Don't meow over the spilt milk...

<<
สิงหาคม 2555
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
1 สิงหาคม 2555
 

คำปริศนา

คำปริศนา
จากเรื่อง Think of a Word

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กชายคนหนึ่ง ชื่อว่า แดน เขาเป็นคนที่ชอบใช้คำหยาบคายสั้นๆ
ในประเทศที่แดนอยู่ คำสั้นๆเกือบทุกคำที่ลงท้ายด้วยตัว “ต” ถือว่าเป็นคำหยาบคาย เป็นต้นว่า ทุต กัต บัต อัต

วันหนึ่ง ขณะที่เดินอยู่ในถนน เขาก็ร้องตามหลังหญิงชราผู้หนึ่งไปว่า “ยายแก่หน้าโง่ ทุต”
นางจึงหันกลับมาหาเขาอย่างรวดเร็วราวกับสะบัดแส้
“แกจะต้องเสียใจที่พูดกับฉันอย่างนั้น” หญิงชรากล่าว
“ทำไมฉันจะต้องเสียใจ ยายแก่ มัต” แดนย้อน
“ก็เพราะว่านับตั้งแต่นี้ไป” หญิงชราพูดต่อ
“ทุกๆครั้งที่แกพูดคำหยาบคายที่ดูเหมือนว่าแกจะถนัดมาก ผิวหนังของแกหนึ่งตารางเซนติเมตรจะโปร่งใสจนคนอื่นๆสามารถมองทะลุเข้าไปเห็นการทำงานของตับไตไส้พุงในตัวแกได้ และมีคำเพียงแปดคำเท่านั้นที่จะสามารถบำบัดนิสัยเลวๆของแกได้” นางอธิบาย
“แต่ฉันก็จะไม่ยอมบอกแกว่าคำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง แกจะต้องเสาะแสวงค้นหาด้วยตัวแกเอง”
พูดจบ นางก็หันข้อเท้าที่แก่ชราและมีแต่หนังหุ้มกระดูกแล้วเดินจากไป
แดนถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ยืนอ้าปากค้าง
เขาไม่ได้ตะโกนเรียกตามหลังหญิงชราผู้นั้นไป นางทิ้งให้เขายืนนิ่งเงียบและครุ่นคิด
แต่ต่อมาภายในวันเดียวกันนั้น เขาก็ลืมเรื่องเกี่ยวกับนางไปจนสิ้น แล้วเขาก็เรียกคนขับรถโดยสารของโรงเรียนว่า
“เจ้านัตหน้าโง่”
“เอ๊ะ แดน” ร็อด เพื่อนของเขาซึ่งนั่งอยู่ข้างๆร้องทักขึ้นมา
“แก้มนายดูน่าประหลาดดีนะ ฉันสามารถมองทะลุแก้มที่ใสเหมือนกระจกเข้าไปเห็นฟันของนายเลยละ
แล้วก็เห็นบัตเตอร์มินต์ที่นายกำลังเคี้ยวด้วย นายไม่เห็นบอกฉันเลยว่านายมีบัตเตอร์มินต์”
แดนรู้สึกกระวนกระวาย เขาแทบจะไม่สามารถอดทนรอให้ไปถึงบ้านแล้วค่อยส่องกระจกดู
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ส่วนหนึ่งของแก้มขวาของเขาโปร่งใสจนสามารถมองเข้าไปเห็นฟันกับลิ้น
ดูแล้วเหมือนกับมีช่องพลาสติกอยู่บนหน้าของเขา
และประมาณอีกสองหรือสามวันต่อมา ก็ปรากฏส่วนที่โปร่งใสอยู่ตามส่วนต่างๆบนร่างกายของแดน
ทั้งบนแขน บนขา ที่คอ หรือแม้แต่ในส่วนอื่นๆ จนเราสามารถมองเห็นกระดูกและกล้ามเนื้อในตัวของเขา
หรือแม้แต่ต่อมท่อ ข้อต่อ หรือส่วนอื่นใดที่โดยปกติแล้วจะไม่สามารถเห็นได้

หมอประจำครอบครัวของเขาค่อนข้างจะกระตือรือร้นที่จะส่งตัวเขาไปยังโรงพยาบาลสอนวิชาแพทย์แห่งหนึ่ง
เพื่อว่าบรรดานักศึกษาแพทย์จะได้ศึกษาข้อเท็จจริงทั่วๆไปจากภายในร่างกายของเขา
แต่แม่ของแดนไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว
นางรู้สึกหงุดหงิดรำคาญกับเรื่องนี้และพ่อของแดนก็เช่นเดียวกัน
“เป็นสิ่งที่น่าขายหน้ายิ่งนัก” พ่อกับแม่ว่า



ดังนั้น นับแต่นั้นมา ดูเหมือนว่าแดนจะเลิกหลุดคำหยาบคายสั้นๆที่ลงท้ายด้วยตัว “ต”
พ่อแม่ให้เขาออกจากโรงเรียน แล้วส่งเขาขึ้นไปอยู่บนภูเขา ให้เขาไปเป็นคนเลี้ยงแกะ

พ่อกับแม่คาดการณ์เอาไว้ว่า เมื่อเขาขึ้นไปอยู่บนเทือกเขาสูงตามลำพังกับฝูงแกะ เขาก็จะไม่สามารถพูดจาหยาบคายกับใคร เพราะว่าไม่มีใครที่เขาจะได้พูดด้วย รวมทั้งเขาจะไมได้ใช้ภาษาใดๆ แล้วเขาก็จะค่อยๆเรียนรู้ที่จะคิดอะไรก่อนพูด

ดังนั้น แดนจึงออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่ทุ่งหญ้าบนที่สูง ณ ที่ซึ่งเขาจะไม่มีเพื่อนคนใดนอกจากฝูงแกะ กับสุนัขแก่อารมณ์บูดบึ้งตัวหนึ่งชื่อว่าบัฟฟ์ มันไม่เคยเห่าเลย ซึ่งก็ทำให้แดนรู้สึกว่าเขาจะสามารถดูแลฝูงแกะทั้งหมดได้อย่างดีด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครคอยให้ความช่วยเหลือ





แดนจะนั่งอยู่บนก้อนหินสักก้อนหนึ่ง หรือไม่ก็บนเนินหญ้าอันอ่อนนุ่ม
เขามีเวลามากมายสำหรับครุ่นคิด การนึกหาว่าคำแปดคำที่หญิงชราบอกกับเขานั้นหมายถึงอะไร
เขาครุ่นคิดวันแล้ววันเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า และเขาก็ไม่เคยได้พูดเลย
ความคิดสะสมเป็นกองสูงอยู่ในหัวของเขา เหมือนกับใบไม้ที่กองสุมอยู่ในโพรงไม้
เขาครุ่นคิดว่า หากเรามีสายป่านที่เหนียวแน่นเพียงพอ เราจะมีวิธีชักดึงสายลมออกจากไปได้อย่างไร
เขาคิดถึงว่า หากเราวางแผนการอย่างละเอียดรอบคอบ เราจะมีวิธีเอาชนะฤดูร้อนหรือฤดูหนาวให้ขึ้นอยู่กับเราได้หรือไม่
เขาคิดถึงการม้วนและเก็บสายฟ้าเอาไว้ และกระทะที่ใช้ประกายสายฟ้า
คิดถึงการถักทอสายฝน
คิดถึงอากาศที่มีอยู่ทั่วทุกแห่งหน และคิดถึงโลกว่าไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากขนมพายทุกๆชนิดสำหรับแกะ

“ถ้อยคำหนักแน่นกว่าสายลม” เขาคิดอยู่ในใจ ต่อมาเขาก็คิดว่า “และบางที ความคิดอาจจะหนักแน่นกว่าถ้อยคำ”

ดังนั้น แดนจึงใช้เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า และเดือนแล้วเดือนเล่า
ด้วยการรอนแรมไปในท่ามกลางขุนเขาพร้อมกับฝูงแกะ เวลานี้เขารู้สึกมีความสุขและไม่คิดอยากกลับบ้านเลย

เขาเงี่ยหูฟังสิ่งที่สายลมกระซิบบอกกล่าว เฝ้าดูความมืดกับแสงสว่างเล่นซ่อนหากันและกัน
สัมผัสกับก้อนหินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า ชิมรสชาติของสายฝนและสูดดมกลิ่นไอเค็มอันอบอุ่นของขนแกะ



ในระหว่างเดียวกันนั้น ที่ทุ่งราบเบื้องล่าง และถิ่นฐานบ้านเกิดของแดน ผู้คนกำลังประสบกับความยุ่งยากเดือดร้อนจากพวกมังกร
มังกรทั้งหลายเริ่มแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าแมลงหมาร่า ทั่วทั้งประเทศจึงมีมังกรเต็มไปหมด



หากว่าเอาอาหารที่จะรับประทานร่วมกันในวันอาทิตย์ใส่ไว้ในเตาอบ อีกครึ่งชั่วโมงต่อมามังกรกว่าสิบตัวก็จะได้กลิ่น
แล้วมันจะพากันมาตะกุยที่หน้าต่างเหมือนกับรถเกรดดิน
มังกรทำให้ลานบินเสียหายด้วยกรงเล็บที่ขูดข่วนจนเป็นรอย เครื่องหมายเลอะเลือนและสกปรกเลอะเทอะไปด้วยสิ่งปฏิกูลที่พวกมันถ่ายไว้
พวกมันพากันเข้าไ ปในธนาคารแล้วโฉบเอาถุงใส่เงินสดไป
เข้าไปพ่นไฟในโรงภาพยนตร์และทำให้ฟิล์มเผาไหม้เสียหาย
บินชนเสาอากาศโทรทัศน์ โฉบฉวยกระเบื้องมุงหลังคาไป
กระโจนลงไปในแม่น้ำ ทำให้สายน้ำแห้งเหือดและเหลือเพียงลำธารสายเล็กๆ
และกลืนกินผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กๆอย่างละนับร้อยในระหว่างที่ผู้คนเหล่านั้นออกไปปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน




ส่วนเจ้าหญิงทั้งหลาย ไม่มีเจ้าหญิงเหลืออยู่เลยแม้สักคนเดียว
เพราะบรรดามังกรได้จับเจ้าหญิงจำนวนมากมายไปกักขังรวมกันไว้ในปราสาทแห่งหนึ่งที่สกปรกไปด้วยไขมันและขี้เถ้า
ปราสาทที่ว่านี้ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบที่อยู่ระหว่างยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาเหล่านี้
และยอดเขาเหล่านั้นก็สูงและแหลมคมเสียจนมองดูเหมือนกับส่วนหนึ่งที่เป็นยอดแหลมบนมงกุฎของพระราชา

แต่แดนไม่รู้ถึงเรื่องราวทั้งหลายที่เป็นไปเลย

แต่ก็แน่ละ เขาย่อมสังเกตว่ามีมังกรบินผ่านไปมาบนท้องฟ้ามากกว่าปกติมากมาย
ประเดี๋ยวๆก็มีเงาขรุขระขนาดใหญ่บินผ่านดวงอาทิตย์ไปและฝูงแกะจะส่งเสียงร้องอย่างตื่นกลัวพร้อมกับออเข้ามาเบียดเสียดกัน ส่วนบัฟฟ์ สุนัขเลี้ยงแกะที่แก่หง่อม ก็จะส่งเสียงคำรามพร้อมกับส่ายหัวไปมาและกางหูออก

และแดนก็ยังได้สังเกตพบว่า มีทั้งอัศวิน เจ้าชาย หรือไม่ก็ทหาร พากันขี่ม้า ขับรถถังหรือไม่ก็ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนใหญ่ที่ขึ้นไปยังเทือกเขาสูงบ่อยๆ
จากตำแหน่งที่เขาปักหลักอยู่บนชะง่อนผาสูง เขามองเห็นคนเหล่านั้นขึ้นไปคนแล้วคนเล่า แต่ไม่เคยเห็นใครกลับลงมาเลย
รูปร่างเล็กๆเหล่านั้นค่อยๆเคลื่อนสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป แล้วก็หายลับไปในเส้นทาง
บางทีพวกเขาอาจจะข้ามไปยังอีกด้านหนึ่งของขุนเขา แดนคาดคะเนอยู่ในใจ
แต่เขาก็ไม่ได้ไปใส่ใจคิดถึงคนเหล่านั้นมากนัก
รวมทั้งไม่ไปสนใจใยดีกับเสียงคำรามกึกก้องและประกายแสงไฟที่ปรากฏบนยอดเขาสูงที่ผู้คนเหล่านั้นพากันไป ลมฟ้าอากาศแปรปรวนเล็กๆน้อยๆในเทือกเขาไม่ใช่เรื่องผิดปกติธรรมดา
ฝูงแกะไม่ไปใส่ใจกังวล และแดนก็เช่นเดียวกัน



แล้วในวันหนึ่ง ชายหนุ่มรูปงามสง่าในชุดเสื้อเกราะที่ขัดแวววาว พกดาบด้ามทับทิมและสวมมงกุฎทองไว้บนหมวกเกราะก็ขี่ม้าผ่านมาทางชะง่อนผาที่แดนกำลังนั่งเฝ้าดูฝูงแกะของเขา
“สวัสดี คนเลี้ยงแกะ” อัศวินผู้นั้นร้องทักทาย “เส้นทางสายนี้ไปยังปราสาทของพวกมังกรใช่มั้ย”

แดนต้องขยับขากรรไกร คอหอยและลิ้นของเขาอยู่หลายนาทีก่อนที่เขาจะสามารถตอบได้ เพราะเขาไม่ได้พูดอะไรเลยมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว
“เอ้อ... ปราสาทมังกรหรือ” ในท้ายที่สุดเขาก็สามารถเอ่ยคำพูดออกมาได้
“ปราสาทมังกรหรือ ฉันไม่แน่ใจว่าฉันรู้จักปราสาทมังกรที่ไหนหรือเปล่า”

“บอกมาเถอะ นายจะต้องรู้แน่ๆ ที่นั่นมีเจ้าหญิงหนึ่งร้อยองค์ถูกขังรวมกันอยู่ และมีมังกรหนึ่งร้อยตัวส่งเสียงเอะอะตึงตังอยู่ข้างนอก นายพูดอย่างกับว่านายใช้ชีวิตอยู่บนเทือกเขานี้โดยไม่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวดังกล่าวเลย”

“ฉันใส่ใจกับเฉพาะแต่ธุระของฉันเท่านั้น” แดนหลุดคำพูดออกมาอย่างค่อนข้างลำบาก

แต่เมื่ออัศวินเล่าให้ฟังถึงเรื่องปราสาทที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงของเกาะอันสูงชันในกลางทะเลสาบระหว่างขุนเขา แดนก็สามารถบอกหนทางให้กับอัศวินผู้นั้นได้
“ตรงขึ้นไปทางนั้น ชิดซ้ายไปตลอด อ้อมขุนเขาที่มีรูปร่างคล้ายมัฟฟินนั่น แล้วนายก็จะไปถึง”

“ดูเหมือนว่านายจะอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัยใช่มั้ย คนเลี้ยงแกะ” อัศวินกล่าวอย่างค่อนข้างประหลาดใจ
“มีมังกรบินไปมาเต็มไปหมด นายไม่กลัวว่าแกะของนายจะถูกโฉบไปหรือ”

“พวกมันไม่เคยร่อนลงมาแถวนี้ เพราะไหล่เขาบริเวณนี้ค่อนข้างชัน” แดนบอก “จะต้องมีลานบินเรียบๆมังกรจึงจะสามารถร่อนลงได้ หรือไม่ก็เป็นธารน้ำ หรือว่าเป็นชะง่อนผาที่มันจะสามารถเกาะยึดได้ และที่ลาดเอียงแถวนี้ก็ลื่นเกินไปสำหรับพวกมัน”
แดนกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกไปอย่างช้ามาก เพราะการคิดหาถ้อยคำเป็นงานที่ยากลำบากและเหน็ดเหนื่อย เหมือนกับการเดินไปในแอ่งโคลนลึก

“ฉันรู้ว่านายเองก็รู้เรื่องเกี่ยวกับมังกรมากอยู่ทีเดียว” อัศวินกล่าวพลางมองดูแดนด้วยความรู้สึกนับถือ
“ฉันคิดว่า ไม่รู้ว่านายจะมีคำแนะนำอะไรสำหรับการจัดการมังกรเหล่านี้หรือเปล่า”
“มังกรพวกนั้นไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ฉัน”แดนพูดงึมงำ
“เปล่า ฉันหมายความว่า หากฉันเจอมังกร ฉันควรจะทำอย่างไรดี”
แดนเริ่มรู้สึกอยากจะให้คนแปลกหน้าผู้นี้ไปเสียให้พ้น เพื่อว่าเขาจะได้อยู่อย่างสงบสุข
“ถ้าเช่นนั้น” เขาพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อว่าจะได้กำจัดชายหนุ่มที่น่ารำคาญผู้นี้ออกไปให้พ้นเสียที
“ก็เพียงแต่เอาปลายนิ้วแตะน้ำค้างยามเช้า แล้วเขียนคำๆหนึ่งไว้บนหน้าผากของนาย ถ้านายทำเช่นนั้นแล้ว นายก็จะมีอำนาจเหนือกว่าพวกมังกร”
“วิเศษเลย” อัศวินตอบ “ว่าแต่ว่าจะต้องเขียนคำอะไรละ”

ดังนั้น แดนจึงบอกคำๆหนึ่งให้เขาไปอย่างรวดเร็ว อัศวินหนุ่มจึงกระแทกสเปอร์ใส่ม้าพร้อมกับสะบัดสายบังเหียน แต่แล้วเขาก็กลับชักม้าหันมาร้องตะโกนถามว่า “นายไม่อยากไปช่วยเจ้าหญิงหนึ่งร้อยคนนั่นร่วมกับฉันหรือ”

แดนสั่นศีรษะ และอัศวินหนุ่มผู้นั้นก็ควบม้าทะยานไปตามทาง



แดนกลับนั่งลงไปดังเดิม แล้วก็เฝ้ามองดูฝูงแกะของเขาและเล็มกับเคี้ยวกินหญ้าอย่างสงบสุข
ไปช่วยเจ้าหญิงหนึ่งร้อยคนนั่นนะหรือ เรื่องอะไรกัน
เพีงแต่คิดถึงเสียงซุบซิบพูดคุย เสียงหัวเราะคิกคักและเสียงเจื้อยแจ้วก็ทำให้เขารู้สึกมึนงงศีรษะแล้ว
แต่ถึงกระนั้นเขาก็หวังว่าอัศวินหนุ่มผู้นั้นคงจะประสบโชคดี
และเวลานี้เขาก็เริ่มเกิดความรู้สึกหวั่นวิตกและกระวนกระวายขึ้นมา
เพราะคำแนะนำที่เขาบอกกับอัศวินหนุ่มไปนั้น เกิดจากความคิดชั่วแล่นที่เข้ามากระตุ้นเขาในขณะนั้น
ถ้อยคำดังกล่าวจึงวูบเข้ามาในความนึกคิดของเขา แล้วเขาก็บอกกล่าวออกไปโดยไม่ได้รู้เลยแม้แต่น้อยว่าวิธีการเช่นนั้นจะได้ผลหรือไม่
“ฉันควรจะติดตามชายหนุ่มคนนั้นไป แล้วบอกเขาว่าไม่ควรใช้วิธีเช่นนั้น เพราะบางทีมันอาจจะไม่ได้ผล”
เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ “แต่ถ้าฉันทำอย่างนั้น ใครจะมาช่วยเฝ้าฝูงแกะให้ฉัน”
บัฟฟ์ลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่ง แล้วทำเสียงคำรามเบาๆ
“มีเรื่องอะไรอีกละหรือ บัฟฟ์” แดนรู้สึกสงสัย “มีคนแปลกหน้ามาป้วนเปี้ยนแถวๆนี้อีกหรือ”

และเมื่อเขาหันไปมองดู ก็พบหญิงชราร่างผอมบางผู้หนึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆกับแนวโขดหิน
สีหน้าของนางมองดูค่อนข้างสุขสบาย และคล้ายกับว่านางได้มาอยู่ที่นั่นเป็นเวลาค่อนข้างนานพอสมควรแล้ว

“เธอค้นพบประโยชน์ของถ้อยคำแล้วใช่มั้ยละ แดน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงบริสุทธิ์ใจ
แดนจึงตอบนางไปตามตรงราวกับว่าคำตอบถูกเก็บเอาไว้ในตู้ภายในจิตใจ และรอคอยชั่วเวลาขณะนี้
“ต้นไม้โอนเอนไปเพราะกระแสลม และมนุษย์ก็โอนเอนไปเพราะคำพูด”
“ถูกต้อง” หญิงชรากล่าวพร้อมกับพยักหน้าอย่างแข็งขัน
“อย่าลืมว่าเวลานี้เธอเองก็ได้เรียนรู้แล้ว พ่อหนุน้อยแดนนี่ แต่ว่า” นางพูดต่อเป็นเชิงซักไซ้ไล่เลียง
“คำอะไรล่ะที่เธอบอกให้อัศวินหนุ่มผู้นั้นเขียนไว้บนหน้าผาก”

“นั่นเป็นถ้อยคำสำหรับเขาเท่านั้น” แดนตอบ “ไม่ใช่สำหรับใครอื่น”

“ก็ถูกต้องอีกเช่นกัน” หญิงชราว่า แล้วก็พยักหน้าอีก “ถ้อยคำก็เหมือนกับเครื่องเทศนะแหละ มากเกินไปย่อมไม่ดีเท่ากับน้อยเอาไว้ เธอได้เรียนรู้การคิดอย่างมีเหตุผล ขอจงระลึกไว้ว่า แล้วเธอก็จะเป็นผู้ที่มีประโยชน์ในโลกนี้เพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ”
พูดจบหญิงชราก็หายวับไปเหมือนหยดน้ำที่ระเหยไปเมื่อหยดกระทบจานร้อนๆ
แดนเด็ดใบหญ้าขึ้นมาใบหนึ่ง เอาใส่ปากเคี้ยวแล้วก็ยืนครุ่นคิดพร้อมกับจ้องมองตรงที่หญิงชรานั่งอยู่เมื่อสักครู่นี้



เช้าตรู่วันต่อมา แดนได้ยินเสียงคล้ายกับเสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊กเจื้อยแจ้วของนกแก้วนกขุนทองหนึ่งพันตัวดังมาจากที่ที่อยู่ไกลออกไป
เมื่อเขามองลงไปยังถนนใหญ่ที่ลงมาจากขุนเขา เขาก็มองเห็นขบวนของเจ้าหญิงทั้งหนึ่งร้อยคนที่เคลื่อนผ่านไปอย่างดูเหมือนว่าจะยาวไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งริบบิ้น ลูกไม้ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าคลุมไหล่ ชายกระโปรง กระโปรงซับใน และผ้าคลุมหน้าของบรรดาหญิงสาวเหล่านั้น พากันพลิ้วสะบัดอยู่ในสายลม
เจ้าหญิงทั้งหนึ่งร้อยคน พากันจับกลุ่มกันเป็นสองคนบ้าง สามคนบ้าง พูดคุยกัน ฉุดดึงกันไปมา ขับร้องเพลง ส่งเสียงหัวเราะและทำเสียงคิกคัก ลงไปตามเส้นทางของโขดผา

“ฉันดีใจที่ตัวเองอยู่ที่นี่ ไม่ได้อยู่รวมกับพวกหล่อนที่ข้างล่างนั่น” แดนคิดอยู่ในใจ

แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงกีบม้าย่ำพื้นค่อยๆดังใกล้เข้ามาและใกล้เข้ามา
แล้วอัศวินหนุ่มผู้สวมมงกุฎทองก็ปรากฏกายขึ้น มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งซึ่งยังเยาว์และงดงามนั่งอยู่บนอานม้าเบื้องหลังเขา
นอกจากนี้แล้วเขายังมีเชือกล่ามจูงมังกรท่าทางหดหู่เซื่องซึมตัวหนึ่งตามหลังมาด้วย

“วิธีของงนายได้ผล” อัศวินหนุ่มร้องตะโกนอย่างร่าเริงยินดี “ได้ผลจริงๆ ฉันอยากจะขอบคุณนายสักพันครั้ง ฉันกับเจ้าหญิงทั้งหนึ่งร้อยคนจะจดจำรำลึกถึงนายตลอดไป”

เจ้าหญิงที่มากับอัศวินหนุ่มยิ้มให้แดนอย่างเป็นกันเองและดูเหมือนว่าเธอจะไม่สังเกตเห็นริ้วรอยที่ใสเหมือนกระจกที่มีอยู่ทั่วร่างกายของเขาเลย

“นายจะไม่ลงไปที่นครใหญ่กับเราหรือ” อัศวินหนุ่มถามเขา “สักวันหนึ่งข้างหน้าฉันก็จะได้เป็นพระราชา แล้วฉันจะแต่งตั้งให้นายเป็นนายกรัฐมนตรี”

“ไม่หรอก ขอบคุณมาก อัศวินผู้กล้าหาญ” แดนบอก “ฉันอยากอยู่ที่นี่ต่อไปอีก นอกจากนี้แล้วประชาชนก็คงจะไม่ยอมรับนับถือนายกรัฐมนตรีที่มีริ้วรอยใสเหมือนกระจกทั่วร่างกายแบบนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณมากสำหรับข้อเสนอของนาย ขอเพียงแต่นายช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อย” แล้วเขาก็กล่าวต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เกิดอะไรขึ้นบ้าง”

“ทำไมละ ทันทีที่พวกมังกรเห็นถ้อยคำที่ฉันใช้น้ำค้างเขียนไว้บนหน้าผาก ร่างของมันก็ขดงอเหี่ยวแห้งกลายเป็นเกล็ดขี้เถ้า ยกเว้นแต่ตัวนี้ซึ่งฉันจะเอาไปไว้ที่สวนสัตว์” ฉันพูดได้ว่าอัศวินหนุ่มบอกกับแดนต่อไปอีก
“เวลานี้ จากที่นี่ไปจนจรดมหาสมุทรตะวันตก ไม่มีมังกรหลงเหลือยู่อีกแล้ว ซึ่งนี่ก็เป็นเพราะคำแนะนำของนาย ฉันอยากจะขอบคุณนายอีกสักครั้ง”
แล้วเขาก็ขยับกระแทกสเปอร์ใส่ม้า ออกเดินทางลงไปจากเทือกเขาที่ลื่นและเอียงชันมีมังกรเดินโซซัดโซเซตามหลังไป
และเจ้าหญิงก็โบกมือโบกไม้พร้อมกับส่งจูบให้แดนเป็นการขอบคุณ จนกระทั่งพวกเขาลับสายตาไป



ระหว่างที่อัศวินขี่ม้าห่างออกไปนั้น แดนได้แต่ยืนอ้าปากค้าง แล้วเขาก็ตบต้นขาและส่งเสียงหัวเราะขึ้นมา
เขาหัวเราะอย่างหนักจนถึงกับล้มลงไป และบัฟฟ์ก็จ้องมองดูเขาอย่างไม่ค่อยจะชอบใจนัก
“มันได้ผล” แดนร้องตะโกน “ได้ผลจริงๆ มังกรถูกพันธนาการไว้ด้วยเส้นเชือก และมนุษย์ก็ถูกพันธนาการไว้ด้วยถ้อยคำ”
เขานอนหัวเราะใส่ท้องฟ้า ซึ่งมีนกลาร์คกระพือปีกบินผ่านอยู่สูงขึ้นไป
แล้วเขาก็ครุ่นคิดว่า “ฉันควรจะคิดคำอะไรต่อไปอีกละ”

เขาเอาปลายนิ้วแตะน้ำค้างยามเช้า และเขียนถ้อยคำไว้บนหน้าผากของตัวเอง

เสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องอยู่รอบตัวเขา แล้วประกายฟ้าสายหนึ่งก็พุ่งเหมือนเข็มถักไหมพรมออกมาจากเมฆสีดำกลุ่มหนึ่ง
“เอาละ เอาละ” แดนร้องตะโกน พลางโบกโบกมือให้กับท้องฟ้าอย่างร่าเริงยินดี “นายจะอยู่ในความสงบก่อนได้มั้ย เรายังไม่ต้องการสายฟ้าในเวลานี้หรอก เพียงครั้งละคำก็พอแล้ว”
แล้วเขาก็นั่งลงบนก้อนหินก้อนหนึ่ง และเฝ้าดูฝูงแกะของเขาต่อไป



นิทานทั้งหมดจากหนังสือ"ความรักของต้นโอ๊ก" หมดแล้วจ้ะ
พบกันใหม่ในนิทานเล่มหน้า..หากมีเวลาอู้งานได้นะจ๊ะ




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2555
7 comments
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2557 19:16:39 น.
Counter : 5939 Pageviews.

 
 
 
 
คิดถึงนิทานเรื่องนี้จัง อ่านสมัยประถมโน้น
ขอบคุณที่เอามาให้ระลึกถึงนะคะ

ขอบคุณสำหรับผ้าเช็ดหน้าน่ารักด้วยค่ะ สองสามเดือนนี้มีเรื่องวุ่นวายเยอะแยะมากมาย (ไม ชีวิตมีแต่เรื่อง) '- - ไว้สะสางเรื่องหมดแล้วจะเมล์ไปกวนอีกนะคะ

ปล. อยู่ ๆ แมวชาร์ลีก็หายจากบ้านไปในคืนฝนตกค่ะ ผ่านมาเป็นเดือนแล้วยังไม่กลับมา มีแต่คนบอกให้ทัมใจแล้ว T^T
 
 

โดย: atihasita วันที่: 6 สิงหาคม 2555 เวลา:0:30:04 น.  

 
 
 
ชาร์ลีหาย!!!!!!!

ขอให้สาวเจ้ากลับบ้านในเร็ววันนะคะ (เอาใจช่วยๆ)

ไว้สะดวกแล้วเมล์มาคุยได้เลยฮ่ะ
ตอนนี้คงบอกได้แต่ว่า "สู้ๆ" นะจ๊า
 
 

โดย: แมวดำ_โดนสาป วันที่: 7 สิงหาคม 2555 เวลา:17:35:16 น.  

 
 
 
ขอบคุณค่า ^^"

ณ จุดนี้ทัมใจว่ามันคงไปดีแล้วอะค่ะ มีแต่คนปลอบว่าเวลาแมวแก่ ๆ จะไป เขาจะหนีไปในที่ที่ไม่มีใครเห็น
ถ้าไม่ได้โดนใครกัดแล้วขยับไม่ได้ก็ดีหรอก...

ขอให้คุณแมวดำโชคดีเช่นกันค่า
 
 

โดย: atihasita วันที่: 9 สิงหาคม 2555 เวลา:3:31:57 น.  

 
 
 
เศร้าด้วย แต่ก็เอาใจช่วยค่ะ ส่งกำลังใจให้เน้อ
 
 

โดย: แมวดำ_โดนสาป วันที่: 10 สิงหาคม 2555 เวลา:19:24:07 น.  

 
 
 
ตอนที่แมวสีจืดของผมหายไป ก็ไปตอนวันฝนตกครับ


ปกติมันชอบขึ้นไปนอนบนหลังคาโรงรถ ถ้าผมเรียกก็จะลงมา
วันนั้น...ก่อนมันกระโดดขึ้นหลังคา ก็หันมาสบตาผมก่อนด้วย
เหมือนกับดูว่าผมจะเรียกไหม แต่วันนั้นดึกแล้วเลยไม่ทักดีกว่า
ไม่คิดว่า...นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันจริง ๆ

ได้แต่ปลอบตัวเองว่า แมว ส.ว. เอาแต่ใจ คงไม่มีใครเอาไปหรอก
บางทีก็แอบคิดว่า...การที่แมว ส.ว. พวกนี้หายไปเฉย ๆ
คงมีพลังที่สามารถแวบไปไหนต่อไหนก็ได้ เหมือนออกเดินทางครั้งใหม่
แบบหนังสือเรื่อง "คู่หูเจาะเวลา" ที่คุณป้องให้ยืมมาก็ได้ครับ ^^

แต่ชีวิตก็ดำเนินต่อไปครับ...แมวที่บ้านยังมีอีกเยอะ แหะ ๆ ^^"
 
 

โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 13 สิงหาคม 2555 เวลา:7:49:31 น.  

 
 
 
อืม ก็ไม่แน่นะคะ แนวคิดของคุณทุเรียนฯก็มีความเป็นไปได้ เพราะแมวส.ว.ที่บ้านแต่ละตัวก็"หาย"ไปคล้ายๆกัน สงสัยว่าจะปล่อยให้อยู่บ้าน อ่านโดเรมอนกันบ่อยไปมั๊ง เลยสร้าง Time Machine กันเองเสียแล้ว

ก็คงได้แต่เอาใจช่วยและคิดถึงพวกเขาอยู่เสมอจ้ะ
 
 

โดย: แมวดำ_โดนสาป วันที่: 13 สิงหาคม 2555 เวลา:14:49:58 น.  

 
 
 
ขอบคุณที่ปลอบนะคะ ตอนนี้ก็คิดเสียว่ามันไปใช้ชีวิตที่เหลือ (ในบรรดาเก้าชีวิต) ที่อื่นละ
ทุกวันนี้มีแมวเด็กแวะเวียนมาคอยปลอบใจ เรื่องนี้มีที่มาที่ไป ไว้จะเล่าให้ฟังค่ะ
 
 

โดย: atihasita วันที่: 19 สิงหาคม 2555 เวลา:16:53:28 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แมวดำ_โดนสาป
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




[Add แมวดำ_โดนสาป's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com