ลู่หมิน ซีรีส์ The Writer 2 / GONE (ก่อนความรัก)













































ชายหนุ่มหันมามองที่ด้านขวามือก่อนจะมองรอบๆสนามเด็กเล่นแล้วหันกลับมาที่จุดเดิมอีกครั้ง คราวนี้มีรอยยิ้มติดอยู่ที่มุมปาก ดวงตาหม่นแสงมีประกายวูบไหวของความสุข เป็นความสุขที่เคยมี เก็บไว้อย่างดี และถูกนำมาฉายเป็นภาพให้เห็นอย่างชัดเจนเสมอไม่ใช่แค่ในโลกของความทรงจำแต่ในโลกของความเป็นจริงด้วย




เหมือนจะนึกอะไรได้ ร่างผอมแต่ดูแกร่งเหมือนชายในวัยหนุ่มทั่วๆไปลุกจากที่นั่งพลาสติกสีแดงสดของชิงช้า




เขากลับมาพร้อมกาแฟร้อนจากมินิมาร์ทใกล้ๆ วางแก้วหนึ่งลงที่นั่งข้างๆแล้วทรุดตัวลงนั่งที่ชิงช้าตัวเดิม ดื่มกาแฟในมือแบบจิบเล็กๆ เท้าก็ดันพื้นให้ชิงช้าเคลื่อนไปมา จนกาแฟพร่องไปเกือบหมดแก้ว สองเท้าจึงวางนิ่งกับพื้น มือที่จับโซ่ที่ยึดที่นั่งไว้กับคานเหล็กก็เปลี่ยนมาลูบคางที่มีไรหนวดขึ้นบางๆ

"หนวดขึ้นเร็วจัง" เขารำพึงกับตัวเองก่อนจะหันมาพูดแบบจริงจังกับชิงช้าว่างเปล่าข้างๆ "ผมต้องกลับไปทำงานแล้วนะ"




ชิงช้ายังเคลื่อนไหวอยู่อีกสักพักด้วยแรงเหวี่ยงเล็กๆก่อนจะหยุดนิ่ง สนามเด็กเล่นร้างผู้คนอีกครั้ง ก่อนที่ในอีกสามสิบนาทีถัดมาจะเต็มไปด้วยเด็กๆที่ได้เวลาเลิกเรียนแล้วตรงมาที่สนามเด็กเล่นของหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้






เด็กชายวัยอนุบาลสามเดินตรงมาที่ชิงช้าตัวที่ไม่มีใครนั่งเพราะมีแก้วกาแฟวางอยู่ เด็กน้อยชอบชิงช้าตัวนี้เพราะมันเป็นสีเขียวมิ้นท์ แม้จะดูซีดเก่ากว่าตัวอื่นอย่างชัดเจนก็ตาม และถึงต้องคอยเอาแก้วกาแฟไปทิ้งถังขยะทุกครั้งเขาก็ทำอย่างมีความสุข เพราะรู้สึกถึงความพิเศษราวกับว่าชิงช้าตัวนี้เป็นของเขาคนเดียว



มือเล็กอูมจับโซ่ไว้แน่น ก่อนที่ขาสั้นป้อมที่ปลายเท้าแตะพื้นแทบไม่ถึงพยายามจะเหยียด และออกแรงดันพื้นให้ชิงช้าของตัวเองแกว่งไกวไปตามแรง พอเริ่มเคลื่อนไปหน้าหลังได้นิดๆก็เริ่มมีเสียงหัวเราะออกมา พลางร่างกลมๆก็โยกตัวเป็นแรงส่งชิงช้าไปด้วย เสียงเล็กๆหัวเราะดังขึ้นทุกที แก้มอูมแดงเต่งจนเบียดให้ดวงตากลายเป็นขีดสั้นๆสองขีด



บรรยากาศของสนามเด็กเล่นหลังโรงเรียนเลิก อบอวลไปด้วยความสุขและความน่าเอ็นดูจากความไร้เดียงสาของเด็กๆ เป็นเหมือนเวทมนต์วิเศษปัดเป่าให้ความเงียบเหงาราวไร้ชีวิตให้หายไปในพริบตา












ลู่หานกดปลายนิ้วลงกับแป้นที่มีตัวหนังสือกำกับอยู่ มันเป็นตัวอักษรเกาหลีที่เขาคุ้นเคยพอๆกับภาษาจีนตามชาติกำเนิด กาแฟแก้วใหม่ที่เพิ่งชงเองยังมีควันบางๆลอยอยู่ เขายกขึ้นดื่มก่อนเหลือบมองขนมปังในจานที่วางริมโต๊ะแล้วดึงสายตากลับมาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง



ขนมปังที่กินเหลือไว้สองวันก่อนมีสีขาวและสีเขียวของเชื้อราเป็นจุดเล็กๆ แต่ความคิดกำลังลื่นไหลเขายังไม่อยากลุกไปหยิบชิ้นใหม่ในตู้เย็นมาอุ่น  เวลาแค่1-2นาทีในการอุ่นขนมปังอาจจะทำให้เรื่องราวในหัวตกหล่น เขารัวแป้นพิมพ์จนเสียงดังเกินปกติ พอจบย่อหน้าเจ้าตัวถึงกับถอนหายใจ รีบดีดตัวลุกขึ้นเดินตรงไปปที่ตู้เย็น




อุ่นขนมปังเสร็จก็เดินมาหยิบแก้วกาแฟแล้วตรงไปที่หน้าทีวี พื้นที่ต่างระดับที่มีบันได2ขั้นให้ก้าวลงไป เขาเลือกเบาะที่อยู่ตรงกับทีวีเป็นที่นั่งวางของกินในมือแล้วกดรีโมท




เจ้าสิงโตที่เกิดจากการปั้นด้วยดินวิทยาศาสตร์แบบของเด็กเล่นผสมผสานกับเทคนิคสต๊อปโมชั่น ทำให้มันเคลื่อนไหวแบบกระตุกนิดๆไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตจริงๆแต่กลับทำให้มันมีเสน่ห์เฉพาะตัวมากกว่าการ์ตูนจากเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิกที่สมจริงเสียอีก




เจ้าสิงโตในเรื่องยังคงไปที่ซาลอนร้านเดิม ไปให้เจ้าลิงช่างประจำทำผม ซึ่งก็คือแผงขนของมัน แล้วก็เกิดเรื่องวุ่นวายต่างๆตามมาเหตุจากทรงผมประหลาดๆนั่น ประเด็นหลักของการ์ตูนมีอยู่แค่นี้ แต่เขาก็ใจจดจ่อรอดูทุกเย็นวันอังคาร เวลา10นาทีที่ทำให้กาแฟและขนมปังอุ่นๆหอมอร่อยกว่าเดิม




ทั้งหมดนั่นไม่เคยเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันของเขามาก่อนเลย ผู้ชายวัยยี่สิบกลางๆที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างรวดเร็วจากงานเขียนนิยายแนวโรแมนติกแฟนตาซี หลังนิยายเล่มแรกได้รับการตีพิมพ์ จากที่ถูกพูดถึงในหมู่นักวิจารณ์และคนอ่านหนังสือกลุ่มเล็กๆเพราะในตอนนั้นนิยายรักแทบจะเรียกว่าตายจากแวดวงวรรณกรรมไปแล้ว กลับค่อยๆขยายวงกว้างขึ้นจนถึงขั้นทำให้สำนักพิมพ์ลืมตาอ้าปากได้ด้วยนิยายของเขาเล่มเดียว





ชีวิตในวัยหนุ่มของเขาเข้าสู่จุดที่เรียกว่ามีความมั่นคงในหน้าที่การงานอย่างรวดแต่เวลาว่างของนักเขียนหนุ่มอนาคตไกลยังไม่เคยเปลี่ยน นอกจากดื่มกับเพื่อนๆคือการวิ่งอยู่ในสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยที่เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มยังเรียนไม่จบ




ชีวิตประจำวันของเขาค่อยๆปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นกิจวัตร เริ่มจากวันที่เขาเตะบอลไปอัดหลังผู้ชายคนหนึ่ง ที่ตอนแรกเขานึกว่าเป็นนักศึกษาโดยไม่ได้ตั้งใจ










.................................................................





.....................................





...........






" เฮ้ย! น้องเป็นอะไรรึเปล่า พี่ขอโทษ "

ร่างที่โดนฟุตบอลอัดเต็มหลังถลาไปข้างหน้าเกือบจะล้มเพียงส่ายหัว พอรู้ว่ามีคนวิ่งมาหาก็หันมาแค่ครึ่งตัวยกมือยืนยันว่าไม่เป็นไรแล้วทำท่าจะเดินต่อ แต่คนที่วิ่งมาดูอาการก็มือไวพอๆกับสายตาที่เห็นแล้วว่ามีเลือดไหลออกมาที่ปลายจมูก

" เลือดกำเดาไหล อย่าเพิ่งไป "


ข้อมือที่ถูกกำไว้จนมิด รั้งให้ร่างนั้นนิ่งอยู่กับที่

" จองฮวา มึงนำทางไปห้องพยาบาลที "

ทุกคนในสนามหยุดยืนมอง เจ้าของชื่อจงฮวา วิ่งมาตามเสียงเรียกโบกมือให้เพื่อนเดินตามมา คนอื่นๆในสนามแน่ใจแล้วว่าเกมคงต้องหยุดชะงักไว้ก่อนก็กระจายตัวไปจัดการเรื่องของตัวเอง

คนที่เดินตามแรงดึงไม่ได้พูดอะไร ลองเอาหลังมือแตะๆจมูกตัวเองแล้วก็ได้เลือดติดออกมา ออกจะตกใจอยู่บ้างเพราะครั้งสุดท้ายที่เป็นแบบนี้คือตอนเรียนชั้นประถมที่โดนฟุตบอลอัดเต็มหน้าด้วยความตั้งใจแกล้งของเพื่อน

จงฮวาพาเพื่อนพร้อมผู้เคราะห์ร้ายมาส่งที่ห้องพยาบาลแล้วตัวเองก็เลยลาเพื่อนตรงนั้น ลู่หานขอบใจและขอโทษที่วันนี้ทำให้เกมฟุตบอลหยุดลงเร็วกว่าที่ควร







"ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก คุณกลับไปเล่นกับเพื่อนเถอะครับ" เสียงเล็กๆแทรกขึ้นมาระหว่างที่เจ้าหน้าที่ในห้องพยาบาลกำลังหาอุปกรณ์ทำความสะอาด

"นอนนิ่งๆ" น้ำเสียงเหมือดุเด็กที่ดิ้อขัดใจ มือก็รับผ้าชุบน้ำหมาดๆมาจากเจ้าหน้าที่สาวเช็ดใต้จมูกอีกคนอย่างคล่องแคล่ว

คนที่นอนอยู่เผลอเกร็งตัว กรอกตามองห้องสีขาวโพลนแล้วปล่อยให้สองคนง่วนกับช่วยเหลือเขาตามกรรมวิธีหยุดเลือดกำเดาไหล


"คงเพราะอากาศร้อนมากน่ะค่ะ"

เจ้าหน้าที่พูดถึงสาเหตุที่เลือดกำเดาไหลแล้วสั่งให้นอนสักพักเพราะเห็นว่าเขามีอาการหน้าซีดด้วย แต่เป็นการสั่งกับคนที่เหมือนจะเป็นผู้ปกครอง แล้วขอตัวกลับก่อนเพราะเลยเวลาห้องพยาบาลปิดมานานแล้ว

ลู่หานรับคำทั้งการดูแลคนป่วยและการล็อกห้องให้เรียบร้อย





ผ่านไปไม่ถึง5นาทีมือที่มีคราบเลือดแห้งติดอยู่ แตะที่หลังของคนที่นั่งตรงริมเตียงเบาๆ

"ผมไม่เป็นไรแล้วครับ"

"นอนอีกหน่อยเถอะ หน้ายังซีดอยู่" ลุ่หานหันมาตอบแล้วหันไปสนใจหน้าจอมือถือของตัวเองต่อ

"หน้าปกติเป็นแบบนี้"

"คนเราจะหน้าซีดตลอดเวลาได้ยังไง" ทำเสียงดุแต่มือก็กดโทรศัพท์ยิกๆ

"ได้สิ ถ้าคุณเป็นคนขี้ขลาด"

ชายหนุ่มเลิกสนใจเกมในมือถือทันที หันมามองคนที่นอนตาจ้องเขม็งอยู่ที่เพดานห้อง

"คุณเรียนอยู่ปีอะไร"

"ผมมาตามหาน้อง"

"พูดยังกะน้องหาย"

"หายไปสองอาทิตย์แล้วครับ"

"อ้าวเอ้ย แล้วทำไมคุณไม่แจ้งตำรวจ "

"น้องผมอายุ22แล้ว แล้วก็ไม่ได้หายไปเฉยๆแต่เรียนจบแล้วก็ตั้งใจหายไป "

ลู่หานนิ่งไป ยังงงๆกับสถาณการณ์

"ผมกลับล่ะ ขอบคุณมากครับ"

ร่างเล็กลุกพรวด แล้วตั้งหน้าตั้งตาใส่รองเท้าผูกเชือกลวกๆแล้วเดินออกไป ลู่หานรีบปิดแอร์ปิดไฟกดล็อกประตูแล้ววิ่งตามไป

"รอเดี๋ยว" เขาวิ่งเหยาะๆจนมาเดินข้างๆอีกคน มองหน้าคนที่เอาแต่จดจ่ออยู่ที่ทางข้างหน้าราวกับว่ากลัวจะหลงทาง

"งั้นเราน่าจะรุ่นเดียวกัน ใช่รึเปล่า" ลู่หานยังไม่ละสายตาแต่คู่สนทนาก็ยังไม่หันมาเหมือนเดิม

"ผมจะยี่สิบห้าแล้วครับ"

"ดูไม่เหมือน เออๆงั้นอายุพอกัน เพื่อเป็นการขอโทษเดี๋ยวผมขับรถไปส่งบ้านล่ะกัน"

"ผมไม่ได้เลือดกำเดาไหลเพราะโดนลูกบอลของคุณนะ แต่ถ้าอยากไปก็ไปครับ"

ชายหนุ่มคาดหวังคำขอบคุณตามมารยาททั่วๆไป ได้แต่ขมวดคิ้วนิดๆแต่ก็ชวนคุยต่อ

"ผมชื่อลู่หานนะ คุณล่ะ"

"มินซอก...ผมอยากเห็นที่ที่คุณใช้เขียนนิยายขอไปเยื่ยมบ้านคุณแทนการไปส่งผมได้รึเปล่า"

"อ้าว คุณรู้จักผม? อ่านนิยายผมด้วยเหรอเนี่ย" ลู่หานชะงักหยุดเดินแต่เพื่อนร่วมทางไม่หยุดด้วย เดินไปพยักหน้าไปเขาเลยต้องเดินต่อ



"แล้ว...ชอบมั๊ย "

"ชอบครับ"

"เอ่อ...ขอบคุณมาก งั้นไปบ้านผมกัน"

มันเป็นการสนทนาแบบห้วนๆรวบรัดแปลกๆ และตัวลู่หานเองตั้งแต่นิยายเรื่องแรกโด่งดังก็ได้รับคำชมจนเรียกได้ว่าชาชินแล้ว แต่กับคำว่า "ชอบครับ" สั้นๆของเขาคนนี้กลับทำให้ลู่หานรู้สึกดี...มากกว่าที่เคย



















"ตามสบายนะ"

ชายหนุ่มผายมือ แล้วเดินหายเข้าไปด้านใน กลับออกมาพร้อมน้ำผลไม้สองขวดยื่นให้คนที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องเลือก น้ำแอ็ปเปิ้ลถูกดึงไปจากมือ ลู่หานจึงเปิดน้ำองุ่นดื่มรวดเดียวครึ่งขวด

"นั่นโต๊ะทำงานผม แต่เวลาเบื่อๆผมก็ขึ้นไปนั่งดาดฟ้าได้บรรยากาศดี"

ลู่หานชี้ๆไปที่มุมห้องด้านซ้ายกับเพดานห้อง มินซอกกรอกตามอง ยังคงไม่พูดอะไร เขาแค่มองไปรอบๆช้าๆเหมือนต้องการเก็บรายละเอียดทุกตารางนิ้วของพื้นที่ บางทีปากหยักๆก็ทำมุมมิบแบบไม่มีเสียง มือข้างที่ไม่ได้ถือขวดน้ำผลไม้ นิ้วนางกับนิ้วก้อยกระดิกไปมา




ลู่หานมองท่าทีแปลกๆนั่นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เขาก้าวถอยหลังช้าๆเพื่องมองปฎิกิริยาของอีกคนให้ชัดขึ้น




อยู่ๆหัวกลมๆก็เอียงไปมาแล้วหันมาหาเขา พูดเสียงนิ่งผิดกับดวงโตที่เบิ่งโตเหมือนเด็กขี้สงสัย

"วันหลังผมขอขึ้นไปดูที่ดาดฟ้าได้มั๊ย"

"อ้อ..ได้ วันนี้เลยก็ได้นะ"

"ไม่ได้ครับ ผมต้องรีบไปทำงาน"

"อยู่ไกลรึเปล่า ผมขับรถไปส่ง"

คนที่ถูกถามหรี่ตา เกร็งจนเปลือกตาสั่นแล้วจู่ๆก็เบิ่งตาโตขึ้นมาอีกแต่เสียงพูดเล็กๆก็ยังราบเรียบเหมือนเดิม

"ไกลครับ ขอบคุณครับ"


ลู่หานพยักหน้าหงึกหงักยิ้มๆ เริ่มปรับตัวได้กับท่าทีและบรรยากาศในการสนทนาที่ออกจะแปลกนิดๆสำหรับเขา





มินซอกบอกชื่อถนนกับเจ้าของรถแล้วตัวเองก็เปิดฝาขวดน้ำแอ็ปเปิ้ล ยกขึ้นดมทำจมูกฟุดฟิตแล้วจึงยกขึ้นดื่มเป็นจิบเล็กๆอยู่หลายครั้ง ก่อนจะพยักหน้ากับตัวเอง



สายตาที่มองตรงไปยังท้องถนนที่รถขวักไขว่พอควร อดไม่ได้ที่จะใช้บางจังหวะเหลือบมองคนข้างๆ


"อร่อยใช่มั๊ย"

"อร่อยมากครับ ที่ร้านไม่มียี่ห้อนี้"

"ร้าน...คุณเปิดร้านขายของเหรอ"

"ป่าวครับ ผมเป็นพนักงานในมินิมาร์ท"


ลุ่หานพยักหน้าเคาะนิ้วกับพวงมาลัย ไม่ได้คิดว่างานในมินิมาร์ทจะแย่อะไร แต่ก็ไม่คิดว่ามินซอกจะทำงานนี้เพราะน้องก็จบมหาวิทยาลัย คนเป็นพี่ก็ไม่น่าจะต่างกัน วุฒิปริญญาตรีน่าจะหางานอื่นทำมากกว่า


"งานสนุกมั๊ย" เขาชวนคุยต่อ


"เฉยๆครับ ต้องเล่นรถไปเหาะถึงจะสนุก"

คนถามถึงกับขำพรวดออกมา


"ผมพูดอะไรโง่ๆอีกแล้วใช่มั๊ย"

ลู่หานชะงักหน้าเสีย รีบหันไปแก้ตัว


"ไม่ๆ ผมไม่ได้ขำคุณเพราะแบบนั้น ผมเห็นด้วยนะ ถึงจะไม่เคยขึ้นแต่ผมมั่นใจว่าต้องสนุกมากแน่ๆ"



สัญญาณไฟเป็นสีแดงพอดี คนขับจึงได้โอกาสละสายตาจากถนนหันมามองผู้โดยสารจริงๆจังๆ สายตาที่มองอยู่ทำให้ชายหนุ่มเผลอกำพวงมาลัยแน่น


"ใครๆก็บอกว่าผมโง่ ทำไมถึงมีน้องฉลาดๆได้ พ่อก็บอกแม่ก็บอก เพื่อนก็บอกพวกเขาชอบหัวเราะกันเพราะความโง่ของผม"


"ไม่ว่าคนอื่นจะพูดยังไง เราก็ไม่ควรดูถูกตัวเองนะ"


"แต่พวกเขาไม่ใช่คนอื่น นั่นพ่อกับแม่แล้วก็เพื่อนของผม"


ลู่หานถอนหายใจหันไปมองสัญญาณไฟริมถนนแล้วหันกลับมาที่คู่สนทนาอีกครั้ง


"มินซอกฟังผมนะ...." เขาจับบ่าอีกคนไว้บีบเบาๆ " ....อย่าคิดแบบนั้น คนเราไม่จำเป็นต้องคิดไปตามที่คนส่วนใหญ่คิด ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เพราะมันอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป "


"แต่ลองคิดดู ผมก็น่าจะโง่จริงๆ ผมเรียนเกือบตกมาตลอดพ่อเลยให้เรียนแค่ชั้นมัธยมปลาย ผมทำงานพาร์ทไทม์ที่มินิมาร์ทกับเสิร์ฟที่ร้านอาหารก็โดนหัวหน้าดุบ่อยๆ"


"มันก็ไม่ได้แสดงว่าคุณโง่อยู่ดี...คนเราไม่ได้เก่งทุกเรื่องอยู่แล้ว อย่างผมอาจจะเขียนนิยายได้ดีแต่ผมทำกับข้าวห่วยมาก คุณอาจจะเรียนไม่ดีแต่ทำอย่างอื่นเก่งก็ได้ แค่ตอนนี้ยังหาไม่เจอเท่านั้นเอง"

มือเล็กค่อนข้างซีดจับมือที่วางที่บ่าตัวเองมากุมไว้ลูบเบาๆแล้วยิ้ม ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวเจ้าของมือที่กำลังทำหน้าแบบบอกอารมณ์ไม่ถูก




ลู่หานประมวลผลอะไรไม่ทันแล้วตอนนนี้ เขาได้แต่ทำในสิ่งที่ไหลไปตามความรู้สึก ชายหนุ่มละมือข้างที่วางไว้กับพวงมาลัยมาลูบหัวอีกคนบ้าง ต่างคนต่างลูบหัวกันเบาๆแล้วยิ้ม รถคันข้างๆเริ่มมองจริงจังเพราะมันก็เป็นภาพที่แปลกอยู่ ที่ผู้ชายสองคนเอาแต่ลูบหัวกันแล้วยิ้มอยู่อย่างนั้น











..................................................







ตั้งแต่วันนั้นมินซอกก็เริ่มกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของลู่หาน วันไหนไม่มีงานก็ขลุกอยู่ที่บ้านลู่หานทั้งวัน นั่งดื่มกาแฟไล่อ่านหนังสื่อในชั้นไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะนิยายของลู่หานทั้งสามเรื่องเขาอ่านวนไปมาไม่เคยเบื่อ ยกเว้นเย็นวันอังคารจะจ้องเขม็งอยู่หน้าจอทีวีดูเจ้าสิงโตนิสัยประหลาดๆที่ชอบไปซาลอน




ทุกครั้งที่เจ้าสิงโตได้ทรงผมใหม่หรือเรียกให้ถูกว่าแผงขนทรงใหม่ เสียงเล็กๆจะหัวเราะเสียงใสปรบไม้ปรบมือชอบใจ เผลอทำกาแฟทั้งแก้วหกใส่ตัวเองก็มีมาแล้ว ลู่หานเคยมานั่งดูด้วยเพราะอยากรู้ว่าสนุกอะไรนักหนา ผลลัพธ์คือมันไม่ได้สนุกขนาดนั้น




แต่หลังจากได้ดูครั้งแรกเขาก็ไม่เคยพลาดการ์ตูนเรื่องนี้อีกเลย เพราะเขาชอบที่จะเห็นมินซอกหัวเราะจนตาหยีและมีสีหน้าสดใสบริสุทธิ์เหมือนเด็ก ไม่มีแววของความหม่นเศร้าแบบที่เจ้าตัวมักจะเป็นเสมอๆ




บางวันที่ลู่หานว่างๆก็จะพามินซอกเดินเล่นแถวหมู่บ้านหากาแฟหาขนมกินกัน บางทีก็ซื้อจากมินิมาร์ทออกมานั่งกินที่ชิงช้าในสนามเด็กเล่น



มันทำให้ลู่หานค้นพบว่าสิ่งที่จะทำให้มินซอกหัวเราะได้อีกอย่างคือการนั่งชิงช้าแล้วแกว่งแรงๆจนลมพัดเส้นผมกระจาย










"อร่อยมั๊ย" ลู่หานถามพลางใช้หลังมือแตะที่กรอบหน้ากลมๆช่วยซับเหงื่อเม็ดโต เพราะเจ้าตัวเหนื่อยจากการเล่นชิงช้าอยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง


"อร่อยครับแต่เสียดายเย็นไปหน่อย ขนมปังอุ่นๆกับกาแฟอร่อยที่สุด" ตอบแล้วก็เคี้ยวขนมปังตุ้ยๆจนแก้มโย้ไปข้างนึง


แล้วจู่ๆมินซอกลุกพรวดเดินไปที่กลางสนามเด็กเล่น วางชิ้นขนมปังลงบนที่นั่งไม้กระดกที่แดดส่องลงมาพอดี หวังจะให้ขนมปังอุ่นขึ้นจากแสงแดด


ลู่หานทั้งงงทั้งขำ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร พออีกฝ่ายกลับมานั่งก็แค่ลูบหัวยิ้มๆ


"มินซอกอยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอ" ชายหนุ่มละมือออกจากหัวกลมๆแล้วเอ่ยถาม


"เหงามากครับ แล้วลู่หานเหงามั๊ย"


"ไม่นะ คงเพราะผมงานยุ่งมั้งเลยไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่านอะไร"


"ผมงานไม่ยุ่ง เลยมีเวลาฟุ้งซ่านเยอะ.....ไม่รู้น้องชายผมจะงานยุ่งรึเปล่า ถ้าไม่ยุ่งคงมีเวลาคิดถึงผมบ้าง"


"ทำไม...คือ...ทำไมน้องชายมินซอกถึงจู่ๆก็หายไปแบบนั้นล่ะ"


"ผมมันโง่เองแหละ"


"ก็บอกแล้วไงว่าไม่ให้คิดว่าตัวเองโง่น่ะ"


"แต่เรื่องนี้ผมโง่จริงๆ น้องชายรักผมมากแล้วก็เกลียดผมมากด้วย"


"เล่าให้ฟังได้รึเปล่า" ลู่หานวางฝ่าเท้านิ่งๆเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของชิงช้า


"มินแจรักผมมาก เขาเป็นคนเดียวที่ไม่เคยบอกว่าผมโง่ ผมก็รักมินแจมากเหมือนกัน พอแม่ตายพ่อไปมีครอบครัวใหม่เราก็อยู่กันแค่สองคนพี่น้อง แต่วันที่เขาเมา เขาเข้ามาหาผมในห้องมานอนกอดผม แล้วก็จะ....จูบผม...ผมผลักเขาจนหัวกระแทกตู้เลือดออก...."



ลู่หานเผลอกำขนมปังในมือจนไส้ด้านในทะลักออกมา เขารีบจับมันยัดกลับลงถุงรู้สึกฝืดคอไปหมดจนต้องซดกาแฟตามหลายอึก



"ผมเป็นพี่ควรจะดูแลน้องให้ดี แต่ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าต้องทำยังไง จนเขาบอกว่าเกลียดผมแล้วหายออกจากบ้านไป"


"เขารู้สึกผิดต่างหากละ เขาไม่ได้เกลียดพี่ชายของเขาหรอกนะ น้องชายของมินซอกน่ะรู้สึกผิดที่ทำอะไรแบบนั้น ถึงได้หนีหน้าไป"


"แต่ถ้าผมฉลาดซักหน่อย ก็คงจะทำให้มินแจไม่รู้สึกผิดจนหนีผมไปใช่รึเปล่า"


มือใหญ่ทาบลงที่ข้างแก้มอูมใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาที่เจ้าตัวก็คงไม่รู้ตัวว่ามันไหลออกมา


"เรื่องนี้น่ะ...ถ้าเกิดขึ้นกับผม ผมก็คงไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน บางเรื่องมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราโง่หรือไม่โง่หรอกนะ แต่มันอยู่เหนือการควบคุมของเรา"


"แต่ผม...คิดถึงน้องจัง"


"ถ้ามินซอกเหงา......มาอยู่กับผมมั๊ย บ้านผมมีไมโครเวฟไว้อุ่นขนมปังกินได้ตลอด  มีหนังสือเยอะแยะให้อ่านเวลาไม่ต้องไปทำงาน ทุกเย็นวันอังคารเราก็นั่งดูคุณสิงโตไปซาลอนด้วยกัน"


"..แต่แม่เคยบอกผมเสมอว่าไม่ให้ทำตัวเป็นภาระคนอื่น" มือเล็กกุมแก้วกาแฟแน่นทั้งสองมือ คอตกเหมือนลูกแมวหงอยไม่มีเพื่อนเล่น


"มินซอกไม่ได้มาเป็นภาระผมซะหน่อย มินซอกมาช่วยผมต่างหาก มาอยู่กับผมทำให้ผมมีเพื่อนกินขนมปัง ดูทีวี แล้วก็นั่งชิงช้านี่ไง"


มือที่กุมแก้วกาแฟหันมาจับมือมือที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ที่แก้มของเขาออก แล้วลุกจากที่นั่งสีมินท์ซีดมานั่งยองๆตรงหน้าลู่หาน...กอดเต็มสองอ้อมแขน


"ลู่หานใจดีจัง ผมชอบลู่หานมากกว่าขนมปังอุ่นๆอีกนะ" เสียงเล็กๆอู้อี้เพราะหน้าที่ซุกอยู่ตรงซอกคอชายหนุ่ม


ลู่หานยิ้มให้กับประโยคน่ารักๆแสนซื่อแล้วลูบหลังเพื่อเป็นการขอบคุณ


"ผมก็ชอบมินซอกนะ ถึงจะยังไม่รู้ว่าชอบมากกว่าอะไร แต่ผมก็ชอบมินซอกมากๆเลย"


"ลู่หานแพ้ผมแล้ว"





ลมหายใจอุ่นๆเพราะเจ้าตัวหัวเราะทำเอาลู่หานจักกะจี๊จนต้องหดคอแล้วขำตามไปด้วย สายตาที่เหลือบไปเห็นก้อนขนมปังตรงไม้กระดกที่ไม่มีแดดส่องลงมาแล้ว แต่มีสัตว์ตัวจิ๋วสีส้มเดินเป็นขบวนเหมือนกองทัพบุกเข้ายึดครองเมืองไม่มีผิด ชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นหัวเราะลั่นจับไหล่อีกคนให้หันไปดู





เสียงหัวเราะดังไปทั่วสนามเด็กเล่น บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสดใสบริสุทธิ์แม้ว่าจะไม่มีเด็กสักคนก็ตาม



















ลู่หานไม่ได้พูดโกหกเรื่องที่เขาไม่ได้เหงาอะไร แต่กลายเป็นว่าตั้งแต่มินซอกย้ายมาอยู่ด้วยเขากลับรู้สึกเหมือนชีวิตได้รับการเติมเต็ม รู้สึกถึงความสุขง่ายๆที่ทำให้ยิ้มและหัวเราะได้อย่างเต็มความรู้สึก ชื่อเสียงและความสำเร็จอย่างรวดเร็วในชีวิตที่เขาเคยคิดว่าทำให้ตัวเองมีความสุขนั้น มันเทียบไม่ได้เลย








มินซอกคือความสุขที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องเอาอะไรไปแลกเพื่อให้ได้มา เพราะเพียงแค่การมีอยู่ของเขา ก็ทำให้ลู่หานมีความสุขแล้ว








........................................






.................








มินซอกได้งานที่ร้านฟาสฟู๊ดส์เพิ่มขึ้นมา เจ้าตัวดูมีความสุขมากแต่ลู่หานไม่สบายใจเท่าไหร่ เพราะท่าทีอิดโรยเวลาอยู่บ้านที่เขาเห็น บางวันต้องเข้ากะแทนเพื่อนไม่ได้ดูคุณสิงโตก็จะโทรมาถามลู่หานตอนช่วงพักให้ลู่หานเล่าให้ฟัง เสียงหัวเราะเล็กๆผ่านโทรศัพท์รู้สึกถึงความอ่อนล้าในนั้น แต่มินซอกยืนยันจะทำงานให้ได้ เขาต้องการเก็บเงินเพื่อตามหาน้องและไม่ต้องการใช้เงินของลู่หาน




เวลาว่างที่มีอยู่ด้วยกันน้อยลงทำให้ลู่หานเริ่มรู้สึกและเข้าใจว่าความเหงาเป็นยังไง และค่อยๆยอมรับกับตัวเองว่า.....เขาไม่ได้แค่ชอบมินซอกแบบตอนแรกแล้ว











คืนนี้อากาศดีและท้องฟ้าดูจะสว่างไสวเป็นพิเศษด้วยแสงจากดวงดาวที่แข่งกันกระพริบระยิบระยับเรียงตัวติดๆกันทั่วผืนฟ้า ที่ดาดฟ้าสองร่างที่หนุนพิงกันอยู่ร่วมชั่วโมงจึงยังไม่ขยับตัวไปไหนแม้ว่าเกือบจะเข้าวันใหม่แล้วก็ตาม



หัวกลมๆที่พิงอกของชายหนุ่มอยู่ จู่ๆก็ยกตั้งขึ้นเพราะเจ้าตัวเด้งตัวขึ้นนั่งอย่างเร็ว นิ้วป้อมๆชี้ๆไปที่ท้องฟ้าตำแหน่งที่มีดาวดวงหนึ่งทิ้งตัวจากจุดที่เคยอยู่ขวางท้องฟ้าเห็นเป็นเส้นสีขาวก่อนจางหายไป



ลู่หานขยับตัวนั่งให้ถนัดขึ้นมองคนที่กุมมือหลับทำปากมุมมิมแล้วได้แต่อมยิ้ม


"อธิฐานว่าอะไรเหรอ" ชายหนุ่มถามทันทีที่อีกคนกลับมานั่งพิงอกเขาตามเดิม


"ขอไปตั้ง3ข้อไม่รู้คุณดาวจะยอมให้รึเปล่า ผมขอให้แม่ที่อยู่บนฟ้ามีความสุขแล้วก็ขอให้เจอมินแจ"


"ไหนว่าขอไป3ข้อไง"


"บอกหมดไม่ได้หรอก เดี๋ยวไม่ขลังกันพอดี" ทำเสียงหงุดหงิดเป็นเด็กๆแต่แก้มสีซีดที่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อบอกความรู้สึกจริงๆของเจ้าตัวได้ดี เสียดายก็แต่ว่าคนถามไม่ได้เห็น













.........................................







"โลกแม่งกลมฉิบหาย ไอ้มินซอกมึงรู้มั๊ยว่ากูเจอใคร"


เพื่อนร่วมงานที่เข้างานมาพร้อมๆกับมินซอกเมื่อปีที่แล้ว เดินตรงไปหาร่างเล็กที่กำลังง่วนอยู่กับการเปลี่ยนชุดพนักงาน


มินซอกติดกระดุมเม็ดสุดท้ายแล้วหันมามอง


"น้องมึงไง"


"มินแจเหรอ เจอมินแจที่ไหนครับ" เป็นครั้งแรกที่มินซอกพูดเสียงดังขนาดนี้ทำเอาคนบอกข่าวถึงกับผงะนิดๆ


"ไม่ค่อยดีนักหรอก อยู่กับแก็งเพื่อนเก่ากู พวกนั้นแม่งขี้ยาทังเสพทั้งขาย โดนตำรวจซิวไม่รู้กี่รอบแม่งไม่เข็ดแต่กูไม่เอาล่ะ ตำรวจแม่งซ้อมเกือบตาย"


"ที่...ที่ไหนครับมินแจอยู่ที่ไหน"


"กูไม่รู้ที่อยู่น้องมึงหรอก แต่เห็นเดินอยู่แถวหลังมหาลัย J แถวนั้นมันมีตึกเก่าๆร้างอยู่ คงมั่วสุมกันแถวนั้น"


"แต่ผมไม่รู้จัก"


"ก็มันไกลจะตายห่า เมื่อวานกูไปทำธุระให้พ่อนั่งรถเกือบสองชั่วโมง"


มินซอกหน้าสลด บีบมือตัวเองไปมาหันซ้ายหันขวาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้


"เดี๋ยวกูเขียนแผนที่คร่าวๆกับสายรถบัสให้" เพื่อนร่วมงานทิ้งท้ายก่อนจะหันหน้าเข้าหาล็อคเกอร์ของตัวเองเปลี่ยเสื้อผ้าบ้าง












เป็นสองอาทิตย์ที่มินซอกต้องทำงานทุกวันเพราะมีช่วงวันหยุดติดกันและพนักงานลาหยุดกันเยอะ แต่มินซอกเต็มใจทำ เงินสำคัญมากสำหรับเขา และความหวังที่จะได้เจอน้องในวัหยุดข้างหน้าทำให้เขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แม้ว่าจะโดนลู่หานปรามหลายครั้งเขาก็เพียงยิ้มๆอ้างว่าครั้งต่อไปได้หยุดติดกันสองวันแต่ไม่บอกเรื่องที่จะไปหาน้อง เขาไม่อยากให้ลู่หานมารู้เห็นเรื่องไม่ค่อยดีของน้องชายเขา









วันนี้คุณสิงโตทำแผงขนทรงแอฟโฟร่แล้วไปเที่ยวสวนสนุก นั่งเรือล่องแก่งโดนน้ำซัดจนหัวลู่ มินซอกหัวเราะคิกคักจนภาพในจอตัดจบไปแล้วเจ้าตัวยังหยุดหัวเราะไม่ได้


"มินซอกอยากไปสวนสนุกมั๊ย" ลู่หานจำได้ว่ามินซอกเคยพูดถึงรถไฟเหาะ


"อยากซิ อยากๆ ผมอยากนั่งรถไปเหาะอีก พ่อกับแม่เคยพาไปตอนป.4สนุกมากเลยผมนั่งตั้ง2รอบแหนะ"


มินซอกตอบเร็วปรื๋อมือก็เช็ดน้ำตาที่หางตาไปด้วยเพราะหัวเราะจนน้ำตาไหลกับหัวลู่ๆของคุณสิงโต


"งั้นรอผมส่งต้นฉบับสิ้นเดือนนี้แล้วเราไปกันนะ"


หัวกลมๆขยับขึ้นลงรัวๆยิ้มจนตาหยี แล้วทิ้งตัวลงกอดคนที่ยังนั่งพิงผนักโซฟาเอกขเนกอยู่ ลู่หานไม่ทันตั้งตัวแทบจุกร้องโอดโอยแต่หน้าก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ


"ผมชอบลู่หานจัง"


"ผมรู้" ชายหนุ่มตอบพลางกดจูบเบาๆที่ข้างขมับ


"ลู่หานไม่รู้หรอก เพราะตอนนี้ผมชอบลู่หานมากกว่าขนมปังอุ่นๆกับกาแฟรวมกันอีกนะ"


ลู่หานนิ่งไปคิ้วขมวดหน้ายู่ เพราะจนตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออกว่าควรจะบอกว่าชอบมินซอกมากกว่าอะไรดี


"นี่ผมแพ้อีกแล้วใช่มั๊ยเนี่ย"


"ลู่หาน คนขี้แพ้"


ร่างเล็กผละจากอกชายหนุ่มขึ้นมานั่งตัวตรงทำมือเป็นรูปตัวแอลแปะที่หน้าผากตัวเอง เป็นสัญลักษณ์คนขี้แพ้ล้อเลียนลู่หาน


คนโดนล้อแกล้งถลึงตาแยกเขี้ยว จับไหล่อีกฝ่ากดลงกับเบาะแล้วเอาหน้าไซร้ซอกคอซ้ายขวารัวๆ


เสียงเล็กๆหัวเราะปนหอบสลับกับการตะโกนห้าม แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ลู่หานขยับตัวลงต่ำถลกชายเสื้อจนเห็นท้องน้อยขาวเนียนกับไรขนอ่อนๆ เขาประทับจูบลงไปเป็นจังหวะสั้นๆติดต่อกัน


คนใต้ร่างไม่มีเสียงหัวเราะแล้ว ปากอิ่มเม้มเน้น ความรู้สึกปั่นป่วนที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ลืมตัวกลั้นหายใจจนตัวเกร็งไปหมด


ลู่หานเงยหน้าขึ้นมอง แก้มแดงๆและดวงตาที่ไหวระริกทำให้หัวใจเขาเต้นแรง เขาวางมือลงบนแก้มนุ่มเอานิ้มโป้งไล้ริมฝีปากให้เปิดออกนิดๆแล้วจึงกดริมฝีปากตัวเองตามลงไป


ชายหนุ่มพยายามกำหนดจังหวะให้เป็นไปอย่างช้าๆไม่คุกคามไม่เร่งเร้า เพียงเชื้อชวนด้วยความนุ่มนวล ริมฝีปากเม้มและคลายซ้ำๆ ปลายลิ้นแตะเปิดช่องระหว่างฟันกระต่ายและฟันล่างซี่เล็กๆเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ก่อนค่อยๆแทรกตัวเข้าไป สัมผัสความนุ่มชื้นของลิ้นอีกฝ่าย มีเสียงครางแผ่วให้ได้ยินและมือเล็กที่วางที่แผ่นหลังของเขาก็ลงน้ำหนักมากขึ้น


ลู่หานยังคงทำอย่างใจเย็น กลีบปากอิ่มที่ทำตัวเป็นปราการอย่างแข็งขันจึงค่อยๆอ่อนแรง เผยออ้าให้อีกฝ่ายได้มีพื้นที่ จังหวะ เข้าครอบครองอย่างสมบูรณ์แบบ



เสียงแห่งสัมผัสที่เพิ่มความรุนแรงยิ่งเร้าอารมณ์ มือเล็กคลายออกจากแผ่นหลังเมือ่อารมณ์ภายในลอยคว้างราวเด็กหลงทาง ลู่หานคว้ามือมากดไว้ที่ข้างตัวกอบกุมประสานนิ้วให้เด็กหลงทางมั่นใจว่าจะไม่เป็นไร




ดวงตากลมชั้นเดียวหลับพริ้มสลับกับการปรือมองในบางจังหวะ ความหวาดกลัวค่อยๆจางหาย เหลือแต่ความเขินอายที่ร่างกายค่อยๆเปลือยเปล่า และควบคุมไม่ได้ บางคราวที่เผลอส่งเสียงร้องเจ้าตัวถึงกับต้องเบือนหน้าหนีกัดปากแน่น แต่ทุกคราที่มีสัญญาณของความไม่สบายใจ ก็จะได้รับจูบเบาๆที่ขมับเพื่อปลอบประโลม


การปฎิบัติอย่างนุ่มนวลของลู่หาน ทำให้มินซอกผ่อนคลายและค่อยๆปล่อยร่างกายให้เป็นไปตามความรู้สึก ร่างกายของทั้งคู่ตอบรับอีกฝ่ายเหมือนเป็นชิ้นส่วนที่สร้างขึ้นมาเพื่อกันและกันโดยเฉพาะ


จังหวะขยับสะโพกที่เร็วแรงขึ้นทำให้คนใต้ร่างเผอเกร็งและร้องเสียงดัง


"เจ็บเหรอครับ"


"นิด...นิดหน่อยครับ"


"ผมขอโษนะ"



มินซอกส่ายหัว จับหน้าลู่หานดึงเบาๆลงมาจูบ ชายหนุ่มตอบสนองอย่างรวดเร็วและค่อยๆขยับสะโพกอีกครั้ง....อีกครั้ง


................................








...............................








"หยุดไม่ได้เหรอวันนี้" ลู่หานทำเสียงงอแง


"ไม่ได้ครับร้านไม่มีใครเลย" มินซอกพยายามจะดันตัวคนที่ทับเขาอยู่เกือบครึ่งตัวออกแต่อีกฝ่ายยังขืนเอาไว้


"แต่ผมอยากนอนกอดมินซอกนี่ "


"ก็ตีหนึ่งผมก็กลับแล้ว"


"ผมจะรอนะ"


"ไม่ต้องรอก็ได้ ถ้าลู่หานหลับผมจะกอดลู่หานแทนเอง"



ชายหนุ่มยิ้มตาหยีเอาจมูกแตะๆที่ปลายจมูกมนของอีกคน ก่อนจะยอมปล่อยให้ลุกขึ้นเตรียมตัวไปทำงานอย่างที่เจ้าตัวต้องการ



















...........................................................









................................








ในที่สุดก็ถึงวันหยุดที่เขารอคอย มินซอกทำตัวปกติเหมือนออกไปทำงานแบบทุกวัน แต่ไม่ได้ขึ้นรถบัสสายที่ไปทางที่ทำงานทั้งสามแห่งของเขา


เพราะแผนที่ไม่ค่อยละเอียดนัก มินซอกเดินหลงอยู่นานแต่ในที่สุดเขาก็มายืนหน้ามหาวิทยาลัย J เขาพับกระดาบแผ่นเล็กๆที่มีลายมือและภาพแผนที่หวัดๆลงกระเป๋ากางเกง ปาดเหงื่อที่เปียกชุ่มไรผมแล้วเดินอ้อมไปด้านหลังมหาวิทยาลัย



พื้นที่ค่อนข้างรกไปด้วยเศษวัสดุก่อสร้างมีตึกแหว่งๆที่สร้างยังไม่เสร็จเก่าร้างตั้งเรียงตัวกันอยู่สามคูหา มินซอกหันซ้ายหันขวาก่อนตัดสินใจเดินตามทางที่หญ้าเตียนๆเป็นแนวเข้าไป



ยิ่งใกล้ก็ยิ่งได้ยินเสียงดังก้องมาจากในตึกชัดขึ้น เขาชะลอฝีเท้าแล้วเปลี่ยนใจเดินไปแอบที่กองไม้ที่กองระเกะระกะเป็นหย่อมๆ ขยับเปลี่ยนที่เข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมองเห็นกลุ่มคนที่ยืนกันอยู่ที่ชั้นล่างของคูหาแรก




ความมืดด้านในทำให้ต้องเพ่งสายตาอยู่พักใหญ่ กลุ่มคนนับสิบมีอยู่คนหนึ่งที่นั่งกองอยู่กับพื้น พอคนนั้นเงยหน้าขึ้นมามินซอกก็ถึงกับลืมตัวจะวิ่งไปหา แต่เพียงก้าวแรกก็ต้องชะงักเพราะตะปูตัวใหญ่ในแผ่นไม้ที่วางหงายอยู่พอดีแทงทะลุพื้นรองเท้าผ้าใบบางๆเสียบเข้าเต็มอุ้งเท้าของเขา มินซอกร้องเสียงหลงทิ้งตัวลงที่กองไม้ที่ใช้เป็นที่กำบัง



กลุ่มคนที่อยู่ในตึกหันมามองเป็นตาเดียว คนที่เป็นหัวหน้าในกลุ่มพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ลูกน้องสองคนเดินไปดูที่ต้นเสียง




ร่างเล็กที่โดนหิ้วปีกมาถูกโยนลงตรงกลางวง เจ้าตัวรีบดันตัวขึ้นโผเข้าหาคนที่นั่งกองอยู่กับพื้นแบบเดียวกัน


"มินแจ....เป็นอะไรมั๊ย เจ็บรึเปล่า" สองมือประคองหน้าน้องชายที่มีเลือดไหลจากปลายคิ้วลงมาที่ข้างแก้ม


"พี่มาได้ยังไง มันอันตรายไม่รู้เหรอ"


"อันตรายแล้วทำไมมินแจมาอยู่นี่ล่ะ กลับบ้านกับพี่นะ"



"อยู่กันพร้อมหน้าพี่น้องก็ดี จะได้จัดการแม่งทั้งคู่"


สิ้นเสียงก็มีมือมากระชากด้านหลังจนเสื้อยืดตัวโคร่งรั้งรัดคอ แล้วทั้งร่างก็โดนเหวี่ยงไปอีกทางก่อนจะโดนตามรุมทั้งชกทั้งกระทืบอย่างไม่ปราณี


"หยุด! พี่กูไม่รู้เรื่อง พวกมึงหยุดเดี๋ยวนี้"


การทารุณกรรมอย่างป่าเถือนของชายร่างใหญ่ห้าคนกับคนไร้ทางสู้คนเดียวยังดำเนินต่อไป มินแจตะโกนจนเสียงหายพยามยามดิ้นให้หลุดจากคนที่ล็อคแขนเขาไว้แต่ก็ไร้ผล


คนที่เป็นหัวหน้าปรี่เข้ามากระชากคอเสื้อเขาแล้วตะโกนใส่หน้า


"มึงก็บอกมาว่าผงเป็นกิโลๆมันหายไปได้ยังไง มีคนเห็นมึงออกจากโกดังเป็นคนสุดท้าย ถ้าไม่ใช่มึงแล้วจะหมาตัวไหน"


"กูไม่รู้ กูไม่ได้ทำ"


"ไอ้สัตว์นี่วอน..."


"กูขอร้อง พวกมึงจะฆ่ากู จะทรมานกูยังไงก็ได้ แต่อย่าทำพี่กู เขาไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น"


"กูจะทำ กูสะใจ ถ้าไม่ได้ของคืน กูก็จะซ้อมพวกมึงให้ตายทั้งคู่ไอ้สัตว์"



กำปั้นที่ง้างค้างอยู่ในอากาศเพราะเสียงปืนดังแทรกขึ้นมา หลังจากนั้นก็มีแต่ความโกลาหล มินแจถูกเหวี่ยงลงไปกองกับพื้น ทุกคนพยายามหนีเอาตัวรอด ตำรวจที่กระจายกำลังกันอยู่ เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว






"พี่...พี่มินซอก" ชายหนุ่มถลาเข้าไปหาร่างที่นอนฟุบคว่ำหน้าอยู่ หัวใจแทบสลายเมื่อประคองตัวขึ้นมาแล้วเห็นว่าพี่ชายมีแต่เลือดทั้งปาก จมูก ขมับทั้งสองข้าง


"มิน....มินแจ ทำไม...ทำไม.."


"พี่ครับ ผมไม่ได้ทำอะไรไม่ดี พวกนี้มันค้ายา ผมเป็นสายให้ตำรวจ น้องของพี่ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีนะครับ"


มินซอกพยักหน้าโล่งใจ แล้วจู่ๆตัวก็กระตุกแล้วนิ่งไป มินแจรีบอุ้มพี่ชายลุกขึ้นวิ่งไปหารถตำรวจที่จอดอยู่ด้านนอก












"ผู้หมวดครับช่วยด้วย"


นายตำรวจที่ยืนคุมเชิงอยู่รีบเปิดประตูรถช่วยเอาคนเจ็บขึ้นรถ แล้วตัวเองก็ออกรถทันที


มิแจให้พี่ชายนอนหนุนตักแล้วคอยลูบหน้าลูบตาเช็ดเลือดด้วยแขนเสื้อตัวเองข้างนึง อีกข้างก็ปาดน้ำตาไปด้วย

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมินซอกดังขึ้น มินแจหยิบออกมาแล้วรีบกดรับ


"สวัสดีครับผมมินแจน้องชายพี่มินซอกนะครับ"

ปลายสายเงียบไปเหมือนใช้เวลาคิดแล้วจึงพูดตอบ


"สวัสดีครับผมลู่หานเพื่อนมินซอกนะครับ แล้ว...มินซอกล่ะครับ"


"พี่มินซอก...เจ็บ...ผมกำลังพาส่งโรงพยาบาลครับ"



ลู่หานมือไม้อ่อนแทบจะทำโทรศัพท์ร่วง เขารีบถามชื่อโรงพยาบาล หันไปคว้ากางเกงขายาวมาใส่ทับบ็อกเซอร์แล้วออกจากบ้านทันที
















ลู่หานมาถึงคนเจ็บก็อยู่ในไอซียูแล้ว เขาเดินไปนั่งข้างๆชายหนุ่มที่เคยเห็นแต่ในรูปที่มินซอกเอาให้ดู


"ผมลู่หานครับ"


"มินแจครับ"



ทั้งสองคนจับมือ โค้งให้กันแล้วก็เงียบกันไป จนคนที่อายุน้อยกว่าเอ่ยขึ้น



"พี่มินซอกฟื้นขึ้นมาพักนึงตอนพามาส่งโรงพยาบาล ถามหาแต่คุณลู่หาน ผม...ผมขอบคุณมากๆครับที่อยู่เป็นเพื่อนพี่ผมมาตลอด"


ลู่หานยิ้ม แล้วต่างฝ่ายต่างก็เล่าเรื่องราวให้กันและกันฟังโดยมีมินซอกเป็นจุดศูนย์กลาง



เวลาผ่านไปร่วมสองชั่วโมงห้องไอซียูก็เปิดออกหมอและพยาบาลกลุ่มหนึ่งเดินออกไปโดยไม่มองพวกเขา สักพักก็กลับเข้าไปแล้วหายเงียบไปอีกเป็นชั่วโมง จนลู่หานมีโทรศัพท์เรื่องงานเข้ามาเขาจึงต้องขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์






หลังจากนั้นไม่ถึงห้านาทีประตูห้องที่มินแจจ้องแทบไม่คลาดสายตาก็เปิดออก คุณหมอเดินตรงเข้ามาหาเขาทันที ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นโค้งให้


"ตอนนี้คนไข้รู้สึกตัวแล้วนะครับ แต่อวัยวะภายในเขาบอบช้ำมาก ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้วด้วย ภาวะเลือดคั่งในสมองและปอดจะทำให้คนไข้ค่อยๆรู้สึกตัวน้อยลงเรื่อยๆ คุณต้องทำใจนะครับ....หมอเสียใจด้วย"


มินแจมองหน้าหมอและพยาบาลสลับไปมา เขาพูดอะไรไม่ออกมีแต่น้ำตาที่ไหลไม่หยุด จนคุณหมอเจ้าของไข้เดินไป พยาบาลจึงพยักหน้าและผายมือให้เขาเข้าไปในห้องไอซียู



มินซอกยิ้มทันทีที่เห็นหน้าน้องชายแม้จะไม่ชัดเจน เพราะทั้งแก้มและดวงตาบวมช้ำจนตาแทบปิด เขายกมือช้าๆดึงหน้ากากให้ออกซิเจนที่ครอบปากกับจมูกออก มินแจทำท่าจะห้ามแต่มินซอกโบกมือบอกน้องว่าไม่เป็นไร

"มินแจเจ็บ....มากมั๊ย" มินซอกแทบจะเกร็งทั้งตัวเพื่อที่จะพูดให้เสียงเป็นปกติที่สุด


"ไม่เจ็บครับ ผมไม่เป็นไรเย็บแผลนิดเดียวเองพี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ" มินแจตอบพี่ชายเสียงเครือ


"ถ้าไม่เจ็บก็อย่าร้องไห้งอแงซิ"


"ครับๆ ผมไม่ร้องแล้ว...พี่ครับ ผมอยากจะขอโทษ...ผม..."


"ไม่...ไม่มีอะไรต้องขอโทษเลย มิแจเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน ทำงานช่วยเหลือตำรวจ มิแจของพี่เก่งที่สุด"


"แต่....."


"พี่รักมินแจ......มินแจรักพี่มั๊ย"


"รักครับ ผมรักพี่มินซอกที่สุดในโลก"


มินซอกได้แต่ยิ้ม อยากจะพูดอะไรอีกมากมายแต่ความเหนื่อยอ่อนทำให้เขาได้แค่มองและพยายามจดจำทุกรายละเอียดบนใบหน้าของน้องชายเอาไว้







ร่างคุ้นเคยที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้อง มินแจจึงขยับลุกไปยืนอีกฝั่งของเตียง ดวงตาแดงก่ำของลู่หานมองร่างที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงอย่างไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เขาเห็นจะเป็นความจริง



สายระโยงระยางกับใบหน้าที่บวมปูด และข้อความที่เพิ่งได้รับจากนางพยาบาลที่เจอที่หน้าห้องทำให้เขาเจ็บปวดเหมือนหัวใจถูกบีบจนร้าวระบบไปทั้งอก ชายหนุ่มกลืนก้อนสะอื้นยากเย็นพยายามยิ้มแม้ริมฝีปากจะสั่นระริก




คนสองคนได้แต่มองตากันราวกับว่าถ้อยทำทั้งหมดบนโลกช่างไร้ความหมาย ในเมื่อมันไม่อาจบอกความรู้สึกที่แท้จริงทั้งหมดในตอนนี้ได้



ลู่หานกอบกุมมือเล็กที่มีรอบช้ำเลือดไว้ด้วยสองมือของเขา ความเย็นของผิวที่แทบจะไร้การไหลเวียนของเลือดค่อยๆอุ่นขึ้น


น้ำตาไหลออกมาจนได้ ตามมาด้วยเสียงสะอื้นขาดห้วงเพราะเจ้าตัวพยายามอย่างที่สุดที่จะกลั้นเอาไว้


นานทีเดียวกว่าที่ในห้องจะกลับมามีแต่เสียงเครื่องมือช่วยชีวิตทางการแพทย์ที่ฟังแล้วทรมานใจเหลือเกิน


"อดดู....คุณสิงโตเลย" เสียงแหบแผ่วแทบไม่ได้ยิน ลู่หานขยับตัวก้มลงไปหา


"อังคารหน้า...อังคารหน้าค่อยดูก็ได้ ผมส่งต้นฉบับพอดี ดูเสร็จเราก็ไปเที่ยวสวนสนุกกันนะ"


"ลู่หาน...ถ้าผมไปไม่ได้ คุณ...อย่าโกรธผมนะ"


"ไม่โกรธครับ ไม่เป็นไรเลย ไปวันไหนก็ได้ที่มินซอกอยากไป จะขึ้นรถไฟเหาะกี่รอบก็ได้"


มินซอกพยายามจะตอบ แต่ริบฝีปากสีซีดได้แต่อ้าค้าง แล้วเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆ


"มินซอกรู้มั๊ย หลายวันมานี่ผมคิดเรื่องที่ผมไม่รู้ว่าชอบมินซอกมากกว่าอะไร แต่ในที่สุดผมก็รู้ว่ามันเป็นเพราะผมไม่ได้ชอบมินซอก...แต่ผมรักมินซอก รักมากๆ....มินซอกแพ้ผมแล้วนะ" ชายหนุ่มยิ้มกว้างแต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย


"เรา...เสมอกัน...ต่างหาก"



"คนขี้โกง รักผมแล้วไม่ยอมบอกเหรอ"


"ผม...ฝากบอกกับดวงดาวไปแล้ว...คืนนั้น จากนี้ ถ้า...ถ้าผมไม่อยู่ ลู่หาน...."


ร่างกายเริ่มเกร็งและกระตุกจนเจ้าตัวไอถี่ ลู่หานพยายามจะเอาหน้ากากให้ออกซิเจนครอบให้แต่มินซอกส่ายหัวรั้งมือชายหนุ่มเอาไว้


"ถ้าผมไม่อยู่..." เสียงขาดไปอีกครั้งก่อนเจ้าตัวพยายามจะกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากแล้วพูดต่อ "....ลู่หานจะมีความรักของผมเป็นเพื่อน วันไหนงานไม่ยุ่งแล้วเหงา...มองดวงดาวลู่หานก็จะหายเหงานะ"


ชายหนุ่มพยักหน้า ยกมือนุ่มไร้เรี่ยวแรงขึ้นจูบแล้วแนบไว้ที่แก้ม น้ำตาไหลเป็นทางลงสู่มือซีดช้ำของคนรัก




มินซอกทำได้เพียงยิ้มไม่เหลือเรี่ยวแรงพอที่จะพูดอะไรได้อีก เปลือกตาบวมสีคล้ำค่อยๆปิดลงดันให้น้ำตาที่เอ่อคลอไหลริน มินแจหยิบหน้ากากให้ออกซิเจนครอบให้พี่ชายด้วยมือที่สั่นเทา เหมือนจะสิ้นเรี่ยวแรงตามพี่ชายไปด้วย









ลู่หานซบลงกับร่างของคนที่รักดั่งดวงใจ มินแจกุมมือพี่ชายที่เขารักที่สุดในโลกไว้



เจ็บปวดราวจะขาดใจ ทรมานเหมือนโลกทั้งใบแหลกสลายไปต่อหน้า รู้สึกเช่นไรในวันนี้ผู้ชายสองคนในห้องไอซียูเพิ่งได้รับรู้ และจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้า เพราะความจริงไม่เคยลดราความเจ็บปวดให้ใคร











.............................................





..................................






.............










ลู่หานนั่งรวบเข่าตัวเองไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างแล้ววางคางลงไป เขารู้สึกเจ็บที่ผิวนิดหน่อยเพราะตอหนวด



ห้าเดือนแล้วที่การใช้ชีวิตคนเดียวกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เหงาแทบทนไม่ไหว เขาไม่รู้ว่าอีกกี่เดือนกี่ปีต่อจากนี้ความทรมานที่รู้สึกได้ในทุกลมหายใจเข้าออกจะบรรเทาลง




ดวงตาคู่สวยหากหม่นแสงที่ปล่อยให้ล่องลอยกลับมามีจุดโฟกัสในทันทีที่แสงจากดาวตกกระทบสายตา ชายหนุ่มรีบนั่งตัวตรงจ้องมองเแสงที่มีเพียงเสี้ยววินาทีแล้วยิ้มเต็มแก้มเป็นครั้งแรกนับจากวันนั้น




หัวใจที่เหมือนซากก้อนเนื้อกลับมาทำงานเต็มที่อีกครั้ง ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วลงไปที่ชั้นล่างตรงเข้าห้องน้ำ เขาจ้องมองหน้าตัวเองในกระจกเหมือนเห็นคนที่จากกันไปนานก่อนจะเริ่มโกนหนวด


ใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น มองที่หน้าจอสี่เหลี่ยมครู่เดียวก่อนที่นิ้วจะรัวแป้นตัวอักษรจนกลายเป็นถ้อยคำ วลี......และประโยค








ไม่มีสิ่งใดอยู่ได้ตลอดไป แต่มีสิ่งหนึ่งสามารถอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต......





...............ความรัก คือสิ่งนั้น











นิยายเรื่องใหม่ของนักเขียนหนุ่มอนาคตไกลเริ่มขึ้นอีกครั้ง มันเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มจากดวงดาวที่อยู่ไกลแสนไกล ได้มีโอกาสมาเที่ยวโลกมนุษย์เป็นครั้งแรก และทำให้ชายหนุ่มธรรมดาๆคนหนึ่งได้รู้จักความรักที่เป็นรักนิรันดิ์จากหัวใจอันบริสุทธิ์ของเขา





เด็กหนุ่มคนนั้นชื่อมินซอก....










....................................................................







........................................








..................







..........................................................................................................






แต่งไปร้องไห้ไปจนเหนื่อย โทษใครล่ะ ทำเองทั้งน้านนนนนนนน T_____T

อย่างที่บอกในทวิตว่าเดอะไรทเตอร์มันจะเป็นซีรีส์นะคะ แต่ละตอนก็มีเรื่องราวของตัวเองเป็นเอกเทศ แต่อาจจะมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงซ้อนทับในบางเหตุการณ์ของแต่ละตอนค่ะ


แต่ยืนพื้นที่ลู่หานจะเป็นนักเขียนทุกตอน ส่วนคาแรกเตอร์ของมินซอกจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ


ขอบคุณมากๆที่ติดตามอ่านค่ะ ติชมเป็นกำลังใจได้ในบล็อคนี้ ในเด็กดี หรือติดแท็คในทวิตเตอร์ #ficW



คำติก็เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะคะ ไม่ต้องกังวลพูดตรงๆได้เลยค่ะอยากฟังอยากอ่านจะได้รู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก5555555555



รักนะจุ๊บๆ//สำเนียงมิงซก


Smiley




























Create Date : 22 สิงหาคม 2559
Last Update : 11 ตุลาคม 2559 21:26:07 น.
Counter : 436 Pageviews.

1 comments
  
งือออ แซดมากไรท์อ่ะ เพิ่งได้เข้ามาอ่าน จะติดตามต่อไปนะคะ
โดย: Nastylonely IP: 27.55.232.39 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2559 เวลา:23:52:25 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 2090139
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
สิงหาคม 2559

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31