ซาตานน้อยตะลอนทัวร์
Group Blog
 
All blogs
 

อินทนนท์

เดินทาง 25-28 พฤศจิกายน 2554

การขับรถจากเชียงใหม่ไปอินทนนท์ ใช้เวลาเพียงชั่วโมงครึ่งเท่านั้น(ถ้าคุณใช้ถนนที่คนธรรมดาเขาใช้กัน) วิธีเดินทางตามนี้เลยค่ะ

ระยะทางจากตัวเมืองขึ้นไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์ ประมาณ 106 กม. โดยเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่ - จอมทอง ถึงหลักกม.ที่ 57 ก่อนถึงอำเภอจอมทอง 1 กม. แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ระยะทาง 48 กม. ถึงยอดดอยอินทนนท์ เป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่ค่อนข้างสูงชัน ผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว รถจะต้องมีสภาพดี



แต่เนื่องจากเราเป็นคนไม่ธรรมดา(โง่กว่าคนธรรมดา) เราเลยขับตามGPS ซึ่งมันได้นำพาเราเข้าป่าเข้าพง คดเคี้ยวลดเลี้ยวขึ้นเขาลงห้วย เส้นทางเหมาะกับโฟว์วีลหรือกระบะเท่านั้น แต่เราดุ๋ยๆไปด้วยVOIS ใช้เวลาเดินทางไปสามชั่วโมง อดรีนาลีนหลั่งหมดตัวเพราะถนนแคบและโค้งเป็นมาม่าตลอดเวลา

ทางที่เราไปคือ
จากจังหวัดเชียงใหม่ตามเส้นทางถนนสาย เชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง จากอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวา ตามถนน สายสันป่าตอง - บ้านกาด-แม่วิน (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1013) แล้วต่อด้วยเส้นทาง ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1284 หรือ เส้นทาง ร.พ.ช. ผ่านบ้านขุนวาง และขึ้นสู่ถนนสายจอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) ที่กิโลเมตรที่ 31 ใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

ใครจะไปอินทนนท์ขอเลยนะคะ ขอให้ไปตามเส้นทางตามข้างบนเท่านั้น ถ้ามาตามเส้นทางที่เราไปคุณจะเจอแบบนี้ค่ะ



ได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครตามถนนหนทาง ทั้งความน่าประทับใจ
....แต่เสียว มากกว่า เสียวอะไรเดี๋ยวค่อยๆตามมาดูนะคะ

เจอจุดล่องแพที่แม่วิน


มีคนแอบเห็นเราถ่ายรูป ให้ความร่วมมือได้ดีมากค่ะพี่

มิตรภาพระหว่างทาง



ไม่ไกลจากจุดล่องแพ เจอปางช้างค่ะ

จุดขี่ช้างล่องไพร เห็นมีแต่ฝรั่งมาขี่นะคะ


ถนนเปล่าเปลี่ยวเหมือนไม่มีใครผ่านมา มีดอกไม้ป่าสวยๆตามทาง




และ....

ถนนขาด
ด้านล่างเป็นเหว
ตกไปคงเลี้ยงไม่โต
และไม่มีใครมาช่วยด้วยเพราะทางนี้ไม่มีใครผ่านมาเลย

ไม่มีสัณญาณใดๆบอกล่วงหน้าด้วยว่าจะมีถนนขาดด้านหน้า ถ้าขับเร็ว ร่วงแน่


ทรหดอดทนอยู่บนเขา 3 ชั่วโมง ก็ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
พอมาถึงก็มีน้องชาวเขามาขายดอกไม้ เด็กๆน่ารักมาก ต้องช่วยอุดหนุนแน่นอนค่ะ

ด้านซ้ายของที่ทำการมีร้านอาหาร มินิมาร์ท เปิดถึงสามทุ่ม มีของขายทุกอย่างนะคะ ใครลืมเอาอะไรก็มาหาเอาที่นี่ได้ เสื้อกันหนาวก็มีค่ะ เราซื้อเสื้อกันหนาวมือสองมาราคา 350 บาท คุณภาพใช้ได้ค่ะ



นี่คือ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ค่ะ
ที่พักเราอยู่หลังที่ทำการเลยค่ะ ชื่อ eco hut เจ้าของเขาเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานนี่แหละค่ะ



ดูรีวิว eco hut กดตรงนี้เลยค่ะ

เรามักขึ้นดอยอินทนนท์ตอนเช้าๆเพื่อชมทะเลหมอก แต่ถ้าคุณมาถึงอินทนนท์สายแล้ว อาจแวะสถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์เพื่อชมดอกไม้และรับประทานอาหารอร่อยๆ



สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์
เดินทางตามเส้นทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009 ผ่านด่านที่ 1 (อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์) บริเวณ กม.ที่ 8 (น้ำตกแม่กลาง)

เมื่อเดินทางถึงกิโลเมตรที่ 31 เลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านขุนกลาง จากนั้นเลี้ยวซ้ายตรงสามแยกสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ขับรถตามเส้นทางในหมู่บ้านอีกประมาณ 1 กิโลเมตรก็จะถึงสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์




วิวจากด้านบน จะเห็นโรงปลูกต้นไม้เป็นขั้นบันได


...ดอกไม้สวยๆมีเยอะค่ะ

มีหงษ์ด้วยค่ะ เด็กๆชอบกันใหญ่





ไปดูดอกไม้ในเรือนดอกไม้กันค่ะ





เขาว่าอาหารของโครงการหลวงอร่อยมาก วัตถุดิบมีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ลองมาดูกันค่ะว่าถูกใจกันหรือเปล่า

เรียงตามเข็มนาฬิกานะคะ

ปลาสลิดกับน้ำพริกเห็ดหอมสด น้ำพริกไม่เผ็ด อร่อยกลมกล่อมมาก เข้ากับปลาสลิดได้ดี

ปลาเทร้าซ์นึ่งซีอิ้ว เมนูแนะนำของที่นี่เลยนะคะ อร่อยสมคำร่ำลือ เขาว่ามากินอาหารที่นี่ต้องทานปลาเทราซ์ค่ะ

กุ้งก้ามแดงผัดพริกหวาน เนื้อกุ้งเยอะและแน่น พริกหวานหอมและสดมากค่ะ


สำหรับอาหารค่ำที่อินทนนท์จะทานที่ร้านอาหารที่หน้าที่ทำการอุทยานก็ได้ค่ะ ถ้าอยากชิมผักผลไม้สดๆของชาวเขา ลองมาตลาดตีนดอยอินทนนท์ค่ะ มีของที่ระลึก ผักสด ผลไม้สด ราคากันเองมาก ต่อรองราคาหรือขอชิมก่อนก็ได้ค่ะ


ตอนหนาวๆมันเผาช่วยได้ หายหนาวและอิ่มท้องด้วย


อิ่มท้องกันแล้ว กลับไปนอนพักผ่อนให้เต็มที่นะคะเพราะรุ่งขึ้นต้องตื่น 4.30 น. เพื่อขึ้นดอยอินทนนท์ มีนัดกับพระอาทิตย์ค่ะ

ที่ยอดดอยอินทนนท์มีลานจอดรถ ห้องน้ำ ร้านขายของเล็กๆ มีคนมาขายเครื่องดื่มร้อนกาแฟโอวัลตินด้วยค่ะ

วันนี้มีคนมาปล่อยโคม บางคนส่องไฟฉายเดินขึ้นยอดดอย บางคนก็มารอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวกิ่วแม่ปานซึ่งมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นได้ชัดเจน ตรงจุดนี้ก็มีทั้งร้านอาหารและห้องน้ำค่ะ

ภาพบรรยากาศที่จุดชมวิวกิ่วแม่ปานค่ะ




พระอาทิตย์จะมาแล้ว



หลังพระอาทิตย์ขึ้นนักท่องเที่ยวทั้งหลายก็กระจายกันไป หลายคนไปเดินศึกษาธรรมชาติที่กิ่วแม่ปาน
ใช้เวลาเดินประมาณ 3-4 ชั่วโมง ค่าธรรมเนียมคนละ 200 บาท ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร และจำเป็นต้องมีไกด์ท้องถิ่นนำไปค่ะ
ใครไม่ชอบเดินไกล ไปเดินเส้นทางบนยอดดอยอินทนน์ก็ได้ค่ะ ระยะทางสั้นกว่าและใช้เวลาน้อยกว่า


ผิงไฟคลายหนาวที่หน้าร้านอาหารกันค่ะ




ลงจากยอดดอยมาไหว้พระธาตุกันค่ะ
สองพระธาตุตระหง่านประชันกัน

พระมหาธาตุ นภเมทนีดล และ พระมหาธาตุ นภพลภูมิสิริ



ดอกไม้บูชาตามศรัทธานะคะ

มองพระมหาธาตุ นภเมทนีดลจากมุมของพระมหาธาตุ นภพลภูมิสิริ และมองพระมหาธาตุ นภพลภูมิสิริจากมุมของพระมหาธาตุ นภเมทนีดล



ชมทะเลหมอกจากบนพระธาตุ



ตรงนี้เป็นจุดชมวิวตอนลงเขาอีกแห่งหนึ่งค่ะ

จุดสังเกต ถนนตรงนี้จะดูเหมือนกำลังซ่อมแซม อาจมีคนจอดรถไว้ ป้าย"จุดชมวิว"เล็กมากอยู่บนเนินเขาทางขวามือ ตรงนี้ชมทะเลหมอกเหมือนกันค่ะ




จากอินทนนท์กลับเชียงใหม่สามารถแวะเที่ยวน้ำตกได้หลายแห่งเลยค่ะ

น้ำตกสิริธาร



น้ำตกวชิรธาร
เป็นน้ำตกใหญ่เดิมชื่อ "ตาดฆ้องโยง" ตัวน้ำตกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 750 เมตร และน้ำจะไหลจากหน้าผา ข้างบนตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ตรงข้ามมีหน้าผาสูงชันเรียกว่า "ผาม่อนแก้ว" ภายหลังเรียกให้เพราะขึ้นว่า "ผากรแก้ว" การไปยังน้ำตกวชิรธารนี้ไปได้ง่ายมาก จากเชิงดอยอินทนนท์ ขึ้น ไปถึงกม.ที่ 21 จะเห็น ป้ายบอกทางแยกขวาเข้าน้ำตก จอดรถแล้วเดินขึ้นน้ำตกได้เลยค่ะ มีจุดขายขนมและน้ำดื่มด้วยค่ะ

น้ำตกนี้ละอองน้ำสาดกระเซ็นมาก ระวังกล้องกันหน่อยนะคะ




น้ำตกแม่ยะ
ตั้งอยู่ในเขตอำเภอจอมทอง ห่างจากตัวอำเภอเมืองเชียงใหม่ 70 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 108 ไป 58 กม. เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 ไปประมาณกม.ที่ 1 เลี้ยวซ้ายเข้าไป อีกประมาณ 14 กม. ลักษณะทั่วไป น้ำตกแม่ยะเป็นน้ำตกใหญ่ และสวยงามมากแห่งหนึ่ง เพราะน้ำซึ่งไหลลงมาจาก หน้าผาสูงชัน 280 เมตร ไหลลงมากระทบโขดหินเป็นชั้น ๆ เหมือนม่านแล้วลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำเบื้องล่าง น้ำใสเย็นเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งบริเวณรอบ ๆ น้ำตกเป็นป่าเขาอันสงบเงียบ และมีศูนย์ประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวตั้งอยู่ด้วย





นอกจากนี้ บริเวณอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ยังมีน้ำตกอีกหลายแห่งเลยค่ะ แต่เนื่องจากเวลาจำกัดจึงสำรวจมาเล่าให้ฟังกันได้เท่านี้ค่ะ

ถ้ามีโอกาส ช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนธันวาคม อย่าลืมมาเยี่ยมแม่คะนิ้งที่อินทนนท์นะคะ อากาศหนาวมาก อย่าลืมอุปกรณ์อบอุ่นร่างกายนะคะ

ขอให้เที่ยวสนุกนะคะ




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2554    
Last Update : 25 ธันวาคม 2554 22:38:38 น.
Counter : 1128 Pageviews.  

...ชัง...แต่...ชื่อ....ชื่อ...สีชัง

ทริปสั้นๆแค่ 2 วัน 1 คืน เดินทางช่วงวันหยุดยาวอาสาฬหบูชา หยุดยาวก็จริง แต่มีเวลาแค่เนี้ย....

ทริปนี้คิดขึ้นมากะทันหัน เป็นอารมณ์อยากเที่ยวแต่มีเวลาแค่หนึ่งวันเต็มๆ
เอาไงดี เที่ยวไหนที่ใช้เวลาไม่มากและด้วยความไม่ชอบคนพลุกพล่าน บางแสน พัทยา คงต้องขอผ่าน เลยมาลงที่นี่

เกาะสีชัง...

ทราบว่าเรือเที่ยวสุดท้ายที่ไปเกาะสีชังคือสองทุ่ม แต่วันที่ไป จขบ.ทำงานเลิกห้าโมงเย็น...ตัดสินใจ ไป แต่ถ้าตกเรือก็นอนแถวศรีราชาก่อนแล้วเช้าค่อยนั่งเรือข้ามไป

ออกจากกทม.หกโมงเย็น จอดรถทิ้งไว้ที่สวนสาธารณะเกาะลอย ทันเรือเที่ยวสุดท้ายพอดี ลุ้นสุดยอด


ค่าเรือขาไป คนละ 50 บาท

เนื่องจากเป็นทริปฉุกละหุก ไม่ได้จองที่พักล่วงหน้า ระหว่างเพื่อนขับรถ จขกท.ก็โทรจองที่พักไปเรื่อยๆ(printชื่อที่พักกับเบอร์โทรจากinternet)ซึ่งก็เต็มทุกที่เลย สุดท้ายได้ที่เกาะสีชังรีสอร์ต เหลือห้องเดียวพอดี

รูประหว่างนั่งเรือ...ดูน่ากลัวประหนึ่งเรือผี





มาถึงเกาะสีชังก็ต้องหาอะไรทานก่อนเลย ขึ้นจากท่าเรือก็เดินหาของกินเลย
มาเจอร้านนี้ค่ะ

จากท่าเรือเลี้ยวขวา จะเจอร้านนี้อยู่ด้านขวามือ



ครัวไอทะเล



ทานอะไรบ้างเอ่ย...

ไข่เจียวหอยนางรม(ของโปรด) เห็นมั้ยหอยนางรมแพลมๆออกมาทักทาย



ต้มยำทะเล แซ่บหลายค่ะ



เห็นชื่อแปลกๆในเมนู

"หอยฟันกระต่าย"

มันเป็นเช่นไร ลองสั่งมาดู



โฉมหน้า"หอยฟันกระต่าย"

พอได้ชิม เกิดความเข้าใจ ทำไมมันชื่อหอยฟันกระต่าย

มันเหนียวมากกกกกกก เคี้ยวทรมาน คงต้องมีฟันคมๆแบบกระต่ายเท่านั้นที่กินมันลงไปได้

"หอยฟันกระต่าย" ขอลาขาด ฉันจะไม่กินแกอีกตลอดชีวิต



วิวจากระเบียง ครัวไอทะเล


ท่าเรือสีชังยามค่ำคืน



ทานอาหารเสร็จดึกพอควร
สามารถโทรเรียกรถจากรีสอร์ตมารับที่ร้านได้เลยค่ะ

...เกาะสีชังรีสอร์ต....


คืนละ 1,000 บาทค่ะ เขาบอกว่าที่จริง 1,200 บาท แต่เรามาดึกเลยลดราคาให้

ไม่มีอาหารเช้านะคะ แต่มีกาแฟ ปาตั้งโก๋ฟรีค่ะ

เกาะสีชังรีสอร์ตมีสองชั้น เราได้ชั้นบน

รูปนี้ประหนึ่งใช้soft filter เปล่าหรอกค่ะ ออกจากห้องแอร์แล้วฝ้ามันจับหน้าเลนส์ ดูติสท์ไปอีกแบบ





ด้านนอกมีระเบียงให้นั่งชิว แต่วันนั้นอากาศอบอ้าวมาก อยู่ในห้องแอร์ดีกว่า


ตัดฉากมาตอนเช้า...

เกาะสีชังรีสอร์ต ดีตรงที่อยู่ตรงข้ามช่องเขาขาดเลย
จากรีสอร์ต แค่ข้ามถนน ก็เจอช่องเขาขาดเลยค่ะ



ไปช่องเขาขาดกันเถอะ



จุดชมวิว




ไปเดินสะพานวชิราวุธกัน



เดินไปบนสะพาน แต่เดินกลับมาเดินข้างล่าง เปลี่ยนบรรยากาศ




การเดินทางบนเกาะสีชัง
จะเช่ามอเตอร์ไซต์ก็ได้ ATVก็มี


เดินขั้นบันไดไปที่จุดชมวิวด้านบนช่องเขาขาดค่ะ
ด้านบนมีพลับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 5 เขาว่าท่านมักมานั่งชมวิว ด้านบนจะเห็นทะเลทั้งสองด้าน
(ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะดันถ่ายออกมาไม่สวย..แหะๆ)



เดินลงหล่ะ ระหว่างทางมีดอกลีลาวดีมากมาย
รู้สึกเหมือนลีลาวดีเป็นสัญลักษณ์ของสีชังเลย



เป้าหมายต่อไป... ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่

ขึ้นกะไดอีกแล้ว



ด้านบนค่ะ


เจ้าพ่อเขาใหญ่



เซียมซีเสี่ยงทายตามวันเกิด



เจ้าพ่อเห้งเจีย
พ่อปู่ฤาษี



ทำบุญ เขียนชื่อใส่กระดาษสีแดง หาทำเลเหมาะ แปะกระดาษในถ้ำ


แวะจิบชา
วิวเกาะสีชังจากด้านบนศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่


ไหว้เสด็จพ่อ

จากศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่สามารถเดินต่อไปไหว้พระพุทธบาทได้
จากป้ายเขียนว่า 268 เมตร อุเหม่...
เดินขึ้นจริงๆเหนื่อยโขดๆ เมื่อยขามากค่ะ ขึ้นกะไดอีกและ



พระพุทธบาท
ใครไม่อยากเดินขึ้นมาชมพระพุทธบาท จะขับมอเตอร์ไซต์มาก็ได้ แต่ทางชัน อาจอันตรายนะคะ


เป้าหมายต่อไป...วัดถ้ำยายปริก

วัดถ้ำยายปริก เป็นสถานปฏิบัติธรรมด้วยค่ะ
ตอนไปชม พุทธศาสนิกชนกำลังเดินจงกรมกันอยู่ พระท่านผละจากการสอนปฏิบัติธรรมมาพาเราดูถ้ำ ตอนนั้นรู้สึกเกรงใจท่านมากๆเลย

...โอ่งนี้ ตั้งอยู่ในถ้ำ



ถ้ำยายปริกเป็นโถงใหญ่ มี 3 ห้อง ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่


จากนั้น..ไปไหว้หลวงพ่อเหลืองค่ะ



จากหลวงพ่อเหลืองสามารถเดินต่อไปถึงสำนักสงฆ์ถ้ำระฆังค่ะ

ภายในทั้งเทวรูปและพระพุทธรูป

ระฆังเยอะสมชื่อ "ถ้ำระฆัง"



เป้าหมายต่อไปค่ะ...

จุฑาธุชราชฐาน

ตอนที่ไปอากาศตุ่ยๆฟ้าไม่เป็นสีฟ้าแล้ว แต่ครึ้มๆเหมือนฝนจะตก ก็เลยได้ภาพท้องฟ้าสีเทาๆแบบนี้หล่ะค่ะ



สะพานอัษฎางค์
จุดที่ใครๆก็ชอบมาถ่ายรูป เนอะ





ชมสวนในตำหนัก

เรือนเขียว

มีขายเครื่องดื่ม นั่งดื่มชิวๆได้


ไหว้เสด็จพ่อกันอีกรอบ คนมาไหว้เยอะมากกกก



ทางเดินตรงนี้สวยดี ถ่ายpotraitมาเยอะ แต่ไม่โชว์นะเออ




เราเที่ยวกันจนบ่ายสามก็เริ่มหิว ไม่รู้จะทานร้านไหนดีก็เลยกลับมาครัวไอทะเลเช่นเดิม

หอยนางรมที่ใดจะใหญ่เท่าสุราษ



ปูผัดผงกระหรี่



ต้มยำปลา แซ่บดี


ระหว่างกินข้าว สิ่งนี้ก็ว่ายน้ำผ่านไป
ตัวอะรั้ย ใครรู้บอกทีค่า



กินข้าวเสร็จแวะชมอีกหนึ่งที่...หาดถ้ำพังหรืออีกชื่อคืออ่าวอัษฎางค์ แหลมที่ยื่นออกมาคือแหลมจักรพงษ์




ถึงเวลาอันควรที่จะเดินทางกลับ
ค่าเรือขากลับ 40 บาท ถูกกว่าขามา 10 บาท

สีชัง...เป็นอีกที่ที่น่าประทับใจค่ะ ใกล้กรุง ค่าใช้จ่ายไม่แพง เหมาะกับการมาเที่ยวเวลาที่เรามีเวลาไม่มากค่ะ ถ้ามีโอกาสคิดว่าอาจมาเยือนอีกครั้งค่ะ

ปิดรีวิวด้วยรูปดอกไม้งามแห่งเกาะสีชัง







 

Create Date : 28 กันยายน 2554    
Last Update : 11 มกราคม 2555 22:54:51 น.
Counter : 1451 Pageviews.  

เขาหลัก-ภูเก็ต

กุมภาพันธ์ 2554

โปรแกรมตามนี้ค่ะ

วันที่ 1 -สุวรรณภูมิ-ภูเก็ต-เขาหลัก
วันที่ 2 -สิมิลัน
วันที่ 3 -ภูเก็ต-สุวรรณภูมิ

วันที่หนึ่ง ออกเดินทางจากกรุงเทพตอนเย็นๆด้วยTG221 ถึงภูเก็ตประมาณหนึ่งทุ่มแล้วนั่งรถต่อมาเขาหลัก จ.พังงา ใช้เวลานั่งรถประมาณสองชั่วโมงค่ะ
เข้าพักที่โรงแรมJW Mariott เขาหลัก
....ดูรีวิวโรงแรมในblogนี้ได้เลยค่ะ
JW Mariott Hotel เขาหลัก


วันที่สอง รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้วนั่งรถไปท่าเรือทับละมุเพื่อเดินทางไปหมู่เกาะสิมิลันค่ะ

เมื่อไปถึงท่าเรือทับละมุ เราก็โดนปล้นรองเท้าค่ะ เราต้องเดินเท้าเปล่าไปรับอุปกรณ์ดำน้ำตามความพอใจอันประกอบด้วยเสื้อชูชีพ snoggleและจะเอาตีนกบหรือไม่ก็ได้ หรือจะเอาตีนกบไปแต่ไม่ใช้ก็ไม่เป็นไรค่ะ เขาไม่คิดตังค์เพิ่ม รับอุปกรณ์เสร็จก็go barefootขึ้นเรือค่ะ

นั่งspeed boatสักชั่วโมงครึ่งก็ถึงสิมิลันค่ะ บางคนเมาเรือนะคะ ดังนั้นถ้ามียาแก้เมาเรือไว้เผื่อน่าจะดีนะคะ

ในภาพ คุณไกด์ท้องถิ่นกำลังอธิบายเรื่องการดำน้ำและการใช้อุปกรณ์ค่ะ



สัญลักษณ์ของสิมิลันคือนี่เลยค่ะ แหม่มในชุดบิกินี...เพลินตามาก
ล้อเล่นค่ะ...
ตามภาพนะคะ สัญลักษณ์ของสิมิลันคือ หินเรือใบ ที่อยู่ด้านบน ในภาพค่ะ



สามารถไปเที่ยวสิมิลันได้ในเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนของทุกปีค่ะ เดือนอื่นฝนตกมีมรสุมเพื่อความปลอดภัยจึงปิดการท่องเที่ยวค่ะ

ในเกาะสิมิลันก็มีบ้านพักของอุทยานนะคะ สามารถดูรายละเอียดและจองที่นี่ค่ะ
http://www.dnp.go.th

การขึ้นชมหินเรือใบแบบใกล้ชิดสนิมสนมต้องขึ้นไปด้านบนค่ะ barefootตามกันมาเลยค่ะ

ช่วงแรกเดินบนทรายนิ่มๆสบายเท้าดีนะคะ ต่อมาต้องเดินบนดิน หิน กระได ลำบากขึ้นเรื่อยๆแต่ภาพด้านบนก็สวยคุ้มกับการปีนค่ะ

นี่ทางขึ้นค่ะ มีป้ายบอกกันชัดเจน


ทางขึ้นต้องมีการมุดแบบนี้


ปีนกะได อย่างงี้


มุดรูแล้วขึ้นกะไดต่อ จังซี่..



ถึงด้านบนกันซะที ชมวิวจากด้านบนกันค่ะ

ที่ยืนเล่นมิวสิกอยู่คือคุณไกด์ท้องถิ่นของเราค่ะ


ถ่ายรูป ชมวิวกันอิ่มเอมแล้วก็เดินลง เช่นนี้ (เดินที่ไหน นี่มันไต่เชือก)
สังเกต น้องชายด้านหลังกำลังปาดเหงื่อ


ลงมาด้านล่างเป็นเวลาเที่ยงพอดี เรารับข้าวเที่ยงกันที่ร้านอาหารของอุทยาน อาหารธรรมดาๆแต่รสชาดดี ทำให้รู้สึกอยากกลับมาเยือนที่นี่อีกแบบนอนค้างบนเกาะ(ก็ที่กินที่อยู่มีครบนี่)

ถ่ายรูปกับป้ายกันตามระเบียบ



ป้าย และ หินเรือใบ


ชมวิวสิมิลันต่อสักหน่อย








ครอบครัวฝรั่งเดินชิวบนฝืนทราย


ฝากรอยเท้าเอาไว้


ไปต่อกันที่ เกาะปายู

ที่นี่มาเพื่อดำน้ำค่ะ น้ำใส ทะเลสวย ไม่มีไรทะเลเลยค่ะ ปลาสีสวยเยอะมากๆ ปลาไม่กลัวเราด้วยค่ะ เราจับปลาได้ตัวนึงสีเหลืองมีลายมันว่ายมาใกล้ๆเราเลยค่ะ




นายท้ายเรือนั่งดูความปลอดภัยของพวกเรา


เกาะสุดท้ายที่เราไปกันวันนี้ เกาะเมียง
เกาะนี้ เรามาเพื่อเล่นน้ำที่ชายหาดค่ะ บางคนก็ถ่ายรูปไป(คนนี้ด้วย)


มาดูรูปที่ถ่ายมาได้กันค่ะ





ปราสาททราย ใครหนอมาสร้างไว้ เราเลยได้ถ่ายรูปเก็บไว้เลย


เล่นน้ำแล้วพักมานั่งกิน โอ๊ะเอ๋ว ซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองภูเก็ต อร่อยมากๆกินแล้วสดชื่นสุดๆเลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาให้ค่ะ

โอ๊ะเอ๋วเป็นพืชชนิดหนึ่ง ขนมโอ๊ะเอ๋วทำจากเมือกโอ๊ะเอ๋วผสมเมือกกล้วยน้ำว้า ใส่เจี่ยกอให้ก่อตัวเป็นก้อน ใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็งใส กินแก้ร้อนในและลดการกระหายน้ำ ได้ผลจริงๆด้วยค่ะ



เที่ยวครบสามเกาะนั่งเรือกลับ(หลับตลอดทาง)

อาหารเย็นวันนั้นไปทานกันที่ the similan restaurantซึ่งอยู่ที่kantary beach เขาหลัก อาหารที่นี่เป็นอาหารไทย seafood และมีพิซซ่าสไตล์อิตาเลียนที่อร่อยมากๆค่ะ







ในภาพคือห่อหมกปลาและปลา(อะไรไม่รู้)ทอด



พริกประดับใหญ่มากกกก


แก้วที่วางตรงกลางคือsingapore slingของจขบ.



นี่ก็ มากาเรตตาของจขบ. ด้านหลังที่เบลอๆอยู่ในจานคือพิซซ่าสไตล์อิตาเลียน แป้งบางกรอบพร้อมชีสที่ยืดมากกกกกกกก


ตบท้ายด้วยของหวาน...
นี่คือ ไอติมเคลือบช็อคโกแลค


ผลไม้สีสันสดใส


หลังอิ่มท้อง กลับไปนอนหลับสบายบนหมอนยักษ์ของJW Mariottเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปภูเก็ตวันพรุ่งนี้ค่ะ

นั่งรถจากเขาหลักไปภูเก็ตระยะเวลาประมาณสองชั่วโมงกว่าเช่นเคยค่ะ ระหว่างทางแวะชม(ชะโงก)เรือหลวงที่ถูกสึนามิพามาอยู่บนบก และยังไม่ถูกลำเลียงออกไปเนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ แม้เรือหลวงลำนี้จะไม่ได้ออกราชการแล้วแต่ก็ยังมีประโยชน์ที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว(ซะงั้น) เราชะโงกดูเรือจากบนรถจึงไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ชมค่ะ

ถึงเมืองภูเก็ต เราแวะไปชะโงกต่อที่อาคารเก่าทรงชิโนโปรตุกิส ชมตึกจากบนรถเช่นเคย

รถแวะจอดที่สี่แยกเพื่อทัวร์เค้าจะลงไปซื้อขนมพื้นเมืองภูเก็ต คือ ขนมโอ๊ะเอ๋ว และ ขนมอาโป้งค่ะ

พอรถจอดเราก็ดอดลงมาเพื่อถ่ายรูปค่ะ

นี่คือตึกเก่าพร้อมไฟแดงใหม่



อาคารชิโนโปรตุกิส


ขนมมาแล้ว ในมือขวาคือ อาโป้ง ในมือซ้ายคือ โอ๊ะเอ๋ว

อาโป้งหน้าตาคล้ายทองม้วนยักษ์หรือขนมถังแตกขนาดเล็กที่ไม่มีใส้ รสชาดหอม หวานไม่มาก กรอบนอกนุ่มใน กินชิ้นแรกอร่อยจังขอต่อชิ้นที่สอง-สาม ชิ้นที่สี่เริ่มเลี่ยน แต่ก็ประทับใจเพิ่งเคยชิมขนมชนิดนี้เป็นครั้งแรกค่ะ



สุดท้าย ก่อนกลับ เราแวะซื้อของฝากที่ร้านน้ำทิพย์ ของฝากค่อนข้างแพง(ขายฝรั่งในราคาฝรั่ง ขายคนไทยในราคาคนไทย) ใครแวะซื้อขนมที่นี่ ตอนจ่ายเงินต้องดูนะคะว่าเราจ่ายเงินในราคาที่เขียนด้วยเลขไทย เพราะราคาที่เป็นเลขอารบิกจะคิดให้ฝรั่งซึ่งราคาจะแพงกว่าราคาเลขไทยมากค่ะ

จากนั้น เราก็บินกลับกรุงเทพด้วยการบินไทยเช่นเดิมค่ะ
จบtripนี้อย่างสนุกสนาน แปลกใหม่ อิ่มอร่อย และน่าประทับใจมากๆค่ะ
ถ้ามีโอกาส อย่าลืมมาเยือนสิมิลันนะคะ ทะเลงาม น้ำใส...

ขอบคุณทุกท่านที่มาเยือนblogด้วยค่ะ




 

Create Date : 27 มีนาคม 2554    
Last Update : 25 ธันวาคม 2554 15:27:49 น.
Counter : 1087 Pageviews.  


Sun-Dong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มีความฝันอยากเก็บประสบการณ์ทั่วโลก ค่อยๆเก็บกันไปเท่าที่โอกาสอำนวย แค่อ่านหนังสือท่องเที่ยวบางทีก็รู้สึกเหมือนมีส่วนร่วมไปแล้ว
Friends' blogs
[Add Sun-Dong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.