All Blog
อินดี้ เฮ้าส์ @นิมมาน ที่พักเล็กๆ ย่านนิมมานเหมินทร์
Indie House @Nimmarn Smiley Smileyโฮสเทลเล็กๆ ที่ได้รับการพูดถึงมากพอสมควร แต่เรายังหาไม่เจอว่ามีคนมารีวิวไว้ เลยเอาประสบการณ์ 4 วัน 3 คืนมาแชร์ไว้เผื่อเป็นทางเลือกให้เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ไปเยี่ยมเยียนเมืองเชียงใหม่ค่ะ



จขกท.จองที่พักผ่าน Agoda สนนราคาประมาณ 7XX-. ต่อคืนพร้อมอาหารเช้า เมื่อใกล้เดินทางก็โทร.คอนเฟิร์มตามปกติ พี่จ๋า(เจ้าของคนสวยและใจดีมากๆ) ก็แนะนำวิธีการเดินทางไปที่พักให้เรียบร้อยค่ะ

เราบินไปเชียงใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ 9 ส.ค. โดยหางแดง FD 3431 ไปถึงเชียงใหม่ประมาณห้าโมง แล้วต่อแท็กซี่สนามบินไปยังที่พักในราคาเหมา 120-. ที่พักก็หาไม่ยากค่ะ อยู่ในซอยนิมมานเหมินทร์ 9 ด้านหน้าโฮสเทลจะมีร้านทำผม O B One ร้านเบ้อเริ่มตั้งอยู่ 



ลานจอดรถด้านหน้า ให้พี่เจ้าของช่วยติดต่อรถเช่าจาก Bikky ให้เลย





พอจัดการเรื่องรถมอเตอร์ไซค์เช่าเสร็จก็เข้าห้องกันเลยค่ะ เป็นห้องธรรมดาอยู่หลังฟรอนท์ มีห้องน้ำในตัว(ค่อนข้างเล็ก) ทีวี แอร์










อาหารเช้าของที่นี่จะจัดบริเวณลานด้านหน้า มีไข่ แฮม ข้าว ขนมปัง ชากาแฟ แต่เจ๋งตรงที่ให้เราลงมือทำอาหารเองค่ะ ถ้ามาเป็นครอบครัวช่วยกันคนละไม้คนละมือก็น่ารักดี เรากะแฟนเองก็ไปช่วยกันทอดไข่ ซึ่งปกติแฟนเราไม่ทำอาหารค่ะ (แอบรู้สึกชอบตรงนี้แหละ Smiley)



สรุปข้อดีข้อเสียของที่นี่นะคะ 

ข้อดี
- ราคาพร้อมอาหารเช้าไม่แพงเลยถ้าเทียบกับทำเลนี้
- ทำเลดี สามารถเดินทางไปเที่ยวต่อได้ง่ายมาก
- มีความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ล้อมรอบด้วยผับและร้านอาหารหลายร้าน
- พี่เจ้าของน่ารักมาก กันเอง ให้คำแนะนำและช่วยเหลือเราทุกอย่างเลย

ข้อเสีย
- ห้องพักขนาดเล็กพอสมควร บางคนที่ชอบความสะดวกสบายแบบโรงแรมอาจจะไม่ชอบ
- ห้องน้ำในห้องเล็กมากและเพดานเปิดโล่ง ตอนอาบน้ำลมแอร์เข้ามาอาจจะหนาวได้

ห้องพัก  : Smiley Smiley Smiley
อาหารเช้า : Smiley Smiley Smiley Smiley
ความประทับใจ : Smiley Smiley Smiley Smiley
ความคุ้มค่า  : Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley



Create Date : 24 กันยายน 2557
Last Update : 24 กันยายน 2557 10:25:29 น.
Counter : 1068 Pageviews.

2 comment
นั่งรถไฟไปพระราชวังบางปะอิน.....ย้อนสู่อดีตในวันฝนพรำ
ท่องเที่ยว ท่องเที่ยวไทย รถไฟไทย แบ็คแพ็คเกอร์ เที่ยวแบบประหยัด รถไฟฟรี การรถไฟ

ละทิ้งชีวิตวุ่นวายสไตล์มนุษย์เงินเดือน (ชั่วคราว)  ค้นหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในการท่องเที่ยววันธรรมดาอีกครั้ง  ซึ่งจุดหมายแรกที่นึกถึงและตัดสินใจเลือกให้เป็น “จุดหมายแรก” คือ พระราชวังบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยาค่ะ  รูปอาจจะไม่ค่อยสวยเท่าไร (ปกติก็ไม่สวย อันนี้ยิ่งแย่) เพราะถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ Sony Xperia ZL แถมมาเจอฟ้าครึ้มๆ เลยไปกันใหญ่  เลยปรับสีให้ออกแนววินเทจๆ ไปเลย อิอิอิ๊

สำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือหรือศึกษาประวัติศาสตร์  จะทราบว่าพระราชวังบางปะอินนั้นมีความสำคัญกับพระบรมวงศานุวงศ์และชาววังในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างมาก  โดยมีปรากฎทั้งในบันทึกความทรงจำ  จดหมายเหตุ  หรือแม้แต่วรรณกรรมร่วมสมัยอย่าง “สี่แผ่นดิน”  ทำให้เราต้องมาสัมผัสความสวยงามของ Summer Palace แห่งนี้ให้ได้สักครั้งค่ะ




ทริปนี้ไปกัน 2 คนกับเพื่อนรัก ออกเดินทางในวันฝนพรำ จากสถานีรถไฟบางเขนเวลา 10.25น.  ด้วยขบวนรถธรรมดา กรุงเทพ – พิษณุโลก  ถึงบางปะอิน 11.45น.  แล้วก็เหมาะสองแถวเข้าไปยังพระราชวังบางปะอิน (พอมาถึงก็เจอแดดเปรี้ยง...เดินไม่ไหว) สนนราคา 2 คน 50 บาทค่ะ










มาถึงแล้วก็เดินไปที่กระเช้าข้ามไปวัดนิเวศธรรมประวัติก่อน ตั้งใจพาเพื่อนไปไหว้พระและเก็บภาพสวยๆ ภายในวัด  แต่รออยู่นานก็ไม่มีคนกดกระเช้าให้ข้ามฝั่ง จนกระทั่งมีคุณยายเดินมาบอกว่า “หนูเอ๊ย คนเฝ้ากระเช้าพักเที่ยงลูก”  แป่วววว เป็นอันว่าซื่อบื้อทั้งคู่ ตัดใจไปเดินเที่ยวชมภายในพระราชวังกันก่อนดีกว่า








ซื้อบัตรเข้าชมคนละ 30บาทแล้วก็เดินเที่ยวกัน  อากาศแปรปรวนนิดหน่อย แดดเปรี้ยงสลับกับฝนเม็ดใหญ่โปรยปราย แต่ไม่หวั่นอยู่แล้ว....

พระราชวังบางปะอิน ตั้งอยู่บนพื้นที่เกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ตำบลบ้านเลน  อำเภอบางปะอิน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  บันทึกในพงศาวดารกล่าวว่า พระราชวังบางปะอินสร้างในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง  ซึ่งมีพระราชดำริให้สร้างขึ้น ณ นิวาศสถานเดิมของพระราชมารดา (มีพระนามเดิมว่า “อิน” เป็นสามัญชนที่ต่อมาได้เป็นพระสนมในสมเด็จพระเอกาทศรถ) เพื่อใช้เป็นพระราชวังสำหรับเสด็จแปรพระราชฐาน  ภายหลังถูกปล่อยทิ้งร้างนานหลายปีเนื่องจากสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2   จนกระทั่งถูกกล่าวถึงอีกครั้งในนิราศพระบาทของสุนทรภู่  ต่อมาจึงได้รับการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และเจริญสูงสุดในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ 

พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชดำริให้บูรณะพื้นที่พระราชวังเดิม รวมถึงสร้างพระที่นั่งและพระตำหนักขึ้นใหม่  ซึ่งตลอดรัชกาลทรงเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน และใช้พระราชวังบางปะอินรับรองพระราชอาคันตุกะหลายครั้งด้วยกันค่ะ



ศาลพระเจ้าปราสาททอง





จากศาลพระเจ้าปราสาททอง เราเริ่มเดินชมเขตพระราชฐานชั้นนอกกันก่อน  เริ่มจากสภาคารราชประยูร ที่ประทับสำหรับเจ้านายฝ่ายหน้าในสมัยรัชกาลที่ 5  เป็นอาคารริมน้ำสไตล์ยุโรปที่สง่างามมากๆ  แต่เราไม่ได้เข้าชมด้านในเนื่องจากมีคณะทัวร์เข้าชมอยู่และค่อนข้างวุ่นวายค่ะ



สภาคารราชประยูร

จากนั้นก็เดินข้ามสะพานไปยังพระที่นั่งวโรภาษพิมาน  บริเวณสะพานมีรูปปั้นสวยๆ ประดับอยู่มากมาย และยังสามารถเก็บภาพสวยๆ ของทางเดินเชื่อมระหว่างพระที่นั่งวโรภาษพิมานกับ ประตูเทวราชครรไล (เขตกั้นระหว่างเขตพระราชฐานชั้นนอก - ใน)  รวมถึงพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ซึ่งประดิษฐานพระบรมรูปพระพุทธเจ้าหัว กระโจมแตร  และวิวทิวทัศน์ที่ร่มรื่นย์สวยงามได้อย่างชัดเจน



พระที่นั่งวโรภาษพิมาน















ประตูเทวราชครรไล และพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์



กระโจมแตร


สำหรับการเข้าชมภายในพระที่นั่งวโรภาษพิมาน  สุภาพสตรีต้องนุ่งซิ่นยาวกรอมเท้าก่อนเข้าชมทุกครั้งค่ะ  ภายในประดิษฐานพระที่นั่งภายใต้พระมหาเศวตฉัตรในห้องท้องพระโรง  ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้านในค่ะ











จากนั้นเดินผ่านทางเชื่อมที่มีบานเกล็ดไม้บังไว้ เปรียบเหมือนเป็นข้าหลวงนางในที่เดินกลับเข้าสู่เขตพระราชฐานฝ่ายใน...





เข้ามาก็จะเจอกับพระตำหรักหลังน้อยสีชมพูสดใสนามบุปผาประพาส ตั้งอยู่ตรงข้ามกับพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร ซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2537  แทนองค์เดิมที่ถูกไฟไหม้ในปี พ.ศ. 2481 ค่ะ



บุปผาประพาส







พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร








จากนั้นก็ข้ามสะพานไปชมวิวสวยๆ บนหอวิฑูรทัศนา หอคอยสูงยอดมนที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2424












พระที่นั่งเวหาศจำรูญมุมสูง



พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรมุมสูง


ชมวิวสวยๆ และรับลมเย็นๆ จนพอใจแล้ว ก็เข้าชมพระที่นั่งเวหาศจำรูญ (เทียนเหมงเต้ย) กันต่อเลยค่ะ  พระที่นั่งแบบจีนองค์นี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2432 โดยพ่อค้าชาวจีนในสยามน้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ภายในประดิษฐานพระที่นั่งเก๋งจีน 3 องค์ และมีบางส่วนภายในที่ห้ามถ่ายภาพค่ะ























จากนั้นก็เดินข้ามสะพานเข้าไปชมพระตำหนักฝ่ายในอีกนิดหน่อย ฝนก็เทลงมาซะจนต้องล่าถอยไปหลบฝนที่ซุ่มทางเข้า ก่อนจะออกเดินไปขึ้นกระเช้าข้ามไปวัดอีกครั้งนึง



พระตำหนักพระราชชายา เจ้าดารารัศมี






พระตำหนักเก้าห้อง



พระตำหนักพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ



ย้อนออกมาทางประตูเทวราชครรไล


นั่งกระเช้าข้ามไปยังวัดนิเวศธรรมประวัติ  เก็บภาพบรรยากาศร่มรื่นรอบๆ วัด เพื่อนเราก็ไหว้พระขอพร รดน้ำมนต์ และไม่ลืมอธิษฐานใต้ต้นสาละพร้อมกับตบมือเสี่ยงทาย น่าเสียดายจังที่ดอกสาละไม่ร่วมลงมาดังปรารถนา อิอิ








พระอุโบสถ















อาคารพิพิธภัณฑ์











ดอกสาละ





บ่ายสามโมงตรง เราก็เดินทางกลับโดยรถสามล้อเครื่องที่มีคุณป้าใจดีเป็นคนขับ 2 คน 30 บาทเท่านั้นเอง  แล้วก็ติดต่อจนท.ขอตั๋วรถไฟฟรีรอบ 15.20น. (รถไฟมาถึงจริง 15.35น.)  gxHoขบวนธรรมดา สุรินทร์ - กรุงเทพ กลับสู่สถานีบางเขนในเวลา 16.10น.  เหลือเชื่อว่าใช้เวลาเดินทางแค่ 20 นาทีเอง  เห็นมั๊ยว่ารถไฟก็ไม่แย่เสมอไปนะคะ 





จบทริปเรียบๆ ง่ายๆ สไตล์ย้อนวันวานแต่เพียงเท่านี้  โอกาสหน้าจะพาไปเที่ยวแบบประหยัดด้วยรถไฟไทยอีกค่ะ






เที่ยวประหยัดด้วยรถไฟ

Smiley หนึ่งวัน....ฉัน ทุ่งทานตะวัน และรถไฟ ภาคจบ
Smiley หนึ่งวัน....ฉัน ทุ่งทานตะวัน และรถไฟ
Smiley นั่งรถไฟไปน้ำตก........สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง นี่แหละคือชีวิตจริง!!!!!!
Smiley 2 วัน 1 คืน......กับหัวหินที่ฉันไม่รู้จัก (ภาคจบ อีกครึ่งวัน แว๊นมันอย่าบอกใคร)
Smiley 2 วัน 1 คืน......กับหัวหินที่ฉันไม่รู้จัก (ภาคแรก ตะเวนราตรี)
Smiley นั่งรถไฟไปคนเดียว............รำลึกความหลังที่หัวหิน




Create Date : 04 มิถุนายน 2556
Last Update : 5 มิถุนายน 2556 16:22:54 น.
Counter : 3263 Pageviews.

1 comment
หนึ่งวัน....ฉัน ทุ่งทานตะวัน และรถไฟ ภาคจบ

ความเดิมตอนที่แล้ว

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=bongbongstory&month=25-12-2012&group=5&gblog=16


เมื่อรถไฟออกจากทุ่งทานตะวันแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์"  และในขณะที่รถไฟแล่นสู่ตัวเขื่อน  เหล่าผู้เดินทางทั้งหลายก็รีบทาคาลามายด์แก้คัน ที่ทางจนท.รถไฟจัดเตรียมไว้ให้ ก็แหม! เข้าไปยืนท่ามกลางดอกทานตะวันกันซะขนาดนั้น ไม่คันก็แปลกแล้วเนอะ อิอิ...








คันได้ใจจริง...จริ๊งงงง


นั่งเพลินๆ มาสักแป๊ปนึงก็ถึงตัวเขื่อน  ขบวนรถจะวิ่งไปบนสันเขื่อนและจอดให้เราชมวิวและเก็บภาพสวยๆ ได้อย่างเต็มที่ 15 นาทีด้วยกันค่ะ  Smiley



















เก็บภาพกันจนพอใจแล้ว รถไฟก็จะมาส่งเราที่สถานีป่าสักชลสิทธิ์ และให้เวลาเราได้พักผ่อนตามอัธยาศัย 2 ชั่วโมงครึ่งด้วยกัน  พวกเราก็เลยไปเติมพลังด้วยอาหารประจำชาติอย่าง 'ข้าวเหนียว-ส้มตำ-ไก่ย่าง' กันก่อนเลยค่ะ  รอคิวนานมากๆ แต่ก็รสชาติดีใช้ได้เลย  และราคาก็ไม่ธรรมดาด้วย (แพงหูดับเลยน่ะสิ กระซิกๆๆๆ) Smiley








อิ่มท้องแล้วก็เดินชมทั่วๆ บริเวณเขื่อนกัน  แม้แดดจะร้อนเปรี้ยง แต่ก็มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควรเลยล่ะ















เดินเที่ยวกันจนเหนื่อยแล้ว บ่ายสามโมงเศษๆ ขบวนรถก็มารับและพาพวกเรากลับสู่สถานีกรุงเทพฯ ในเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม  จบทริปหรรษากับรถไฟในราคาประหยัดโดยสวัสดิภาพ  หน้าหนาวครั้งหน้าคงได้ร่วมเดินทางด้วยกันอีกครั้ง  สัญญานะ Smiley Smiley


เที่ยวแบบประหยัดด้วยรถไฟ

Smiley นั่งรถไฟไปพระราชวังบางปะอิน.....ย้อนสู่อดีตในวันฝนพรำ
Smiley  นั่งรถไฟไปคนเดียว............รำลึกความหลังที่หัวหิน





Create Date : 30 พฤษภาคม 2556
Last Update : 5 มิถุนายน 2556 16:16:16 น.
Counter : 522 Pageviews.

0 comment
Xanadu Resort ที่พักสีสวยที่เกาะล้าน....รีวิวละเอียดยิบ!!
ท่องเที่ยวไทย เกาะล้าน ที่พัก ที่พักสีสวย ที่พักน่ารัก
วันนี้มารีวิวที่พักสีสวยที่เราหลงรักตั้งแต่เห็นรูปครั้งแรก และตกลงใจจะใช้เวลาช่วงวันหยุดปีใหม่ที่รีสอร์ตริมหาดแสมสวยๆของเกาะล้านแห่งนี้......เมื่อตกลงใจแล้วก็จัดการโทร.จองทันที เสียดายที่จองได้แค่คืนเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่เป็นไรถือว่าไป servey รอบแรกก่อนแล้วกัน

เช้าวันเสาร์ที่ 29 ธ.ค. (แหม ดองซะนาน) เราก็เดินทางสู่เกาะล้านโดยรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัย มาลที่แหลมบาลีฮาย แล้วต่อเรือข้ามมายังท่าหน้าบ้าน จากนั้นเราก็โทร.แจ้งให้รีสอร์ตส่งรถมารับ รอประมาณ




ท่าเรือหน้าบ้าน

ท่าเรือหน้าบ้าน



5 นาทีต่อมา รถสีสวยก็มาพาเราข้ามไปสู่หาดแสมซึ่งเงียบสงบและคนน้อยกว่าหาดอื่นๆ





"ซานาดู" เป็นภาษาบราซิล แปลว่า สวรรค์  ซานาดู บีช รีสอร์ต เป็นรีสอร์ตแห่งเดียวบนหาดแสม พร้อมบริการห้องพัก 70 ห้อง และห้องประชุมสัมมนา 160 ที่นั่งค่ะ

เมื่อมาถึงล็อบบี้ความประทับใจแรกก็มาถึง  เมื่อเราต้องรอเช็คอินนานถึง45นาที เหตุเพราะดันโชคร้ายมาถึงที่พักพร้อมกับกรุ๊ปชาวต่างชาติที่มาฮันนีมูนกัน 16 คน พนักงานทั้งหมดที่ฟรอนต์ต่างพากันเทคแคร์ลูกค้ากลุ่มนั้น และบอกให้เรารออย่างใจเย็นสักครู่เพราะเค้าไม่สามารถบริการทั้งหมดได้ทัน???? เอาน่าวันหยุดทั้งทีรอนิดรอหน่อยจะเป็นไรไป!! Smiley


เวลาบ่ายสามโมงตรงเราได้เช็คอินเข้าสู่ห้องพักจนได้ ต้องบอกว่าประทับใจสีสันและการตกแต่งในรีสอร์ตมากๆๆๆ ทุกที่เน้นการใช้สีสดๆของแม่สี บรรจงทาสลับไปสลับมาให้ตัดกันอย่างตั้งใจ ไม่เว้นแม้แต่ในห้องพักแบบ Deluxe ของเรา ทุกมุมเต็มไปด้วยสีสันและความสดใส แบบนี้คงต้องมองข้ามบริการแย่ๆไปก่อนล่ะ







ภายในห้อง Deluxe




พื้นห้องน้ำเต็มไปด้วยทราย




หลังจากเล่นน้ำจนหมดแรง คืนนั้นเราฝากท้องไว้กับร้านอาหารของรีสอร์ตซึ่งครัวปิดไวมากกกกก 2ทุ่มก็ไม่อยากรับออเดอร์แล้ว ทั้งที่ลูกค้าอยากสั่งอาหารกันจะแย่ เราเองดันเผลอหลับไปตั้งแต่เย็นและตื่นออกมาตอนเกือบสามทุ่ม เลยต้องอ้อนวอนพนักงานอยู่นานกว่าจะใจอ่อนทำอาหารให้เราทานกันได้(คล้ายว่ามาขอกินฟรี อันนี้ผิดเองเพราะออกมาดึกไปนิด) ซึ่งเราก็สั่งอาหารมา3รายการ ได้แก่ ต้มข่าทะเล-ยำรวมมิตร-กุ้งแช่น้ำปลา-ข้าวสวย 2 จาน สนนราคามื้อนี้ 700 กว่าบาท ก็ถือว่าทำใจไปเพราะอาหารบนเกาะราคาสูงอยู่แล้ว แต่ก็เสียดายมากเพราะรสชาติออกจะหวานอย่างเดียวไม่เผ็ดไม่เปรี้ยวเลย ก็ทำใจอีกแหละเพราะเน้นรสชาติแบบเอาใจฝรั่งซึ่งเป็นลูกค้าหลักๆของรีสอร์ตไป กะเหรี่ยง(อย่างเรา)ก็ทำใจตามระเบียบ Smiley






เมื่อถึงมื้อเช้า เราสามารถออกมาทานได้ตั้งแต่ 7 โมงจนถึง 10 โมง เราก็จัดเต็มเพราะลงเล่นน้ำไปทานไปแบบวนหลายรอบ อาหารเช้าก็เป็น ABF ไข่ดาว-ไส้กรอก-แฮม-เบคอน-ขนมปังปิ้ง-คอนเฟล็ก อาหารไทยมีข้าวต้มกุ๊ยจืดๆ-ผัดผักบุ้งไฟแดง คอยให้บริการ



สรุปโดยภาพรวมแล้ว รีอสร์ตที่นี่น่ารักมากๆ ทั้งในแง่ของการตกแต่งและสิ่งอำนวยความสะดวกถือว่าพร้อมเป๊ะๆ แต่.....สิ่งที่ต้องปรับปรุงด่วนเลยคือการบริการ โดยเฉพาะมารยาทของพนักงาน..ที่ออกจะแย่มากกกก เวลาลูกค้าสอบถามหรือเรียกร้องอะไร ก็จะหน้าหงิกและตะคอกกลับทุกครั้ง รวมถึงความสะอาดภายในห้อง (เราเจอทรายเต็มพื้นในห้องและห้องน้ำ) ถือว่าเป็นจุดด้อยที่คนเข้าพักบ่นกันทุกคนค่ะ Smiley

สนนราคาห้องพักแบบ Deluxe 1 คืน  พร้อมอาหารเช้า 2 คน = 2,500 บาทค่ะ Smiley

ห้องพัก  : Smiley Smiley Smiley
อาหารเช้า : Smiley Smiley Smiley
ความประทับใจ : Smiley Smiley Smiley
ความคุ้มค่า  : Smiley Smiley






Create Date : 26 พฤษภาคม 2556
Last Update : 24 กันยายน 2557 10:15:14 น.
Counter : 7267 Pageviews.

2 comment
หนึ่งวัน....ฉัน ทุ่งทานตะวัน และรถไฟ
ถึงเดือนธันวาทั้งที ได้เวลาไปชมความงามของทุ่งทานตะวันเหลืองอร่ามแล้วละ!!!




ปีนี้ขอลองเส้นทางท่องเที่ยวของการรถไฟ ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงเศษๆก็ถึงทุ่งทานตะวันริมทางรถไฟแล้วล่ะค่ะ แดดร้อนเปรี้ยงแต่ก็สู้ตายนะ Smiley



ทุกคนบนขบวนรถไฟก็พุ่งทะยานลงไปเก็บภาพความงดงามของดอกทานตะวันแสนสวย ต่างก็ดึงดอกไม้มาเป็นส่วนประกอบของรูป ดึงซ้ายบ้างขวาบ้าง ดอกไม้ที่น่าสงสารก็เหี่ยวเฉาลง บางดอกก็แหว่งวิ่นทรุดโทรม...



















คนดูอย่างเราก็ได้แต่เห็นใจธรรมชาติน้อยๆทีโดนมนุษย์อย่างเรารังแกจนบาดเจ็บ ไปเที่ยวที่ไหนเก็บมาแค่ความประทับใจและภาพสวยๆดีกว่านะคะ อย่าไปทำร้ายเค้าเลย







เที่ยวแบบประหยัดด้วยรถไฟ


Smiley นั่งรถไฟไปพระราชวังบางปะอิน.....ย้อนสู่อดีตในวันฝนพรำ
Smiley  นั่งรถไฟไปคนเดียว............รำลึกความหลังที่หัวหิน





Create Date : 25 ธันวาคม 2555
Last Update : 5 มิถุนายน 2556 16:18:39 น.
Counter : 1213 Pageviews.

6 comment
1  2  3  

ต๊องต๊อง กะ บ๊องบ๊อง
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



Just a little step in the Big World
โลกกว้างใหญ่ มีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก

ต๊องต๊อง กะ บ๊องบ๊อง
All rights reserved
[สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539]