ซาตานน้อยตะลอนทัวร์
Group Blog
 
All blogs
 

วิถีเนปาล ตอนที่ 5 POKARA-Garden of Dream

หลังแฮ่กจากการเดินเขา กลับมาพักเหนื่อยที่hotel fewa

สาวๆ 4 คน ขอตัวพักผ่อนที่โรงแรมก่อนจะไปcity tourต่อ
ส่วนจขบ.ออกมาหากินข้างนอก ที่ร้านอาหารจีนแห่งนี้

อร่อยมากกก
อีกแล้ว...

ระหว่างทานอยู่ พี่คนไทยสามคนเดิมก็เดินเข้าร้านมา เจอกันอีกแล้ว เลยได้คุยกันและถ่ายรูปเป็นที่ระทึก ขออีเมลพี่เค้ามาด้วยค่ะ
ดีใจได้รู้จักคนดีๆ



ไปcity tourกันค่ะ

แม่น้ำสีนม ทำไมถึงมีสีนมน้า



พิพิธภัณฑ์กุรขา

เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ทางทหาร ตอนเราไปหมดเวลาชมแล้วแต่ทหารเค้าก็ใจดีให้เราเข้าไป...ทำมิดีมิร้าย

ทำอะไร? นี่พิพิธภัณฑ์ทหารนะ คนเฝ้าก็ทหาร


เอาหมวกเขามาใส่
เอาธงเขามาถือ

ก็ไม่มีคนเฝ้าอะ

ว่าจะแง้ดเอาเสื้อทหารในตู้มาใส่แล้ว

กองทัพไทยในเนปาล


ชิมไข่ทอดเนปาล

วัดไทย



น้ำตกเดวี่


เทือกเขาหิมาลัยจำลอง
ศิวลึงค์บนฐานโยนี
น้ำตกเดวี่


ถ้ำgupteshwor mahadev


พระศิวะ ที่เหนือประตูทางเข้า

นี่คือด้านในสุดค่ะ


เที่ยวถ้ำเสร็จ เดินขึ้นมา อุเหม่ ฝนตกค่ะ
ตกหนักมากๆ คนรอเต็มหน้าถ้ำเลย เอาไงดี เพื่อนๆขึ้นไปกัน 4 คนแล้ว ฝนไม่มีทีท่าหยุดเลย ยืนคิดสักพัก แล้วจกถุงพลาสติก 2 ใบจากกระเป๋ากล้องมาครอบหัวแล้ววิ่งฝ่าฝนค่ะ ฝ่าฝนขึ้นมาเจอเพื่อนกำลังต่อราคาของอยู่ค่ะ
เราก็ไปนั่งดื่มน้ำอัดลมรอ

เสร็จกิจจากร้านแรก เดินไปที่ทางออก เห็นอีกร้านหนึ่งร้านใหญ่มากอยู่ซ้ายมือ ร้านเตี้ยๆ พื้นต่ำๆ มองเห็นไม่เด่น ลองเข้าไปปรากฎว่าร้านนี้เป็นร้านขายราคาส่งค่ะ แต่ก็ขายปลีกด้วยเหมือนกัน

ของที่ระลึกราคาถูกมากกกก

เจ้าของเป็นคนอินเดียค่ะ ผูกมิตรไป "ขอถ่ายรูปด้วยสิ ยูสวยจังเลย ลูกชายยูน่ารักจังเลย บลาๆๆๆ" ลดแหลกเลยค่ะ คนไทยร้ายจริงๆ




ไปวัดฮินดูต่อค่ะ






โปรแกรมcity tourจบแล้วค่ะ แต่เรารู้มาจากพี่คนไทยว่ามีตลาดนัดขายสินค้าราคาถูก เราเลยขอให้คนขับรถพาไปค่ะ

momo มื้อแรกและมื้อเดียวที่ได้ชิม เป็นmomoผักค่ะ 10 อัน 40 รูปี ถ้ากินในร้านอาหารราคาเป็นร้อยรูปีเลยค่ะ เราไม่กินในร้านอาหารเพราะโมโม่มันมีอยู่ทั่วไปแหละค่ะ ในทาเมลก็มีเยอะแต่ไม่ได้ชิมเลยเพราะถามเจ้าไหนเจ้าไหนก็เป็นเนื้อควาย



กินชาเนปาลอีกครั้ง 15 รูปี
คนขายน่ารักใจดีค่ะ



เดินตลาดเสร็จเกินเวลาที่ตกลงกับคนขับค่ะ แต่คนขับใจดีไม่ว่าอะไรเลยค่ะ เราขอให้เค้าส่งเราที่ร้านอาหารค่ะ


โฉมหน้าอาหารเนปาลของเพื่อน


รสชาติบอกไม่ถูก หลังออกจากร้าน จขบ.ไปช้อปปิ้ง ส่วนเพื่อนกลับโรงแรมเพราะมีอาหารคลื่นไส้

แอบชิมก้อนดำๆที่อยู่ทิศ 17 นาฬิกา มันเหมือนแป้งที่ไม่สุก

แต่อันนี้อร่อยค่ะ แกงกะหรี่ไก่ใส่โยเกิร์ต





ร้านอาหารไม่มีไฟฟ้านะคะเลยกินข้าวใต้แสงเทียน โรแมนติกมั้ยหล่ะ อ้วกแตกไปคนนึงละ


ปิดท้ายอาหารมื้อนี้ด้วย king curd อาหารเลื่องชื่อของเมืองบักตะปู แต่เรากินที่โพคารา เพื่อนบอกอุแหวะมากแต่จขบ.ชอบนะ มันคือโยเกิร์ตที่เปรี้ยวปะแล่มๆเหมือนของบูด แต่รู้สึกทานแล้วสดชื่น


วันที่ 6 เดินทางกลับกาฏมาณฑุ

วันนี้เราจะเดินทางกลับกาฏมาณฑุค่ะ ขามาเรานั่งtourist busใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง(คุณนายบอก "ไม่ไหวแล้ว") ขากลับเลยต้องขอทดลองเครื่องบินเล็กเนปาลซะหน่อย

ปล.ก่อนมา ลองsearchอากู๋ คำว่า"เนปาล เครื่องบินตก" หน้าแรกอากู๋เลยนะพบว่า ปี53 ตกไป 2 ลำ ตายสิบกว่าศพ อีกลำยี่สิบกว่าศพ รูปถ่ายน่ากลัวมาก

ตอนแรกไม่ค่อยอยากนั่งเครื่องบินเล็กไม่อยากตายเป็นผีเฝ้าเนปาล แต่เพื่อนว่าไงก็ว่าตามกันค่ะ

ได้ตั๋วมาราคา 60$ บอกว่าจะเดินทาง10โมงแต่ตอนได้ตั๋วมากลายเป็นตั๋ว11โมงซะงั้น แต่ก็โอเคนะ เขาบอกว่าเราต้องไปถึงสนามบินก่อนเครื่องออกหนึ่งชั่วโมง

เช้านั้นสั่งข้าวเปล่าโรงแรมหนึ่งจาน 80 รูปี กินกับปลากระป๋องที่แบกมาจากเมืองไทย นี่แหละเทคนิกประหยัดค่าใช้จ่าย

ที่สนามบินก่อนเข้าเกท มีการแบ่งชายหญิงให้เข้าไปในห้องตรวจร่างกาย เราก็คิดว่าจะทำอะไร ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็ลูบๆคลำๆเหมือนเดิม

เพื่อนเราบังอาจยื่นกล้องเข้าไปในห้องตรวจร่างกาย(บังอาจกว่านั้นคือตอนถ่ายรูปนี้เปิดแฟลชด้วย)


ตรวจกันเหมือนละเอียดเลย แต่พอเข้าเกทไปแล้วก็สามารถเดินเข้าออกได้อย่างอิสระค่ะไม่ต้องตรวจใหม่แต่อย่างใด(แล้วจะตรวจทำไมฟะ)
ไปกันตรงเวลาทีเดียว แต่ถึงเวลาแล้วก็ยังไม่มีชื่อroyal nepal airlineบนจอ ภาพของเครื่องบินสายการบินอื่นบินออกไป
ลำแล้ว... ลำเล่า......
เลยเวลาที่ควรบินไปครึ่งชั่วโมง ทุกอย่างยังเงียบฉี่ ผู้โดยสารคนอื่นมาแล้วก็ไปกับสายการบินอื่น ไม่มีการสื่อสารใดๆจากroyal nepal airline.....

เพื่อนเราจึงออกไปนอกเกทเพื่อสอบถาม ได้ความว่าอากาศที่กาฏมาณฑุไม่ดีบินออกมาไม่ได้ น่าจะออกมาได้ตอนบ่ายครึ่ง

เราจะทำอะไรได้นอกจากรอ รอ รอ
ในสภาพนี้...






เครื่องบินมาตอนบ่ายโมงครึ่ง

เป็นการขึ้นเครื่องบินเล็กครั้งแรกในชีวิต ลืมความกลัวหมดสิ้น ตื่นเต้นว่าเวลาขึ้นจะเป็นยังไง

ใกล้ชิดนักบินขนาดลุกขึ้นไปจี้เครื่องบินได้ไม่ยาก



เห็นเล็กๆอย่างงี้เราก็มีแอร์โอสเตสนะคะ
(มีมาทำมั้ย....เดี๋ยวน้ำหนักเกิ๊น บินแค่ครึ่งชั่วโมงเองนะค๊า)

แอร์แจกสำลีเป็นแพๆ(ฉีกเอาเองตามความพึงพอใจและขนาดรูหู)และลูกอมคนละ 1 เม็ด

ในรูปเห็นประตูทางออกฉุกเฉินมั้ยคะ อันนั้นหล่ะ มันปิดไม่สนิท ลมพัดเข้ามาตลอด เพื่อน(ในรูป)ได้สูดอากาศจากข้างนอกตลอดเวลา เพื่อนเรามีอาการคลื่นไส้อาเจียนแถมกลัวอีกต่างหาก



ที่ตอนแรกกังวลกับเครื่องบินเล็กที่สุด ลืมความกลัวไปหมดสิ้น เพลินตากับวิวภูเขาที่เห็นจะๆผ่านกระจก(โคด)มัวของเครื่องบิน ไม่เคยใกล้ชิดยอดเขาขนาดนี้ ลืมไปเลยว่าถ้าเครื่องตกจะตายสภาพไหน

ไม่เคยใกล้ใบพัดขนาดนี้


เครื่องบินนุ่มมาก ไม่มีปัญหาอะไรให้ตกกะใจเลย ตอนเครื่องขึ้นและลงก็นุ่มนวลมาก ไม่มีหูอื้อเลยค่ะ แต่เพื่อนเราที่นั่งรับลมภูเขาอาการหนักค่ะ ไม่รู้เกี่ยวกับสภาพร่างกาย สภาพจิต หรือฮวงจุ้ยบริเวณที่นั่ง
รถโรงแรมมารอเราตั้งแต่เที่ยง โดนคุณbodi(ผู้จัดการโรงแรมค่ะ เขามารอรับเราด้วยตัวเองเลย)งอน ตัดพ้อต่อว่า ว่าทำไมไม่โทรมาบอก เราก็รู้สึกผิดเหมือนกันแต่เราไม่รู้นี่นาว่ามันจะdelayกันขนาดนี้ ลืมคิดด้วย มัวแต่หลับ ก็ขอโทษคุณbodiหลายรอบแต่คุณก็ยังดูงอนๆ
หลังเก็บของที่โรงแรมเรียบร้อยก็เป็นเวลาบ่ายสามแล้ว นึกๆดูถ้านั่งรถทัวร์กลับมานั่งรถ9.00-15.00 เสีย 12$ เทียบกับบินมาเสีย60$ ระยะเวลาถึงก็พอๆกันเลย แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสในการนั่งเครื่องบินเล็กชมยอดเขาแล้วกันค่ะ

เพื่อนบอกว่าpalace museumน่าสนใจ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงข้าวของเครื่องใช้ของกษัตริย์เนปาล แผนการคือไปเที่ยวที่นี่ต่อค่ะ ดูจากแผนที่ ที่นี่ใกล้โรงแรมมากขนาดเดินถึง แต่ตอนนั้นบ่ายสามแล้วกลัวเดินหลงทางแล้วพิพิธภัณฑ์ปิดซะก่อนเลยตัดสินใจนั่งแท็กซี่ไปค่ะ

โรงแรมเรียกแท็กซี่ให้เหมือนเดิม ราคา 100 รูปีค่ะ

แต่พอไปถึง ...พิพิธภัณฑ์ปิดค่ะ เพราะเป็นช่วงปีใหม่เนปาล(นี่เป็นกระทู้ดองนะคะ ไปมาตั้งกะสงกรานต์) อุตส่าห์ไปถึงแล้วเลยถ่ายรูปกับทหารเป็นที่ระทึก




ยืนงงๆอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ค่ะ ไม่รู้จะทำไรต่อ ไม่มีแผนสำรองค่ะ มีนักท่องเที่ยวที่มาแล้วแห้วเหมือนเราด้วยค่ะ เราเลยหันไปคุยกับเค้าค่ะ เป็นคู่ชายหญิง ผู้ชายมาจากไหนลืมแล้ว แต่ผู้หญิงเป็นคนเนปาล ตอนแรกคิดว่าผู้หญิงเป็นไกด์ค่ะ เราลองถามผู้หญิงว่าเค้าเป็นอะไรกันผู้หญิงตอบว่าเป็นภรรยา แต่เพื่อนเราถามผู้ชายผู้ชายตอบว่าเป็นเพื่อน เราเลยเหมาเอาว่าเขาคงเป็นกิ๊ก...


หญิงเนปาลบอกว่าพิพิธภัณฑ์ปิดก็ไม่เป็นไรเค้าจะพาเราไปเที่ยวอีกที่นึงใกล้ๆนี่ เราเลยร่วมทางไปกับเค้าซะเลย เดินจากพิพิธภัณฑ์เลียบกำแพงไปด้านขวาไม่เกิน 5 นาที

ระหว่างทาง ด้านซ้ายมือจะเห็นภาพฝาผนังนี่



แล้วก็เจอ Garden of Dream
ค่าเข้าคนละ 160 รูปี
ที่นี่เป็นสวนสไตล์ฝรั่งและเป็นร้านอาหารด้วยค่ะ ดูไฮโซใช้ได้เชียว

รู้สึกว่าเป็นที่ที่เหมาะแก่การถ่ายpotraitและถ่ายภาพwedding







สวนกว้างขวาง เดินไม่ทั่วเพราะอีกเดี๋ยว...ฝนตก




...มาถึงตรงนี้(ยังไม่ทั่วสวนเลย) ฝนตกค่ะ จะรอฝนหยุดก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ชมgarden of dream พอได้ไอเดีย ก็เลยคิดว่าไปหาอะไรกินดีกว่าเพราะมื้อเที่ยงก็ไม่ได้กิน มัวแต่ตะแหง่วรอเครื่อง

อาหารวันนี้ต้องเป็น Everest Steak Houseเท่านั้น

จากที่ค่าแท็กซี่ขามาแค่ 100 รูปี เราเลยสรุปว่าที่นี่ต้องไม่ไกลทาเมล เราควรเดินถึง แน่นอนเราเดินค่ะ
ไม่รู้ทางเลย ถามทางไปเรื่อยๆค่ะ ถามหาทาเมล ไปถึงทาเมลแล้วค่อยคิดอีกที

นี่ไงคะเคล็ดลับเที่ยวอย่างประหยัด อดมื้อกินมื้อ ไปไหนก็เดิน


โต๊ะข้างๆ eat alone
ดูอาหารกันค่ะ
เสต็คไก่ ไก่แข็งไปหน่อยแต่รสชาติโอเคเล้ย



สลัดทูนา นี่ก็อร่อย...

เบ็ดเสร็จ เสียหายไป 1,140 รูปี/2คน
สรุปว่าร้านนี้โอเคนะคะ ใครมาเที่ยวเนปาลอย่าลืมแวะชิมนะคะ

คืนนั้น..ปวดขามาก ยังไม่หายจากsarangot


วันที่ 7 ถึงเวลากลับซะที
ตื่นมา...สายมากกกก

จะไปทานข้าวเช้าที่ Helena แน่นอน เดินไป...

ระหว่างทาง...เจอวัวศักดิ์สิทธิ์กำลังกินขยะ



ขนม เชียนโรตี อันละ 10 รูปี อร่อยค่ะ ไม่หวานมาก กรอบๆ แม่ค้าก็ใจดี



ร้านในทาเมลเปิดสายปิดเร็ว หาอาหารเช้าไม่ง่าย
Helena
เราลากขาอันแสนเมื่อยไปกินที่ชั้นบนสุด คือ ชั้น 8

ขอจบทริปนี้ด้วยภาพอาหารเช้าแสนอร่อยที่เนปาลค่ะ






 

Create Date : 18 สิงหาคม 2554    
Last Update : 4 ตุลาคม 2554 12:17:53 น.
Counter : 1003 Pageviews.  

วิถีเนปาล ตอนที่ 4 เดินเขาซารางกอต

น้องคนนึงถามว่า "ไอ้นั่งชิวๆแบบเนปาลมันเป็นยังไงคะ เค้านั่งทำอะไรกันหรือคะ"

คำตอบคือ "ไม่ทำอะไร นั่งเฉยๆมองคนอื่น บางคนนั่งนิ่งๆอยู่คนเดียวมองเหม่อไปไกล บ้างนั่งจิบชา บ้างคุยกับเพื่อนแบบเบาๆไม่โล้งเล้งให้หนวกหู"

วันแรกที่เยือนเนปาล เห็นคนนั่งชิวที่จตุรัสกาฏมาณฑุ สงสัยมากกก
"อะไรกัน คนมากมาย นั่งเฉยๆ ไม่ทำมาหากินกันเหรอ"

เดินจนฟ้าใกล้มืด มองเห็นคุณลุงขายชา ลูกสาวก็ช่วยเดินส่งชา แก้วละ 10 รูปี ขอชิมชาเนปาลและนั่งชิวบนขั้นบันได.....วินาทีนี้คือช่วงที่มีความสุขที่สุดที่ไปเยือนเนปาล

ขอบคุณ "วิถีเนปาล"

ที่สอนว่า...

จะรีบร้อนไปใย เมื่อชาก็มีให้จิบ ไม่อิ่มจนแน่น แต่อุ่นท้องและอุ่นใจที่ชีวิตเรายังมีคุณค่า คุณค่าในตัวเอง คุณค่าที่เราได้ทำเพื่อคนอื่น การได้ทำสิ่งดีๆให้คนที่เรารัก

เหนื่อยนักก็พักหน่อย เหนื่อยก็ชิว ชิวแล้วจะหายเหนื่อย พอหายเหนื่อยก็จะสู้ชีวิตได้ต่อไป ชีวิตดำเนินไปเรื่อยๆอยู่ที่อยากหมุนเร็วหรือหมุนช้าแบบชิวๆ หมุนเร็วอาจโตเร็ว แลกด้วยความเหนื่อย(ตามกฎการแลกเปลี่ยนที่เทำเทียม)



วันนี้คือวันที่ 4 ที่เนปาลค่ะ เราจะเดินทางไปโพคาราด้วย tourist bus ราคา 12$ต่อคนไม่รวมอาหาร ที่โรงแรมเป็นคนติดต่อเรื่องตั๋วรถให้ค่ะ ส่วนไปถึงแล้วจะมีรถจากโรงแรม hotel view pointไปรับเราค่ะ พนักงานที่โรงแรม rosebudบอกว่าhotel view pointวิวสวย same price same rate เราเลยโอเคจองโรงแรมนี้ไว้ล่วงหน้าค่ะ 6 คนก็จอง 3 ห้อง ตอนแรกก็ชิวๆไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร...แต่...มันไม่ใช่แบบนั้น....รออ่านต่อไปนะคะ

รถที่เรานั่งไปโพคารา ต้องไปถึงท่ารถแปดโมงเช้า โรงแรมเรียกแท็กซี่ให้ไปท่ารถราคาคันละ 200 รูปี

ช่วงรอขึ้นรถเจอชาเนปาลราคานักท่องเที่ยวแก้วละ 20 รูปี (ราคาปกติ 10 รูปี) แต่ก็อุดหนุนกันไปคนละแก้ว รสชาติอร่อยเหมือนเดิม

หนังสือบอกว่าไปโพคาราให้นั่งรถฝั่งขวาชมวิวแม่น้ำ ก็นั่งตามนั้นค่ะ เขาวิวสวยก็โอเคนะคะ แต่นั่งรถ 6 ชั่วโมง ชมวิวแป็บเดียวก็เซ็ง หลับดีกว่าค่ะ
รถไม่มีแอร์ ไม่มีผ้าม่านก็นั่งตากแดดหลับแบบร้อนๆค่ะ

ตอนเที่ยงมีแวะให้กินข้าวแต่เราไม่ได้ซื้อตั๋วรวมอาหารมานะคะเพราะคาดว่ามันไม่น่าจะอร่อยค่ะ

จุดที่แวะมีรถทัวร์บริษัทจอดแวะด้วยหลายคัน เป็นสัมปทานจุดจอดกินข้าวเหมือนรถทัวร์บ้านเรารึปล่าวนะ
อาหารเป็นบุฟเฟ่ห์แบบเนปาลค่ะ มีคนมาทานเยอะเหมือนกัน

ถ้าซื้อตั๋วรวมอาหาร ราคา 18$ นะคะ

ส่วนพวกเราไม่กินข้าวก็เอาขนมร้านhotbreadที่ซื้อเมื่อคืนมาทานกับเป็บซี่เนปาล(ก็รสชาติเหมือนบ้านเราแหละ) ขนมจากร้านที่ในหนังสือเขียนว่าอร่อยที่สุด...กินแล้วรู้สึกเหมือนกินขนมปังที่เอาไว้เลี้ยงปลาเลย เป็นยังไงคิดเอาเองนะคะ



ห้องน้ำ...
เข้าฟรี แต่มีตู้บริจาค ถ้าไม่บริจาคจะโดนทวง? มีคนยืนคุมอยู่....
เพื่อนๆหาตังค์กันใหญ่



รถบรรทุกเนปาล...
ลงรูปนี้เพราะชอบข้อความที่รถ
SLOW DRIVE LONG LIFE

แม่น้ำ...ที่เขาว่าสวยงาม

ซักผ้าริมแม่น้ำ

บ่ายสองก็ถึงโพคารา ทำเวลาได้ดีมากเลย รถโรงแรมhotel view pointมารับ ไปถึงโรงแรมจะcheck in ก็มีเรื่อง

ก่อนมาทางrosebude hotelที่จองให้บอกว่าวิวดี same price same rate (นั่นคือคนละ 9$) พอมาถึง วิวก็ไม่ดีมีตึกกำลังก่อสร้างขึ้นอยู่ขนาบข้างมองไปทางไหนก็เห็นแต่ตึกก่อสร้างแถมขึ้นราคาอย่างรุนแรงจนรับไม่ได้ พยายามเจรจาต่อรองว่าตกลงไว้ว่าsame price same rate ก็ไม่ยอมท่าเดียว ผู้จัดการกวนโทโสมากบอกยูตกลงกับทางโน้นนี่ไม่ได้ตกลงกับไอ (อ้าว! ถ้ารู้ว่าโรงแรมยูวิวห่วยแตกแถมแพงหูดับ ไอจามาทามมาย) บอกว่าให้โทรไปคุยกับโรงแรมrosebudที่บอกเราว่าsame price same rate ก็ไม่ยอมโทร ตอนนั้นจขบ.โกรธมากกระซิบบอกเพื่อนให้walk outแล้วจ่ายค่าแท็กซี่ให้มันไป แต่เพื่อนบอกว่าทำแบบนั้นไม่ได้

ด้วยราคาที่แพงหูดับเราก็ไม่เอากับมันเหมือนกัน เปิดศึกเจรจา ตกลงได้ 2 ห้อง ราคา 66$ ไม่รู้คิดราคายังไงของมัน

จากนั้นเราก็ถามมัน(ผู้จัดการโรงแรม...ขอใช้สรรพนามว่า มัน นะคะ)เกี่ยวกับที่เราจะไปsarangotพรุ่งนี้ มันเสนอรถ+ไกด์+อาหารเช้าบนเขาให้เรา ใช้เวลาเที่ยวครึ่งวัน ราคา 400$ อุแม่เจ้า เรามาเนปาล 3 วัน ใช้เงินไปไม่เท่าไหร่ ทำไมจะมาเสียเงินเรือนหมื่นให้มัน เราก็อ่านมาแล้วว่าsarangotเดินไม่ยาก ไม่ใช้ไกด์ก็ยังพอไหว จะมาเชือดหมูอะไรกัน ค่าโรงแรมก็ฟันไปแล้ว เราเลยปฏิเสธข้อเสนอของมันไปอย่างไม่คิดมาก
จากนั้นก็ออกมาเดินเล่นพร้อมกับหารถไปsarangotพรุ่งนี้
บริษัททัวร์มีหลายเจ้า ที่ได้ถูกสุดคือรถตู้ ไป-กลับ 1,500 รูปี แต่เรายังไม่ได้ตกลง

ทะเลสาปเฟว่า

มีเรือให้เช่า เช่าคนพายด้วยก็ได้
บอกราคาชัดเจน





ช่วงที่ไปมีงานวัด จัดปีละครั้ง


จักรยานให้เช่าก็มี

เดินเล่นซักพัก ฝนเริ่มตก เย็นแล้ว พวกเราก็เริ่มหิว ข้าวเที่ยงไม่ได้ทานกันนี่นา
เลยมาจอดกันที่นี่
caffe concerto เป็นร้านอาหารอิตาเลียนค่ะ



ขอบอกว่า...อาหารอร่อยมากกกกกกกก

พิซซาถาดใหญ่ยักษ์ 470 รูปี



สลัดทูนา 390 รูปี

สปาเกตตีคาโบนารา 365 รูปี

อันนี้...อะไร ไม่ได้สั่ง!

มันคือพิซซามากาเรตตา...ราคา 360 รูปี
จขบ.สั่งเองค่ะ สั่งมากาเรตตา แต่ต้องการมากาเรตตาที่เป็นค็อกเทล แต่ได้นี่มา มันคือพิซซามากาเรตตา เพิ่งรู้ว่ามีพิซซาชื่อแบบนี้ด้วย
อันนี้เป็นจานเดียวที่กินไม่หมด
....
จำไปตลอดชีวิตเลย พิซซามากาเรตตา

อิ่มท้อง
อร่อยมากๆ
เหลือพิซซามากาเรตตา...
หมดไป 4,164 รูปี 6 คน

จากนั้นก็ไปเดินเล่น ซื้อน้ำดื่ม(โรงแรมเนปาลไม่มีน้ำให้) ระหว่างที่เดินผ่านร้านอาหารจีนได้ยินเสียงคนไทยดังแว่วมาเลยมองหาต้นเสียง เห็นพี่คนไทยสามคนยืนดูเมนูอาหารอยู่หน้าร้านอาหารจีน เราจึงปรี่เข้าไปทักตามประสาคนไทยไกลบ้านได้เจอกัน คุยไปคุยมา พี่เค้าถามว่าเราพักที่ไหน เราจึงบ่น บ่นเรื่องโรงแรมและค่าทัวร์ที่แพงหูดับ พี่คนไทยใจดีบอกว่าเค้าพักที่hotel fewaคิดราคาคนละ 5$ พี่คนไทยพยายามบอกทางเราไปhotel fewaแต่เราฟังแล้วงงๆพี่เค้าเลยพาเราเดินไปโรงแรมเลยทั้งที่พี่เค้ายังไม่ได้กินข้าวเลย ซาบซึ้งใจมาก นี่แหละน้ำใจคนไทย

hotel fewa อยู่ในซอยลึกพอสมควรแต่วิวดีกว่าเพราะไม่มีตึกมาบัง ผู้จัดการน่ารัก friendlyดี เราเลยจองห้องของพรุ่งนี้ไว้ได้ราคาคนละ 5$ แถมได้ทัวร์เดินเขาsarangot มีไกด์ อาหารเช้าบนเขา และ one day tour ชมเมืองโพคารา ในราคา คนละ 13$ และเราก็ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับกาฏมาณฑุในวันมะรืนเลยในราคาคนละ 60$

ราคาทั้งหมดนี้เรารู้สึกโอเคมากๆและรู้สึกว่าโชคดีจังที่เจอคนไทยใจดี

royal palaceยามค่ำคืน



ของที่ระลึกที่พลาดไม่ได้จากเนปาล
ผ้าพาสมินา ตอนแรกบอกราคาผืนละ 1,500 รูปี เราอยู่โพคารา 3 วัน 2 คืน ได้ผ่านร้านนี้ 4 รอบ เจ้าของจำเราได้เรียกเราเข้าร้านทุกครั้งที่เดินผ่าน
รอบที่ 4 ที่เราเดินผ่าน เค้าบอกว่า last price 350 รูปี อะโห...อะไรจะsellถล่มทลายปานนั้น

สุดท้ายก็ไปตบมา 2 ผืน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไปเนปาลอย่ารีบซื้อของ เดี๋ยวlast priceจะไม่ถูกจริง




จากนั้นเดินไปเที่ยวงานวัดโพคารา แต่บุญไม่ถึง งานวัดอยู่ตรงหน้าแต่หาทางเข้างานไม่เจอ คือมันไม่มีไฟฟ้า เดินเข้าไปมืดๆก็กลัว เดินหาสองรอบไม่เจอ กลับโรงแรมนอนดีกว่า

เช้ารุ่งขึ้น ทัวร์นัดเราไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่sarangot 5.30น. ตอนแรกคิดว่าดูพระอาทิตย์ขึ้น นัดสายจัง แต่ไม่เป็นไรมั้ง ทัวร์เค้าคงรู้แหละว่าไปกี่โมงดี
รุ่งขึ้น...พลาดนัดกับพระอาทิตย์....

หมอกลงจัด....ไม่เห็นเขาหางปลา...





ยอดเขาหางปลา
ดึงซูมท่ามกลางทะเลหมอก...มองด้วยตาไม่เห็นเลย









หมู่บ้านsarangot

ถึงสภาพอากาศไม่อำนวยเราก็เก็บภาพไป



จ๋อยจากพระอาทิตย์และยอดเขาหางปลา
แต่กองทัพก็ยังต้องเดินด้วยท้อง



รออาหารนานมากกกกก
เลยเดินถ่ายรูปไปทั่ว



แม่ครัวที่ทำอาหารให้เราค่ะ


อาหารเช้าที่รอคอยมาแร้ววววววว



ร้านขายของที่ระลึกบนเขา


กินอิ่มแล้ว ขากลับเราจะเดินลงนะคะ


น้องหนูสองคนนี้มายืนหน้าบูดอยู่หน้าบ้าน ทำท่าเหมือนอยากให้ถ่ายรูป เห็นน้องหน้าบูดเราเลยไม่ถ่าย

สักพักแม่เด็กออกมา ทำหน้าบูดๆแล้วพูดว่า "รูปี"

เราก็เลยถ่ายรูปแล้วให้ตังค์เด็กไป

....เหมือนโดนขู่กรรโชกเลยอะ









เคยเห็นคนกางร่มเดินเขามั้ยคะ


คุณนายบอกว่าไม่เอาอีกแล้ว

แต่จขบ.จะเอาอีก...สักวัน






ถึงแล้ว
รถมารับตรงนี้
นั่งพักกินน้ำก่อนกลับเข้าเมือง



ปิดท้ายด้วยรูปสาวๆเนปาล




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2554    
Last Update : 18 สิงหาคม 2554 20:10:50 น.
Counter : 934 Pageviews.  

วิถีเนปาล ตอนที่ 3 ชางกุนารายัน-บักตะปู-ปาตัน

วันที่ถึงนากากอต จขบ.รู้สึกคอแห้งมาก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะดื่มน้ำน้อยหรือปล่าว หรือว่าจะเป็นหวัด เลยเอาไฟฉายมาส่องคอดู คอก็ไม่แดง เลยสรุปเอาเองว่าคงดื่มน้ำน้อยเกินไป

แต่ตื่นเช้ามาซึ่งคือวันที่3ของการเยือนเนปาล เจ็บคอมาก น้ำมูกไหลนิดหน่อย รู้ตัวเลยว่าเป็นหวัดแล้ว กลัวมาก เชื้อเนปาลหรือเปล่า อาจเพราะทำเป็นเจ๋งเดินในกาฏมาณฑุไม่ยอมใส่หน้ากากทั้งๆที่อ่านมาแล้วว่าฝุ่น ควัน มลภาวะมันมาก อาจจะเชื้อโรค(สานพันธุ์เนปาล)ปะปนมากับมลภาวะแล้วแทรกสอดของมาในทางเดินหายใจเรา ใจคิดว่าเชื้อเนปาลมันคงน่ากลัวกว่าบ้านเราแน่ๆ

เนื่องจากจขบ.เป็นคนป่วยง่ายหายยาก การไปต่างประเทศแต่ละครั้งย่อมต้องเตรียมยาที่คาดว่าตัวเองต้องใช้มาด้วย มาเนปาลครั้งนี้เอายาปฏิชีวนะมาสองชนิดสำหรับไข้หวัดและท้องเสีย เอายาอย่างดีมาเลยเชียวหล่ะ

เช้ามา ยังไม่ได้กินข้าวเลยก็กินยาแก้อักเสบไปหนึ่งเม็ด ยาที่เอามาเป็นยาที่กินวันละเม็ดก็พอ แต่จขบกินเกินขนาดไปเลยเป็นเช้าเม็ดเย็นเม็ด กะว่าเชื้อไม่ตายฉันคงตายที่เนปาล (หรือไตวายเพราะกินยาเกิน?)
กินยาแล้วก็มากินอาหารเช้าของโรงแรม
ค่าอาหารรวมอยู่ในค่าโรงแรมแล้วคือ 25$(สำหรับ2คน) ไม่รวมภาษี



ไฮโซอย่างเรานั่งเก้าอี้อย่างคนอื่นไม่ได้ ต้องขอมานั่งแบบนี้...

เหมือนจะเป็นส่วนตัวเลยนะ...แต่ปล่าวเลย...พนักงานบริการดีมากกกกกกก หลังเสิร์ฟอาหารแล้วก็มายืนที่เคาท์เตอร์ด้านหลังเพื่อนเรา กินเสร็จจานนึงก็เก็บไปทีนึง กว่าจะกินหมดเก็บกันไปไม่รู้กี่หน แบบว่ายืนจ้องเราตลอดเวลาเลย (บริการดีไปมั้ยเพ่!) แต่เราก็ไม่ได้อึดอัดอะไรค่ะ กินต่อไป ทิปก็ไม่ให้...


ชอบอาหารเช้าของเนปาลจังค่ะ





แผนการวันนี้คือ วัดชางกุนารายันซึ่งเคยได้ยินมาว่ามีไม้แกะสลักที่งดงามมากแต่ไม่ค่อยมีใครไปเพราะเดินทางลำบากลำบน ต่อด้วยเมืองมรดกโลกอีกสองแห่งคือบักตะปูและปาตัน

ทั้งสามที่มีรถเมล์ไปถึงนะคะแต่เป็นlocal bus สไตล์เนปาล ลืมถ่ายรูปมา แต่อารมณ์แบบว่ายี่ห้อTATA เก่าสุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าวิ่งขึ้นเขาได้ แล้วก็มีคน สัตว์ สิ่งของขึ้นไปอยู่บนหลังคารถเต็มไปหมด

ใจจริงจขบ.แอบอยากลอง จะได้ลิ้มรสวิถีเนปาลอย่างแท้จริง แต่เพื่อนห้ามไว้...ก็เลยใช้วิธีเหมาแท็กซี่ค่ะ ทั้งวัน 4,500 รูปี ราคานี้เป็นแท็กซี่ที่เราให้โรงแรมที่นากากอตจัดหาให้ค่ะ ขามาเราเหมามาจากกาฏมาณฑุ 3,500 รูปี แพงขึ้นตั้ง 1,000 รูปี แต่ทำไงได้คะ ถ้าไม่เอาก็local busสถานเดียวแล้วค่ะ ถ้าเพื่อนๆจะมาเที่ยวนากากอตโดยการเหมาแท็กซี่ขอแนะนำให้จ้างแท็กซี่เหมาทั้งไปกลับจากที่กาฏมาณฑุเลยค่ะ น่าจะได้ราคาถูกกว่า

เวลาจ่ายค่าแท็กซี่ต้องจ่ายล่วงหน้ากับทางโรงแรมเลยค่ะ คาดว่าโรงแรมกินหัวคิวตามระเบียบวิถีเนปาลที่การท่องเที่ยวเป็นเงินเป็นทอง
check out ค่าโรงแรมรวมภาษี 27.5$ & จ่ายค่าแท็กซี่ทั้งหมดไปเรียบร้อย
นัดแท็กซี่เก้าโมงเช้าค่ะ อุเหม่....ชิชะ เก้าโมงเช้าแล้ว มันยังไม่มา เอาไงอะ จ่ายตังค์ไปแล้ว ทำใจร่มๆไม่เป็นไร เดี๋ยวก็มา...

จริงๆจขบ.เป็นคนตรงเวลามากค่ะ แท็กซี่ไม่มาซะที จขบ.แอบกริ้วเพราะเราไป 3 ที่ กลัวไม่ทัน 1 วัน เราชอบเที่ยวแบบชิว เกลียดนักชะโงกทัวร์ ชะแว๊บทัวร์ แต่ด้วยความที่มาเที่ยว ยังเช้าอยู่ด้วย กริ้วแต่เช้าเดี๋ยวเซ็งทั้งวัน เลยต้องพยายามสงบสติอารมณ์ ทำหน้าสวยๆแล้วไปถ่ายรูปดอกไม้ที่หน้าโรงแรมเล่นฆ่าเวลา....

เวลาไปเที่ยวควรอารมณ์ดีเข้าไว้นะคะ
ให้วีนแตกเฉพาะเวลาจำเป็นเท่านั้นค่ะ ซ่านอกสถานที่เดี๋ยวจิ๊กโก๋ต่างประเทศกระทืบเอาจะไม่ดีค่ะ...


เก้าโมงกว่าๆแท็กซี่ก็มาค่ะ ดีใจมากเลย
"คุณได้ไปต่อ" อารมณ์แบบนี้เลย

มุ่งสู่นากากอต...

ทางที่ไปเป็นคนละทางกับที่มา ทางขึ้นเขาลงเขาตลอด ข้างทางเป็นนาขั้นบันไดแบบเนปาล ไม่ค่อยสวยนะคะ มันดูแห้งแล้งไม่รู้เฉพาะช่วงนี้หรือเปล่า

ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงวัดชางกุนารายันค่ะ ตั๋วเข้าวัดชางกุนารายัน คนละ 100 รูปีเท่านั่นค่ะ

สองตัวนี้ถูกผูกอยู่แถวๆลานจอดรถ เลยถ่ายรูปมาเป็นที่ระทึก

ไปเนปาลจะเห็นสัตว์เลี้ยงอยู่ทั่วๆไป






เราต้องเดินผ่านเข้าหมู่บ้านไปก่อนนะคะ
ในหมู่บ้านมีของที่ระทึกขายอยู่ประปราย ไม่เห็นนักท่องเที่ยวอื่นเลยค่ะ นอกจากเรา เรา เราและเรา


มีธงนมัสการอยู่ทุกๆที่...



ชัดเจนว่า "ขาดแคลนน้ำ"




วัดชางกุนารายัน
ประติมากรรมส่วนใหญ่เกี่ยวกับวิศณุอวตาร
ทั้งสี่ด้านของวัด สัตว์ที่เฝ้าประตูมีสี่ชนิด
พระวิษณุในปางต่างๆ เช่น พระวิษณุสิบเศียรสิบกรเสด็จผ่านชั้นต่างๆของจักรวาล วิษณุวิกรานตาเป็นอวตารในชายร่างแคระมีหกกร


พระเศียรกุด...เหมือนที่ไหนวา...


ใช้เวลาที่ชางกุนารายันประมาณชั่วโมงครึ่งแล้วไปบักตะปูต่อค่ะ

ค่าเข้าบักตะปูคนละ 1,100 รูปี เข้าไปวันเดียวนะคะ ไม่เหมือนที่หนังสือบางเล่มเขียนนะคะ ราคาขึ้น กฏก็เปลี่ยน

ภาพวาดทังกา


Bhaktapur เป็นหนึ่งในสามเมืองในหุบเขากาฏมาณฑุ 600 ปีก่อนเก่ายังไงตอนนี้ก็เก่าอย่างงั้น เรียกว่าได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี เป็นมรดกโลกที่เราไม่ควรพลาดชม

...นกเกาะหัวแหนะ








คนขับให้เวลาเราเที่ยวที่นี่ 3 ชั่วโมงค่ะ ซึ่งถ้าสำรวจละเอียดจริงๆเวลาเท่านี้ไม่พอนะคะ


เราโชคดี ช่วงที่เราไป(สงกรานต์)มีเทศกาล Bisket Jatra
เป็นเทศกาลประจำปีต้อนรับปีใหม่เนปาลซึ่งพร้อมๆกับสงกรานต์บ้านเราพอดีค่ะ ฉากสำคัญคือการลากรถที่ประดิษฐานBhairab มีการแบ่งฝ่ายเป็นฝั่งตะวันตกและตะวันออกและแข่งกันลาก ฝ่ายที่ชนะจะได้รูปประดิษBhairabไปดูแล แต่พอผ่านพ้นวันปีใหม่ไปรูปประดิษBhairabก็จะกลับไปอยู่ที่เดิมค่ะ





ลัลลา...อยากปีนบ้างแต่มองแล้วไม่เห็นมีผู้หญิงเลย กีดกันทางเพศจริงๆเลย



ไม่ได้อยู่รอลากจริงนะคะเพราะรู้สึกจะเอาจริงกันตอนหกโมงเย็น
ได้ดูรอบซ้อมค่ะ สนุกดีเหมือนกัน เชียร์กันเสียงดังเลย จะมีทหารมาเดินดูแลด้วยค่ะ
แต่ทำไมมีแต่เด็กๆที่มาลากหว่า...



โคมไฟ...ของที่ระลึก



วัดนยาตาโปลา

สูงกว่า 30 เมตร สูงจริงจึงไม่ปีน

เป็นวัดที่สูงสุดในเนปาล หลังคาซ้อน 5 ชั้น มีเสาไม้แกะสลักล้อมรอบ ตัววัดโดดเด่นพุ่งสู่ฟ้าอยู่บนฐานเขียงลดหลั่น 5 ชั้น บันไดตรงกลางแต่ละชั้นมีรูปปั้นหินตั้งขนาบคู่ ตัวที่อยู่ชั้นล่างแต่ละชั้นจะมีพลังอำนาจต่ำกว่าชั้นบน 10 เท่า ไล่ตั้งแต่ล่างขึ้นบนคือ นักมวยปล้ำ(มีพลังมากกว่ามนุษย์ 10 เท่า) ช้าง สิงห์กริฟฟิน(ครึ่งนกครึ่งสิงห์) เทวีภคินีและสิงหินี

อำนาจสูงสุดอยู่ที่ยอดคือสิทธิลักษมีแห่งนยาตาโปลา

สังเกตชาวเนปาลขึ้นไปชิวอยู่ชั้นบนมากมาย น่าจะเป็นวิวที่ดีสำหรับชมงานเทศกาลนะคะ



พระราชวัง 55 หน้าต่าง

golden gate เป็นประตูทางเข้าBhaktapur Royal Palace


Siddhi Lakshmi Temple อีกชื่อ stone temple


National Art Gallery

พิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดหนึ่งในสามแห่งในบักตะปู ด้านหน้ามีสิงห์สองตัว ตัวผู้กับตัวเมีย ตัวเมียคือตัวที่มีนม(คับที่อยู่ได้ คับเออยู่ยาก สิงห์ตัวนี้อยู่ยากแน่นอน) ด้านหลังของสิงห์เป็นรูปปั้นหนุมานและนรสิงห์

ด้านในแสดงภาพวาดทังกา งานศิลปะจากเหล็ก หิน ไม้ ภาพวาดกษัตริย์

ใกล้ทางออกอีกด้านมีสระน้ำ คนเนปาลมานั่งชิว เดินชิว แสดงให้เห็นวิถีเนปาล แบบ ชิวๆ



เลี้ยงกันริมถนนเลยค่ะ...

อีกครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลานัดกับคนขับรถแล้ว แต่เราสำรวจบักตะปูไปครึ่งเดียวเองค่ะ ส่วนตัวคิดว่าถ้าจะเสพความงามให้สมใจควรมีเวลาอย่างน้อยหนึ่งวันให้คุ้มกับค่าตั๋ว 1,100 รูปีค่ะ ขณะที่กำลังงงๆว่าจะเดินไปดูอะไรต่อดี กลัวกลับมาไม่ทันจุดนัดพบ แต่แล้ว...ฝนก็ตกค่ะ นี่นะ ริไปเนปาลช่วงเมษา

ฟ้าแจ้งจางปางแต่ดันมีฝนตก ตกไม่หนักนะคะ แต่ถ้าเดินต่อก็กลัวกล้องมีอันเป็นไป แล้วตอนนั้นจขบ.ก็รู้สึกเหนื่อย เหนื่อยมากจนไม่อยากเดินไปไหน เลยไปนั่งหลบฝนอยู่ที่ข้างๆ Sunny Guesthouse ระหว่างที่นั่งรอฝนหยุดก็ได้เจอ... ...เจอครอบครัวชาวเนปาลที่แสนน่ารัก คุณพ่อลูกสาม
เด็กๆเห็นเราถือกล้อง ทำหน้าแบบว่า "อยากถ่ายรูป"
แน่นอน จัดให้...




เรานั่งจนถึงเวลานัดเลยค่ะ จขบ.เหนื่อยมากจนไม่อยากไปต่อ แต่จ่ายไปแล้ว 4,500 รูปี เรื่องไรจะยอมหยุด

ไปต่อค่ะที่ปาตัน

ที่ปาตัน คนขับให้เวลา 1 ชั่วโมงค่ะ

ค่าตั๋วคนละ 200 รูปี



เมื่อมาถึงปาทัน จขบ.เหนื่อยหนักกว่าเดิม รู้สึกน้ำมูกไหลนิดๆจึงไม่ได้เอากระดาษออกมาเช็ดแต่ใช้วิธีสูดๆเข้าไปแทน ร้อนๆหนาวเหมือนจะเป็นไข้แต่ก็ไม่ได้บอกใครไม่อยากให้คนอื่นเป็นห่วง

ในรูปด้านล่างนี้คือ พิพิธภัณฑ์ปาทัน ตอนที่ไปถึง มันปิดแล้วค่ะ เดินไปชมฟรีด้านล่างได้แต่ขึ้นข้างบนไม่ได้แล้ว ในหนังสือบอกว่าที่นี่แสดงรูปถ่ายหายาก



กฤษณามันดีร์
วิหารแปดเหลี่ยมสร้างด้วยหินตามแบบศิขรโดยธิดาของกษัตริย์องค์หนึ่งในศตวรรษที่ 17 เพื่อรำลึกถึงมเหษี 8 องค์ ที่เดินเข้าสู่กองไฟ เผาตัวเองพร้อมกับพระราชา



ฟ้าค่อยๆมืดลง จขบ.รู้สึกว่าน้ำมูกไหลมากไปแล้วสูดไม่ไหวเลยจกกระดาษทิชชู่มาเช็ด โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ะ มันไม่ใช่น้ำมูก แต่มันคือเลือดกำเดา จขบ.เลือดกำเดาไหลจากจมูกสองข้าง เลือดค่อยๆไหลซึมออกมาจนแทบจะเอาทิชชู่อุดจมูกตัวเองไว้(ไม่ทำ เพราะมันคงดูทุเรศเกินไป) ตั้งสมมุติฐานว่าตัวเองเป็นอะไร หวัดเนปาล ที่เรากินยาสกัดไปเมื่อเช้า...

แต่คิดว่าไม่น่าใช่ คิดว่าน่าจะเป็นจากมลพิษในกาฏมาณฑุมากกว่า มาเนปาลสามวันไม่ใส่หน้ากากเลย(กลัวถ่ายรูปไม่สวย) จขบ.เป็นคนป่วยง่ายแต่ชอบทำตัวถึก เวลาได้กลิ่นฉุนมากๆหรือจามบ่อยก็จะมีปัญหาโพรงจมูกอักเสบ เคยนั่งรถเมล์ไม่มีแอร์ที่กรุงเทพนี่แหละแล้วก็แสบจมูก อาการเหมือนที่เนปาลเลย จากนั้นก็มีเลือดกำเดาไหล แต่บางทีเลือดกำเดาก็มาแบบไม่มีสาเหตุ คุณนายแบบนี้มันยังมาเนปาล...

ตอนนี้ปาทันไม่สนุกแล้ว ไข้ขึ้น หนาวสั่น เหนื่อย เสียเลือด หายใจทางปากแทนจมูก ได้กลิ่นเลือดตัวเองตลอดเวลา

เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลานัด ทรมานมาก ครึ่งชั่วโมงนานจัง เดินปาทันเหมือนเดินไล่ควาย เที่ยวให้จบๆไป ฉันอยากกลับแล้ว ฉันเสียเลือด...




ตั้งหน้าตั้งตาเดิน ไปเจอวัดนี้ ซึ่งปิดแล้วเหมือนกัน





เดินกลับมารอคอย ลอยคอ ที่หน้าจตุรัส ถ่ายรูปรอไปเรื่อยๆ

หนุมาน เจิมจนแดงทั้งองค์ ลูบกันจนหน้าแบน




กลับถึงโรงแรมหกโมงเย็น กระเป๋าที่ฝากไว้ยังอยู่ดี ตอนแรกเพื่อนๆอยากออกไปกินข้าวที่ทาเมล ....Oh NO! I ป่วยอยู่นะ ไม่กล้าบอกเพื่อนอีกหล่ะ ทำไงดีไม่อยากตากฝน

โชคดีค่ะ ฝนตกอีกครั้งเลยบอกเพื่อนว่า "อย่าออกไปเลยนะ ฝนตก ไฟฟ้าก็ไม่มีเดี๋ยวกลับลำบากนะ" ดูรอบคอบและห่วงใยซะเหลือเกิ๊นนนน จริงๆมันห่วงตัวเอง

ก็เลยกินข้าวกันที่โรงแรม ไม่รีวิวอาหารค่ะเพราะกินเหมือนตอนแรกเลย ไม่กล้าสั่งของแปลก กลัวกินไม่ลง ภัตตาคารของrosebudมันเป็นrooftop restautant ตอนกินข้าวหนาวมาก ฝนตก ลมแรง

กินเสร็จฝนหยุดพอดี เพื่อนอยากไปเดินทาเมลอีกแหละ เขาอยากไปซื้อขนมปังร้านhot breadมาตุนไว้เพราะพรุ่งนี้เราจะนั่งรถทัวร์ไปโพคาราและเราไม่ซื้ออาหารบุฟเฟ่ห์ของรถ ร้านhot breadลดราคาหลังสองทุ่มครึ่ง เฉพาะขนมปังนะคะที่ลดราคา พวกคุ้กกี้นี่ไม่ลดนะ ก็เลยไปกับเขาด้วยค่ะ ซ่ามั้ยหล่ะ ป่วยยังจะไปอีก อยากไปดูบรรยากาศทาเมลยามค่ำคืนไงคะ

สอยขนมปังมาเป็นเสบียง 2 ชิ้นกับคุ้กกี้อีก 2

ขอปิดด้วยรูป "สาวน้อยแห่งบักตะปู"




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2554    
Last Update : 14 สิงหาคม 2554 15:25:35 น.
Counter : 713 Pageviews.  

วิถีเนปาล ตอนที่2 สยมภูวนาท-โพธนาท-ปศุปตินาท-นากากอต

สำหรับโปรแกรมวันนี้จะพาเดินอีกค่ะ ทริปนี้เดินแหลกค่ะ เปล่างกนะคะแต่เห็นว่าระยะทางไม่ไกลเดินไหวค่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆที่อยากตามรอยถ้าเวลาจำกัดก็ไม่ต้องเดินนะคะ ความเสี่ยงต่อการหลงสูงพอควรค่ะ

เช้านี้เดินไปสยมภูวนาท ช่วงบ่ายเหมารถไปโพธนาท ปศุปตินาทและไปค้างคืนที่นากากอตกันค่ะ

ก่อนออกเดินทาง เติมพลังด้วยอาหารเช้าของโรงแรมก่อนนะคะ
ไข่ดาว ขนมปัง มันฝรั่ง ดูแล้วทานได้ใช่มั้ยคะ
ใช่ค่ะ ทานได้ เป็นอาหารที่เราชินๆกันอยู่แล้ว ที่ดูกังวลเรื่องอาหารเพราะก่อนนี้เคยได้ยินมาค่ะว่าอาหารเนปาลห่วยมาก เลยกังวลไปใหญ่ว่ามานี่จะกินอะไรไม่ได้เลยพกอาหารจากทางบ้านมาเพียบ จัดหนักแบบอยู่รอดได้ 7 วัน (ถึงขั้นเพื่อนในทริปคนนึงถามว่า เฮ้ย ข้าวกระป๋องซื้อที่ไหน เพราะเพื่อนได้ยินมาว่าข้าวที่เนปาลเหม็นสาป-อันนี้ขอแก้ตัวให้ไปเลยนะคะ เพราะลองกินเมื่อวานแล้วก็ไม่เห็นว่าเหม็นสาปนะคะ)

ในรูป จานกลางที่ขาวๆคืออะไรก็ไม่รู้ค่ะ จขบ.ว่ารสชาติมันเหมือนลูกเดือยแช่นมจืดๆหวานปะแล่มๆ เพื่อนๆเห็นพ้องกันว่า "แหวะมาก"
ไม่มีใครกินมันเลย
แต่...จขบ.ชอบค่ะ แย่งของเพื่อนมากินด้วย แต่กินไม่หมดนะคะเพราะเจ้านี่อืดท้องมาก สุดท้ายแล้ว จขบ.ซึ่งกังวลเรื่องอาหารเนปาลมากที่สุดกลับเป็นคนที่กินอาหารเนปาลได้มากที่สุด บางอย่างรู้สึกว่าอร่อยด้วยซ้ำไป โดนแซวเลยว่า "ทำเป็นไม่ชอบอาหารแขก สุดท้ายก็ติดใจ"

จะเห็นว่ามีอาหารไทยด้วยนะคะ นั่นคือที่เราจัดมา ทูน่ากระป๋อง(ของโปรดจขบ. กินอย่างแมว วิถีการเอาชีวิตรอดในแดนไกล) มาม่าต้องรสต้มยำด้วยค่ะจะได้ไม่คิดถึงบ้าน



อิ่มท้องเรียบร้อย ออกเดินจากโรงแรมrosebud เป้าหมายคือสยมภูวนาทหรือวัดลิง ที่เรานอนมองมาตลอดจากหน้าต่างห้องพักของเราเองค่ะ ถ้ามองจากหน้าต่างห้องจะเห็นวัดลิงอยู่บนเขา ดูไกลลิบๆ เขาก็ดูสูงพอสมควรซึ่งมีบันไดขึ้นไปค่ะ(กี่ขั้นไม่รู้) แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าไปชอบเดิน ไม่ชอบเหนื่อย หรือต้องการประหยัดเวลาก็สามารถนั่งรถแท็กซี่ขึ้นไปถึงยอดเขาได้เลยค่ะ

ระยะทางจากโรงแรมถึงวัดลิง 2.5 กิโลเมตร ระยะทางขึ้นเขา-ไม่ทราบ ใช้เวลาเดินรวมกับเที่ยวทั้งหมด 3-4 ชั่วโมงค่ะ แบบชิวๆเลยนะคะ

เดินต่อมาก็เจอเทวรูปพระคเณชค่ะ ที่ทราบว่าเป็นพระคเณชเพราะว่ามีรูปปั้นหนูอยู่ด้านล่างค่ะ (หนูเป็นพาหนะของพระคเณชค่ะ-จขบ.ชอบมากค่ะ เรื่องเทวนิยายเนี่ย อย่างที่พระคเณชเป็นช้างแต่มีพาหนะเป็นหนูเนี่ย เก๋จริงๆเลย) องค์พระคเณชถูกเจิมด้วยสีแดงเกือบทั่วทั้งองค์ดูขลังดี



ที่เนปาลจะมีรถขายผลไม้ลักษณะแบบนี้มากมายค่ะ
ด้วยความกระแดะส่วนตัวคิดว่ามันไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่รู้ทำไมต้องผ่าผลไม้เอาไว้ด้วย แล้วการขายอยู่ริมถนนมันน่าจะมีฝุ่นตกลงไปบนผลไม้

เวลาไปต่างประเทศ ควรต้องระวังเรื่องอาหารการกินหน่อยนะคะ การเข้าถึงการแพทย์ในแต่ละประเทศมันต่างกัน ถ้าเป็นประเทศที่ไม่แน่ใจเรื่องสุขอนามัยก็ไม่ควรกินอะไรมั่วซั่ว เคยไปพม่า ไกด์บอกเลยค่ะว่าห้ามซื้ออะไรกินเองเด็ดขาด คนพม่ากินได้แต่คนไทยห้าม หรือถ้าเป็นพวกป่วยบ่อยก็ควรเตรียมยาที่คาดว่าตัวเองอาจต้องใช้มาด้วย ที่เนปาลนี่จขบ.ก็เตรียมยามาค่ะ เตรียมมาเผื่อแต่สุดท้ายได้ใช้จริงๆ ไว้เล่าให้ฟังต่อไปนะคะ



จะไปวัดลิงต้องเดินข้ามสะพานนี้ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำนะคะ แต่น้ำไม่เหลือแล้ว แม่น้ำที่เต็มไปด้วยขยะ มีการเผาขยะกันอีกต่างหาก
บ่งบอกถึงมลภาวะเป็นพิษ.... ควันที่เห็นมาจากการเผาขยะที่ตีนสะพาน



เราควรช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมกันหน่อยนะคะ ทั้งบ้านเราและก็เวลาเราไปเที่ยวบ้านคนอื่นด้วยค่ะ

มาดูอะไรที่น่ารักกันบ้างค่ะ

เจอน้องคนนี้ที่กลางสะพาน เลยเก็บภาพหนูน้อยเนปาลมาฝาก
รอยยิ้มเด็กน้อย ไม่ว่าอยู่ที่ไหน น้ำเน่าอย่างไรก็สดใส



ข้ามสะพานมาแล้วก็ถึงทางเดินขึ้นเขาเพื่อไปวัดลิง
ที่ก่อนทางขึ้น มีชุมทางรถรับจ้าง ทั้งแท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก
เราก็เดินขึ้นบันไดไปอีกค่ะ




ก่อนถึงวัดลิงจะเจอวัดนี้ก่อน


เด็กน้อยคงอยากไปยืนบนยอดสถูปเหมือนกับนกพิราบด้านหลัง


ถึงแล้วค่ะ ประตูทางขึ้น
วัดลิง



ก่อนเข้าวัดจะมีสิ่งนี้อยู่ที่พื้น ไม่ทราบคืออะไรแต่สังเกตเห็นคนเนปาลจะแวะเจิมที่นี่ก่อนเข้าวัด


ขึ้นชื่อว่าวัดลิง ย่อมต้องมีลิงเป็นมาสคอต

ถึงเวลาศึกษาชีวิตลิงค่ะ

สองตัวนี้น่าจะกำลังหาเห็บ รักสะอาดดีนะ?




กินพลาสติกเป็นอาหาร


ภาพพระนางสิริมหามายาประสูติพระพุทธเจ้า

เจิมกันจนหน้าแดงทุกคน



ตัวนี้กำลังเล่นmusic


ถึงแล้ว สยมภูวนาท


ทางที่เราเดินขึ้นมาเรียกว่าบันไดตะวันออก สิ่งแรกที่พบคือ วัชรจักรขนาดbig size สิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาของชาวธิเบต มีความหมายถึงการรู้แจ้งซึ่งจะขจัดความขลาดเขลา และความรู้แจ้งเป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกทำลายได้

วิถีเนปาล...
วัชรจักร แทนพลังของผู้ชาย
ระฆัง แทนพลังของผู้หญิง



รอบๆฐานสถูปคือกงล้ออธิษฐาน



มาทางไหนไปทางนั้น ขามาเดินมา ขากลับก็เดินกลับค่ะ เดินถึงโรงแรมก็เที่ยงพอดีค่ะ ร้อนใช้ได้เลย

แผนการต่อไปคือ โพธนาท ปศุปตินาทและนากากอต ซึ่งเดินไปไม่ได้แล้ว จากนี้ไปเหมาแท็กซี่ค่ะ ราคา 3,500 รูปี นี่คือแท็กซี่ที่ทางโรงแรมติดต่อมาให้ ต้องจ่ายก่อนใช้บริการทีหลัง คาดว่าโรงแรมคงหักค่าหัวคิวจากแท็กซี่อีกทีค่ะ

ที่จริงก่อนนี้มีแท็กซี่เสนอราคาเหมาให้เราที่ 1,500 รูปี ถูกกว่ากันมากใช่มั้ยคะ แต่เพื่อนเราบอกว่าถ้าเป็นแท็กซี่ที่โรงแรมหามาน่าจะเชื่อใจได้มากกว่า เราจึงยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อความปลอดภัยค่ะ

เราจะพักที่นากากอตหนึ่งคืนแล้วก็กลับมากาฏมาณฑุอีกที ทำยังไงกับเป้แบคแพคใบโตหล่ะคะ ไม่เป็นปัญหาค่ะ แยกของออกมาเอาเฉพาะที่จะใช้คืนนี้ที่นากากอตเอามาใส่เป้เล็ก(เป้เพื่อน เพื่อนแบก) เป้ใหญ่ฝากโรงแรมไว้ ที่โรงแรมมีห้องสำหรับเก็บกระเป๋าที่ปลอดภัยล็อคประตูไว้ตลอดเวลา ยังไม่เช็คเอาท์ ค่าห้อง ค่าอาหารไม่จ่าย เดี๋ยวกลับมาเคลียร์ทีเดียว จขบ.คิดว่าโรงแรมเค้าป๋ามากที่ปล่อยเราไปอีกเมืองโดยที่ไม่เก็บค่าเสียหายที่เราทำไว้เลย จริงๆถ้าเราไม่ฝากกระเป๋าแล้วหนีไปซะงั้นก็คงได้ แต่เค้าไว้ใจเราขนาดนี้ เราก็คงต้องให้เกียรติเค้าเช่นกันค่ะ

RCจุดต่อไปนะคะ โพธานาทเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล
องค์สถูปทรงกลมสีขาวขนาดใหญ่ ด้านบนเป็นดวงตาเห็นธรรม องค์สถูปตั้งอยู่บนเขียง รอบฐานมีพระพุทธรูป 108 องค์ กงล้อภาวนา 147 คูหา เวลาเดินวนก็จะต้องเดินตามเข็มนาฬิกา จะเห็นพุทธศาสนิกชนเดินหมุนกงล้อภาวนาพร้อมทั้งสวดมนต์

บางคนเชื่อว่าภายในโพธานาทมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่






จากนั้น ไปวัดปศุปตินาทต่อค่ะ
ทางเดินเข้าวัด....
ป้อมขายตั๋วเล็กๆเหมือนป้อมยามอยู่ทางขวามือ...เห็นมั้ยคะ ในรูป

เดิมอ่านจากหนังสือ เขาว่าวัดปศุปตินาทเป็นวัดฮินดู คนที่ไม่ได้นับถือฮินดูไม่สามารถเข้าไปในวัดได้ ถ้าจะดูการเผาศพต้องดูจากอีกฟากของแม่น้ำบัคมาติ ซึ่งพาเราไปถึง...หาได้เป็นเช่นนั้นไม่



ที่นั่งหน้าวัด
ไม่กล้านั่งเลยอะ เหมือนจะเตรียมตัวมาโดนเผายังไงไม่รู้



เดินยังไม่ถึงป้อมขายตั๋วเลย ก็มีชายเนปาลร่างกำยำล่ำบึกคนนึงเดินออกมาบอกเราว่าค่าตั๋วคนละ 500 รูปี เราก็จ่ายตังค์ไป เค้าก็ขายไปที่ป้อมไปเอาตั๋วมาให้เรา ตอนนั้นคิดว่าบริการดีจัง

พอได้ตั๋ว เราก็เดินเข้าไปตามทางที่เห็น ชายคนนี้เดินตามมาด้วย เดินคู่มาเลยค่ะ เดินไปคุยไป เราไม่คิดอะไร คิดว่าเค้าคงอยากคุยเล่นกับนักท่องเที่ยว ไกลจากจุดขายตั๋วมากแล้ว นายคนนี้ก็ยังตามมา

เราถามว่า "ตามมาทำไม"
เค้าบอกว่า "จะเดินไปหาเพื่อนแถวๆนั้น"
แล้วก็เดินมากับเราเรื่อยๆ ถึงบริเวณเผาศพ เค้าเริ่มอธิบายถึงสถานที่ต่างๆ ตอนนี้เรารู้แน่แล้วว่านี่คือ "ไกด์ผี"

เราบอกไกด์ผีว่า "ไม่เป็นไร เราแค่จะเดินดู ไม่ต้องมีไกด์ก็ได้"
ไกด์ผี "ไม่เป็นไร ผมเป็นนักศึกษา อยากฝึกภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติ"
(ขอบอกว่า หน้ามันเยินมาก น่าจะเกิน 30 ขวบแล้ว มันเป็นนักศึกษาสถาบันไหน)
"คุณไปเถอะ อย่าเสียเวลาเลย เราไม่มีค่าตอบแทนให้หรอก"
"ไม่เป็นไรๆ"
ไล่ยังไงก็ไม่ไป เราก็ไม่รู้จะทำยังไง ไกด์ผีชอบชี้ไปทางเปลี่ยวๆบอกว่ามีโน่นนี่นั่นให้ดู ซึ่งถ้ามองแล้วมันดูไม่ค่อยมีคนเราก็ไม่ไป มันพยายามพาเราไปทางเปลี่ยวๆสองครั้ง เราไม่ไปอยู่แล้ว ตอนนั้นรู้สึกอึดอัดใจมาก

ไกด์ผีพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง พูดอังกฤษปนเนปาลแล้วถามเราว่า "understand?"
เราก็พยักหน้าหงึกหงัก (ฉันไม่เข้าใจแกหรอก แต่อยากให้แกหยุดพูดเร็วๆ)

ไม่รู้เพราะค่าตั๋วที่ขึ้นราคาหรือว่าเพราะมากับไกด์ผี แต่ไม่มีเขตหวงห้ามสำหรับคนที่ไม่นับถือฮินดู เราสามารถเดินซอกแซกไปทั่วทุกมุมได้ ไปดูเผาศพใกล้ๆได้ เราเข้าไปดู แล้วควันปลิวเข้าหัวเลยเดินหลบออกมา



ไม่ค่อยอยากเดินไปไหนซอกแซกมากเพราะไกด์ผีเป็นวิญญาณติดตาม เลยเดินปาดๆอย่างรวดเร็ว


โฉมหลังไกด์ผีคือคนขวา ตัวอย่างสูงอะ

ด้านขวา ที่เห็นคนเยอะๆอยู่ไกลๆคือที่เผาศพ

แปลก คนที่นี่ชอบดูเผาศพ ที่สังเกตดูไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยว เห็นคนเนปาลมากกว่า




ภายในวิหารบรรจุศิวลึงค์

เดินไปลึกๆจะเปลี่ยวมาก ไกด์ผีชวนไป แต่ขอผ่านดีกว่า



วัดปศุปตินาท ขนาบสองฝั่งของแม่น้ำบัคมาติ


เราเดินไม่ทั่ววัดค่ะ รีบๆกลับเพราะรำคาญไกด์ผีมาก
ไกด์ผีเดินออกมาส่งถึงนอกวัดเลยค่ะ แล้วถามเราด้วยว่าจะไปไหนต่อ มีแท็กซี่หรือยัง จะหาแท็กซี่ให้อีก จะกินหัวคิวกันอีกอะดิ พอเราบอกว่าเรามีแท็กซี่แล้วไกด์ผีก็จากไป

จากนั้นเรานั่งแท็กซี่ยาวมานากากอตเลยค่ะ ระหว่างทางจะผ่านบักตะปูซึ่งเป็นแผนการของเราในวันพรุ่งนี้ ระยะเวลาจากกาฏมาณฑุมานากากอตประมาณชั่วโมงครึ่ง ตรงมาที่โรงแรมนี้ค่ะ

Hotel Space Mountain

โรงแรมในนากากอตน่าจะวิวดีทั้งหมดเพราะแต่ละโรงแรมสร้างไล่ขึ้นไปบนเขา เรามาที่นี่เพราะที่โรงแรมrosebudแนะนำมาค่ะ ค่าห้อง 20$ไม่รวมอาหารเช้าไม่รวมภาษี ถ้าเอาอาหารเช้าด้วยก็25$ไม่รวมภาษี เราเลือกแบบรวมอาหารเช้าเพราะดูแล้วไม่เห็นมีร้านอาหารอื่นๆเลย ฝากท้องไว้กับโรงแรมคงสะดวกกว่า
ตอนแรกทางโรงแรมพาเราไปห้องชั้นสอง ห้องโอเคแต่วิวไม่โอเคนัก เราถามว่ามีห้องที่วิวดีกว่านี้มั้ย เค้าพาเราไปห้องชั้นบนสุดเลย ชั้นบนสุดมีแค่ห้องเดียว ระเบียงกว้างมาก แล้วยังสามารถเดินไปชมวิวบนดาดฟ้าได้อีกด้วย ซึ่งวิวดีมากๆเลยค่ะ แต่เสียดายช่วงเราไปฟ้าปิดหมอกมาก เลยไม่ได้เก็บภาพพระอาทิตย์ตกมาฝากค่ะ ขออนุญาติไม่รีวิวโรงแรมนี้นะคะเพราะไม่ได้ตั้งใจถ่ายรูปมามากค่ะ ที่นี่ไฟฟ้าใช้ 24 ชั่วโมงนะคะ เพราะมีโซลาเซล
โรงแรมที่นากากอตก็เหมือนในกาฏมาณฑุนะคะ คือไม่ได้มีไฟฟ้าใช้ 24ชั่วโมง ถ้าต้องการมีแสงไฟตลอดเวลาอย่าลืมถามทางโรงแรมว่าเขามีโซลาเซลหรือปล่าว ถ้าโรงแรมไหนไม่มีโซลาเซลเขาก็จะเตรียมเทียนไว้ให้นะคะ

นักท่องเที่ยว อย่าลืมไฟฉายนะคะ

มีน้ำอุ่นนะคะ
เห็นถังแก็ซมั้ยคะ นั่นแก็ซหุงต้มเลยนะ เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ ที่ทำน้ำอุ่นที่นี่เวลาเปิดจะมีไฟจากแก็ซลุกอยู่หลังเครื่อง เหมือนต้มน้ำอาบกันสดนั่นแหละ คล้ายๆอาบน้ำในครัว...
ลงรูปถังแก๊ซในห้องน้ำให้ดูซะหน่อย




นากากอตไม่มีอะไร คนเขามาชมวิวพระอาทิตย์ ส่วนเรามาชมทะเลหมอก...
ไม่ว่ากัน...แต่สักวันฉันจะกลับมาอีกทีในฤดูฟ้าเปิด

Hotel at the End of the Universe นี่คือ our pick จาก lonely planet
จากป้ายนี้ต้องเดินขึ้นบันไดเล็กขึ้นเขาไปอีก เหนื่อยอีกแล้ว โรงแรมเลยดูติสท์ดี มีโอกาสไปชมห้องสูท ราคาคืนละ 2,600 รูปี กว้างและสวยงามมาก วิวสวย
แต่....
ไม่มีไฟฟ้านะคะ มีเทียนยักษ์แถมให้

เราไม่ได้พักที่นี่แต่วันนี้มาทานอาหารที่ร้านของโรงแรมนี้ค่ะ
buffet dinner at Hotel at the End of the Universe
ราคาคนละ 300 รูปี เท่านั้น ถูกมากกกกกก
เติมไม่อั้น ไม่อั้น
นี่คืออาหารเนปาลแท้ๆมื้อแรกของจขกท.
ถ่ายรูปท่ามกลางแสงเทียนนะคะ(ไม่มีไฟฟ้าไง) มีอาหาร 3 อย่าง
...บางอย่างเป็นซุปที่คล้ายๆถั่วต้ม...กินไม่ลงเลย รสชาติบอกไม่ถูก
...ผัดผัก...ดีมากเลย แต่ไม่กินมากเพราะใส่น้ำมันมากไปหน่อย
...แกงกะหรี่ไก่...อร่อยมาก แต่ไม่กินเยอะ กลัวอ้วน
...friut salad...ฟาดไป 3 จาน

สรุป อาหารมื้อนี้ อร่อยและถูกมากค่ะ
ใครมานากากอต มาทานข้าวที่นี่นะคะ





ขอจบวันนี้ด้วยภาพdinnerท่ามกลางแสงเทียนค่ะ




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2554    
Last Update : 13 สิงหาคม 2554 22:21:28 น.
Counter : 1120 Pageviews.  

วิถีเนปาล ตอนที่ 1 จตุรัสกาฏมาณฑู

ตามแผนที่วางไว้จะเป็นดังนี้นะคะ

วันที่ 1 สุวรรณภูมิ-กาฏมาณฑุ-จตุรัสกาฏมาณฑุ
วันที่ 2 สยมภูวนาท-โพธนาท-ปศุปฏินาท-นากากอต
วันที่ 3 ชางกุนารายัน-บักตะปูร์-ปาตัน-กาฏมาณฑุ
วันที่ 4 เดินทางไปโพคารา
วันที่ 5 sarangot-เที่ยวเมืองโพคารา
วันที่ 6 เดินทางกลับกาฏมาณฑุ
วันที่ 7 กลับกทม.

เบ็ดเสร็จค่าเสียหายครั้งนี้

-ค่าตั๋วเครื่องบิน การบินไทยไป-กลับ 19,180 บาท ราคานี้ไม่ได้มาง่ายๆนะคะ เดี๋ยวจะเล่าที่มาให้ฟังค่ะ
-ค่าประกันต่างประเทส 7 วัน 704 บาท
-ค่าครองชีพที่เนปาล กิน อยู่ หลับนอน(กินอาหารไม่ครบสามมื้อในบางวันค่ะ) 317$(ในนี้รวมค่าของฝากไปแล้วค่ะ ของฝากประมาณพันกว่าบาท)

เล่าที่มาของทริปนี้ก่อนค่ะ
มันเริ่มจากเปิ้ล โพล่งขึ้นมาว่า "ไปเนปาลกันมั้ย"
แล้วพวกเราก็ตอบว่า"ไป"
สิ้นคิดสิ้นดีเลยค่ะ ชวนก็ไปทันทีเลย จขบ.เองตัดสินใจได้ทันทีเพราะว่าเคยดูสารคดีเกี่ยวกับกุมารีค่ะ รู้สึกว่ากุมารีเธอแต่งตาได้งามดี(ล้อเล่นค่ะ) คือคิดว่าเนปาลน่าจะยังมีวัฒนธรรมประเภณีดั้งเดิมที่น่าสนใจ อยากเห็นด้วยตาตัวเอง อีกอย่างคือไปตามรอยนาธานด้วยค่ะ(อันนี้ก็ล้อเล่นค่ะ) จขบ.ก็เลยตัดสินใจตกลงพรวดพราดไปเลยค่ะ

ตอนแรกเราจะไปทัวร์นะคะ จขบ.ไม่เคยbackpackเลย ยอมรับว่ากลัวค่ะ เคยอยากไปอินเดียแต่พอดูหนังเรื่องslumdogแล้วก็กลัว ไม่อยากไปอินเดียแล้ว ตอนแรกคิดว่าเนปาลมันใกล้ๆอินเดียเลยรู้สึกว่าไปทัวร์น่าจะสะดวกและปลอดภัยกว่า เลยตัดสินใจมอบหมายเปิ้ล(ตัวต้นเรื่อง)ให้ไปหาทัวร์ค่ะ

แต่...

ทัวร์ที่หามาได้ เนปาล8วันมีshort trekkingด้วย เค้าบอกราคามาว่าสี่หมื่นกว่าบาท ยังconfirmราคาไม่ได้ต้องรอดูก่อน ตอนนั้นรู้สึกว่าแพงมากค่ะ สี่หมื่นกว่า ไม่รู้ว่ากว่าแค่ไหน(41,000-49,000) ตอนนั้นเลยตัดสินใจไม่ไปกับทัวร์แล้วเริ่มหาข้อมูลการbackpack เนปาลค่ะ

พออ่านหนังสือทำให้ทราบว่าเนปาลไม่น่ากลัวอย่างที่คิด น่าจะbackpackได้ค่ะ

หาข้อมูลเยอะมากค่ะ ส่วนใหญ่จากหนังสือ อ่านรีวิวจากที่นี่นิดหน่อย(อ่านไปเคลิ้มไป จำอะไรไม่ค่อยได้) อ่านเวบพี่วุทพี่เคทด้วยค่ะ และก็ดูซีดีขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเนปาลค่ะ

ซื้อหนังสือเองบ้างและมีผู้ใหญ่ใจดีให้ยืมมาด้วยค่ะ
หนังสือในคลังมีดังนี้ค่ะ
1 เที่ยวไม่ง้อทัวร์ตีตั๋วตะลุยเนปาล อ่านไป4รอบค่ะแล้วส่งให้เพื่อนที่ไปด้วยกันอ่านต่อ เล่มนี้จะเล่าเรื่องการเดินเขาด้วยนะคะ ใครอยากเดินเขาซื้อเล่มนี้อ่านได้ค่ะ
2 หน้าต่างโลก ตามสไตล์หน้าต่างโลกค่ะ อ่านแล้วจะงงว่านี่คือหนังสือท่องเที่ยวหรือหนังสือสังคมศึกษากันแน่ อ่านจบ สรุปว่า
มันคือหนังสือสังคมศึกษาค่ะ ใครอยากเข้าใจและรู้ในรายละเอียดทั้งการเมืองและวัฒนธรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อม เล่มนี้มีค่ะ
3 lonely planet พึ่งพาแผนที่จากเล่มนี้นะคะ แผนที่ดีมาก แต่ไม่updateแล้วนะคะ ในเนปาลมีโรงแรมงอกขึ้นมากมายกว่าที่มีอยู่ในlonely planetค่ะ
4 คู่มือนักเดินทางฉบับพกพา เนปาล เล่มเล็กๆเนื้อหาน้อยค่ะ
5 sacred erotic art &themes of nepal เล่มนี้อธิบายภาพสลักอีโรติกค่ะ
6 the rough guide to nepal
7 แอบดูเนปาล เล่มนี้เนื้อหาไม่มากอ่านเพลินไปค่ะ คืนเดียวก็จบ
8 เลาะหิมาลัยไปเนปาล
9 streets of silver ,streets of gold
10 คู่มือเดินทาง ฉบับมนุษย์ออฟฟิศ เนปาล อันนี้ก็อ่านเพลิน มีเล่าเรื่องtrekkingด้วยค่ะ
11 เนปาลในม่านเมฆ อันนี้ยกให้เปิ้ลอ่าน

อ่านจนจำแผนที่ได้เลยค่ะ ไม่รู้ว่าจะไปสอบเอาปริญญาหรืออย่างไร

อย่างหนึ่งที่ต้องบอกนะคะ

ตอนนี้ ค่าธรรมเนียมที่เขียนในหนังสือไม่เหมือนเดิมแล้วนะคะ ขึ้นราคาอย่างมาก ตั๋วเข้าเมืองบักตะปูที่ว่าแพงแต่สามารถเข้าซ้ำกี่ครั้งก็ได้ ตอนนี้แพงกว่าเดิมและใช้ได้วันเดียวค่ะ สามารถตามดูรายละเอียดเรื่องราคาค่าเข้าที่ต่างๆได้ในบล็อคนี้นะคะ จะพยายามเล่าให้ละเอียดค่ะ

หลังตัดสินใจbackpackแน่แล้วก็ต้องจองตั๋วเครื่องบินสิคะ
เท่าที่รู้ที่บินตรงมีสองสายการบินค่ะ
nepal airline คนเนปาลเขาจะใช้บริการสายการบินนี้ค่ะ ราคาจะถูกกว่าการบินไทย แต่ไม่ได้บินทุกวันนะคะ ได้ยินมาจากเอเยนต์ทัวร์ว่าบางครั้งdelayหรือยกเลิกเที่ยวบินก็มีค่ะ ถ้าใช้บริการสายการบินนี้ควรconfirm flightก่อนบินหนึ่งวันค่ะ

และ การบินไทย

ส่วนเรื่องvisaมี 2 แบบนะคะ คือ
1 ไปทำที่สถานฑูตเนปาล ที่สุขุมวิท เสียค่าธรรมเนียมเป็นเงินไทย
2 visa on arrival ไปทำที่เนปาลเลย เสียค่าธรรมเนียมเป็น$ เทียบแล้วถูกกว่าทำที่ไทย
เราทำvisa on arrivalค่ะ รวดเร็ว ไม่มีปัญหาใดๆค่ะ

เตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาเดินทางค่ะ

ไปสุวรรณภูมิกันค่ะ TG319 Boarding time 9.35น.
ตอนแรกกังวลเรื่องวิกฤตตม.ค่ะ เลยนัดกับเพื่อนเจอกันที่สุวรรณภูมิ 7.00น. ไปถึงจริงๆก็เจ็ดโมงครึ่งค่ะ เพื่อนก็มาพอๆกัน ปรากฎว่า ผ่านตม.เร็วมาก ผู้โดยสารไม่เยอะค่ะ วันนั้น เลยเข้าไปถ่ายรูปเล่นด้านในค่ะ

รูปกวนเกสียรสมุทร ไม่โชว์นะคะ เดี๋ยวจะเบื่อซะก่อน

ด้วยความไปเร็วไม่มีไรทำ หิวด้วย เลยไปรองท้องที่เบเกอร์คิงก่อนค่ะ

จากในรูป ดูเหมือนจัดหนักมากกว่าเรียกว่า รองท้อง








พอขึ้นเครื่องก็เจออาหารอีก แต่ เมื่อกี๊จัดหนักไป กินไม่ไหว เสียดายของมาก

...ปลาทอดสามรส อร่อย



อีกอย่างคือ กระหรี่ไก่ นี่ก็อร่อย


หลังทานอาหารเสร็จ แอร์ก็มาแจกใบขอวีซ่าสำหรับคนที่ไม่ได้ทำมา
ต้องใช้รูปถ่ายด้วย แต่ถ้าลืมก็ไม่เป็นไร มีที่ถ่ายรูปที่หน้าตม.เลย



ขาไปให้นั่งฝั่งขวา จะเห็นเอเวอเรส
ตอนแรกคิดว่าเห็นแบบว่าอลังการงานสร้าง อุแม่เจ้า อะไรทำนองนั้น
เปล่าค่ะ เห็นไกลๆ ไม่บอกไม่รู้ คิดว่าเมฆ ถ้าเห็นเอเวอเรสกัปตันจะประกาศบอกค่ะ

ขากลับ(นั่งฝั่งซ้ายนะคะ)ไม่เห็นค่ะเพราะเมฆมาก



ถึงสนามบินตรีภูวันเกือบเที่ยงค่ะ แล้วก็ไปเข้าแถวทำvisa on arrival
15 วัน 25$ (คิดอัตราแลกเปลี่ยนแล้วจะถูกกว่าทำจากเมืองไทยนะคะ)
ขั้นตอนการทำเร็วมากค่ะ ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเองค่ะ เอกสารที่เรากรอกเค้าก็ไม่ได้อ่านอะไร จ่ายตังค์ รับใบเสร็จก็จะได้visa nepalให้มาดูเล่นในพาสปอร์ตค่ะ

รับกระเป๋าเรียบร้อย ยกเป้ขึ้นแบก
เดินออกมาเจอที่แลกเงินค่ะ ทำตามตำราบอกไว้ คือแลกเงินพอแค่ค่าแท็กซี่ แล้วไปแลกอีกทีในเมืองจะได้rateที่ถูกกว่า เราเลยแลกไป10$

เดินยังไม่พ้นสนามบิน ถัดจากร้านแลกเงินนิดหน่อย มีแก็งชายชาวเนปาลสิบกว่าคนซ่องสุมรวมกันอยู่ พอเราเดินผ่าน เค้าก็ตะโกนโหวกเหวกเรียกเรา ถามเราว่ามีโรงแรมหรือยัง ซึ่งเรายังไม่ได้จองอะไรใดๆทั้งสิ้น จากที่อ่านมาเห็นว่ามีโรงแรมเยอะมาก เราเลยตั้งใจจะwalk inจะได้เห็นสภาพโรงแรมก่อนการตัดสินใจ เราอ่านจากในlonely planetมีโรงแรมที่แนะนำอยู่ชื่อganesh himal hotel เราตั้งใจจะลองwalk inไปโรงแรมนี้ก่อน ถ้าโรงแรมนี้เต็มก็ค่อยเดินหาเอา และเปิ้ลเคยบอกไว้ว่าถ้าไม่มีที่นอนจะไปกินฟรีนอนฟรีที่วัดไทยก็ได้ นั่นก็เป็นแผนสำรอง เราเลยไม่ซีเรียสเรื่องการจองที่พักล่วงหน้า

แก็งค์ชายเนปาลตะโกนโหวกเหวกเรียกเราเข้าไป เราเลยลองเข้าไปดู ก็คือคนพวกนี้เค้ามีโบรชัวร์โรงแรมมากมายและพยายามให้เราไปพักที่โรงแรมของเค้าโดยเสนอแท็กซี่ฟรีให้ พวกเค้าไม่มีganesh himalอยู่ในlist เราเลยขอผ่านไม่ได้ใช้บริการเค้า

ออกนอกสนามบินปุ๊บก็เจออีกแก็งค์หนึ่งปั๊บ คราวนี้เป็นแก็งค์แท็กซี่ บอกว่าเข้าเมืองราคา 500 รูปี เราก็เดินผ่านแก็งค์ออกมาบริเวณที่จอดรถ มีแท็กซี่จอดรอเรียงกันมากมาย มีคนหนึ่งเดินเข้ามาเสนอราคาว่าเข้าเมือง 100 รูปี เราเลยเดินไปขึ้นรถกับคนนี้

นี่แหละ...ประสบการณ์แรกที่เนปาลก็เกิดขึ้น
ปรากฎว่า...
ชายที่เสนอราคาให้เรา 100 รูปี เขาไม่ใช่คนขับรถซะหน่อย พอเราขึ้นรถ เค้าก็ขึ้นมาด้านหน้านั่งข้างคนขับ และเริ่มเจรจาถามถึงเรื่องโรงแรม(อีกแล้ว) เราบอกว่าเราต้องการไปganesh himal hotel เค้าก็ไม่ยอมเค้าพยายามจะให้เราไปโรงแรมของเค้าให้ได้ เค้าบอกว่าราคา100รูปีเป็นราคาที่แท็กซี่จะพาไปโรงแรมของเค้าเท่านั้น ถ้าเราอยากไปตามใจเราเราต้องจ่าย 500รูปี ทางเราเองก็ยืนยันว่าเราจะไปที่ganesh himalเท่านั้น

การเจรจาร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตกลงกันไม่ได้ เราไม่ยอมเค้า เค้าไม่ยอมเรา เค้าพูดแต่ว่า "you don't understand" พูดซ้ำๆอยู่แต่คำนี้ เริ่มเป็นการถกเถียงกันด้วยเสียงอันดัง ชายคนนี้บอกคนขับให้จอดข้างทางแล้วหันหน้ามาคุยกับเรา(ที่ถูกคือถกเถียงกัน) เรากับเพื่อนมองหน้ากันแล้วรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว "ลงจากรถเถอะ เพิ่งออกจากสนามมาได้นิดเดียวแต่ก็อยู่ที่ถนนใหญ่แล้ว" เพื่อนเราเปิดประตูรถซึ่งเป็นประตูสไลต์แบบรถตู้ ชายเนปาลยื่นมือมาจากด้านหน้าแล้วกระชากประตูรถปิดเสียงดังโครม

ตอนนั้นกลัวมาก คิดในใจว่าไม่น่างกเลยตรู ถ้ามากับทัวร์ก็คงไม่ต้องมาเจอแบบนี้ คิดไปต่างๆนาๆว่าจะมีการลงไม้ลงมือกันหรือเปล่า ถึงจะทำประกันมาแล้วก็เถอะ ประกันที่ทำมาครอบคลุมทั้งการบาดเจ็บ ทะเลาะวิวาท โดนทำร้าย มีตั๋วฟรีให้กลับกรณีฉุกเฉิน แต่ก็ไม่อยากใช้อะ อยากมาเที่ยวอย่างสงบสุข รู้สึกผิดกับเพื่อนด้วยว่าชวนมาลำบาก


...เราลงรถไม่ได้ โดนกักตัวไว้
การถกเถียงดำเนินต่อไป เมื่อเราไม่ยอมแน่นอน ชายเนปาลบอกว่าถ้าเราอยากไปโรงแรมตามที่เราต้องการต้องจ่ายเงินให้เค้าเดี๋ยวนี้ 500 รูปี ซึ่งแน่นอนเราไม่จ่าย เรายังไปไม่ถึงจุดหมายเลย เราก็ถามเค้าว่าทำไมเราต้องจ่าย ไม่จ่าย!
ชายเนปาลคงเซ็งกับเรามากพอกัน มันก็ลงจากรถ ปิดประตู ปัง! แล้วเดินจากไป

โล่งใจ มากกกกกก.....

คนขับ ออกรถ ไม่พูดอะไรกับเราแม้แต่คำเดียว เราก็ไม่พูดกับเค้าด้วยเหมือนกัน เราคุยกับเพื่อนเรา คิดว่าไอ้ตัวเมื่อกี๊ที่พยายามกรรโชกเราคงเป็นพวกกินหัวคิว คงกินทั้งหัวคิวโรงแรมแล้วกะกินหัวคิวแท็กซี่ด้วย

คนขับพาเราถึงganesh himal hotelโดยราบรื่น ปราศจากคำพูด เราให้เค้า 500 รูปีโดยปราศจากคำพูดเช่นกัน

ganesh himal hotel ดูดีมาก สมกับที่เป็นโรงแรมแนะนำในlonely planet
lobbyสวยงาม ติดแอร์เย็นฉ่ำ เราไม่ได้ถ่ายรูปมาเนื่องจากอาการอารมณ์เสียตกค้าง
....โรงแรมเต็ม และจะเต็มต่ออีกหลายวัน
ไม่ได้พักที่นี่แต่ก็ถามราคามาให้นะคะ ราคาห้องละ 20-30$แล้วแต่ห้องค่ะ

พนักงานที่โรงแรมบอกว่าอยากไปดูโรงแรมเพื่อนเค้ามั้ย ดูก่อน ไม่พอใจก็ไม่ต้องพัก เราเลยเดินตามเค้าไป ไม่ไกลจากganesh himal hotel

ถ้าออกจากganesh himal hotelแล้วเดินไปทางซ้าย เลี้ยวขวาสองครั้ง จะเจอrosebud hotelอยู่ขวามือ นี่คือโรงแรมที่เราพักในกาฏมาณฑุค่ะ
เราชอบห้องของrosebud
เราได้ห้องชั้นบนสุดและริมสุด จากหน้าต่างห้องมองเห็นวัดลิง(สยมภูวนาท)
ด้วยความที่อยู่บนสุดทำให้ปลอดโปร่งโล่งสบาย อากาศดี
โรงแรมนี้ไม่ได้อยู่ในทาเมลแต่อยู่ทางใต้ของทาเมล ดังนั้น เท่ากับได้หลบหนีความวุ่นวายของทาเมล แต่ถ้าต้องการไปทาเมลก็เดินประมาณ 150 เมตรก็เข้าเขตทาเมลแล้วค่ะ


ชมภาพโรงแรมที่นี่ค่ะ Rosebud Hotel

เก็บของเสร็จก็ประมาณสี่โมงเย็นแล้วค่ะ
แผนการของวันนี้คือจตุรัสกาฏมาณฑุค่ะ คนอื่นส่วนใหญ่ที่พักในทาเมลถ้าไปจตุรัสกาฏมาณฑุก็จะนั่งแท็กซี่ไปค่ะ แต่โรงแรมเราอยู่ไม่ไกลจากจตุรัสกาฏมาณฑุสามารถเดินถึงได้ค่ะ เราจึงตัดสินใจเดินค่ะ อยากเห็นบรรยากาสของเมืองด้วยค่ะ

สามารถหาแผนที่walking tourได้จากหนังสือlonely planetนะคะ

ตามทางที่เดินจะผ่านสถานที่ต่างๆค่ะ ในเนปาลมีวัดอยู่ตามถนนหนทางมากมายค่ะ


ตามทางwalking tourจะมีวัดและstupa 23 แห่ง ระยะทาง 2 กิโลเมตร จขบ.จะไม่ลงรูปทั้งหมดนะคะเพราะบางแห่งไม่ได้รับการดูแล ดูไปก็ไม่งามตานัก

เราจะwalking tourไปจนถึงจตุรัสกาฏมาณฑุค่ะ

จากสถูปด้านบน ถ้าเดินลงมาตามถนนลงมาทางใต้เรื่อยๆขวามือจะมีซอยใหญ่อยู่ด้านขวาค่ะ มองจากปากซอยก็จะเห็น

Kathesimbhu Stupa ที่นี่เป็นที่ที่ชาวธิเบตนิยมมาแสวงบุญ รูปแบบการสร้างเป็นการสร้างตามสยมภูวนาท(สังเกตเห็นว่ามีstupaที่สร้างตามแบบสยมภูวนาทหลายแห่งเลยค่ะ)

รอบๆสถูปองค์ใหญ่ จะมีสถูปองค์เล็กอยู่รอบๆ






เทวรูปบนสถูปองค์ใหญ่ถูกขังในกรงอย่างมิดชิด อาจป้องกันขโมย?


รอบๆสถูปองค์ใหญ่มีองค์พระลักษณะนี้หลายองค์ สีสรรสดใสแปลกตา



ด้านหน้าของKathesimbhu Stupa มีวัดธิเบต
และด้านข้างของวัดธิเบตคือร้านขายของที่ระลึก






นี่คือ ที่ลับกรรไกรแบบโบราณที่ใช้โซ่หมุนค่ะ


เทวรูปองค์นี้อยู่หน้าร้านทองค่ะ


Asash Bhairab Temple หรืออีกชื่อคือ Bhairab of Sky Temple

วัดนี้อยู่บนถนนช้อปปิ้งเลยค่ะ เลยจากวัดนี้เราก็จะถึงจตุรัสกาฏมาณฑุแล้วนะคะ ของที่ขายแถวนี้จะเป็นของนำเข้าจากฮ่องกง สิงคโปรค์และอินเดียค่ะ


ชมความงามของระเบียง


เสาและคานก็ทำจากไม้แกะสลักอย่างงดงาม


ซ้ายมือของAsash Bhairab Temple มีวิหารจิ๋วของพระคเณช องค์พระคเณชถูกเจิมด้วยสีแดงชาดทั้งองค์ ถึงจะองค์เล็กแต่ดูขลัง น่าเคารพ


เริ่มกระหายน้ำแล้วค่ะ มาเจอร้านนี้ เพื่อนเราบอกว่าสมัยก่อนบ้านเราก็มี เค้าเรียกว่า "น้ำมะเน็ด" ที่เนปาลเรียกให้เท่ห์ว่า "lemon soda"

ทำจากน้ำอัดลมซึ่งเราเลือกได้ว่าเอาโค้กหรือสไปรซ์และใส่น้ำมะนาวลงไป ดื่มแบบไม่ใส่น้ำแข็งค่ะ อร่อยและสดชื่นมากมายค่ะ



เดินผ่านย่านร้านค้ามา เห็นวัดTalejuไกลๆ



หน้าวัดทาเลจูเป็นตลาด ผู้คนคับคั่งมากมาย

สิงโตตัวนี้ยืนอยู่หน้าตลาด หน้าตาบี้แบนไปเพราะกาลเวลา



วัดทาเลจูเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในกาฏมาณฑุ มีหลังคาสามชั้นตั้งอยู่บนฐานเขียงขนาดใหญ่ สร้างอุทิศถวายเทวีฑเลจูภาวณี บริเวณด้านในของกำแพงถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์ ไม่เปิดให้ผู้ใดเข้าไปนอกจากกษัตริย์และนักบวชสมณสูง ชาวฮินดูทั่วไปได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ปีละครั้งในช่วงทุรคาบูชา

ในอดีตเคยมีการบูชายัญมนุษย์ แต่การบูชายัญมนุษย์กลายเป็นสิ่งผิดกฏหมายไปตั้งแต่ปี 1780
...ถ้าสมัยนี้ยังมีอยู่เราคงไม่ได้ไปเนปาล...



เราได้แต่มองวัดทาเลจูจากด้านนอกแล้วก็เดินต่อมายังจตุรัสกาฏมาณฑุ เดินเข้ามาซะงั้นโดยไม่ได้ซื้อตั๋ว ไม่ทราบว่าต้องซื้อตั๋วและก็ไม่มีนายตรวจตั๋วด้วย เราเลยได้ชมจตุรัสกาฏมาณฑุฟรีซะงั้น

มาทราบว่าต้องมีการซื้อตั๋วก็ตอนขากลับค่ะ ขากลับออกมาเห็นป้อมเล็กๆอยู่หลังขนมรถเข็น มีตั๋วหนังสือเขียนข้างป้อมว่าticket...







ไบยรัพดำจ้องมองผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์

มีคนมาบูชาเยอะมาก ยืนรออยู่กว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะถ่ายรูปมาได้ ระหว่างที่ยืนรอถ่ายรูปอยู่ก็มีโยคีสองคนมายืนยิ้มให้เรา เราคาดว่าเค้าคงอยากให้เราถ่ายรูปเค้าแล้วบริจาคเงิน เค้ายืนรอเรานานมากจนเราถ่ายรูปไบยรัพดำเสร็จ เราก็เดินไปหาท่านโยคี ยิ้มให้ท่านอย่างสวยงาม...และ... เดินจากไป

รู้สึกตัวเองมารยาทดีจริงๆ(แต่โยคีอาจคิดว่าเรากวนประสาท)



สิงโตที่ด้านหน้าไบยรัพดำ


เครื่องบูชา

เดินต่อมาเจอร้านขายของที่ระลึก
ตุ๊กตาเนปาล เหมือนมีมนต์ขลัง



ซ้ายคือ Narayan Temple
ขวาคือ Shiva-Parvati Temple วัดนี้มีไฮไลท์คือพระศิวะกับพระนางปารวตีที่โผล่หน้าออกมาทางหน้าต่าง


หนุ่มเนปาลนั่งชิวพิงสิงโต ด้านหลังคือ Narayan Temple

ดูๆแล้วสัตว์ที่อยู่หน้าประตูพวกนี้เป็นที่สำหรับนั่งเล่น ขี่เล่น ปีนเล่น ของคนเนปาลเค้า


Maju Deval
สร้างบนฐาน 9 ชั้น ที่นี่เป็นที่ที่ชาวเนปาลชอบมานัดแนะเจอกัน บริเวณนี้เป็นที่จอดของรถรับจ้างต่างๆทั้งสามล้อ แท็กซี่

ตกเย็น แม่ค้าจะมาจับจองฐานแต่ละชั้นเพื่อขายผัก ผลไม้

ขึ้นไปด้านบนก็เป็นที่หนึ่งที่เหมาะแก่การชิวและชมวิว



ชาเนปาลแก้วนึง นมร้อนแก้วนึง
หอมอร่อยมาก
สงสัยว่าใช้นมอะไรทำ นมควายหรือเปล่าหนอ นมอะไรก็ช่างมันอร่อยก็แล้วกัน

เราใช้เวลากับการชิวและดื่มชานานมาก นั่งดูคุณลุงชงชา ลูกสาวเสิร์ฟชา เกิดความเข้าใจคนเนปาล การนั่งชิวมันมีความสุขเช่นนี้เองหนอ ปล่อยเวลาผ่านๆไปไม่ต้องเครียดหรือคิดมากเรื่องอะไร

ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่จขกท.มีความสุขมากที่สุดในทริปเนปาลครั้งนี้แล้วค่ะ

ปล.ชาเนปาลแก้วละ 10 รูปีค่ะ



ฟ้ามืดแล้วค่ะ เรายังไปไม่ถึงหนุมานโดกาเลย แต่เมืองนี้ไม่มีไฟฟ้า เราไปต่อไม่ได้แล้วค่ะ

เดินกลับค่ะ มีหลงทางนิดหน่อย เลยใช้การเดินย้อนรอยทางเดิมค่ะ

ระหว่างทางเจอเทวสถานเล็กๆหลายแห่ง แวะถ่ายรูปกันนิดหน่อยค่ะ

ค่ำแล้ว แต่คนเนปาลยังคงมาทำบุญ


ถนนเนปาลไม่มีไฟนะคะ ขากลับเราต้องเดินไปตามถนนที่มืดสนิท ต้องเดินระวังอย่างมาก "เราจะตกหลุมหรือเหยียบขี้วัวรึเปล่าน๊า"

ดังนั้นนะคะ ถ้ามาเนปาล อย่าลืม ไฟฉาย สำคัญมาก

เราหลงทางค่ะ กลับโรงแรมrosebudไม่ถูก แต่กลับไปเจอganesh himal hotelซะงั้น จึงต้องค่อยๆนึกแล้วเดินจากganesh himalไปrosebudต่อค่ะ

กลับถึงโรงแรมโดยปลอดภัย ไม่ตกหลุมหรือเหยียบขี้วัว

คืนนี้เราตัดสินใจทานอาหารของร้านอาหารของrosebud
ก่อนนี้ได้ยินมาว่าอาหารเนปาลห่วยแตก เราจึงเลือกสั่งอาหารที่ไม่ใช่สไตล์เนปาลแท้ๆ ไม่ขอลงรูปนะคะเพราะรูปไม่สวยงามนัก สั่งอาหารมาลองชิมกันสามอย่างค่ะ

เริ่มด้วยซุบมะเขือเทศ ขอบอกว่า เหมือนซอสมะเขือเทศผสมน้ำเลย

ข้าวผัดไข่ อันนี้อร่อยค่ะ ไม่ต่างจากบ้านเราค่ะ

จานสุดท้าย
chicken chili นี่ก็อร่อยมาก.....

อาหารวันนี้อร่อยและดีกว่าที่คาดมากค่ะ

ค่าอาหารไม่ต้องจ่ายนะคะ บอกเบอร์ห้องแล้วเค้าจะคิดรวมตอนเช็คเอาท์ทีเดียวค่ะ




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 13 สิงหาคม 2554 20:46:37 น.
Counter : 1428 Pageviews.  

1  2  3  4  

Sun-Dong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มีความฝันอยากเก็บประสบการณ์ทั่วโลก ค่อยๆเก็บกันไปเท่าที่โอกาสอำนวย แค่อ่านหนังสือท่องเที่ยวบางทีก็รู้สึกเหมือนมีส่วนร่วมไปแล้ว
Friends' blogs
[Add Sun-Dong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.