KenGSoHigH : Perfumer's BloG.
 
 

น้ำหอมพิสุทธิ์กลิ่นกุหลาบบัลแกเรีย (Bulgarian Rose Essence)

น้ำหอมพิสุทธิ์กลิ่นกุหลาบบัลแกเรีย (Bulgarian Rose Essence)

น้ำหอมพิสุทธิ์คือน้ำหอมที่ปรุงขึ้นมาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งน้ำหอมพิสุทธิ์กลิ่นกุหลาบบัลแกเรียปรุงขึ้นมาจากน้ำมันหอมระเหยของดอกกุหลาบบัลแกเรีย
ซึ่งอาจจะมีกลิ่นที่พ้องกับ Rose de Maiที่ปลูกในฝรั่งเศสแต่ให้กลิ่นที่เป็นโทนน้ำผึ้งมากกว่า
นอกจากน้ำมันหอมระเหยแล้ว น้ำหอมกลิ่นนี้ยังมีน้ำกุหลาบพิสุทธิ์ (Rose hydrosol)ผสมร่วมอยู่ด้วย
และมีส่วนผสมอีกประมาณ 25% เป็นสารหอมแต่งกลิ่นเพื่อชูโน๊ตหลักให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น เช่น
Phenyl Acetaldehyde Dimethyl Acetal ซึ่งเป็นสารหอมที่พบในน้ำผึ้งป่าหรือดอกแมกโนเลียเขตอากาศหนาว
นิยมใช้เป็น Floraliser หรือตัวชูกลิ่นดอกไม้จำพวกกุหลาบ
Phenethyl isobutyrate ซึ่งเป็นสารหอมที่พบในดอกกุหลาบเองอยู่แล้ว แต่หากใช้ในปริมาณมากกว่า 3% ขึ้นไปจะได้เอฟเฟค์
เป็นกลิ่นของลูกสาลี่จีน (Aroma pear) ที่ทำให้เกิดความเป็น Fruity floral แบบหรูๆและมีมิติ

ผมใช้ความเขียวแบบต้นอ่อนของพืช (Stem like) เข้ามาร่วมในการผสมด้วย
เพื่อลดกลิ่นที่รุนแรงของดอกกุหลาบลงมา ป้องกันความเหม็นฉุนและกลิ่นแบบแป้งๆ ในตอนท้ายของโน๊ตกุหลาบ
ซึ่งมักจะพบเจอบ่อยครั้งในน้ำหอมกลิ่นกุหลาบที่มีราคาถูก ลักษณะเช่นนี้เกิดจากสารหอม Eugenol ที่ทำปฏิกริยากับ Citronellol
ในครั้งนี้ผมตัดสินใจไม่ใช้สารสังเคราะห์ แต่ใช้วิธีการตัดกิ่งกุหลาบมอญโดยเฉพาะส่วนที่เป็นก้านชูดอกตูม
ซึ่งถ้าหากใครเคยดม จะได้กลิ่นแนวเขียวๆแต่มีความเป็นกุหลาบอยู่
สารหอมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวก Phenyl acetaldehyde ครับ เพิ่มความมีมิติและความเป็นธรรมชาติให้กับน้ำหอมกลิ่นนี้มากมาย

ท้ายที่สุด ผมจำเป็นต้องฆ่ากลิ่นกุหลาบที่แรงและฉุนขึ้นมาจากการหมักด้วยแอลกอฮอล์
ด้วยกรรมวิธีลับเป็นพิเศษ อันต้องใช้ความรู้ทางเคมีระดับสูงเข้ามาประกอบ
ทำให้กลิ่นกุหลาบบัลแกเรียที่ทำครั้งนี้ เมื่อฉีดแล้วจะเหมือนกับยืนอยู่กลางทุ่งกุหลาบเลยครับ

น้ำหอมที่ทำครั้งนี้ ทำด้วยจำนวนจำกัด ปรุงจากหัวน้ำหอมต้นแบบที่ทำเอาไว้แล้วเมื่อสองปีก่อน
เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะนำมาแจกในวันอาทิตย์นี้ ที่จะเป็นร้านใหม่ที่จตุจักร

ผมจึงขออนุญาตแจกแจกลูกค้าเป็นของสมนาคุณ สำหรับท่านที่ซื้อสินค้าในวันเปิดร้านครบ 1000 บาทขึ้นไป
จะได้รับน้ำหอมพิสุทธิ์กลิ่นกุหลาบบัลแกเรียขนาด 10 มล. จำนวน 1 ขวดฟรีครับ
มีจำกัดเพียง 20 ขวดเท่านั้นครับ

ร้านน้ำหอม KenGSoHigH อยู่โครงการ 14 ซอย 22/3 ล็อค 174 ครับ
ในวันอาทิตย์นี้ที่จะเป็นวันเปิดร้าน อาจจะขลุกขลักและไม่เรียบร้อยสักนิด ขออภัยไว้ล่วงหน้านะครับ
เป็นการเปิดร้านแบบกระทันหันจริงๆ

ติดต่อสอบถามได้ที่ 08-4466-9599
หรือ https://www.facebook.com/pages/KenGSoHigH/213220938707762?ref=hl




 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2556   
Last Update : 4 กรกฎาคม 2556 12:20:15 น.   
Counter : 1931 Pageviews.  


3 เทคนิคแบบโปรๆ สำหรับการใช้น้ำหอมในช่วงหน้าร้อน (มาก)

คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าประเทศไทยก้าวผ่านจุดที่ร้อนที่สุดมาแล้ว เพราะตอนนี้มันเป็นจุดที่ "ร้อนบรรลัย"
ผมคิดว่าเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศที่จะจัดตั้งกระทรวงขึ้นมาจัดการความร้อนอันจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อวิถีชีวิตของเรา แม้กระทั่งเรื่องของการใช้ "น้ำหอม"

หน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงถึง 40.7 องศา สามารถทำให้เลือดเราข้นได้ แล้วนับประสาอะไรกับน้ำหอมที่สามารถเกิดปฏิกริยามากมายโดยเฉพาะปฏิกริยา Polymerization ที่ทำให้น้ำหอมสีเข้มขึ้น กลิ่นสดชื่นน้อยลง และแอลกอฮอล์เปลี่ยนกลิ่นเนื่องจากกลายเป็นสารมลทินจำพวกแอลดีไฮด์ ที่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ... ยิ่งถ้ามีแสงอาทิตย์หรือแสงไฟนีออนส่องมาโดนโดยตรงแรงๆด้วยนะครับ จะเกิดผลอย่างรวดเร็วทันที

ในน้ำหอมเกรดดีๆหน่อย เขาจะป้องกันการเกิดปฏิกริยาผิดปกติเหล่านี้ไว้แล้วครับ ... เขาจะใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ สารป้องกันรังสี และสารป้องกันปฏิกริยาออกซิเดชัน (Antioxidant) ก็จะช่วยทำให้น้ำหอมรอดพ้นจากสภาวะราวกับนรกขุมสุดท้ายนี้ได้

แต่ใช่ว่าเมื่อเราใช้น้ำหอมที่มีความปราณีตในการผลิตแล้ว จะทำให้ทุกคนถูกใจกับกลิ่นของน้ำหอมของคุณได้นะครับ เพราะความร้อนจะทำให้ระบบกาได้กลิ่นของมนุษย์ตื่นตัวอย่างสุดขีด ทำให้แม้แต่กลิ่นธรรมดาๆ ก็จะทวีคูณความเข้มข้นในอากาศได้เป็นสิบๆเท่า ประสาทรับกลิ่นก็จะทำงานหนักมากเป็นสิบๆเท่าเช่นกัน ... เมื่อระบบประสาททำงานหนักขึ้น มันก็จะทำให้ปวดหัว คลื่นไส้ อึดอัด บางรายถึงขนาดหอบเลยนะครับ

ดังนั้นในการเลือกใช้น้ำหอมหน้าร้อน จึงต้องเลือกกลิ่นที่เหมาะกับสภาพอากาศดังนี้

1. กลิ่นน้ำหอมที่มีโทนกลิ่นสดชื่น โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมจากพวกเปลือกส้ม เปลือกเลมอน เปลือกซิตรัสชนิดต่างๆ รวมถึงกลิ่นโทนสมุนไพรเขียวๆ เช่นกลิ่นใบหญ้า ใบเฟิร์น กลิ่นสายน้ำเย็นฉ่ำๆ เป็นกลิ่นที่ผมแนะนำเป็นอย่างมากว่าสมควรใช้ในหน้าร้อน ... เพราะโมเลกุลกลิ่นพวกนี้มีขนาดเล็ก ทำให้ง่ายแก่การได้กลิ่นและไม่ค้างคาในช่องจมูกในความเข้มข้นที่สูงเกินไป

อีกทั้งยังส่งผลต่อจิตวิทยาในแง่ของความตื่นตัว สดชื่น และรู้สึกเบาสบาย ... นอกจากนี้กลิ่นโทนนี้ยังสามารถกลบกลิ่นอับของเหงื่อได้ด้วย (Truely masking)

แต่มีข้อควรระวัง ไม่ควรฉีดสัมผัสผิวโดยตรง
เพราะน้ำมันจากผิวส้มและซิตรัสทั้งหลาย จะทำให้ผิวไวต่อแสงแดด ก่อให้เกิดรอยไหม้ได้ง่าย

2. กลิ่นที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่กลิ่นจำพวกกำยาน เปลือกไม้ พัชชุลี วานิลลา กลิ่นดินๆจากแฝกหอม เนื่องจากกลิ่นพวกนี้หนักเกินไป ทำให้คนรอบข้างมึนหัวจนเสียสติได้
กลิ่นผลไม้รสหวานแรงเช่น ทับทิม ราสเบอร์รี่ แบล็คเคอร์เรนท์ ก็เป็นอีกกลิ่นที่ควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากในปลายกลิ่นจะหมดความหวานไป ยิ่งผสมกับกลิ่นเหงื่อหรือไอผิวแล้วจะทำให้เหม็นเปรี้ยวได้ง่ายมาก ผู้หญิงบางคนจะถูกมองว่า "แรด" และ "ไม่มีระดับ" เวลาที่กลิ่นน้ำหอมปนกลิ่นเหงื่อจนเหม็นเปรี้ยวเพราะกลิ่นที่ออกมาจะดูราคาถูกและเหม็นมากกว่าหอม เสียภาพพจน์ได้ครับ (ขออภัยที่พูดตรงๆ ... มีจุดประสงค์เพื่อให้เป็นข้อมูลที่เข้าใจง่ายเท่านั้นครับ)
กลิ่นไม้ฉุนๆ หากไม่ผสมกลิ่นอื่นๆให้เจือจางก่อน เช่น กลิ่นไม้กฤษณา หากใช้ในช่วงหน้าร้อนนี่ตายแน่ๆครับ (คนข้างๆอะนะ)
กลิ่นดอกไม้หนักๆ เช่น ดอกลิลลี่ ดอกพุดซ้อน ดอกกล้วยไม้ หากใช้ในหน้าร้อนเนี่ย เป็นยาสลบอย่างดีเลยล่ะครับ คนที่ได้กลิ่นจะรำคาญและสาปส่งนะครับ

3. ในบางกรณี คนบางคนจะแพ้แอลกอฮอล์เป็นทุนเดิม ... พออากาศร้อน อาการแพ้จะเกิดได้ง่ายขึ้นเป็นทวีคูณ การเลือกใช้น้ำหอมที่ถูกกำกับว่า Eau Fraiche จะช่วยได้ครับ ผมเชื่อหลายๆท่าน รวมถึงพ่อค้า แม่ค้าน้ำหอมที่ติดตามบล็อกน้ำหอมของผมหลายคน คงไม่รู้จักศัพท์คำนี้

คำว่า Eau Fraiche เป็นชนิดของน้ำหอมที่ละลายได้ดีในน้ำเป็นพิเศษ นั่นหมายถึงอาจจะมีแอลกอฮอล์ปริมาณน้อยมากหรืออาจจะไม่มีเลยเป็นส่วนผสมครับ กลิ่นที่ได้จะเป็นธรรมชาติกว่า สดชื่นกว่า อ่อนกว่า และทำให้เกิดการแพ้ได้น้อยกว่า เพียงแต่ราคาจะแพงกว่ามากครับเพราะเป็นการปรุงน้ำหอมที่ยากมาก เพราะต้องใช้สารหอมเฉพาะตัวเท่านั้น ปรุงก็ยาก ราคาต้นทุนก็แพงครับ


สามข้อง่ายๆครับ ... ซึ่งถ้านับข้อจริงๆแล้ว แค่รู้เพียงข้อ 1 และ ข้อ 2 เท่านั้น ก็เพียงพอจะทำให้คุณๆท่านๆเป็นผู้รู้ กูรูเก่ง ในการใช้น้ำหอมในหน้าร้อนแล้วล่ะครับ

สำหรับน้ำหอมในร้านน้ำหอม KenGSoHigH ของผมนั้น ... ผมแนะนำให้ใช้กลิ่นเหล่านี้ครับ
ผู้ชาย
1. Duel
2. Silver liquid
3. Tonic Water

ผู้หญิง
1. Jasmine Blossom กลิ่นนี้จั่วหัวไว้เลยนะครับ ไม่มีกลิ่นไหนเหมาะกับ summer เท่ากลิ่นนี้แล้ว
2. Mango lolita
3. Temperance (กลิ่นนี้แหละครับ จริงๆแล้วเป็น Eau Fraiche)
4. Lychee Blossom

หากเขียนในช่อง note เวลาสั่งซื้อว่า OK Nation หรือ Bloggang
ทางร้านมอบส่วนลด 10% ให้ทันที ตั้งแต่วันนี้ถึง 24 เมษายนนี้นะครับ

สั่งซื้อได้ที่
http://www.KenGSoHigH.com/order.php

ติดต่อสอบถามได้ตลอดเวลาที่ 08-4466-9599 นะครับ




 

Create Date : 25 มีนาคม 2556   
Last Update : 25 มีนาคม 2556 16:28:42 น.   
Counter : 985 Pageviews.  


นักดมกลิ่นกับนักปรุงกลิ่น ... จริงๆแล้วมันคนละอาชีพเดียวกันนะครับ

พักนี้ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากรายการทีวีต่างๆเพื่อขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับอาชีพนักปรุงกลิ่น
คงสืบเนื่องมาจากปีที่แล้วผมไปออกรายการ "มิตรนิยม" ในฐานะนักดมกลิ่น ...
ประกอบกับข่าวประกาศขายวัดแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีกลิ่นอาหารสัตว์รบกวนและมีการกล่าวถึง "อาสาสมัครนักดมกลิ่น" ที่ทำหน้าที่พิสูจน์กลิ่นตัวอย่าง

lll นักดมกลิ่น lll
โดยปกติแล้วอาสาสมัครนักดมกลิ่นจะเป็นหนึ่งในทีม QC หรือ QA ในบริษัทเครื่องสำอางประเภททำความสะอาด
เช่นโรงงานทำสบู่ โรลออนดับกลิ่นกาย หรือสเปรย์ดับกลิ่นกาย โดยผู้ที่เป็นอาสาสมัครจะทำหน้าที่ประเมินกลิ่นของบุคคลตัวอย่างที่ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่าผลิตภัณฑ์นั้นสามารถกลบกลิ่นหรือป้องกันกลิ่นกายได้ดีขนาดไหน

บุคคลที่จะมาทำหน้าที่ประเมินได้จะต้องมีประสาทการรับกลิ่นที่ดีและเสถียร โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายแต่ผู้หญิงจะมีข้อจำกัดในเรื่องประจำเดือน เนื่องจากเมื่อระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง จะส่งผลต่อการทำงานของสารสื่อประสาทและการหลั่งของเหลวในจมูก ทำให้การรับรู้กลิ่นผิดออกไป ... แต่บางครั้งก็เป็นประโยชน์นะครับเพราะช่วงนี้ของผู้หญิง จะทำให้จมูกไวขึ้น 10 เท่าเลยทีเดียว คุณผู้ชายที่หนีภรรยาไปเที่ยว ระวังถูกจับได้เพราะผิดกลิ่นเข้าบ้านนะครับ

อาสาสมัครนักดมกลิ่นในประเทศไทย ทำงานโดยไร้ค่าจ้างครับ และต้องผ่านการทดสอบการดมกลิ่นก่อน
เท่าที่ทราบนั้นจะเป็นการทดสอบเชิงคุณภาพ (ทดสอบว่าได้กลิ่นหรือไม่) มากกว่าเชิงปริมาณ (บอกว่ากลิ่นแรงหรือไม่แรงเท่าใด) ถึงแม้ว่าจะมีการจัดลำดับได้ว่าตัวอย่างไหนแรงที่สุด ปานกลาง น้อยและไม่มี แต่ก็ไม่สามารถบอกเป็นปริมาณจำเพาะได้ ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อการเกิดอคติ (Bias) ได้หากดมต่อเนื่องกันโดยไม่ถูกหลักวิธีการดมจริงๆ

สรุปคือนักดมกลิ่นทำหน้าที่ดมกลิ่น และประเมินผลการทดสอบเชิงคุณภาพเท่านั้นครับ ... งานหลักมีเพียงอย่างเดียวคือ "ดมกลิ่น"

lll นักปรุงกลิ่น lll
ส่วนนักปรุงกลิ่นจะมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Perfumer เป็นผู้ทำหน้าที่นำสารหอม (Aromatic oil) และน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) มาผสมกันอย่างมีหลักการจนกลายเป็นกลิ่นใหม่ๆ อาชีพนี้ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ... อาชีพนี้สามารถแบ่งได้เป็นสองสายครับ สายแรกคือ Technical Perfumer ซึ่งจะเป็นผู้ที่เก่งมากทั้งทางเคมีและการปรุงน้ำหอม สามารถรื้อสูตรน้ำหอมมาปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับชนิดของผลิตภัณฑ์ต่างๆได้ เชื่อหรือไม่ครับทุกวันนี้คนมักเข้าใจผิดว่าหัวน้ำหอมสามารถนำไปผสมในผลิตภัณฑ์ได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสบู่ เทียนไข น้ำหอม ฯลฯ ทั้งๆที่ความจริงแล้วไม่สามารถใช้ร่วมกันได้นะครับ (แม้แต่บริษัทตัวแทนขายน้ำหอมบางแห่งในบ้านเราก็ยังนำเสนอ
มั่วและหลอกลูกค้าอยู่เลยครับ) Technical Perfumer นี่แหละที่จะทำได้ทั้งปรุงกลิ่นใหม่หรือปรับกลิ่นเก่าเพื่อให้สามารถใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างได้โดยไม่มีผลข้างเคียง (เช่น น้ำหอมที่ไม่เหมาะสมเมื่อนำไปผสมในสบู่แล้วจะทำให้กลิ่นด้านลง ไม่หอมล้ำลึกและดูราคาถูก บางครั้งทำให้สบู่เปลี่ยนสีและอาจจะส่งผลเสียต่อผิวหนัง)

อีกสายหนึ่งจะเน้นไปทางด้านศิลปะมากกว่า นั่นก็คือ Creative Perfumer ... ในสายนี้บางทีก็เป็นเรื่องของพรสวรรค์นะครับ เพราะต้องใช้ทั้งทักษะความจำที่สูงมาก และความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้กัน ต้องจับเอาความลับของธรรมชาติให้เจอ ว่ากลิ่นอะไรผสมกับกลิ่นอะไรแล้วได้เป็นกลิ่นอะไร กลิ่นหอมๆของดอกไม้บางกลิ่น มีสารหอมหลักๆที่เป็นองค์ประกอบนับสิบๆตัว นักปรุงน้ำหอมต้องคัดเลือกสารหอมไม่กี่กลิ่นจากทั้งหมดสามถึงสี่พันกลิ่นให้ถูก จึงจะปรุงกลิ่นขึ้นมาได้น้ำหอมที่เราฉีดๆกันบางกลิ่นมีสารหอมผสมกันมากกว่า 60 ชนิดเลยนะครับ ... ถ้าจะนับรวมสารหอมที่อยู่ในน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติด้วยแล้วมันก็อาจจะถึงร้อยหรือแม้กระทั่งพันชนิดได้เลยครับ

อย่างไรก็ตามนักปรุงน้ำหอมทั้งสองสายนี้ จะต้องรู้จักสารหอมและกลิ่นเป็นพื้นฐาน นักปรุงน้ำหอมต้องดมกลิ่นต่างๆและบันทึกไว้ในความทรงจำสามารถดึงออกมาใช้งานได้ทันที รวมถึงต้องสามารถรวมกลิ่นคร่าวๆในหัวก่อนจะลงมือทำได้อีกด้วย จึงไม่แปลกที่นักปรุงกลิ่นจะมีความเป็นเลิศด้านการดมกลิ่นด้วยในตัวและมักจะเป็นเลิศกว่านักดมกลิ่นด้วย เราจะเรียกบุคคลประเภทนี้ว่า The nose ครับ ... หากเก่งมากๆก็จะเป็น Golden nose ครับ

เรื่องของการดมกลิ่นแล้วจำได้หมายรู้นั้น นักปรุงกลิ่นคนนั้นจะต้องเคยดมกลิ่นเหล่านั้นมาก่อน ... โดยเฉพาะกลิ่นที่สามารถนำมาปรุงน้ำหอมได้ นักปรุงกลิ่นแทบทุกคนจะจำได้ดีเลยล่ะครับ ... บางคนนั้นสามารถแยกได้แม้กระทั่ง กลิ่นกลิ่นนี้มีสารอะไรเป็นองค์ประกอบครับ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นปาฏิหาริย์นะครับ จริงๆแล้วมันไม่ยากเลยแต่ต้องมีใจรักและต้องใช้เวลา เพียงแต่ประเทศไทยเรา จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่เคยมีใครทำอาชีพนี้หรือสนใจอาชีพนี้จนหันมาศึกษากันสักคนเท่านั้นเอง อย่างมากก็แค่อาสาสมัครนักดมกลิ่นครับ

น่าเสียดายนะครับ .. ทั้งๆที่คนไทยเราเองผ่านกลิ่นอะไรๆมากกว่าคนชนชาติอื่นๆด้วยซ้ำ หัวสมองของคนไทยมีช่องบันทึกกลิ่นไม่แพ้ชาติใดในโลกหรอก แต่วิชาชีพเหล่านี้ไม่ถูกสนับสนุนโดยมหาวิทยาลัย สถาบันหรือรัฐบาลเลยครับ
วัตถุดิบหอมๆในบ้านเราก็เยอะจนล้น แต่ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะเป็นคอขวดอยู่ตรงทัศนคติของผู้ใหญ่และเด็กเก่งๆว่าต้องไปอยู่องค์กรใหญ่ๆเท่านั้น (ส่วนใหญ่มักโกงประเทศชาติด้วย)

ก่อนจะออกเรื่องการเมืองมากกว่านี้ ... ผมว่ากลับมาที่เรื่องของเราต่อดีกว่า
ผมเชื่อว่าเมื่อถึงตรงนี้แล้ว ทุกท่านคงเข้าใจสองอาชีพนี้มากยิ่งขึ้นนะครับ

ส่วนตัวผมเองเป็น Perfumer ครับ ... ยังคงเป็นมือสมัครเล่นที่เน้นไปทางด้าน Creative มากกว่า Technical
แต่ด้วยความที่ผมเรียนจบเคมี จึงไม่ยากอะไรเวลาที่ต้องปรับสูตรน้ำหอมให้ลูกค้า หลังจากที่ออกรายการ "มิตรนิยม" ไป ทำให้ถูกทักและถูกลองของให้ดมสิ่งต่างๆมากมาย มีทั้งตอบถูกและผิดครับ เพราะความเป็นจริงนั้น สิ่งที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่ออาชีพก็ไม่รู้จะดมไปทำไม อย่างจะให้ดมกลิ่นใบไม้ ว่ามันเป็นใบอะไรนั้น ... ผมก็อยากจะบอกว่า เกือบทุกใบไม้ในโลกตั้งแต่ใบหญ้า ใบตอง ยันใบอะไรก็ตาม ถ้ามีกลิ่นเขียวๆก็คือสาร Cis-Hexenol (Leaf alcohol) ทั้งนั้น ... ให้ดมก้อนหินแล้วบอกว่าเป็นก้อนหินก็คงทำไม่ได้ เพราะก้อนหินแท้ๆไม่มีกลิ่น (ยกเว้นจะมีดิน มีตะไคร่น้ำ มีขี้หมาติดอยู่) ...

เรื่องดมๆเนี่ย บางทีก็ถูกคนเถียงด้วยอย่างไม่เป็นเรื่องหลายครั้งแล้วครับ

เอาล่ะครับ ... หอมปากหอมคอกันเท่านี้ก็แล้วกัน หากท่านใดต้องการดมกลิ่นหอมๆ
ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นดอกมะลิผสมดอกส้ม กลิ่นไม้กฤษณาผสมไม้เทพธาโร กลิ่นชาขาวผสมกลิ่นกุหลาบขาว หรือกลิ่นมะม่วงอกร่องผสมกลิ่นพีช สามารถมาดมได้ที่งานเกษตรแฟร์ถึงวันที่ 9 ก.พ. 56 นี้เป็นวันสุดท้ายนะครับ
ที่บูทร้านน้ำหอม KenGSoHigH โซนQ ติดแอร์เดินสบายๆ หมายเลขบูท Q58 ครับ

www.KenGSoHigH.com

Facebook > KenGSoHigH




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2556   
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2556 23:50:33 น.   
Counter : 1207 Pageviews.  


ส้ม ... พฤกษาแห่งน้ำหอม


ฝนตกแฉะๆสลับกับแดดร้อนเปรี้ยงๆ นึกถึงโคโลญจ์กันบ้างหรือเปล่าครับ อากาศระอุแบบนี้ได้กลิ่นโคโลญจ์มาเคล้าคงดีไม่ใช่เล่น

โคโลญจ์เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอมอย่างหนึ่งตั้งชื่อตามเมืองกำเนิดที่อยู่ในประเทศเยอรมณี ซึ่งเป็นการให้เกียรติกับเภสัชกร
ผู้ที่บังเอิญคิดค้นสูตรได้จากการปรุงยาแก้ปวดหัว (อย่ามองข้ามความบังเอิญนะครับ เพราะแท้จริงความบังเอิญเป็นเรื่องของกรรมจัดสรร)

โคโลญจ์ถือเป็นน้ำหอมในยุคแรก ถือกำเนิดราวๆศตวรรษที่ 17 แม้ว่าก่อนหน้านั้นพบว่ามีการรู้จักการแต่งกลิ่นแล้วก็ตาม แต่ยังไม่มีการนำมาผสมตัวทำละลายหรือ Solvent แต่อย่างใด จะเป็นเพียงแค่การผสมเครื่องหอมแบบปกติแล้วใส่ถุงแขวนไว้เรียกว่า Sachet (ซาเชต์) หรือผสมน้ำในอ่างเพื่อการแช่หรืออาบ ในยุคนั้นโคโลญจ์ถูกบรรจุไว้ในขวดสีชาซึ่งแสดงออกถึงความตระหนักว่า มันสลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกแสงแดด ... แต่อะไรล่ะที่เป็นสาเหตุทำให้โคโลญจ์สลายตัว

ส่วนผสมหลักๆของการทำโคโลญจ์ก็คือกลิ่นที่สดชื่นจากพืชตระกูลส้ม และอย่างที่ผมเคยเขียนอธิบายปฏิกริยา Photosensitization ไป กลิ่นจากส้มนี่เองที่ทำให้สีของน้ำหอมเปลี่ยนแปลง และทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหากนำไปใช้ เอาล่ะ .. พักเรื่องเคมีไว้ก่อน มาเรื่องกลิ่นกันต่อ

หากท่านใดฝึกการจำแนกกลิ่นได้จากการดมน้ำหอมและวัตถุดิบบ่อยๆคงพบว่ากลิ่นโคโลญจ์คลาสสิคๆนี่แหละ เป็นอะไรที่แยกกลิ่นได้ง่ายที่สุด เรียกว่าดมปร๊าดเดียวก็ลิสท์ส่วนผสมและก๊อปปี้กันได้เลยทีเดียว และหนึ่งในโคโลญจ์ยุคคลาสสิคที่ยังมีชื่อจนปัจจุบันคงหนีไม่พ้นโคโลญจ์ยี่ห้อ 4711

ผมได้ดมกลิ่นนี้ครั้งแรกในร้านขายของเก่าย่าน Brighton ทางตอนใต้ของอังกฤษ ร้านนี้อยู่ในตรอกเล็กๆ แคบๆ คล้ายๆตรอกไดแอกอนในเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์เลยครับ ภายในร้านก็เหมือนร้านขายไม้กวาดเช่นกัน เมื่อนั้นผมยังเป็นดักแด้ของนักปรุงน้ำหอม สารภาพตามตรงว่าไม่รู้จักยี่ห้อนี้ แต่มีคนไทยที่ไปด้วยกันบอกว่า
มันเป็นยี่ห้อคลาสสิคที่ยุคพ่อแม่ของพวกเราต้องรู้จักกันทุกคน ... ผมพยายามดมกลิ่นที่ยังค้างอยู่ในขวดเก่าใบนั้น และก็รู้สึกว่า อืม ... นี่มันกลิ่นผ้าเย็นบ้านเราชัดๆ (ก็ผ้าเย็นบ้านเรานั่นแหละไปเอาน้ำหอมของเขามาใช้)

มาจนวันนี้ วันที่ได้ออกทีวีโชว์ความสามารถต่อหน้าสาธารณะชนก็แล้ว วันที่เป็นครูสอนการปรุงกลิ่นก็ด้วย ไหนจะเป็นที่ปรึกษาทางกลิ่นก็อีก ขอมาเปิดเผยความลับของโคโลญจ์สูตรโบราณให้ฟังก็แล้วกัน 

จริงๆแล้วมันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการนำทุกส่วนของส้มมายำรวมกันครับ 
ผมให้สูตรไว้เป็นแนวทางการอ่าน (หรือจะนำไปปรุงขายก็ตามใจ)

Top notes:
2 drops Rosemary
10 drops Lemon
8 drops Grapefruit
4 drops Petitgrain Bigarade

Blender
4 drops Lavender
20 drops Bergamot

Heart notes:
10 drops Neroli

Modifier
6 drops Litsea Cubeba

Fixative:
20 drops Benzoin
4 drops sandalwood

จะเห็นว่าครั้งนี้ผมไม่ได้ top note, middle note และ base note แล้วนะครับ ... เพราะเชื่อว่าผู้ที่ติดตามอ่านบล็อกของผมทุกท่านคงมีความรู้พื้นฐาน(ที่ดี)
กันบ้างแล้ว หากยัง ... กลับไปตามอ่านบล็อกของผมใหม่ตั้งแต่แรกก็แล้วกัน อ่านให้เข้ากระแสเลือด เพราะผมเชื่อว่าในประเทศไทยเราคงไม่มีที่ไหนสอนกันขนาดนี้แล้วล่ะ เท่าที่ผมเห็นจะเป็นการวิจารณ์กลิ่นแบบแปลมาเสียมากกว่า

จากสูตรนี้ เชื่อหรือไม่ครับว่ามีน้ำมันหอมระเหย 3 ชนิดที่มาจากพืชชนิดเดียวกัน และมี 6 ชนิดที่เป็นญาติกัน อย่างที่จั่วหัวไว้ว่า ส้ม ... พฤกษาแห่งน้ำหอม 
นั่นเพราะว่า "ส้ม" เป็นพืชที่เราสามารถกลั่นเอาความหอมของมันได้จากทุกส่วน และให้คุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างกันไป

ที่เรารู้จักกันดีก็คือจากผิวของผล ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์เช่น Mandarin oil, sweet orange oil, bitter orange oil หรือ Valencia oil
ที่แพงหน่อยก็น้ำมันหอมกลั่นจากดอกส้มหรือเรียกว่า Neroli oil (เนโรไล) อันนี้ต้องดูตามสายพันธุ์ด้วย ส้มบางพันธุ์ดอกไม่หอมก็เยอะ ไทยเรามีสวนส้มโอเยอะ และดอกของมันก็หอม หลายครั้งที่ถูกปล่อยร่วง ไม่มีใครเห็นประโยชน์ด้านนี้เลย
สุดท้ายที่คนมักไม่ค่อยจะชอบใช้ เหตุผลเนื่องจากกลิ่นที่รุนแรงเกินไป มันเหม็นเขียวแบบส้มๆ (เอ๊ะ จะส้มหรือจะเขียว)  นั่นก็คือ Petitgrain หรือน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากกิ่งและใบส้ม ... กลิ่นนี้แหละทีเด็ดของโคโลญจ์ หรือแม้แต่น้ำหอมผู้ชายทุกวันนี้ เพราะหากใช้มันเป็น ปลายกลิ่นของ Petitgrain จะสื่อถึงสายน้ำได้ด้วย 

และนี่จึงเป็นเหตุผลให้น้ำหอมผู้ชายดังๆทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Fierce by Abercrombie หรือ AQVA by Bvlgari มีกลิ่นของ Petitgrain ผสมอยู่ด้วย

หากมีคนสงสัยต่อ ... ผมอาจจะกลับมาอธิบายให้ฟังครับ
เอาเข้าจริงๆ มีคนติดต่อผมหลายคนเรื่องต้องการจะเรียนปรุงน้ำหอมเบื้องต้น แต่พอทาง Central เปิดอย่างเป็นทางการกลายเป็นไม่ค่อยมีคนนะครับ คาดว่าน่าจะเป็นเพราะความไม่มั่นใจในอนาคตว่าเรียนไปแล้วจะเกิดประโยชน์อะไร
อันนี้ผมก็ตอบไม่ถูก เพราะพูดตามตรงว่ามันก็ไม่เจอประโยชน์เท่าไร ... รู้แต่เพียงมันเป็นศิลปะของชีวิตครับ ;)

www.KenGSoHigH.com




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2555   
Last Update : 5 กรกฎาคม 2555 15:29:18 น.   
Counter : 1000 Pageviews.  


ลิ้นจี่ ... กลิ่นกำเนิดที่ขัดแย้งระหว่างความรุนแรงและอ่อนหวาน


ปีนี้ไม่ค่อยมีลิ้นจี่อร่อยๆให้ทานกันยาวๆเหมือนปีที่แล้วเลยนะครับ ราคาก็ไม่ต่ำลงมาจนเหลือกิโลละ 20-30 บาทแบบปีก่อนๆ
และที่สำคัญลิ้นจี่สายพันธุ์ดีๆ หอมๆ ก็มีระยะเวลาวางขายที่แสนสั้น สู้ลิ้นจี่จักรพรรดิ์ที่ลูกโต เนื้อนุ่มหนา ราคาไม่แพง แต่ขอพูดตามตรงเหอะ กินไปก็เท่านั้น มันไม่มีกลิ่นลิ้นจี่เลยสักนิด รสชาดก็แสนจะจืดและปะแล่ม แต่ด้วยความที่รูปลักษณ์มันเป็นลิ้นจี่และหาทานได้เพียงพันธุ์เดียวในตอนนี้ ผมจึงต้องซื้อกินกันไป 

ผลไม้ที่ไร้กลิ่น มันก็เหมือนภาพวาดปลาเค็มที่แขวนเอาไว้กับพัดลมเพดาน อร่อยได้ด้วยจินตนาการเท่านั้น

พูดถึงกลิ่นลิ้นจี่ ผมจำไม่ได้ว่าเคยเขียนไปบ้างแล้วหรือยัง จะค้นก็ไม่ไหวครับ จากวันแรกถึงวันนี้ บล็อกที่มีแต่สาระล้วนๆของผม มันก็มหาศาลเหลือเกิน

เอาเป็นว่า มาฟังกันอีกครั้ง (ถ้าเคยเขียนไปแล้ว) แล้วกัน ... ทว่าจะซ้ำกันในหัวข้อ ผมก็เชื่อว่าไม่มีวันซ้ำกันในเนื้อหาแน่นอน 
เอาเกียรติของคนพูดมากชนิดที่ในสามชั่วโมงพูดได้ไม่ซ้ำกันเป็นประกัน

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน หากท่านใดเคยได้ลิ้มรสผลไม้ชนิดนี้ที่ประเทศกำเนิด จะทราบว่าความอร่อยนั้นเทียบกับประเทศไทยแทบไม่ได้เลย
ลิ้นจี่ที่นั่นจะหวานกรอบนอกฉ่ำใน เป็นความผสมผสานกันของเนื้อสัมผัสที่ดีเยี่ยมระหว่างลำไยและเงาะที่ไม่แฉะ ทั้งนี้ก็เพราะลิ้นจี่เป้นพื้นในตระกูลเดียวกันกับผลไม้ทั้งสอง ความหอมหวลนั้นสุดจะบรรยายเป็นภาษามนุษย์ จึงต้องบรรยายเป็นภาษาน้ำหอม 

ลิ้นจี่อร่อยๆที่จีนมักมีเปลือกสีเขียวเหมือนไม่สุกนะครับ กิโลนึงประมาณ 80-100 บาท (20 หยวน) ทานแล้วคุ้มมากๆ เพราะมีน้ำหนักเนื้อประมาณ 90% ของทั้งหมด เปลือกบาง(แต่แข็ง) และเม็ดลีบมากๆ ... จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยเห็นลิ้นจี่ไทยทำได้อย่างนั้น แต่ก็เริ่มๆมีแล้วคือลิ้นจี่จากภาคอีสาน ของเขาอร่อยจริงนะครับ

ส่วนลิ้นจี่ที่เราๆรู้จักกันดีนั้น คือลิ้นจี่จากอัมพวาและแม่กลอง พูดได้เลยครับว่า ถ้าไม่ถึงที่สุดก็ไม่อยากจะซื้อแล้ว 
ยิ่งลิ้นจี่ที่ขายริมถนนเพชรเกษมนั้น ทั้งเปรี้ยว บางทีก็ฝาด หัวเน่า และที่สำคัญช่วงเดือนเมษายนราคาแพงเว่อร์ .. เป็นการหลอกขายนักเดินทางที่ผมเชื่อว่ามันเป็นระเบิดเวลา ที่อีกไม่นานหรอก จะต้องระเบิดแน่นอน

ความหอมของกลิ่นลิ้นจี่นั้น เป็นกลิ่นที่สลับซับซ้อนมากๆ เหมาะแก่การเรียนรู้อีกกลิ่นหนึ่ง นอกเหนือจากกลิ่นมะลิและกลิ่นกุหลาบ
ผมเชื่อว่าแต่เดิมนั้น นักปรุงกลิ่นอาหาร (Flavourist) ได้ทำการแยกกลิ่นก่อนนักปรุงน้ำหอม (Perfumer)  สารที่เป็นองค์ประกอบหลักๆในกลิ่นลิ้นจี่ที่ค้นพบได้ในยุคแรกๆน่าจะเป็น Citronellyl Acetate และพวก Phenyl ethyl alcohol
หากใครติดตามบล็อกผมเป็นประจำ คงจะคุ้นหูกันดีกับสองตัวนี้ โดยเฉพาะตัวที่สองซึ่งเป็นสารหอมเอนกประสงค์สำหรับปรุงกลิ่นดอกไม้โดยเฉพาะกุหลาบ

Citronellyl Acetate เป็นสารที่เกิดจากปฏิกริยา Bioactivity ของ Citronellol และ กรดน้ำส้มหรือ Acetic acid สารชนิดนี้ให้กลิ่นหอมสดชื่นคล้ายผิวซิตรัส 
(แน่ล่ะ Citronellol เป็นองค์ประกอบหลักของน้ำมันตะไคร้หอม กลิ่นแรงมากครับ)แต่ก็หอมหวานอบอวลในจมูกเหมือนกลิ่นผลไม้ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าความหอมของ  Citronellyl acetate มีทั้งความหอมของ Citronellol และ Acetic acid รวมกันอยู่ถูกมั๊ยครับ ... ผมสังเกตสิ่งเหล่านี้ได้เองเพราะผมจบเคมีมา ตอนปีสามผมชอบแอบไปทำแลบสังเคราะห์กลิ่นหอมอยู่หลังห้องในชั่วโมงเรียน
(จนเกือบถูกรีไทร์แหนะ) ไม่มีใครเข้าใจผม ณ เวลานั้น แต่ผมก็ไม่แคร์สื่อคร้าบ 555

สารประกอบตัวนี้มักใช้ในการแต่งกลิ่นน้ำหอมหรืออาหารในจำพวก Fruity-Floral เพราะกลิ่นที่หอมสดชื่นแต่ก็หวานเรียกน้ำลายตามที่ผมบอกไปนั่นแหละ
บางสูตรจะใช้สารตัวนี้ถึง 50% เลยล่ะครับ ... ไม่ต้องสงสัย กลิ่นที่ได้หวานจนเลี่ยนเลย

ส่วนกลิ่น Phenyl ethyl alcohol(PEA) นั้น คงไม่ต้องพูดกันมาก เพราะกลิ่นนี้คือกลิ่นไอระเหยของกลีบกุหลาบดีๆนี่เอง กลิ่นบางเบาและนุ่มนวลราวกับผิวสาวสีชมพู

ดังนั้นเวลาที่เรากัดเนื้อลิ้นจี่จนน้ำผลไม้มันไประเบิดทั่วช่องปาก ส่งไอระเหยไปที่ลำคอ ลอยผสมกับลมหายใจออกไปที่จมูกแล้ว เราจะได้กลิ่นหอมชื่นฉ่ำ สดใส
และมีกลิ่นไอกุหลาบนิดๆด้วย นี่แหละองค์ประกอบหลักของลิ้นจี่ล่ะ

ทั้งนี้ลิ้นจี่ที่กลิ่นดีๆ จะไม่มีเพียงความหอมหวานๆอย่างเดียว ... ความหอมแบบหวานๆเป็นสิ่งหาได้ง่ายในธรรมชาติหรือปรุงขึ้นมา ประสาทสัมผัสของคนจะรับรู้ได้ไวและเบื่อง่าย เราจึงตีความน้ำหอมกลิ่นหวานๆทั้งหลายนั้นว่าราคาถูก

ผมเองมักจะพบโน๊ตที่ให้กลิ่นเขียวๆอย่าง Tripial ในลิ้นจี่กึ่งสุก มันคล้ายๆเรากลืนกินต้นอ่อนของกล้าไม้อะไรซักอย่างลงไปด้วย ตัดกันกับกลิ่นหวานๆได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีกลิ่นที่เป็นอนุพันธ์ของ PEA อีกมากมาย และขาประจำคือกลิ่นของ Linalool ก็ผสมโรงอยู่ด้วย

ทีเด็ดจริงๆอยู่ที่สารประกอบกลุ่ม Thio หรือสารประกอบกำมะถัน ถ้าสังเกตกันสักนิด หลายๆครั้งเลยที่ผลไม้ในละแวกบ้านเราจะมีกลิ่นสารประกอบกำมะถันผสมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ทุเรียน พีช กาแฟ หรือแม้แต่ลิ้นจี่ครับ

ท่านใดมีสารเหล่านี้อยู่ที่บ้าน ลองนำมาผสมเล่นดูสิครับ .. หากผสมแล้วพังอาจจะได้ effect อะไรใหม่ๆขึ้นมาก็ได้

ผมเคยผสมกลิ่นลิ้นจี่กับกลิ่นแตงกวา อืม ... ตอนนั้นน้ำหอมของดาราที่เซ็กซี่ที่สุดในวงการ หน้าผากรับทรัพย์ยังไม่ออก
พอกลิ่นน้ำหอมของดาราคนนี้ออกมา แทบจะไม่ต่างกันเลยครับ ^^

ผมจะมีคลาสสอนน้ำหอมร่วมกับ Central Workshop เรียนที่เซ็นทรัล ไม่ชิดลมก็เซ็นทรัลเวิลด์ในเดือนกรกฏา-สิงหาคมนี้นะครับ
ท่านใดสนใจ ติดตามข่าวได้เร็วๆนี้

น้ำหอมกลิ่นใหม่ๆหลายกลิ่นพร้อมจำหน่ายแล้ว ได้รับเสียงยืนยันจากลูกค้าใหม่จากงานเกษตรแฟร์จนหนาหูว่า
"หอมและทน" แวะเลือกชมและสั่งซื้อได้ง่ายๆ ราคาสบายในหลักร้อยต้นๆที่

หรือ search หาคำว่า KenGSoHigH ใน Facebook ก็ได้นะครับ




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2555   
Last Update : 12 มิถุนายน 2555 19:03:55 น.   
Counter : 1235 Pageviews.  


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

Thai-SkY
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




[Add Thai-SkY's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com