า“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”

ทุกครั้งที่โดนตี ก็จะคิดเสมอว่า “ฉันเกิดมาทำไมนะ” ฉันเคยได้ยินเสมอเวลาที่ไปวัด พระจะบอกว่า “คนเราเกิดมาชดใช้กรรม” ทุกสิ่งที่เราเป็นเกิดจากเวรกรรมที่เราทำทั้งสิ้น ที่แมลงวันเกิดมีชีวิตอยู่ไม่ถึง 13 วัน ก็ต้องตายไป กรรมอะไรนะที่จะทำให้ฉันเกิดมาเป็นนก ได้บินไปสู่โลกกว้างด้วยปีกและขาของฉันเอง คิดถึงคนที่เกิดมารวย มีคนรักห้อมล้อม อาจเพราะเมื่อชาติที่แล้วทำบุญมาดี หรือ อาจเพราะชาติที่แล้ว ฉันทำร้ายลูกของฉันกันนะ ชาตินี้ ฉันถึงโดนทุบตีขนาดนี้
หรือด้วยเหตุผลที่ฉันได้ยินพอจะรู้ว่าฉันเกิดมาทำไม จากคนที่ฉันรู้จัก อย่างเเวลาที่คนรู้จักของพ่อแม่ผ่านมา ทักทาย พูดถึงฉันว่า “ลูกสาวตัวโตจะเท่าแม่แล้ว ดีจัง มีลูกทันใช้ “หรือว่าที่เค้าให้ฉันเกิดมาก็เพื่อรับใช้กันนะ คำตอบ สำหรับคำถามที่ ฉันเกิดมาทำไม

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แม่บอกให้ฉันไปตักน้ำในโอ่งมาหุงข้าว ฉันก็เดินไปทำตามคำสั่ง ไม่มีขันในโอ่ง ก็เลยคิดว่า จะเอาหม้อข้าวลงไปตักเลย จะไม่ให้น้ำข้าวไหลออกไปปนกับน้ำดีในโอ่งน้ำฝนเด็ดขาด “ทำอะไรหน่ะ” เสียงแม่ดังแหว ฉันตกใจหม้อข้าวหล่นลงข้าง ๆ โอ่ง อาจเป็นเพราะตัวฉันเล็กและหม้อข้าวก็ใหญ่มากและก็ยังมีน้ำอีก เสียงที่ฉันกลัวที่สุดก็ดังขึ้น ข้าวดิบและน้ำก็หล่นกระจายไปทั่ว แม่โกรธมาก เดินฉับ ๆ มาหยิบหม้อข้าว ยกมาเขกหัวฉันดังโป๊ก ๆ ฉันนับได้ว่า 3 ที แล้วแม่ก็เอาหม้อข้าวไป ฉันทรุดตัวนั่งลงเพราะเจ็บและงงกับเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
น้ำตาแห่งความเจ็บหลั่งไหล แต่ไม่เท่ากับความเจ็บจากความน้อยใจ ที่มันกัดกร่อนหัวใจดวงน้อย จนมันเปาะบาง แค่เพียงสัมผัสมันเบา ๆ ก็พร้อมที่จะแหลก หล่นทลายลงมาทันที พ่อเดินมาดูและคุกเข่าลงข้าง ๆ และพูดว่า ให้อภัยแม่นะลูก อย่างที่พ่อเคยบอก เพราะว่าแม่เค้ามีสิ่งกดดันหลายอย่าง เพราะว่ารักของพ่อและแม่ไม่ได้รับการเห็นด้วยจากผู้ใหญ่ ทำให้แม่เค้าประสาทไม่ค่อยดี อภัยแม่ด้วยนะ พ่อพูดด้วยความห่วงใย แต่ฉันกลับรู้สึกว่าพ่อทำไมไม่ปกป้องฉันเลยทำไมต้องให้ฉันอดทน ทำไมไม่ไปบอกแม่ว่าอย่าทำร้ายฉัน ฉันเป็นลูกนะ ฉันต้องมารับกรรมจากการกระทำที่ทำของทั้งสองคนด้วย ถ้าเลือกได้ เป็นแบบนี้ขอไม่เกิดมาดีกว่า ฉันพูดอยู่ในใจไม่กล้าที่จะเปล่งเสียงออกมา มีแต่น้ำตาที่ไหลไม่หยุด “ ไปปลอบมันทำไม ” เสียงแม่คำรามมาจากในบ้าน

ฉันลุกขึ้นและวิ่งออกมา ฉันกล้าวิ่งหนีออกมาต่อหน้าพ่อ เพราะรู้ว่า พ่อคงไม่ดึงฉันไว้ หรือว่าทำร้ายฉัน แต่ฉันไม่กล้าที่จะวิ่งแบบนี้กับแม่หรอก เพราะแม่ก็คงวิ่งตามมาดึงฉันและตีฉัน และระเบิดด้วยอารมณ์โกรธอีกแน่นอน

เมือใกล้สะพานที่จะข้ามไปฝั่งสวน ฉันก็หยุดวิ่งและค่อย ๆ เดินผ่านสะพานไม้ อันเดียวที่วางคาบไว้ เหมือนเส้นแบ่งอนาเขต บ้าน และสวน เมื่อ เข้ามาในสวนฉันรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ กับต้นไม้ที่มองเห็นมากกว่า พื้นที่ในบ้านที่มีแต่ความคลุกกรุ่นของอารมณ์ของแม่ตลอดเวลา ฉันก็มานั่งลงข้างต้นมะพร้าว ก้านที่เหี่ยวแห้ง โน้มลงมาใบระพื้น ฉันเอามันมาวางบัง ๆ ทำเป็นกระโจม ที่นี่แหล่ะคือบ้านของฉัน ที่ที่ฉันจะอยู่อย่างสบายใจ และถ้าหากแม่มาหล่ะ แค่ก้านใบมะพร้าวคงไม่ครณามือแม่หรอก

ความห่างไกลจากที่บ้านทำให้ฉันมีเวลาคิดโดยไม่มีความรู้สึกกลัวใด ใด ฉันได้มีอิสระทางความคิดอย่างแท้จริง ไม่กลัวว่าแม่จะเข้ามาโดยที่ฉันไม่รู้ตัว และมาลงโทษกับความผิดที่ฉันไม่รู้ว่า มันเป็นความผิดจริง หรือ เพราะว่าแม่อารมณ์ไม่ดีกันแน่ ลมเย็น ๆ เหมือนช่วยปลอบประโลมใจ น้ำตาเริ่มเหือดแห้งไม่ไหลออกมา แต่ว่ามันซึม ซึมเข้าไปข้างในใจ ของฉัน และฉันก็ผล๊อยหลับไป

และในความฝัน ฉันเดินอยู่ข้างถนนดินลูกรัง ฉันเดินอยู่ข้างทางเพราะไม่อยากให้คนรู้จักเห็นฉันว่ากำลังจะไปไหน ยิ่งเดินหาทางกลับยิ่งมืดมิด มองไม่เห็นข้างทางว่าเป็นอะไร มองไม่เห็นแม้เท้าที่ก้าวเดิน แต่ฉันก็ไม่หยุดเดิน เพราะเห็นแสงสว่างอยุ่ไกล ๆ มีจินตนาการเกิดขึ้นแสดงให้ฉันเห็นว่า เมื่อถึงแสงนั้นแล้ว ฉันจะมีความสุข ตลอดไป ที่นั่นจะมีประสาทที่มีชายผู้อยากมีลูกมาตลอด แต่ว่าภรรยาเค้าได้ตายจากไปพร้อมกับลูกสาวในอุบัติเหตุ เค้าเฝ้ารอลูกสาวที่หายไปในอุบัติเหตุครั้งนั้น เพราะเด็กได้หายสาบสูญไป

เมื่อเค้าได้พบฉัน เค้าก็จะถูกชะตาและรับฉันเป็นลูก และพร้อมที่จะปกป้อง สอนให้ฉันได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ให้ฉันได้เรียนดนตรี ศิลปะ วรรณกรรมที่งดงาม และฉันจะเติบโตเป็นหญิงสาวที่สวยสง่าและฉลาด ปกครองประสาท และบริวาร และได้พบกับเจ้าชายผู้ผ่านมาค้นหาสาวงามเพื่อไปอยู่ในดินแดนแห่งความสุขตลอดไป

แต่ก่อนจะลอดอุโมงไปนั้น มีปีศาจปรากฎตัวต่อหน้า มันอยู่ในผ้าคลุมสีดำ แต่ข้างในเป็นสีแดง ดวงตาของมันแดงก่ำ ผิวหนังของมันแห้งแทบจะเป็นเนื้อเดียวกระดูก จนไม่แน่ใจว่า มันยังมีชีวิต มือขอมันยื่นมาข้างหน้า และพูดว่า

“ แน่ใจหรือไม่ว่าเจ้าจะเข้าไปที่แห่งนั้น ที่ที่เจ้าจะไม่ได้พบพ่อแม่ เพื่อนพ้อง บุคคลที่เจ้ารู้จัก ตลอดไป”

“ที่นั่นมีทุกอย่างตามที่ฉันเห็นหรือไม่ หรือว่ามันเป็นภาพลวงตา” ฉันถามเพราะไม่แน่ใจกับสิ่งที่เห็นและ บุคคลที่มาถาม มันเหมือนไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกของฉันคือ ฉันต้องเข้าไปให้ได้ ไม่อย่างงั้นคงต้องเสียใจไปตลอดแน่นอน

“ข้าไม่รู้หรอกว่าที่นั่นจะเป็นเหมือนที่เจ้าใฝ่ฝันหรือไม่ มันอยู่ที่เจ้าเอง เด็กน้อย “ ปีศาจตนนั้น บอกเสียงแหบพล่า

“ฉันแน่ใจ” ฉันพูด และก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล

“ ก็แล้วแต่เจ้า เด็กน้อย ห้า ห้า ห้า “ เสียงปีศาจตนนั้นหัวเราไล่หลังมา ทำไมมันช่างเยือกเย็นนัก

เมื่อแสงแรก กระทบ ใบหน้า วูบแรกเท่านั้น ที่รู้สึกสงบ สบาย แต่ไม่นาน นักเหมือนมีเข็มหลายร้อยเล่มมาทิ่มแทงทั่วทั้งร่างกาย วูบวาบ ใจหาย เหมือนกับร่างกายโดนโยนขึ้น ไปบนอากาศ และหล่นลงมาและก็โดนโดนโยนขึ้นไปอีก มีแสงสีขาววิ่งเข้ามาที่หน้าและแทรกลงไประหว่างหน้าผาก เหมือนโดนตรึงด้วยตะปูเล่มยาว

ไม่นานได้ยินเสียงหวีดร้องไกล ๆเรียกให้คนช่วย ส่วนฉันหน่ะหรือไม่มีแรงแม้แต่ลืมตา เสียงรอบกายแซ่เซ็ง มีเสียงร่ำไห้ ร้องเรียกชื่อใครคนหนึ่ง “นายใหญ่มาแล้ว ถอยหน่อย” ฉันได้ยินคนหนึ่ง ในผู้คนพูดขึ้น ทุกเสียงเงียบแต่ก็ยังมีเสียงสะอื้นออกมาท่ามกลางคนเหล่านั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ มาหยุดยืนและเหมือนทรุดเท่าลงข้างกายฉัน ฉันสัมผัสได้ถึง มือใหญ่ ๆ ที่มาโอบอุ้มกำมือน้อย ๆ ของฉันไว้ และอ้อมกอดที่แข็งแรงนั้น ได้มาโอบชั้นไว้

“ลูกของพ่อ ในที่สุดพ่อก็ได้เจอลูก “ นี่มันหมายความว่ายังไง ผู้ชายคนนี้เรียกเราว่าลูกงั้นหรือ...

ฉันอยากจะลืมตามอง เพื่อให้รู้ว่าผู้ชายที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ ฉันนี้ ใช่คนเดียวกันกับที่เห็นในจินตนาการหรือไม่ พยายามที่จะพูด เพื่อให้ทุกคนที่ร่ำให้อยู่นี้ได้สบายใจ แต่ก็ไม่มีเสียงใด ๆ ที่สามารถรอดออกมาจากลำคอได้เลย
"ทำไมลูกของฉันถึงไม่ตอบสนองใด ๆ เลยหล่ะ มีแต่เสียงลมหายใจเท่านั้น" ชายที่เรียกฉันว่าลูกเอ่ยถามคนรอบข้าง แต่ไม่มีใครตอบอะไร
"ไปตามหมอสมิธมา ให้เร็วที่สุด" สิ้นเสียง ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งคนลุกออกไปอย่างรีบร้อน

จากนั้นฉันก็โดนอุ้มขึ้นเพื่อพาไปที่ไหนซักที่ ที่ฉันไม่สามารถมองเห็นได้แต่ใช้ความรู้สึกสัมผัสได้ว่า รอบข้างเหมือนเป็นกลิ่นดอกไม้หอมนานาชนิด เสียงนกร้องขับขานเหมือนเป็นการต้อนรับการกลับมาของฉัน

ฉันถูกวางในเตียงนุ่ม ผ้าห่มผืมใหญ่ถูกวางบนตัวฉัน ให้ห้องก็อบอุ่นพอดี ไม่หนาวและ ไม่ร้อน ตอนนี้ฉันรู้สึกปลอดภัย เพราะ ชายคนที่เรียกตัวเองว่าพ่อ เค้านั่งอยู่ข้างเตียง กุมมือ และ ลูบหัวของฉันอย่างแผ่วเบาตลอดเวลา แม้จะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาแต่รู้สึกข้างในใจว่า เขาห่วงใย และรักฉันเหลือเกิน ความสุขใจมันเอ่อล้นจนน้ำตาไหลออกมา นี่ซิคืออการแสดงออกถึงความรักอย่างแท้จริงที่ฉันต้องการมานาน ความรักที่อาจไม่จำเป็นที่จะต้องพูด และการสัมผัสเล็กน้อยเท่านี้ ก็ทำให้อุ่นใจมากมาย

พักใหญ่ก็รู้สึกว่ามีคนเข้ามาในห้อง
"คุณหมอครับ ช่วยไลล่าของผมด้วยครับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเธอไม่ขยับเลย "
"ครับ ผมขอดูเธอหน่อยนะครับ " คนเป็นหมอเข้ามาแทนที่ เพื่อตรวจเช็คตัวฉัน จนสักครู่ เค้าจึงเอ่ย
"ผมไม่แน่นะครับว่าเกิดอะไร ร่างกายก็ดูปกติดี มีแผลฟกช้ำนิดหน่อย แต่ไม่น่าที่จะทำให้เธอขยับไม่ได้ คิดว่าน่าจะรอดูอาการพรุ่งนี้อีกที "
"ครับผมทราบว่าเธอปลอดภัยเป็นปกติ ผมก็ดีใจแล้วครับ ได้พบเธออีกครั้ง ก็นับเป็นเรื่องที่วิเศษสำหรับผมมากแล้ว " เสียงคุณหมอเดินออกไป ทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของฉันอีกครั้ง มือนั้นยังกุมอยู่ไม่ห่างจนกระทั่งฉันเข้าสู่นิททราอีกครั้ง

เมื่อรู้สึกตัวอยากจะลืมตา เพื่อไปทำกิจวัตรส่วนตัว เรียกสติตัวเองอีกครั้ง ยังจำความฝันได้ว่า ได้อยู่ในที่อบอุ่นและมีความรัก ช่างแจ่มชัดในความรุ้สึกนัก เอาหล่ะวันนี้เช้าวันใหม่แล้ว ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันจะเป็นคนดี ทำชีวิตของตนเองให้ดี สิ่งที่ร้าย ๆ สิ่งที่ไม่พึ่งใจยังไง ก็ช่างมัน เดี๋ยวก็ผ่านไป ฉันก็จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เอาหลฃ่ะสิ่งที่เราจะต้องทำวันนี้มีอะไรบ้างนะ อะไรกันแขนขามันไม่ขยับเหมือนดั่งใจคิด แม้แต่ดวงตาก็ไม่มีแรงแม้จะลืมขึ้น

ตอนนี้รู้แล้วว่า สิ่งที่ฉันได้ยินและรู้สึกมันเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ทำไมฉันยังไม่ตื่นซักที ลืมตาไม่ได้ คอก็แห้ง แขนขาก็ขยับไม่ได้ ฉันอยากจะตื่นแล้ว แต่ก็ทำได้แค่คิด มีเสียงคนร้องให้อยู่ข้าง ๆ เตียง เป็นเสียงของแม่ และมีเสียงที่ฉันคุ้นเคยอีกหลายเสียง กำลังปลอบใจเธออยู่

"ไหนหมอบอกว่าอะไรบ้างไหนบอกพวกเราซิ " เสียงใครคนหนึ่งรบเร้าให้ใครซักคนพูด
"หมอบอกว่าคืนนี้ เธอจะต้องจากไป เค้าไม่สามารถจะพยุงชีวิตของเธอได้อีกต่อไป งูที่กัด มันเป็นงูจงอาง มีพิษร้ายแรง ที่จะทำให้ประสาทเป็นอัมพาต ลืมตาไม่ได้ กลืนอาหารไม่ได้ " เสียงอีกคนตอบ เสียงของแม่ยิ่งร้องให้หนัก

"เด็กมันคงไม่เห็นว่าตรงนั้นเป็นที่วางไข่ของงู จึงไปนั่งเข้า นี่ถ้าเห็นเร็ว ๆ ก็ยังคงพอช่วยไว้ทัน แต่นี่มันหนีไปซ่อนตัว กว่าจะไปหาเจอก็มืดค่ำแล้ว" เสียงอีกคนตอบ มีเสียงอีกหลายเสียงที่กำลังวิพากวิจารย์สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกันฉัน ไม่นานฉันก็คงจะตาย อย่างน้อยฉันก็รู้แล้ว ว่าแม่ของฉันก็เสียใจเหมือนกัน เพราะเค้าร้องให้ เค้าก็คงรักฉันในแบบของเค้า เสียงทุกเสียงเริ่มเลือนลาง ความตายเป็นอย่างไรกันนะ... มันจะเจ็บปวดกว่านี้มั้ย ...

จบ...




Create Date : 21 มีนาคม 2554
Last Update : 24 มีนาคม 2554 14:14:09 น.
Counter : 211 Pageviews.

0 comment

easyfreedom1978
Location :
สมุทรปราการ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีค่ะยินดีต้อนรับผู้เยี่ยมเยียนทุกท่านนะคะ
ขอให้มีความสุขกับการชมบ้านหลังน้อยนะคะ
บล็อกนี้มีทั้งศิลปะ ปรัชญา และ เรื่องสั้น นิยาย
เพื่อให้เพลิดเพลิน ขอบคุณค่ะ

สนใจจัดพิมพ์เรื่องสั้น หรือ งานศิลปะ สามารถ
ติดต่อได้ที่ meomee2005@hotmail.com


รวมศิลปะของ MeoMee


นิยาย MeOmee แต่งเอง

ทำบล็อกยังไงให้ทำเงิน

มหัสจรรย์วันธรรมดาของเด็กหญิงเลี้ยงวัว