Deleted Scene :: Take VI - Endways - [6.4]



Redeem the sin


Deleted Scene :: Take VI

- Endways -

(continued)



 


มีใครสักคนสัมผัสคทา


พลังเวทที่ถูกกระตุ้นเป็นสิ่งที่ปลุกให้ข้าฟื้นขึ้นมา หลังจากหมดสติไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบ


ข้ารู้สึกได้จากสายพลังเวทที่เชื่อมโยงกันอยู่อย่างบางเบา หากแค่นั้นก็มากเกินพอ ยามเมื่อข้าปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นราวกับว่าข้าได้ไปยืนเหยียบอยู่บนยอดตึกนั้นเองก็มิปาน


และขณะเดียวกันข้าก็ได้ยินเสียงจากอีกฟากฝั่งของทะเล...เสียงของความตายอันหนาหนักและน่าพรั่นพรึง...


ข้าได้ยิน...เสียงของพวกผู้นำประเทศที่ตัดสินใจให้ส่งอาวุธนิวเคลียร์มาถล่มเกาะของตน


ทั้งๆ ที่ยังมีประชาชนของตนอยู่ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะทำลายส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนรวม ข้าไม่ได้จะว่าอะไรหรอกนะเพราะถ้าเป็นข้า ข้าก็คงเลือกหนทางที่จะก่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุดเช่นกัน มันเป็นการยากที่จะศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวซูปเปอร์ฮีโร่เพียงไม่กี่คน และฝากฝังชีวิตของตนไว้ในมือของกลุ่มคน...ที่พวกเขาเรียกว่าเป็นตัวอันตราย


แต่ข้ารู้...ว่ามันจะไม่เป็นไร


“ฉันปิดมันได้ มีใครได้ยินบ้างไหม ฉันปิดประตูมิติได้”


มือเรียวบางหากทว่ามั่นคงนั้นกุมคทาเอาไว้แน่น จ่อปลายอัญมณีสีฟ้าของมันเข้ากับเครื่องมือที่ปลุกพลังของเทซเซอแรคต์ให้ตื่นขึ้นมา


“ปิดมันเลย!”


“อย่า! เดี๋ยว…!” เสียงของไอรอนแมนแทรกเข้ามา หากทว่าข้ากลับมองหาตัวเขาไม่เจอ


“สตาร์ก พวกมันมาอีกเพียบเลย”


“เขายิงนิวเคลียร์มา จะปะทะในอีกไม่ถึงหนึ่งนาที” เสียงเอ่ยรัวเร็วตอบกลับฟังดูร้อนรน แต่ประโยคถัดมาก็ทำให้ข้าได้รู้ว่าตนเองกังวลมากเกินไป “มีที่ชอบๆ ให้มันแล้ว”


ข้าหันไปมองยังทิศทางที่ลางหายนะนั้นกำลังมุ่งหน้าตรงเข้ามา วัตถุสีเงินวาววามบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน หากข้าก็ยังสามารถเห็นได้ถึงร่างสีแดงที่เกาะอยู่กับวัตถุสีเงินนั้นค่อนข้างชัดเจน


เขามองไม่เห็นข้า แน่ล่ะ ในเมื่อความจริงแล้วตอนนี้ข้ากำลังนอนอยู่ที่ห้องอันหรูหรา...ที่ตอนนี้ยับเยินไปทั้งแถบนั่นนี่นา ดังนั้นต่อให้เขาพานิวเคลียร์นั่นเบี่ยงวิถีขึ้นเฉียดหน้าข้าไปเพียงนิดเดียว ก็ไม่มีใครมองเห็นอะไรอยู่ดี


ข้าเงยหน้าขึ้นมองตามร่างนั้นซึ่งหายลับเข้าไปในประตูมิติ


ธอร์...จงดูเสีย


แสงจากการระเบิดสว่างวาบ...อาวุธนั้นมีอำนาจทำลายล้างรุนแรงเสียจนทำให้ดาวเคราะห์เล็กๆ ดวงหนึ่งแทบล่มสลาย


ธอร์ พี่ชายผู้โง่เขลาของข้า...ท่านเห็นหรือเปล่า...


ชิทอรี่ทั้งหมดที่อยู่ในมิดการ์ดพากันล้มระนาว ปิดฉากการต่อสู้ครั้งนี้โดยสิ้นเชิง


...ท่านจะครุ่นคิดบ้างไหม ถ้าหากวันใดวันหนึ่งมนุษย์เปิดประตูมิติออกได้ แล้วดาวที่ถูกทำลายนั้นคือแอสการ์ดจะเป็นเช่นไร...


และจบหมากกระดานนี้ของข้าลง...อย่างงดงาม


พี่ชายผู้โง่เง่า ท่านทราบดีใช่ไหมว่ามนุษย์ไขว่คว้าหาจุดสูงสุดให้ตนเองเสมอ


ท่านไว้ใจมนุษย์ แต่ข้าไม่ และชาวแอสการ์ดอีกมากมายก็คงไม่เช่นกัน ต่อให้ในตอนนี้มนุษย์จะไว้ใจได้แล้วอย่างไร กว่าที่พวกเขาจะเปิดประตูมิติออกได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสติปัญญาของข้า อาวุธและวิวัฒนาการของโลกนี้ก็คงก้าวไปไกลกว่าที่เป็นอยู่อย่างมากมาย และเหล่าคนที่ท่านรู้จักก็ย่อมล้มหายตายจากไปแล้วเช่นเดียวกัน


ธอร์ ท่านเข้าใจหรือไม่ อายุขัยของมนุษย์ช่างสั้นนัก


เพียงพริบตา เหล่าคนที่ท่านรักและไว้ใจก็จะเหลือแต่เถ้ากระดูกและป้ายวิญญาณ ทั้งที่สำหรับพวกเราแล้วมันเพิ่งผ่านไปเพียงพริบตาเท่านั้นเอง...


"สู้เขา สตาร์ก" เสียงของสายลับสาวเอ่ยพึมพำ


"ปิดเลย" ทันทีที่สิ้นคำสั่งของกัปตันอเมริกานั้น ข้าก็รู้สึกได้ถึงพลังเวทที่ขาดสะบั้นลง


ข้าไม่ได้ยินเสียงพวกเขาแล้ว หากทว่ากลับยังไม่อาจละสายตาจากประตูมิติที่ค่อยๆ หดเล็กลงเรื่อยๆ ...พร้อมกันกับหัวใจของข้าที่ค่อยๆ เต้นช้าลงเช่นกัน


...จบแล้ว...


ข้ายิ้มเมื่อเห็นร่างสีแดง...ที่ตอนนี้ยับเหมือนผ้าขี้ริ้วกำลังร่วงหล่นลงมาจากประตูมิติที่ปิดลง คงเป็นเพราะข้าอยู่สูงที่สุดจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้ร่างนั้นไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวหรือแม้กระทั่งครองสติเอาไว้ได้แม้แต่น้อย


...เห็นแก่ที่เขาไม่ทำให้แผนของข้าต้องพัง...ดังนั้นข้าจึงยื่นมือออกไปสร้างบาเรียล้อมรอบร่างนั้นเอาไว้ ถึงแม้ว่ามันคงจะน่าสงสัยน่าดูว่าทำไมเขาถึงยังมีชีวิตอยู่ ทั้งๆ ที่ร่วงกระแทกพื้นจากความสูงระดับ...อวกาศ


แต่ก็ช่างปะไร


ข้าหลับตา...ปล่อยให้ร่างของตนฟื้นจากห้วงนิทราแล้วค่อยๆ เอื้อมมือควานหาสิ่งที่จะช่วยพยุงร่างข้าให้ลุกขึ้นยืน


เมื่อหันไปด้านหลังก็พบเข้ากับ...อะไรนะ? อ้อ -ดิอเวนเจอร์- ยืนอยู่กันครบทีม...ตามความคาดหมาย ข้ายิ้มใส่พวกเขาแม้มันจะยากอยู่สักหน่อย เมื่อต้องมีร่างกายที่เจ็บร้าวไปเสียทุกส่วนเช่นนี้


“ถ้าเจ้ามาเพื่อสิ่งเดียวกัน ข้าขอดื่มก่อนสักกรึ๊บ”


...ฉลองให้กับความตาย...ที่กำลังจะมาเยือน...


เชียร์ส



--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---


:: To Be Continued ::

Deleted Scene :: VII

Epilogue



“ถ้าเจ้ามาเพื่อสิ่งเดียวกัน ข้าขอดื่มก่อนสักกรึ๊บ”

ไม่รู้ทำไมพากย์ไทยพากย์แบบนี้ เมคิดไปเองรึเปล่าหว่าว่าความจริงมันไม่น่าจะใช่ประโยคนี้นะ =[]=;;;

(น่าจะเป็น "หากไม่มีใครว่าอะไร ข้าขอสักกรึ๊บ" หรือ "ถ้าจะขอเครื่องดื่มตอนนี้ทันมั้ย" อะไรราวๆ นี้รึเปล่า...)

ใครชัวร์ ช่วยบอกทีนะคะ จะได้แก้ ;w; แง่งงงงงง //นั่งงมอยู่กับประโยคนี้นานมาก... ฮืว

สุดท้ายก็ลงตามพากย์ไทยซะเลย...เดี๋ยวค่อยกลับไปแก้ #สันหลังยาว

ตอนนี้ยาวไส้ไหลอีกแล้ว ^ q ^ //มีปัญหาเรื่องแบ่งตอนจริงๆ...ฮืออออออออออออ

ความจริงแล้วเขียนมาจนถึงตอนนี้ก็เพิ่งจะคิดได้ล่ะว่า...................................ฟิคเรื่องนี้ Heat Level ต่ำมาก... //faceplam น่าจะต่ำสุดเท่าที่เคยเขียนมาเลย 

ต...แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ!!! ตอนหน้าจะขึ้นเป็นเรท PG-13 แล้วค่ะ!!!!!

คนอ่าน : ................................

//โดนตบติดผนัง

ตอนนี้ก็เบลอได้ที่...ไม่รู้จะเมาท์มอยอะไร...

งั้นก่อนจากก็...

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์เช่นเคยนะค้า <333~

ปล. วันนี้เล่นเกมทั้งวัน...ฟินมากค่ะ 

*พบศพปริศนาโดนฆ่าหมกส้วม*







Create Date : 09 มิถุนายน 2555
Last Update : 9 มิถุนายน 2555 1:56:45 น.
Counter : 900 Pageviews.

2 comment
Deleted Scene :: Take VI - Endways - [6.3]



Redeem the sin


Deleted Scene :: Take VI

- Endways -

(continued)




“โลกิ!! ปิดเทซเซอแรคต์ซะ ไม่งั้นข้าจะทำลายมัน!!!!!!!!” เสียงของธอร์ตวาดกร้าวขึ้นทันทีที่เหยียบย่างลงมาบนยอดตึกสูงชัน


ข้าหันไปมองใบหน้าเครียดขึงนั้นแล้วก็เผยอยิ้ม “อย่าฝัน จะไม่มีการหยุดยั้ง งานนี้จะมีแต่ สงคราม!”


“งั้นก็จัดให้”


เช่นที่ข้าคาดไว้...การตายของสหายทำให้ธอร์ไม่ลังเลอีกแล้วที่จะลงมือกับข้า


ข้ายิ้มรับสายตาเกรี้ยวกราด...เคียดแค้น ใช่แล้ว มันควรจะเป็นเช่นนี้ล่ะ


“ย้าก!”


เสียงอาวุธปะทะกันดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเสียดแหลมบาดหู


เช่นที่เคยบอก...ข้าไม่ถนัดในการต่อสู้ประชิดตัว แต่ความที่ธอร์มักเลี่ยงจุดตายเสมอทำให้ข้าพอจะยื้อเวลาออกไปได้บ้าง ระหว่างที่กำลังพัวพันกันอยู่นั้นเองที่ข้ารู้สึกได้ถึงลางสังหารที่ลอยมาปะทะแผ่นหลัง ข้ายิงเวทใส่โดยเพิ่งมารู้ทีหลังด้วยซ้ำว่ามันคือยานของบรรดาก๊วนสหายชาวมิดการ์ดของธอร์นั่นเอง


เมื่อหมดตัวลอบกัดแล้วข้าก็ต้องหันกลับมารับมือกับธอร์อีกครั้งโดยไม่มีแม้กระทั่งเวลาได้หยุดพักหายใจ


เสียงปะทะ เสียงกรีดร้อง เสียงของความสับสนอลหม่านดังไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ข้าได้ยินมันทั้งหมด...ทั้งๆ ที่ข้าสามารถปิดหูปิดตาไม่รับรู้มันเสียก็ได้ หากทว่าข้าเลือกที่จะไม่ทำ


เพราะนี่คือผลของการตัดสินใจของข้า ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นเช่นไรข้าก็ควรรับมันเอาไว้ทั้งหมด แน่นอนว่าข้าไม่ได้คิดว่าจะมีเสียงยกย่องสรรเสริญหรอก แต่มีเพียงเช่นนี้เท่านั้น...มีแต่เพียงเช่นนี้ที่ศักดิ์ศรีของข้าจะไม่ถูกความต่ำช้าเห็นแก่ตัวเหยียบย่ำจนย่อยยับพังทลาย


ข้าถูกธอร์ตรึงเอาไว้ มือหยาบกร้านค้ำลำคอบังคับให้ข้าเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิวทัศน์เบื้องนอกที่เต็มไปด้วย...หายนะ


“เจ้ามองไว้! มองไปรอบๆ!! การขึ้นเป็นใหญ่ของเจ้าหยุดความบ้าคลั่งนี้ได้เหรอ!!!?”


ดวงตาของข้ามองเห็นควันไฟ หูของข้าได้ยินเสียงกรีดร้อง จมูกของข้าได้กลิ่นความตาย


ข้ายอมรับ...ว่าเวลานั้นข้าหวาดกลัว หวาดกลัวมากว่าทุกสิ่งจะไม่เป็นไปตามที่ข้าตั้งใจเอาไว้ เหล่าชิทอรี่แข็งแกร่งผิดจากเมื่อหลายเดือนก่อนราวแอสการ์ดกับนิฟไฮม์ อีกทั้งยังหวาดกลัวความหวั่นไหวของใจข้าเอง แม้ข้าจะพร่ำบอกอยู่ตลอดเวลาว่าจะไม่ถอดใจ ว่าจะไม่ยอมแพ้ ว่าจะไม่มีวันถอยกลับ...แต่...แต่...บางครั้ง...บางครั้งข้าก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าข้าเข้าไปบอกธอร์ตรงๆ ว่าให้นำเทซเซอแรคต์กลับไปเสีย บอกธอร์ไปตรงๆ ว่าหากมนุษย์สามารถเปิดประตูมิติได้แล้วทั้งเก้าโลกจะเกิดความวุ่นวายเพียงใด


...ทุกสิ่งทุกอย่างจะออกมาในรูปแบบไหนกัน...


แต่ข้าก็เหมือนโทนี่ สตาร์ก


...ต้องการเป็นที่ยอมรับ...


ไม่ว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะลงเอยเช่นไร แต่มันก็จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน ทั้งประวัติศาสตร์ของแอสการ์ด และทั้งอาจเป็นสิ่งที่ชาวมิดการ์ดเรียกขานว่าตำนาน


นามของข้าจะถูกกล่าวขานไปตลอดกาล


ไม่ใช่อนุชาแห่งธอร์ ไม่ใช่บุตรแห่งลาฟฟี่หรือโอดิน


หากเป็นข้าเอง


แม้จะต้องเป็นเทพแห่งหายนะก็ตาม


“มันสายไปแล้ว สายเกินจะหยุดมันได้แล้ว”


ดวงตาของข้าบอกกล่าวแก่ธอร์มากกว่าถ้อยคำ บอกกล่าว...ว่านี่เป็นอีกครั้งที่เขามาสายเกินไป เช่นเดียวกับเหตุการณ์บนดาวเคราะห์เล็กๆ ดวงนั้น...เช่นเดียวกับเหตุการณ์อีกหลายครั้งหลายครา...ที่เขาไม่เคยแก้ไขสิ่งใดได้ทันการณ์...


“ไม่หรอก เราหยุดได้ ถ้าช่วยกัน”


ข้าชะงักงันไป...ความหอมหวานของทางเลือกที่ง่ายกว่าช่างเย้ายวนจนยากนักที่จะปฏิเสธ แต่...


...ข้ายิ้ม...ชักอาวุธลับออกมาแทงเข้าไปที่ท้องของพระเชษฐาอย่างรวดเร็ว


“เลี่ยนได้ใจ”


หยาดน้ำหยดหนึ่งรินไหลผ่านแก้ม


...มันสายเกินไป...


สายเกินไปมากจริงๆ


ธอร์ซึ่งทรุดลงไปไม่มีโอกาสได้เห็นมัน และข้าเองก็พอใจที่จะให้เป็นเช่นนั้น


เมื่อลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง ร่างสูงใหญ่กำยำก็ตรงเข้าจู่โจมอย่างไม่เปิดช่องว่างให้โต้ตอบ ข้าที่ถูกโยนลงพื้นนิ่วหน้าด้วยความเจ็บก่อนจะฝืนขยับร่างพลิกตัวลงจากยอดตึกนั้น และคว้ายานบินของเหล่าชิทอรี่ไว้


ข้าทำทีเป็นทิ้งคทาไว้ที่นั่น


หวังว่าในหมู่มนุษย์พวกนั้นจะมีใครสักคนที่ฉลาดพอจะเอามันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้



--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---



ข้ายอมรับว่าค่อนข้างทึ่งที่เหล่า...อะไรนะ? เอ่อ ดิอเวนเจอร์ สามารถรับมือกับชิทอรี่เป็นกองทัพได้ แต่ก็ยอมรับเช่นกันว่ารู้สึกโล่งอกที่มันเป็นเช่นนั้น


“...ส่งที่เหลือเข้ามา...” ข้าจำต้องเติมฟืนเพื่อเป็นเชื้อไฟ...นำพาให้หายนะโหมกระพือ


โชคดีที่ข้ามีประสาทสัมผัสในฐานะจอมเวทอยู่มาก ไม่เช่นนั้นคงโดนลอบกัดจนตายไปนับครั้งไม่ถ้วนเรียบร้อยแล้ว ข้าคว้าลูกดอกที่พุ่งตรงมายังใบหน้าเอาไว้อย่างแม่นยำก่อนปรายตามองไปยังผู้ที่แผลงศรมันออกมา หากทว่ายังไม่ทันได้กระทำสิ่งใดต่อ ลูกดอกในมือนั้นก็ระเบิดออก ส่งให้ร่างของข้ากระเด็นเข้าไปในระเบียงของตึกสตาร์กอีกครั้ง...


...และเป็นอีกครั้งเช่นกันที่ข้าได้แต่พยายามมองโลกในแง่ดีว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้ร่วงลงไปข้างล่างนั่น...


ข้าพยุงกายลุกขึ้น ยังไม่ทันได้ตั้งตัวติดหรือขับไล่ความมึนเบลอจากแรงกระแทกครั้งก่อนก็มีแรงกระแทกครั้งใหม่ซ้ำสองจนร่างกระเด็นเข้าไปภายในตึก...อย่างน้อยมันก็ยังปูพรมนุ่มๆ เอาไว้...


ข้าได้แต่ปลอบตัวเองอีกครั้ง


อสูรกายตัวใหญ่สีเขียวคำรามก้อง บ่งบอกให้รู้ได้ในทันทีว่าแรงกระแทกเมื่อครู่นั้นเกิดจากอะไร ควรรู้ว่าต่อให้ใจเย็นเป็นน้ำแข็งในโยทันไฮม์แค่ไหน แต่ถ้าถูกทำแบบข้าแล้วก็ยากนักที่จะหาคนไม่โกรธได้...อันที่จริงข้าอยากจะบอกว่ามันไม่มีเลยด้วยซ้ำ และเมื่อมันทำท่าจะก้าวปึงปังเข้ามาหา ข้าจึงปรี๊ดแตก ตวาดไป “พอเลย!!!! พวกเจ้ามันต้องอยู่ใต้อาณัติข้า! ข้าน่ะเทพนะ! เจ้าสัตว์ปัญญาด้อย! ข้าจะไม่ยอมถูกซ้อมโดยเดรัจ...!”


เสียงของข้าขาดหายไป ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ข้ารู้สึกเหมือนโลกพลิกกลับไปมาตลอดเวลาพร้อมทั้งรู้สึกถึงแรงกระแทกจากทุกส่วนของร่างกาย


เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว ข้าก็พบว่าตนเองกำลังนอนแผ่อยู่กลางห้องนั้นโดยมีอสูรกายตัวเขียวยืนค้ำหัวอยู่ ถ้าดวงตาของข้าไม่ฝ้าฟางจากแรงกระแทก หรือสมองถูกกระทบกระเทือนมากเกินไปจนประมวลผลผิดพลาด ข้าคิดว่าตนเองได้เห็นแววตาเหยียดหยามจากเจ้ายักษ์อัปลักษณ์นั่นค่อนข้างชัดเจนเลยทีเดียว


มันหันหลังให้ข้าอย่างหมดความสนใจก่อนจะพ่นเสียงออกมาอย่างดูถูกว่า “เทพกระจอก!”


...


...ข้าเกลียดพวกมัน!!!...เกลียดพวกมันทุกคนเลย!!!



--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---







Create Date : 09 มิถุนายน 2555
Last Update : 9 มิถุนายน 2555 1:57:05 น.
Counter : 264 Pageviews.

0 comment
Deleted Scene :: Take VI - Endways - [6.2]



Redeem the sin


Deleted Scene :: Take VI

- Endways -

(continued)



สตาร์กทาวเวอร์ เป็นสถานที่ที่เหมาะจะให้ข้าใช้ประกาศเจตจำนงต่อหน้าชาวมิดการ์ดยิ่งนัก ทำไมข้าจะไม่ใช้มันล่ะ? ในเมื่อหนึ่ง...ข้าได้เหยียบหน้าเจ้าไอรอนแมนที่แสนกวนโทสะนั่น สอง...เกิดเรื่องวุ่นวายกลางเมืองใหญ่เช่นนี้ บรรดาผู้นำประเทศคงรู้สึกเหมือนโดนเหยียบหน้าตามสตาร์กไปติดๆ นั่นล่ะ


ข้าทอดสายตามองลงไปเบื้องล่างที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆ เคลื่อนไหวเล็กจิ๋วประหนึ่งมดเดินสวนกันขวักไขว่ และทันในนั้นเอง ร่างของมนุษย์ในชุดเกราะเหล็กก็ทิ้งตัวลงมาบนทางที่ยื่นออกจากตัวตึก


ข้ายิ้ม ก่อนเดินเข้าไปภายในห้องหับอันหรูหราซึ่งเจ้าของห้องเองก็ไม่ได้ออกปากว่าอะไร และแน่นอน...ต่อให้ว่าข้าก็ไม่สนใจอยู่ดี


“ช่วยบอกทีว่าเจ้ามาร้องขอความเมตตา”


“เอ่อ ที่จริงจะมาข่มขวัญ”


การพูดคุยกับมนุษย์ผู้นี้เป็นสิ่งที่ข้าไม่ค่อยโสภาเสียเท่าไหร่ โทนี่ สตาร์กเป็นผู้ชายที่ฉลาด ถึงแม้ถ้าดูจากการกระทำของเขาแล้วจะรู้สึกว่าเขางี่เง่ามากๆ ก็ตาม แต่ชายผู้นี้มีดวงตาอันเฉียบคมซึ่งผิดไปจากกิริยามารยาทที่เขาแสดงออก อีกทั้ง...เขายังมีวาจาที่สามารถต้อนให้ข้าแทบจนมุม ในอีกทางหนึ่ง...เขาเป็นคนที่มีบางสิ่งคล้ายคลึงกับข้ามากทีเดียว


ต้องการเป็นที่ยอมรับ...คงเป็นสิ่งนั้นกระมัง


-ดิ อเวนเจอร์-


ข้าทำหน้างงงันกับชื่อที่เหมือนจะคุ้น หากก็ไม่คุ้นนั่น ก่อนที่จะนึกออกเมื่อได้ยินคำขยายความจากคนตรงหน้า


“คำเรียกกลุ่มเราน่ะ คล้ายๆ ชื่อทีมรวมยอดมนุษย์ดาวโลก อะไรเงี้ย”


“อ้อ เคยเจอแล้ว” ข้ายิ้มขัน มันคือกลุ่มที่ข้าเพิ่งไปสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายเอาไว้จนแทบแตกสลายซ่านกระเซ็นนั่นเอง


“ใช่ ต้องสักพักนึงถึงจะเข้าขากัน อันนี้ยอมรับ งั้นมาไล่ว่ามีใครบ้าง พี่ชายนาย เทพสายฟ้า”


ข้าสะบัดหน้าหนีทันทีที่ได้ยินนามนั้น มันเป็นกิริยาที่ข้าแสดงออกโดยไม่ได้เจตนา หากทว่าโชคดีที่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้สังเกตเห็นจึงยังพูดพล่ามต่อไปอย่างไม่เว้นช่วงหายใจ


“ทหารจอมพลัง ตำนานมีชีวิตที่ใช้ชีวิตเป็นตำนาน บุรุษผู้อัดแหลก เมื่อเม้งแตกเอาไม่อยู่ ยอดมือสังหารอีกสอง ซึ่งนาย ระดับเทพ สามารถปลุกปั่นทุกคนให้หัวฟัดหัวเหวี่ยงได้” แม้ถ้อยคำจะเหมือนชื่นชม หากน้ำเสียงกลับเป็นตรงกันข้าม


“ก็มันเป็นแผน”


ข้าเก็บอารมณ์เอาไว้ภายใต้รอยยิ้ม แล้วจึงหันไปเผชิญหน้ากับเจ้าของห้องที่ยกสุราขึ้นดื่มด้วยท่าทางผ่อนคลายเสียเต็มประดา ผิดกับแววตาเอาเรื่องเบื้องหลังขอบแก้ว


“เป็นแผนที่ห่วย พอทุกคนคิดได้ ซึ่งได้แน่ นายจะโดนหนัก”


ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานที่พุ่งขึ้นสูง ประตูมิติด้านนอกนั่นพร้อมเปิดออกได้ทุกเมื่อ แม้จะน่าเสียดาย(ซะเมื่อไหร่) แต่ข้าคงไม่อาจอยู่ต่อปากต่อคำกับโทนี่ สตาร์กไปได้ตลอดวัน เมื่อชิทอรี่มา...ข้าจะต้องคอยเฝ้ามอง และควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามเกม


ดังนั้น...ข้าจึงตัดปัญหาด้วยการควบคุมเขาเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว


“พรรคพวกเจ้าไม่ว่างไล่ล่าข้าหรอก เพราะเจ้าจะไปไล่ล่ามันก่อน”


คทาในมือข้าส่องแสงสว่างเรืองรอง หากกลับเต็มไปด้วยอันตราย และเมื่อมันสัมผัสเข้ากับแผ่นอกกว้างนั้น...


กึง


เสียงคล้ายเหล็กกระทบกันดังขึ้น ข้าเลิกคิ้วประหลาดใจ และลองอีกที


กึง


“ทุกทีมันได้นี่” ข้าพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสียและค่อนข้างจะเป็นกังวล ข้ารู้ดีว่าคทานี้มีลูกเล่นซ่อนเอาไว้ หากในฐานะจอมเวทอันดับหนึ่งแล้ว ข้าไม่มีทางเสียรู้ให้กับลูกไม้กระจอกๆ นั่นแน่ แต่...ถ้ามันดันเหนือชั้นกว่าข้าล่ะ? พลังของข้าใช้ไม่ได้ผลแล้วงั้นหรือ?


ก่อนที่ข้าจะกลัดกลุ้มกังวลยิ่งไปกว่านั้น ชายหนุ่มตรงหน้าก็ยักไหล่ขึ้น ก่อนเอ่ย


“ปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพ ไม่ใช่เรื่องแปลก ผู้ชายหนึ่งในห้า... อึก..!” ข้ารู้แล้ว...เป็นเพราะมันนั่นเอง ...ปัญหาไม่ได้เกิดจากคทาหรือพลังเวทของข้าแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ-โทนี่ สตาร์กและปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพของเขา-นั่นเอง “จาร์วิส ตอนนี้เลย”


“พวกเจ้าทุกตัว ต้องตาย ต่อหน้าข้า” ข้าชูร่างมันขึ้นสูงก่อนเดินไปทางหน้าต่างบานใส ...ตึกนี้สูงใช่เล่น ถ้าตกลงไปคงมีแต่ตายกับตาย


“ปฏิบัติการ ปฏิบัติการ!!”


และข้า...ก็ไม่ลังเลเลยที่จะโยนมันลงไป


เพล้ง!!!


เมื่อร่างนั้นร่วงลงไปแล้ว ข้าก็ได้ยินเสียงบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหวจากด้านหลัง หากยังไม่ทันได้หันไปมองว่ามันคืออะไร สิ่งนั้นกลับพุ่งผ่านหน้าข้าไปเสียก่อน ...มันคือชุดเกราะเหล็กสีแดงนั่นเอง...


ข้าชะโงกหน้าจากระเบียงมองลงไปยังเบื้องล่าง หากยังไม่ทันได้กวาดตามองหา วัตถุสีแดงสด...ไอรอนแมนก็บินขึ้นมาอยู่ตรงหน้าข้าด้วยความรวดเร็ว


“ยังมีอีกคนที่แกทำให้เขายั๊วะ ...เขาชื่อว่าฟิล”


ฝ่ามือนั้นยิงลำแสงบางอย่างออกมา ข้าที่ชะงักไปด้วยชื่อของ “ฟิล” จึงโดนเข้าเต็มๆ คิดได้แต่เพียงว่าโชคดีแล้วที่เบื้องหลังของข้าเป็นห้องที่ปูพรมหนานิ่ม ไม่ใช่นอกระเบียงที่สูงจนต่อให้เป็นเทพก็อาจตกลงไปคอหักตายได้


ข้ารู้ว่ามันงี่เง่ามาก...งี่เง่าสุดๆ แต่...ทั้งๆ ที่ข้าควรจะเกรี้ยวกราดที่ไอรอนแมนดันรอดมาได้ หากเพราะนามของฟิล โคลสัน...สหายของธอร์ที่ร่วงหล่นลงสู่นิฟไฮม์ด้วยน้ำมือของข้า กลับทำให้ข้า...รู้สึกโล่งอกที่บุรุษในชุดเกราะเหล็กนั้นยังไม่ตาย


ช่างเป็นความหวั่นไหวที่สมควรตายจริงๆ


ไม่ทันที่ข้าหรือเขาจะได้เอ่ยอะไร ประตูมิติก็เปิดออก เหล่าชิทอรี่ที่เฝ้ารอให้ถึงเวลานี้มาตลอดพากันมุ่งหน้ากรูเข้ามาราวกับแร้งที่ได้กลิ่นศพ


“กองทัพ...จริงด้วย”


ข้าได้ยินเขาพึมพำเพียงแค่นั้น แล้วหนึ่งในดิอเวนเจอร์ก็ละความสนใจจากข้าไป



--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---







Create Date : 09 มิถุนายน 2555
Last Update : 9 มิถุนายน 2555 1:50:41 น.
Counter : 284 Pageviews.

0 comment
Deleted Scene :: Take VI - Endways - [6.1]



Redeem the sin


Deleted Scene :: Take VI

- Endways -




ข้าสงบสติอารมณ์พยายามอย่างมากที่จะลืมเลือนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ไป และทุกครั้ง...เมื่อข้าต้องการรวบรวมสมาธิวิธีที่ดีที่สุดก็คือการใช้เวทมนต์ กรงแก้วนี้แม้จะแน่นหนาสำหรับกายหยาบหากทว่ามันหาได้ปิดกั้นพลังเวทไม่ ข้าเชื่อมสายพลังไปยังคทาที่ถูกเหล่ามนุษย์ริบไปพลันเสียงของสรรพสิ่งก็ดังขึ้นในห้วงภวังค์


เหล่ามนุษย์เริ่มแตกคอกันเองโต้เถียงกันด้วยอัตตาที่ไม่มีวันจบสิ้น ข้าหลับตาสดับฟังเสียงของวิญญาณ เสียงซึ่งออกมาจากหัวใจหาใช่ริมฝีปากที่มีเพียงลม


ปกป้องโลก ยืนอยู่บนจุดสูงสุด ชีวิตที่สงบสุข ความอยุติธรรม ไม่พอใจโกรธเกรี้ยว หวาดระแวง


...แต่กลับไม่มีความเกลียดชัง...


ข้าเผยอเปลือกตามองไปยังความว่างเปล่าเทซเซอแรคต์กำลังปลุกปั่นพวกเขา...ให้แตกแยกกันเอง


ข้าสั่งการทางจิตให้เหล่ามนุษย์ที่ถูกสะกดจนจ่อมจมอยู่ใต้อาณัติบุกเข้ามาและรอคอยเวลา...ให้ถึงแก่กาลอันสมควร


เพียงครู่เดียวหลังจากนั้นข้าก็พลันรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนน้อยๆ ใต้ฝ่าเท้าสัมผัสได้ถึงความโกลาหลวุ่นวาย และสดับได้ถึงเสียงอสูรกายที่กรีดร้องคำราม...จนอดไม่ได้ที่จะเผยอยิ้มออกมา


ใช้เวลานานกว่าที่คิดกว่าที่จะมีใครสามารถเข้ามาถึงสถานที่ที่คุมขังตัวข้าได้ หากทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวออกจากกรงแก้วใสเสียงทุ้มก้องที่ข้าคุ้นเคยดีก็ตวาดร้องขึ้น


“ไม่!!


ธอร์-ที่โผล่มาจากไหนไม่ทราบ- ตะโกนแล้วกระโจนเข้าใส่ อันที่จริงข้าเข้าใจ ข้ามองแววตาของเขาแล้วก็เข้าใจได้ในทันทีธอร์ไม่ได้กลัวข้าหลุดจากที่คุมขัง...แต่กลัวว่าข้าจะหายไปจากเขาอีกครั้ง และครั้งนี้อาจจะเป็นการจากลาตลอดกาล...


แม้การเคลื่อนไหวของพระเชษฐาจะรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบหากทว่าพลังเวทของข้าก็ใช่จะด้อยกว่าเสี้ยววินาทีที่อ้อมแขนแกร่งนั้นทำท่าจะรวดรัดตัวข้าเข้าไปกอดข้าก็ใช้เวทถึงสามบทพร้อมๆ กัน หนึ่งคือสร้างภาพลวงทิ้งเอาไว้สองคือพรางกายมิให้เห็น และสามคือการเคลื่อนที่ในพริบตาซึ่งก็ทำให้ข้าหลบรอดจากธอร์มาได้อย่างง่ายดายโดยที่ตัวเขาเองนั้นเป็นฝ่ายถูกคุมขังแทน


“...เมื่อไหร่จะรู้ทันไอ้มุขนี้สักที...”


ข้าอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าอย่างระอาพระเชษฐาที่เสียรู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจนับมีสีหน้าโกรธเกรี้ยวก่อนเงื้อค้อนมิโอลนิร์ขึ้นแล้วทุบลงไปบนผนังแก้วจนมันเป็นรอย


เสียงกึงหนักๆเหมือนกลไกอะไรสักอย่างทำงานดังขึ้นพร้อมการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนทั้งเขาและข้าต่างชะงักไป


ข้าสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเผยยิ้มเดินไปทางแผงควบคุม “หึ มนุษย์เชื่อว่าเทพตายไม่เป็น” ดวงตาสีฟ้าที่จับจ้องมองมาไม่คลาดคลานั้นแฝงไปด้วยริ้วรอยกรุ่นโกรธบ่งบอกและตอกย้ำให้ข้ารู้...ว่าตนเองมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับไปได้แล้ว “ต้องลองพิสูจน์”


ทว่ายังไม่ทันที่จะได้กระทำสิ่งใดต่อเสียงปึงปังจากทางเข้าก็เรียกสายตาของข้าให้หันไปมอง ทันเห็นว่าคนของตนล้มลงไปและไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย


“กรุณาถอยออกมา”ชายผู้นั้นเอ่ยพร้อมทั้งจ่อสิ่งหนึ่งที่ดูคล้ายอาวุธมาทางข้าเมื่อเห็นสายตาของข้าที่จับจ้อง เขาจึงชูมันขึ้นพร้อมทั้งรอยยิ้มบางๆ “เข้าตามั้ย?เราเริ่มคิดค้นต้นแบบเพราะเจอเดรสทอยเยอร์ของพวกคุณ อานุภาพเป็นไงผมไม่รู้จะลองของหน่อยมั้ย”


ข้าเผยยิ้มบาง...แล้วจึงเสือกปลายแหลมของคทาเข้ากลางหลังของชายผู้นั้นจนเลือดอาบย้อมอัญมณี


“ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!”


ข้าทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงร้องนั้นทำเหมือนมองไม่เห็นแววตาเกรี้ยวกราดจนแทบเป็นความเคียดแค้นของพี่ชายทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร...ทั้งที่มือกำลังสั่นเทา


เสียงสายลมครวญหวีดหวิวดังจนหูแทบอื้อทันทีที่พื้นใต้กรงนั้นเปิดออก


วินาทีที่ข้าจะกดปล่อยกรงนั้นลงไปจากยานข้าอดไม่ได้ที่จะลังเล...มนุษย์เชื่อว่าเทพอย่างเราไม่มีวันตายแต่ข้ารู้ดียิ่งกว่าใครว่ามันไม่เป็นความจริง


ข้าเหลือบมองดวงตาสีฟ้าของธอร์...มันเต็มไปด้วยเปลวไฟร้อนแรง...มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้เช่นนั้นข้าจึงค่อยวางใจและเชื่อว่าอย่างธอร์คงไม่มีทางตายกับเรื่องแค่นี้


ข้ากดปุ่มปล่อยกรงลงไปทั้งที่มือยังคงสั่นเทา


...


“คุณแพ้แน่ๆ” เสียงพร่าแผ่วของมนุษย์ใกล้ตายดังขึ้นเรียกให้ข้าหันไปมอง ข้าเหยียดรอยยิ้มเย้ยหยัน เพราะรู้ดีว่าศึกนี้ข้าไม่มีวันแพ้


“แพ้เหรอ”


...เพราะจุดหมายของข้าหาใช่ชัยชนะ...


“เป็นธรรมชาติของคุณ”


...หากจะมีสิ่งใดที่ทำให้ข้าเกลียดมนุษย์จากก้นบึ้งของหัวใจล่ะก็สิ่งนั้นคงเป็นวาจาของพวกมันนั่นเอง...


ที่เอ่ยราวกับรู้ดีที่เอ่ยราวกับมองเห็น ที่เอ่ยราวกับ...มานั่งอยู่กลางใจข้าก็มิปาน


ธรรมชาติของข้ามักพ่ายแพ้ใช่ มันเป็นเช่นนั้นเสมอ ตั้งแต่สมัยก่อน ข้าพ่ายแพ้อยู่ร่ำไป ทั้งๆที่ข้าเฉลียวฉลาดกว่าพระเชษฐา แต่พระบิดาก็ยังคงเลือกเขา ทั้งๆที่ข้าจบศึกได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียเลือดเนื้อ แต่ชาวแอสการ์ดก็ยังชื่นชมบูชาธอร์อยู่ร่ำไปมันเป็นเช่นนี้เสมอมา และคงเป็นเช่นนี้ไปตลอดกาล


ข้ากัดริมฝีปากแน่นยังคงโต้ตอบวาจาด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน มิยอมจำนน “ฮึ ยอดมนุษย์รวมไม่ได้ ป้อมปราการลอยฟ้ากำลังร่วงลงสู่พื้นตรงไหนที่จะทำให้ข้าแพ้ล่ะ”


“คุณขาดความเชื่อมั่น”


ราวกับเลือดทั้งหมดเหือดหายไปจากร่างกายเนื้อตัวของข้าเย็นเยียบ สั่นเทา


“อย่างข้า...”


ตูม!!!


โดยที่ไม่ทันได้ระมัดระวังโดยที่ไร้การป้องกันอย่างสิ้นเชิง ข้าถูกชายผู้ใกล้ตายนั้นลอบทำร้ายทั้งจุกและเจ็บจนแทบพยุงกายขึ้นไม่ไหว โชคดีที่อาภรณ์นี้เป็นเกราะกำบังชั้นเยี่ยมของเหล่าทวยเทพมิเช่นนั้นข้าคงบาดเจ็บหนักยิ่งกว่านี้เป็นแน่


“ยิงแล้วเป็นอย่างนี้เอง...”


ข้าได้ยินเสียงมันเอ่ยพึมพำ...และหลังจากนั้นก็มีเพียงความเงียบงันตลอดกาล


---


ข้าก้าวขึ้นไปบนยานลำเล็กที่ถูกเตรียมเอาไว้อาจเป็นเพราะข้าใช้คทาแทงชายผู้นั้น พลังเวทจึงยังคงเชื่อมโยงอยู่อย่างบางเบาข้าได้ยินเสียงของนิค ฟิวรี่ที่พยายามเรียกสติลูกน้องตนหากทว่าข้ารู้ดี...เหมือนกับที่เขาก็คงรู้ไม่ต่างไปจากข้าเช่นเดียวกัน


...ฟิลโคลสันได้เหยียบย่างเข้าไปในนิฟไฮม์แล้ว...


ข้าหลับตา...เสียงพร่าแผ่วนั้นดังก้องอยู่ในภวังค์


“แบบนี้ก็ดีหัวหน้า มันไม่มีวันสำเร็จ ถ้าไม่มีเหตุผลักดัน”


บางที...ไม่สิไม่ใช่บางที


แต่ข้าไม่ได้ต่างไปจากมนุษย์เหล่านี้เลยแม้แต่นิดเดียว



--- † --- † --- † ---† --- † --- † --- † --- † --- † ---







Create Date : 09 มิถุนายน 2555
Last Update : 9 มิถุนายน 2555 1:46:47 น.
Counter : 271 Pageviews.

0 comment
Deleted Scene :: Take V - Redeem the sin - [5.2]



Redeem the sin



Deleted Scene :: Take V

- Redeem the sin -

(continued)



 


ข้าลืมตาขึ้นจากห้วงภวังค์เมื่อรู้สึกได้ถึงตัวตนหนึ่งซึ่งยืนอยู่เบื้องหลัง “น้อยคนนักที่จะลอบเข้ามาใกล้ข้าได้” ข้ายิ้ม หันไปสบตากับดวงตาสีเทาประหนึ่งม่านหมอกอันงดงามของนาง -- นาตาชา โรมานอฟ -- สายลับและนักฆ่าผู้แปดเปื้อนคาวเลือดอันโสมม


“แต่คุณก็รู้ว่าฉันจะมา” เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของนาง ข้าเห็นอดีตที่ผ่านพ้นและกองซากศพสุมมากมายใต้ฝ่าเท้า หากในดวงตาของนางเองนั้น...กลับสะท้อนเพียงภาพของชายคนเดียว “คุณทำอะไรกับเจ้าหน้าที่บาร์ตัน”


“ก็เพียงแค่เปิดโลกทัศน์ให้เขา”


ข้าได้ยินเสียงลมหายใจที่ชะงักไป นางหรี่ตามองข้า เอ่ยคำถามต่อด้วยน้ำเสียงที่...เจือแววกังวล “หลังจากคุณได้ชัย ครองบัลลังก์กษัตริย์บนยอดเขา โลกทัศน์ของเขาจะเป็นยังไง”


“โอ้ ความรักเหรอ คุณโรมานอฟ” ข้าเอ่ยด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ


“ความรักมันของเล่นเด็ก ฉันติดค้างเขาอยู่”


...ความรักมันของเล่นเด็ก...ใช่แล้ว รักนั้นช่างเปราะบางยิ่งนัก เปราะบางยิ่งกว่าแก้วใส เพราะเพียงถูกสายลม...ถ้อยคำลมปากตกกระทบ...รักกลับพังทลาย แปรเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวังได้อย่างง่ายดายยิ่งนัก


สิ้นหวัง...หากกลับไม่เคยชิงชังเช่นที่ใจนึกอยากให้เป็น


ข้าเก็บอดีตลงเพียงในใจ เช่นที่ข้าเคยบอกไว้...เวลาของการเสียใจภายหลังได้จบสิ้นลงไปนานแล้ว


“เล่ามา”


นางจับจ้องแผ่นหลังของข้าไม่วางตา หากข้าก็เพียงแค่ทรุดกายนั่งลง


“ก่อนที่จะมาทำงานกับชิลด์ ฉัน...ก็...สร้างชื่อให้ตัวเองไม่น้อย มีทักษะพิเศษส่วนตัวเฉพาะทาง พร้อมใช้มันไม่ว่าเพื่อใคร หรือกับใคร ถูกชิลด์กาหัวว่าเป็นตัวอันตราย เขาส่งบาร์ตันมาสังหารฉัน แต่เขาทำตรงกันข้าม”


นางเป็นหญิงสาวที่เป็นนักสู้ เมื่อมองนาง ข้านึกถึงหนึ่งในสหายของธอร์...พวกนางมีลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน...อาจจะเป็น...ความเด็ดเดี่ยวในแววตานั้นกระมัง


“ถ้าข้ารับปากไว้ชีวิตเขา เจ้าจะว่ายังไง” ข้าเอ่ยคำถามยั่วล้อ


“ฉันไม่ปล่อยเขาหรอก” แม้นางจะเอ่ยคำตอบเช่นนั้น หากแววตากลับสื่อออกมาอย่างชัดเจนว่าคนที่นางจะไม่มีวันปล่อย...คือ-ข้า-ต่างหาก


“ให้ตาย ถูกใจจริงๆ!” ข้าหัวเราะร่วน “โลกแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่เจ้าต่อรองเพื่อชายคนเดียว”


“ความยิ่งใหญ่ล่มสลายได้ทุกวัน ฉันคงไม่ร่ำไห้เพราะฉันเป็นรัสเซีย ...เมื่อก่อนนี้น่ะนะ”


“แล้วที่เป็นตอนนี้ล่ะ”


...บางสิ่งบางอย่างในตัวข้ากำลังร่ำเตือนให้หยุด...แต่ตอนแรกข้าไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร มันช่างเบาบางนัก แต่เพียงไม่นาน...ไม่นานจริงๆ ข้าก็ได้รู้คำตอบ


“มันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก ฉันมีหนี้สินติดค้าง จึงอยากลบล้างให้หมด”


...ข้ามีหนี้สินติดค้าง...


...จึงอยากลบล้างให้หมด...


คำตอบของนางช่างคุ้นหูนัก ใช่ คุ้นหูมากทีเดียว จะไม่คุ้นได้อย่างไร ในเมื่อนั่น...ครั้งหนึ่ง...เคยเป็นคำตอบของข้าเอง


เมื่อข้ามองนาง...ประหนึ่งเหมือนว่าข้ากำลังมองตัวเอง... มองตัวข้าที่ก้าวข้ามกองซากศพมากมาย ยืนอยู่เหนือเลือด เนื้อ และกระดูก ดื่มกินอาหารเช้าที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็น สรงสระชำระกายด้วยโลหิตสีแดงฉานที่ยิ่งล้างก็ยิ่งแปดเปื้อน และพร่ำบอก...ว่าข้าจะล้างมลทินแก่ตน...


ข้าสละสิ่งอื่น ไม่เหลียวแลสิ่งใด ไม่ว่าจะมิดการ์ดหรือชิทอรี่ เช่นเดียวกันกับที่นางก็สนใจเพียงสิ่งเดียว...ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งมวล


“ได้เหรอ หนี้กรรมขนาดนั้นมันลบล้างได้ด้วยเหรอ” ข้าเอ่ยถาม...เสี้ยวหนึ่งคือความกังขาที่ฝังลึกอยู่ในใจมาเนิ่นนาน ส่วนที่เหลือคือคำตอบซึ่งตัวข้าเองรู้ดี...ว่าไม่มีวันจะได้รับการให้อภัย “เรื่องลูกสาวเดรย์ครอฟ เซาท์เปาโล ไฟไหม้โรงพยาบาล ...บาร์ตันเล่าทุกอย่างแล้ว บัญชีเจ้ามันยากจะฟื้น หนี้กรรมมหาศาล คิดเหรอว่าช่วยชายคนเดียวที่จิตใจไม่ได้สูงไปกว่าเจ้า มันจะล้างได้ จิตสำนึกเจ้ามันจะมีแต่ต่ำสิ้นดี!”


อารมณ์ที่สงบราบเรียบดุจผืนน้ำนิ่งมาตลอดของข้าปั่นป่วนบ้าคลั่ง เสียงของข้าสั่นสะท้านขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับแรงอารมณ์ ใจหนึ่งตะโกนบอกให้หยุดยั้งถ้อยคำที่กำลังจะหลุดพ้นจากริมฝีปาก หากทว่าอีกใจกลับต่อต้าน หมายเหยียบย่ำและตอกย้ำให้ความหวังและความปรารถนาลมๆ แล้งๆ แสนเลื่อนลอยจมธุลีดิน


ไม่มีวันจะได้รับการให้อภัย


จุดจบที่ปลายทางนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว และข้าเป็นผู้เลือกเอง


“ทำเศษบุญแต่ขอล้างบาปทั้งชาติ น่าสมเพชนัก!” 


...คงไม่มีผู้ใดที่รู้ว่า...ทุกถ้อยคำนั้น...ทิ่มแทงหัวใจของข้าเอง...


“เจ้าทั้งหลอกล่อ ทั้งฆ่า สนองบัญชาเหล่าคนลวงและฆาตกร แสร้งทำเป็นแยกตัว ถือหลักคุณธรรม เพื่อหักล้างความหฤโหด...แต่มันคือตัวเจ้า คือส่วนหนึ่งที่ไม่อาจจะเฉือน เชือดทิ้ง”


ข้ามองตรงไปยังเบื้องหน้า หากสายตาของข้ากลับหาได้ผ่านเลยกระจกไปไม่ ทุกถ้อยคำที่เอ่ยประณาม ข้าตอกย้ำแก่บุคคลผู้สะท้อนเงาอยู่ในแก้วใส แก่ชายผู้หวังล้างมลทินให้สองมืออันเปื้อนบาป แก่ทรราช...ที่หวังปกป้องบ้านเมืองแห่งตน


แก่เจ้าของดวงตาสีเขียว...เฉกเช่นเดียวกับพิษงู ที่เวลานี้มันกำลังกัดกร่อนข้าจนแทบสิ้นใจ


...ด้วยความหวังอันแสนเลื่อนลอยว่าสักวันอาจได้รับการให้อภัย...


ข้าชะงักไปเมื่อเห็นสีหน้าหวาดผวา...จนแทบบิดเบี้ยวของสาวสวยเบื้องหน้า...ข้าหรี่ตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับงูที่ขู่ฟ่อว่า “ข้าจะไม่แตะบาร์ตัน จนกว่าจะให้เขาได้ฆ่าเจ้า อย่างอ้อยอิ่ง อย่างสาแก่ใจ ด้วยทุกวิธีที่เขารู้ว่าเจ้ากลัว เมื่อเสร็จ ข้าจะคืนสติให้เขาได้ชื่นชมผลงานตนเอง เมื่อเขากรีดร้องข้าจะเฉาะกะโหลกให้แยก นี่ล่ะข้อต่อรองของข้า ไอ้คนใจเสาะ!”


...ผู้ที่ใจเสาะขลาดเขลา...คือตัวข้าเอง...


“เจ้าอสูรร้าย”


นางผินหลังแก่ข้า ร่างสั่นเทาประหนึ่งกำลังร่ำไห้สะอื้น เมื่อไร้ดวงตาให้มองสบข้าจึงรู้ตัวว่าเผลอปล่อยให้อารมณ์ชักนำร่างกาย ข้ารู้ตัวเมื่อเกือบสายเกินแก้ การบันดาลโทสะในเวลานั้น...นับเป็นครั้งแรกที่ข้าเผลอเผยความในใจออกมา ข้าก่นด่าสตรีเบื้องหน้า แต่ที่สะท้อนในแววตากลับเป็นเงาแห่งข้าเอง


นางก่นด่าข้าว่าปิศาจร้าย...เช่นนั้นข้าจึงผลิยิ้ม ใจข้าเต้นระรัว หวาดกลัวเหลือเกินว่าอาจจะมีใครสักคนจับความหวั่นไหวของตนได้ ด้วยเหตุนั้นจึงต้องพยายามเบี่ยงความสนใจของหญิงตรงหน้าออกจากเรื่องเมื่อครู่โดยเร็ว


“ฮึๆ ผิดแล้ว อสูรน่ะมากับเจ้า”


สายลับแห่งมิดการ์ดยืดตัวตรงทันทีที่ได้สดับฟังประโยคนั้น นางหันหน้ามาสบตาข้า ไร้ความหวั่นไหวหรือความโศกเศร้าเสียใจเช่นที่แสดงเมื่อครู่ “อ้อ แบนเนอร์ หมากของแก”


“อะไรนะ” วินาทีแรก ข้างงงันกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างมากมายของนาง หากทว่าหญิงสาวไม่สนใจจะตอบคำถามของข้า นางเอ่ยรัวเร็วแผ่วเบากับอุปกรณ์สื่อสารที่ติดอยู่ ข้าไม่ได้ยิน แต่ก็พออ่านได้จากริมฝีปากว่านางพูดอะไร


“โลกิมีแผนปลุกฮัล์คออกมา กักแบนเนอร์ไว้ในแลป ฉันกำลังไป จองฮ.ไว้ด้วย”


เมื่อสั่งการเสร็จแล้ว นางจึงหันกลับมาสบตากับข้าผู้ซึ่งยังงุนงง หญิงสาวเชิดหน้าด้วยความเย่อหยิ่ง แล้วเอ่ยว่า


“ขอบคุณ...ที่ร่วมมือเป็นอย่างดี”


...เมื่อนั้นเองที่ข้าได้เข้าใจว่าสิ่งที่เอ่ยออกไป...มีเพียงเงาของตนเท่านั้นที่รับฟัง...



--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---



ยามเมื่อข้าอยู่เพียงลำพัง...เสียงสะท้อนก็ยังคงกึกก้องอื้ออึงอยู่ในหูไม่คลาย



ได้เหรอ? หนี้กรรมขนาดนั้นมันลบล้างได้ด้วยเหรอ?

บัญชีเจ้ามันยากจะฟื้น หนี้กรรมมหาศาล

ทำเศษบุญ แต่ขอล้างบาปทั้งชาติ

น่าสมเพชนัก!



 ...คงไม่มีผู้ใดที่รู้ว่า...

...ทุกถ้อยคำนั้น...ทิ่มแทงหัวใจของข้าเอง...



--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---



:: To Be Continued ::

Deleted Scene :: Take VI

- Endways -



ชื่อตอนนี้ใช้ชื่อเดียวกะชื่อเรื่องค่ะ 5555+ (หรือจะบอกว่าชื่อเรื่องเอามาจากตอนนี้ดี...)


ถือว่าเป็นไคลแมกซ์ที่เฉลยทุกอย่างออกมาตูมเดียวล่ะมั้ง? //หรือรู้กันก่อนหน้านี้แล้ว?... //เป็นพวกเขียนแล้วจำไม่ได้ว่าเคยเฉลยอะไรไปมั่ง กี๊ดดดดดดด T///T 


ตอนนี้คงสั้นไปเลยเมื่อเทียบกับตอนที่แล้ว /แต่นี่ล่ะ ความยาวปกตินะคะ!


ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะเหลืออีก 2 ตอนจบ /จุดธูปบูชา อย่ามีอะไรผิดพลาดเลย...


ตอนนี้ปั่นได้เร็วมาก -__-,, เทียบกับใช้ PC ในการปั่นฟิคแล้ว น้องครีมกินขาดมากค่ะ (น้องครีมคือMacbook น่ะ) เพราะ PC มันมีสิ่งเร้าเยอะเกินไปปปปปปป ตบะแตกก่อนได้เริ่มจ้องเวิร์ดทุกที แต่ถ้าใช้น้องครีม เมจะตัดปัญหาง่ายๆ ด้วยการเปิด PC โหลดอะไรก็โหลดไป แล้วตัดเน็ตน้องครีมเพื่อปั่นงานซะเลย //ฮ่าๆๆๆ


ตอนนี้ก็...ไม่แน่ใจว่าจะสื่อออกมาให้ท่านผู้อ่านเข้าใจได้แค่ไหน T////T 


ถ้ายังไงก็คอมเม้นต์กันได้ตามสบายนะฮับ


สุดท้ายนี้ก็...


ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์เช่นเคยค่าาาาาาาาาา







Create Date : 04 มิถุนายน 2555
Last Update : 4 มิถุนายน 2555 1:14:42 น.
Counter : 446 Pageviews.

2 comment
1  2  3  

SM.tale
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]