ซาตานน้อยตะลอนทัวร์
Group Blog
 
All blogs
 
วิถีเนปาล ตอนที่ 1 จตุรัสกาฏมาณฑู

ตามแผนที่วางไว้จะเป็นดังนี้นะคะ

วันที่ 1 สุวรรณภูมิ-กาฏมาณฑุ-จตุรัสกาฏมาณฑุ
วันที่ 2 สยมภูวนาท-โพธนาท-ปศุปฏินาท-นากากอต
วันที่ 3 ชางกุนารายัน-บักตะปูร์-ปาตัน-กาฏมาณฑุ
วันที่ 4 เดินทางไปโพคารา
วันที่ 5 sarangot-เที่ยวเมืองโพคารา
วันที่ 6 เดินทางกลับกาฏมาณฑุ
วันที่ 7 กลับกทม.

เบ็ดเสร็จค่าเสียหายครั้งนี้

-ค่าตั๋วเครื่องบิน การบินไทยไป-กลับ 19,180 บาท ราคานี้ไม่ได้มาง่ายๆนะคะ เดี๋ยวจะเล่าที่มาให้ฟังค่ะ
-ค่าประกันต่างประเทส 7 วัน 704 บาท
-ค่าครองชีพที่เนปาล กิน อยู่ หลับนอน(กินอาหารไม่ครบสามมื้อในบางวันค่ะ) 317$(ในนี้รวมค่าของฝากไปแล้วค่ะ ของฝากประมาณพันกว่าบาท)

เล่าที่มาของทริปนี้ก่อนค่ะ
มันเริ่มจากเปิ้ล โพล่งขึ้นมาว่า "ไปเนปาลกันมั้ย"
แล้วพวกเราก็ตอบว่า"ไป"
สิ้นคิดสิ้นดีเลยค่ะ ชวนก็ไปทันทีเลย จขบ.เองตัดสินใจได้ทันทีเพราะว่าเคยดูสารคดีเกี่ยวกับกุมารีค่ะ รู้สึกว่ากุมารีเธอแต่งตาได้งามดี(ล้อเล่นค่ะ) คือคิดว่าเนปาลน่าจะยังมีวัฒนธรรมประเภณีดั้งเดิมที่น่าสนใจ อยากเห็นด้วยตาตัวเอง อีกอย่างคือไปตามรอยนาธานด้วยค่ะ(อันนี้ก็ล้อเล่นค่ะ) จขบ.ก็เลยตัดสินใจตกลงพรวดพราดไปเลยค่ะ

ตอนแรกเราจะไปทัวร์นะคะ จขบ.ไม่เคยbackpackเลย ยอมรับว่ากลัวค่ะ เคยอยากไปอินเดียแต่พอดูหนังเรื่องslumdogแล้วก็กลัว ไม่อยากไปอินเดียแล้ว ตอนแรกคิดว่าเนปาลมันใกล้ๆอินเดียเลยรู้สึกว่าไปทัวร์น่าจะสะดวกและปลอดภัยกว่า เลยตัดสินใจมอบหมายเปิ้ล(ตัวต้นเรื่อง)ให้ไปหาทัวร์ค่ะ

แต่...

ทัวร์ที่หามาได้ เนปาล8วันมีshort trekkingด้วย เค้าบอกราคามาว่าสี่หมื่นกว่าบาท ยังconfirmราคาไม่ได้ต้องรอดูก่อน ตอนนั้นรู้สึกว่าแพงมากค่ะ สี่หมื่นกว่า ไม่รู้ว่ากว่าแค่ไหน(41,000-49,000) ตอนนั้นเลยตัดสินใจไม่ไปกับทัวร์แล้วเริ่มหาข้อมูลการbackpack เนปาลค่ะ

พออ่านหนังสือทำให้ทราบว่าเนปาลไม่น่ากลัวอย่างที่คิด น่าจะbackpackได้ค่ะ

หาข้อมูลเยอะมากค่ะ ส่วนใหญ่จากหนังสือ อ่านรีวิวจากที่นี่นิดหน่อย(อ่านไปเคลิ้มไป จำอะไรไม่ค่อยได้) อ่านเวบพี่วุทพี่เคทด้วยค่ะ และก็ดูซีดีขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเนปาลค่ะ

ซื้อหนังสือเองบ้างและมีผู้ใหญ่ใจดีให้ยืมมาด้วยค่ะ
หนังสือในคลังมีดังนี้ค่ะ
1 เที่ยวไม่ง้อทัวร์ตีตั๋วตะลุยเนปาล อ่านไป4รอบค่ะแล้วส่งให้เพื่อนที่ไปด้วยกันอ่านต่อ เล่มนี้จะเล่าเรื่องการเดินเขาด้วยนะคะ ใครอยากเดินเขาซื้อเล่มนี้อ่านได้ค่ะ
2 หน้าต่างโลก ตามสไตล์หน้าต่างโลกค่ะ อ่านแล้วจะงงว่านี่คือหนังสือท่องเที่ยวหรือหนังสือสังคมศึกษากันแน่ อ่านจบ สรุปว่า
มันคือหนังสือสังคมศึกษาค่ะ ใครอยากเข้าใจและรู้ในรายละเอียดทั้งการเมืองและวัฒนธรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อม เล่มนี้มีค่ะ
3 lonely planet พึ่งพาแผนที่จากเล่มนี้นะคะ แผนที่ดีมาก แต่ไม่updateแล้วนะคะ ในเนปาลมีโรงแรมงอกขึ้นมากมายกว่าที่มีอยู่ในlonely planetค่ะ
4 คู่มือนักเดินทางฉบับพกพา เนปาล เล่มเล็กๆเนื้อหาน้อยค่ะ
5 sacred erotic art &themes of nepal เล่มนี้อธิบายภาพสลักอีโรติกค่ะ
6 the rough guide to nepal
7 แอบดูเนปาล เล่มนี้เนื้อหาไม่มากอ่านเพลินไปค่ะ คืนเดียวก็จบ
8 เลาะหิมาลัยไปเนปาล
9 streets of silver ,streets of gold
10 คู่มือเดินทาง ฉบับมนุษย์ออฟฟิศ เนปาล อันนี้ก็อ่านเพลิน มีเล่าเรื่องtrekkingด้วยค่ะ
11 เนปาลในม่านเมฆ อันนี้ยกให้เปิ้ลอ่าน

อ่านจนจำแผนที่ได้เลยค่ะ ไม่รู้ว่าจะไปสอบเอาปริญญาหรืออย่างไร

อย่างหนึ่งที่ต้องบอกนะคะ

ตอนนี้ ค่าธรรมเนียมที่เขียนในหนังสือไม่เหมือนเดิมแล้วนะคะ ขึ้นราคาอย่างมาก ตั๋วเข้าเมืองบักตะปูที่ว่าแพงแต่สามารถเข้าซ้ำกี่ครั้งก็ได้ ตอนนี้แพงกว่าเดิมและใช้ได้วันเดียวค่ะ สามารถตามดูรายละเอียดเรื่องราคาค่าเข้าที่ต่างๆได้ในบล็อคนี้นะคะ จะพยายามเล่าให้ละเอียดค่ะ

หลังตัดสินใจbackpackแน่แล้วก็ต้องจองตั๋วเครื่องบินสิคะ
เท่าที่รู้ที่บินตรงมีสองสายการบินค่ะ
nepal airline คนเนปาลเขาจะใช้บริการสายการบินนี้ค่ะ ราคาจะถูกกว่าการบินไทย แต่ไม่ได้บินทุกวันนะคะ ได้ยินมาจากเอเยนต์ทัวร์ว่าบางครั้งdelayหรือยกเลิกเที่ยวบินก็มีค่ะ ถ้าใช้บริการสายการบินนี้ควรconfirm flightก่อนบินหนึ่งวันค่ะ

และ การบินไทย

ส่วนเรื่องvisaมี 2 แบบนะคะ คือ
1 ไปทำที่สถานฑูตเนปาล ที่สุขุมวิท เสียค่าธรรมเนียมเป็นเงินไทย
2 visa on arrival ไปทำที่เนปาลเลย เสียค่าธรรมเนียมเป็น$ เทียบแล้วถูกกว่าทำที่ไทย
เราทำvisa on arrivalค่ะ รวดเร็ว ไม่มีปัญหาใดๆค่ะ

เตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาเดินทางค่ะ

ไปสุวรรณภูมิกันค่ะ TG319 Boarding time 9.35น.
ตอนแรกกังวลเรื่องวิกฤตตม.ค่ะ เลยนัดกับเพื่อนเจอกันที่สุวรรณภูมิ 7.00น. ไปถึงจริงๆก็เจ็ดโมงครึ่งค่ะ เพื่อนก็มาพอๆกัน ปรากฎว่า ผ่านตม.เร็วมาก ผู้โดยสารไม่เยอะค่ะ วันนั้น เลยเข้าไปถ่ายรูปเล่นด้านในค่ะ

รูปกวนเกสียรสมุทร ไม่โชว์นะคะ เดี๋ยวจะเบื่อซะก่อน

ด้วยความไปเร็วไม่มีไรทำ หิวด้วย เลยไปรองท้องที่เบเกอร์คิงก่อนค่ะ

จากในรูป ดูเหมือนจัดหนักมากกว่าเรียกว่า รองท้อง








พอขึ้นเครื่องก็เจออาหารอีก แต่ เมื่อกี๊จัดหนักไป กินไม่ไหว เสียดายของมาก

...ปลาทอดสามรส อร่อย



อีกอย่างคือ กระหรี่ไก่ นี่ก็อร่อย


หลังทานอาหารเสร็จ แอร์ก็มาแจกใบขอวีซ่าสำหรับคนที่ไม่ได้ทำมา
ต้องใช้รูปถ่ายด้วย แต่ถ้าลืมก็ไม่เป็นไร มีที่ถ่ายรูปที่หน้าตม.เลย



ขาไปให้นั่งฝั่งขวา จะเห็นเอเวอเรส
ตอนแรกคิดว่าเห็นแบบว่าอลังการงานสร้าง อุแม่เจ้า อะไรทำนองนั้น
เปล่าค่ะ เห็นไกลๆ ไม่บอกไม่รู้ คิดว่าเมฆ ถ้าเห็นเอเวอเรสกัปตันจะประกาศบอกค่ะ

ขากลับ(นั่งฝั่งซ้ายนะคะ)ไม่เห็นค่ะเพราะเมฆมาก



ถึงสนามบินตรีภูวันเกือบเที่ยงค่ะ แล้วก็ไปเข้าแถวทำvisa on arrival
15 วัน 25$ (คิดอัตราแลกเปลี่ยนแล้วจะถูกกว่าทำจากเมืองไทยนะคะ)
ขั้นตอนการทำเร็วมากค่ะ ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเองค่ะ เอกสารที่เรากรอกเค้าก็ไม่ได้อ่านอะไร จ่ายตังค์ รับใบเสร็จก็จะได้visa nepalให้มาดูเล่นในพาสปอร์ตค่ะ

รับกระเป๋าเรียบร้อย ยกเป้ขึ้นแบก
เดินออกมาเจอที่แลกเงินค่ะ ทำตามตำราบอกไว้ คือแลกเงินพอแค่ค่าแท็กซี่ แล้วไปแลกอีกทีในเมืองจะได้rateที่ถูกกว่า เราเลยแลกไป10$

เดินยังไม่พ้นสนามบิน ถัดจากร้านแลกเงินนิดหน่อย มีแก็งชายชาวเนปาลสิบกว่าคนซ่องสุมรวมกันอยู่ พอเราเดินผ่าน เค้าก็ตะโกนโหวกเหวกเรียกเรา ถามเราว่ามีโรงแรมหรือยัง ซึ่งเรายังไม่ได้จองอะไรใดๆทั้งสิ้น จากที่อ่านมาเห็นว่ามีโรงแรมเยอะมาก เราเลยตั้งใจจะwalk inจะได้เห็นสภาพโรงแรมก่อนการตัดสินใจ เราอ่านจากในlonely planetมีโรงแรมที่แนะนำอยู่ชื่อganesh himal hotel เราตั้งใจจะลองwalk inไปโรงแรมนี้ก่อน ถ้าโรงแรมนี้เต็มก็ค่อยเดินหาเอา และเปิ้ลเคยบอกไว้ว่าถ้าไม่มีที่นอนจะไปกินฟรีนอนฟรีที่วัดไทยก็ได้ นั่นก็เป็นแผนสำรอง เราเลยไม่ซีเรียสเรื่องการจองที่พักล่วงหน้า

แก็งค์ชายเนปาลตะโกนโหวกเหวกเรียกเราเข้าไป เราเลยลองเข้าไปดู ก็คือคนพวกนี้เค้ามีโบรชัวร์โรงแรมมากมายและพยายามให้เราไปพักที่โรงแรมของเค้าโดยเสนอแท็กซี่ฟรีให้ พวกเค้าไม่มีganesh himalอยู่ในlist เราเลยขอผ่านไม่ได้ใช้บริการเค้า

ออกนอกสนามบินปุ๊บก็เจออีกแก็งค์หนึ่งปั๊บ คราวนี้เป็นแก็งค์แท็กซี่ บอกว่าเข้าเมืองราคา 500 รูปี เราก็เดินผ่านแก็งค์ออกมาบริเวณที่จอดรถ มีแท็กซี่จอดรอเรียงกันมากมาย มีคนหนึ่งเดินเข้ามาเสนอราคาว่าเข้าเมือง 100 รูปี เราเลยเดินไปขึ้นรถกับคนนี้

นี่แหละ...ประสบการณ์แรกที่เนปาลก็เกิดขึ้น
ปรากฎว่า...
ชายที่เสนอราคาให้เรา 100 รูปี เขาไม่ใช่คนขับรถซะหน่อย พอเราขึ้นรถ เค้าก็ขึ้นมาด้านหน้านั่งข้างคนขับ และเริ่มเจรจาถามถึงเรื่องโรงแรม(อีกแล้ว) เราบอกว่าเราต้องการไปganesh himal hotel เค้าก็ไม่ยอมเค้าพยายามจะให้เราไปโรงแรมของเค้าให้ได้ เค้าบอกว่าราคา100รูปีเป็นราคาที่แท็กซี่จะพาไปโรงแรมของเค้าเท่านั้น ถ้าเราอยากไปตามใจเราเราต้องจ่าย 500รูปี ทางเราเองก็ยืนยันว่าเราจะไปที่ganesh himalเท่านั้น

การเจรจาร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตกลงกันไม่ได้ เราไม่ยอมเค้า เค้าไม่ยอมเรา เค้าพูดแต่ว่า "you don't understand" พูดซ้ำๆอยู่แต่คำนี้ เริ่มเป็นการถกเถียงกันด้วยเสียงอันดัง ชายคนนี้บอกคนขับให้จอดข้างทางแล้วหันหน้ามาคุยกับเรา(ที่ถูกคือถกเถียงกัน) เรากับเพื่อนมองหน้ากันแล้วรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว "ลงจากรถเถอะ เพิ่งออกจากสนามมาได้นิดเดียวแต่ก็อยู่ที่ถนนใหญ่แล้ว" เพื่อนเราเปิดประตูรถซึ่งเป็นประตูสไลต์แบบรถตู้ ชายเนปาลยื่นมือมาจากด้านหน้าแล้วกระชากประตูรถปิดเสียงดังโครม

ตอนนั้นกลัวมาก คิดในใจว่าไม่น่างกเลยตรู ถ้ามากับทัวร์ก็คงไม่ต้องมาเจอแบบนี้ คิดไปต่างๆนาๆว่าจะมีการลงไม้ลงมือกันหรือเปล่า ถึงจะทำประกันมาแล้วก็เถอะ ประกันที่ทำมาครอบคลุมทั้งการบาดเจ็บ ทะเลาะวิวาท โดนทำร้าย มีตั๋วฟรีให้กลับกรณีฉุกเฉิน แต่ก็ไม่อยากใช้อะ อยากมาเที่ยวอย่างสงบสุข รู้สึกผิดกับเพื่อนด้วยว่าชวนมาลำบาก


...เราลงรถไม่ได้ โดนกักตัวไว้
การถกเถียงดำเนินต่อไป เมื่อเราไม่ยอมแน่นอน ชายเนปาลบอกว่าถ้าเราอยากไปโรงแรมตามที่เราต้องการต้องจ่ายเงินให้เค้าเดี๋ยวนี้ 500 รูปี ซึ่งแน่นอนเราไม่จ่าย เรายังไปไม่ถึงจุดหมายเลย เราก็ถามเค้าว่าทำไมเราต้องจ่าย ไม่จ่าย!
ชายเนปาลคงเซ็งกับเรามากพอกัน มันก็ลงจากรถ ปิดประตู ปัง! แล้วเดินจากไป

โล่งใจ มากกกกกก.....

คนขับ ออกรถ ไม่พูดอะไรกับเราแม้แต่คำเดียว เราก็ไม่พูดกับเค้าด้วยเหมือนกัน เราคุยกับเพื่อนเรา คิดว่าไอ้ตัวเมื่อกี๊ที่พยายามกรรโชกเราคงเป็นพวกกินหัวคิว คงกินทั้งหัวคิวโรงแรมแล้วกะกินหัวคิวแท็กซี่ด้วย

คนขับพาเราถึงganesh himal hotelโดยราบรื่น ปราศจากคำพูด เราให้เค้า 500 รูปีโดยปราศจากคำพูดเช่นกัน

ganesh himal hotel ดูดีมาก สมกับที่เป็นโรงแรมแนะนำในlonely planet
lobbyสวยงาม ติดแอร์เย็นฉ่ำ เราไม่ได้ถ่ายรูปมาเนื่องจากอาการอารมณ์เสียตกค้าง
....โรงแรมเต็ม และจะเต็มต่ออีกหลายวัน
ไม่ได้พักที่นี่แต่ก็ถามราคามาให้นะคะ ราคาห้องละ 20-30$แล้วแต่ห้องค่ะ

พนักงานที่โรงแรมบอกว่าอยากไปดูโรงแรมเพื่อนเค้ามั้ย ดูก่อน ไม่พอใจก็ไม่ต้องพัก เราเลยเดินตามเค้าไป ไม่ไกลจากganesh himal hotel

ถ้าออกจากganesh himal hotelแล้วเดินไปทางซ้าย เลี้ยวขวาสองครั้ง จะเจอrosebud hotelอยู่ขวามือ นี่คือโรงแรมที่เราพักในกาฏมาณฑุค่ะ
เราชอบห้องของrosebud
เราได้ห้องชั้นบนสุดและริมสุด จากหน้าต่างห้องมองเห็นวัดลิง(สยมภูวนาท)
ด้วยความที่อยู่บนสุดทำให้ปลอดโปร่งโล่งสบาย อากาศดี
โรงแรมนี้ไม่ได้อยู่ในทาเมลแต่อยู่ทางใต้ของทาเมล ดังนั้น เท่ากับได้หลบหนีความวุ่นวายของทาเมล แต่ถ้าต้องการไปทาเมลก็เดินประมาณ 150 เมตรก็เข้าเขตทาเมลแล้วค่ะ


ชมภาพโรงแรมที่นี่ค่ะ Rosebud Hotel

เก็บของเสร็จก็ประมาณสี่โมงเย็นแล้วค่ะ
แผนการของวันนี้คือจตุรัสกาฏมาณฑุค่ะ คนอื่นส่วนใหญ่ที่พักในทาเมลถ้าไปจตุรัสกาฏมาณฑุก็จะนั่งแท็กซี่ไปค่ะ แต่โรงแรมเราอยู่ไม่ไกลจากจตุรัสกาฏมาณฑุสามารถเดินถึงได้ค่ะ เราจึงตัดสินใจเดินค่ะ อยากเห็นบรรยากาสของเมืองด้วยค่ะ

สามารถหาแผนที่walking tourได้จากหนังสือlonely planetนะคะ

ตามทางที่เดินจะผ่านสถานที่ต่างๆค่ะ ในเนปาลมีวัดอยู่ตามถนนหนทางมากมายค่ะ


ตามทางwalking tourจะมีวัดและstupa 23 แห่ง ระยะทาง 2 กิโลเมตร จขบ.จะไม่ลงรูปทั้งหมดนะคะเพราะบางแห่งไม่ได้รับการดูแล ดูไปก็ไม่งามตานัก

เราจะwalking tourไปจนถึงจตุรัสกาฏมาณฑุค่ะ

จากสถูปด้านบน ถ้าเดินลงมาตามถนนลงมาทางใต้เรื่อยๆขวามือจะมีซอยใหญ่อยู่ด้านขวาค่ะ มองจากปากซอยก็จะเห็น

Kathesimbhu Stupa ที่นี่เป็นที่ที่ชาวธิเบตนิยมมาแสวงบุญ รูปแบบการสร้างเป็นการสร้างตามสยมภูวนาท(สังเกตเห็นว่ามีstupaที่สร้างตามแบบสยมภูวนาทหลายแห่งเลยค่ะ)

รอบๆสถูปองค์ใหญ่ จะมีสถูปองค์เล็กอยู่รอบๆ






เทวรูปบนสถูปองค์ใหญ่ถูกขังในกรงอย่างมิดชิด อาจป้องกันขโมย?


รอบๆสถูปองค์ใหญ่มีองค์พระลักษณะนี้หลายองค์ สีสรรสดใสแปลกตา



ด้านหน้าของKathesimbhu Stupa มีวัดธิเบต
และด้านข้างของวัดธิเบตคือร้านขายของที่ระลึก






นี่คือ ที่ลับกรรไกรแบบโบราณที่ใช้โซ่หมุนค่ะ


เทวรูปองค์นี้อยู่หน้าร้านทองค่ะ


Asash Bhairab Temple หรืออีกชื่อคือ Bhairab of Sky Temple

วัดนี้อยู่บนถนนช้อปปิ้งเลยค่ะ เลยจากวัดนี้เราก็จะถึงจตุรัสกาฏมาณฑุแล้วนะคะ ของที่ขายแถวนี้จะเป็นของนำเข้าจากฮ่องกง สิงคโปรค์และอินเดียค่ะ


ชมความงามของระเบียง


เสาและคานก็ทำจากไม้แกะสลักอย่างงดงาม


ซ้ายมือของAsash Bhairab Temple มีวิหารจิ๋วของพระคเณช องค์พระคเณชถูกเจิมด้วยสีแดงชาดทั้งองค์ ถึงจะองค์เล็กแต่ดูขลัง น่าเคารพ


เริ่มกระหายน้ำแล้วค่ะ มาเจอร้านนี้ เพื่อนเราบอกว่าสมัยก่อนบ้านเราก็มี เค้าเรียกว่า "น้ำมะเน็ด" ที่เนปาลเรียกให้เท่ห์ว่า "lemon soda"

ทำจากน้ำอัดลมซึ่งเราเลือกได้ว่าเอาโค้กหรือสไปรซ์และใส่น้ำมะนาวลงไป ดื่มแบบไม่ใส่น้ำแข็งค่ะ อร่อยและสดชื่นมากมายค่ะ



เดินผ่านย่านร้านค้ามา เห็นวัดTalejuไกลๆ



หน้าวัดทาเลจูเป็นตลาด ผู้คนคับคั่งมากมาย

สิงโตตัวนี้ยืนอยู่หน้าตลาด หน้าตาบี้แบนไปเพราะกาลเวลา



วัดทาเลจูเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในกาฏมาณฑุ มีหลังคาสามชั้นตั้งอยู่บนฐานเขียงขนาดใหญ่ สร้างอุทิศถวายเทวีฑเลจูภาวณี บริเวณด้านในของกำแพงถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์ ไม่เปิดให้ผู้ใดเข้าไปนอกจากกษัตริย์และนักบวชสมณสูง ชาวฮินดูทั่วไปได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ปีละครั้งในช่วงทุรคาบูชา

ในอดีตเคยมีการบูชายัญมนุษย์ แต่การบูชายัญมนุษย์กลายเป็นสิ่งผิดกฏหมายไปตั้งแต่ปี 1780
...ถ้าสมัยนี้ยังมีอยู่เราคงไม่ได้ไปเนปาล...



เราได้แต่มองวัดทาเลจูจากด้านนอกแล้วก็เดินต่อมายังจตุรัสกาฏมาณฑุ เดินเข้ามาซะงั้นโดยไม่ได้ซื้อตั๋ว ไม่ทราบว่าต้องซื้อตั๋วและก็ไม่มีนายตรวจตั๋วด้วย เราเลยได้ชมจตุรัสกาฏมาณฑุฟรีซะงั้น

มาทราบว่าต้องมีการซื้อตั๋วก็ตอนขากลับค่ะ ขากลับออกมาเห็นป้อมเล็กๆอยู่หลังขนมรถเข็น มีตั๋วหนังสือเขียนข้างป้อมว่าticket...







ไบยรัพดำจ้องมองผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์

มีคนมาบูชาเยอะมาก ยืนรออยู่กว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะถ่ายรูปมาได้ ระหว่างที่ยืนรอถ่ายรูปอยู่ก็มีโยคีสองคนมายืนยิ้มให้เรา เราคาดว่าเค้าคงอยากให้เราถ่ายรูปเค้าแล้วบริจาคเงิน เค้ายืนรอเรานานมากจนเราถ่ายรูปไบยรัพดำเสร็จ เราก็เดินไปหาท่านโยคี ยิ้มให้ท่านอย่างสวยงาม...และ... เดินจากไป

รู้สึกตัวเองมารยาทดีจริงๆ(แต่โยคีอาจคิดว่าเรากวนประสาท)



สิงโตที่ด้านหน้าไบยรัพดำ


เครื่องบูชา

เดินต่อมาเจอร้านขายของที่ระลึก
ตุ๊กตาเนปาล เหมือนมีมนต์ขลัง



ซ้ายคือ Narayan Temple
ขวาคือ Shiva-Parvati Temple วัดนี้มีไฮไลท์คือพระศิวะกับพระนางปารวตีที่โผล่หน้าออกมาทางหน้าต่าง


หนุ่มเนปาลนั่งชิวพิงสิงโต ด้านหลังคือ Narayan Temple

ดูๆแล้วสัตว์ที่อยู่หน้าประตูพวกนี้เป็นที่สำหรับนั่งเล่น ขี่เล่น ปีนเล่น ของคนเนปาลเค้า


Maju Deval
สร้างบนฐาน 9 ชั้น ที่นี่เป็นที่ที่ชาวเนปาลชอบมานัดแนะเจอกัน บริเวณนี้เป็นที่จอดของรถรับจ้างต่างๆทั้งสามล้อ แท็กซี่

ตกเย็น แม่ค้าจะมาจับจองฐานแต่ละชั้นเพื่อขายผัก ผลไม้

ขึ้นไปด้านบนก็เป็นที่หนึ่งที่เหมาะแก่การชิวและชมวิว



ชาเนปาลแก้วนึง นมร้อนแก้วนึง
หอมอร่อยมาก
สงสัยว่าใช้นมอะไรทำ นมควายหรือเปล่าหนอ นมอะไรก็ช่างมันอร่อยก็แล้วกัน

เราใช้เวลากับการชิวและดื่มชานานมาก นั่งดูคุณลุงชงชา ลูกสาวเสิร์ฟชา เกิดความเข้าใจคนเนปาล การนั่งชิวมันมีความสุขเช่นนี้เองหนอ ปล่อยเวลาผ่านๆไปไม่ต้องเครียดหรือคิดมากเรื่องอะไร

ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่จขกท.มีความสุขมากที่สุดในทริปเนปาลครั้งนี้แล้วค่ะ

ปล.ชาเนปาลแก้วละ 10 รูปีค่ะ



ฟ้ามืดแล้วค่ะ เรายังไปไม่ถึงหนุมานโดกาเลย แต่เมืองนี้ไม่มีไฟฟ้า เราไปต่อไม่ได้แล้วค่ะ

เดินกลับค่ะ มีหลงทางนิดหน่อย เลยใช้การเดินย้อนรอยทางเดิมค่ะ

ระหว่างทางเจอเทวสถานเล็กๆหลายแห่ง แวะถ่ายรูปกันนิดหน่อยค่ะ

ค่ำแล้ว แต่คนเนปาลยังคงมาทำบุญ


ถนนเนปาลไม่มีไฟนะคะ ขากลับเราต้องเดินไปตามถนนที่มืดสนิท ต้องเดินระวังอย่างมาก "เราจะตกหลุมหรือเหยียบขี้วัวรึเปล่าน๊า"

ดังนั้นนะคะ ถ้ามาเนปาล อย่าลืม ไฟฉาย สำคัญมาก

เราหลงทางค่ะ กลับโรงแรมrosebudไม่ถูก แต่กลับไปเจอganesh himal hotelซะงั้น จึงต้องค่อยๆนึกแล้วเดินจากganesh himalไปrosebudต่อค่ะ

กลับถึงโรงแรมโดยปลอดภัย ไม่ตกหลุมหรือเหยียบขี้วัว

คืนนี้เราตัดสินใจทานอาหารของร้านอาหารของrosebud
ก่อนนี้ได้ยินมาว่าอาหารเนปาลห่วยแตก เราจึงเลือกสั่งอาหารที่ไม่ใช่สไตล์เนปาลแท้ๆ ไม่ขอลงรูปนะคะเพราะรูปไม่สวยงามนัก สั่งอาหารมาลองชิมกันสามอย่างค่ะ

เริ่มด้วยซุบมะเขือเทศ ขอบอกว่า เหมือนซอสมะเขือเทศผสมน้ำเลย

ข้าวผัดไข่ อันนี้อร่อยค่ะ ไม่ต่างจากบ้านเราค่ะ

จานสุดท้าย
chicken chili นี่ก็อร่อยมาก.....

อาหารวันนี้อร่อยและดีกว่าที่คาดมากค่ะ

ค่าอาหารไม่ต้องจ่ายนะคะ บอกเบอร์ห้องแล้วเค้าจะคิดรวมตอนเช็คเอาท์ทีเดียวค่ะ



Create Date : 03 กรกฎาคม 2554
Last Update : 13 สิงหาคม 2554 20:46:37 น. 1 comments
Counter : 1436 Pageviews.

 
แวะมาอ่านข้อมูลค่ะ สนุกและได้ความรุ้มากมายเลยค่ะ


โดย: มิลเม วันที่: 22 เมษายน 2555 เวลา:18:28:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Sun-Dong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มีความฝันอยากเก็บประสบการณ์ทั่วโลก ค่อยๆเก็บกันไปเท่าที่โอกาสอำนวย แค่อ่านหนังสือท่องเที่ยวบางทีก็รู้สึกเหมือนมีส่วนร่วมไปแล้ว
Friends' blogs
[Add Sun-Dong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.