Let the Music Do the Talking

<<
มิถุนายน 2550
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
20 มิถุนายน 2550
 

I Dont Even Know Myself (part V)

ห้า
"ผู้ชักนำผมเข้าสู่วงการ"


ในที่สุดที่มาถึงข้อที่ห้า ข้อสุดท้ายแห่งมหากาพย์ Blog Tag ที่นอกจากจะเป็น “Tag ที่ยาวที่สุด” หรือ “Tag ที่เครียดที่สุด” ตามคำนิยามของผู้อ่านบางท่านแล้ว ยังน่าจะเป็น Tag ที่ใช้เวลาเดินทางยาวนานที่สุด นับจากวันที่โดน Tag อย่างเป็นทางการ (January 20 8:35 AM) รวมทั้งเป็น Tag ที่แต่ละตอนทิ้งระยะห่างกันมากที่สุด เฉลี่ยเดือนละครั้ง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในชั่วเวลาของการปิดเล่ม (รวมทั้งในขณะที่พิมพ์อยู่นี้) ด้วยน่าจะเป็นช่วงเดียวที่ผมสามารถมีเวลาพอที่จะมานั่งอยู่ในโลกส่วนตัว เพื่อที่จะเล่าเรื่องราวของโลกใบเล็กๆ ใบนี้ให้คนอื่นๆ ได้รับรู้

และตอนนี้โลกใบเล็กนี้ก็พร้อมที่ถ่ายทอดและเผยแพร่แล้ว...



หลายครั้งที่ผมอดแปลกใจไม่ได้ว่า เมื่อถึงที่สุดแล้วสถานภาพที่ผมเป็นอยู่ในทุกวันนี้ มันเป็นเรื่องจริงหรือสิ่งฝัน? หรือมันเป็นไปได้อย่างไร ที่คนซึ่งแทบจะปราศจาก “ความเก่ง” อย่างผมถึงได้รับโอกาสจากบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในวงการวิทยุอย่าง พี่เต็ด ให้มาดูแลนิตยสารในฝันของเขา

มันเป็นไปได้อย่างไร ที่คนอย่างผมได้รู้จักและร่วมงานกับหลากหลายคนในกลุ่ม a day ที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากอยากเข้าไปสัมผัสแม้สักครั้ง กระทั่งเป็นการเปิดทางไปสู่การทำงานนิตยสารดนตรี ที่สามารถพูดได้ว่า เป็นการทำงานที่มาจากความรัก ประสบการณ์ และอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองอย่างแท้จริง

มันเป็นไปได้อย่างไร ที่ผมได้มาทำหน้าที่การงานในทุกวันนี้ ที่โดยความเห็นส่วนตัวมันก็ไม่ได้ต่างกับที่คุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา คนข่าวคนดังเคยเขียนเอาไว้ว่า ตัวเขานั้นทำงานหนักไม่ต่างไปกับกรรมกร เพียงแต่หน้าที่ของเขามิใช่การแบกหามสรรพสิ่งตามสายพานของงานก่อสร้าง หรืออื่นๆ หากเป็นสายงานข่าว ตัวเขาจึงเป็นดั่ง กรรมกรข่าว ไปโดยปริยาย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ผมก็คงหนีไปพ้นการได้รับการแต่งตั้งให้เป็น กรรมกรดนตรีเปื้อนหมึก เป็นแน่แท้

แต่ไหนแต่ไรมา งานเขียนไม่เคยเป็นอาชีพที่อยู่ในความตั้งใจหรือแรงบันดาลใจของผมเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าหากมองย้อนกลับไป ก็มีร่องรอยอยู่หลากหลายตามรายทางของชีวิต ที่แฝงนัยยะระบุเอาไว้แบบจางๆ ว่า ผมนั้นมีความผูกพันอยู่กับ “การเขียน” อยู่ไม่น้อย

เป็นต้นว่า

ผมน่าจะเป็นนักเรียนป.4 เพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์การศึกษาของจังหวัดชลบุรี ที่เขียนเรื่องสั้นส่งคุณครูแล้วโดนแบน!!! ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเล็กน้อย คุณครูประดิษฐา คุณครูประจำชั้น ป.4/4 ของผมให้นักเรียนเขียนเรื่องสั้นมาส่งครู ในหัวข้อประมาณว่า สิ่งมหัศจรรย์ เหนือจริง ซึ่งสิ่งมหัศจรรย์ที่ผมเลือกมาเขียนถึงก็คือ “ดินสอลายภาพพระพุทธเจ้า” (กรุณาอย่าถือสาเด็กอายุ 8 ขวบครึ่งเลยนะครับ ท่านๆ กระทรวงวัฒนธรรม)

เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า เด็กคนหนึ่ง ซึ่งต้องทำการบ้านปิดเทอมส่งครู ระหว่างทางกลับบ้าน เขาบังเอิญไปเห็นดินสอลายภาพพระพุทธเจ้าวางขายอยู่ในร้านเครื่องเขียน และรู้สึกสะดุดตาสะดุดใจไปกับลายอันสวยงาม เขาจึงซื้อติดกลับบ้านมาด้วย เหตุการณ์ดูจะดำเนินไปธรรมดาสามัญของอีกวัน ถ้าเขาไม่เกิดขี้เกียจทำการบ้านขึ้นมาซะอย่างนั้น และวางดินสอแท่งใหม่ลงบนสมุดการบ้านอันว่างเปล่า และล้มตัวลงนอน แต่ไม่ทันที่เขาจะได้หลับตาอันเกียจคร้านลง สายตาเขาก็พลันมองไปเห็น ดินสอเกิดมีชีวิต และทำการบ้านให้จนเสร็จ เรื่องนี้จบลงตอนที่เด็กน้อยลุกขึ้นพนมมือ และอัศจรรย์ในปาฏิหาริย์อันเกิดจากบารมีของพระพุทธเจ้า

ผมส่งเรื่องสั้นเรื่องนี้ไปอย่างมั่นใจ และคิดว่าคงจะได้คะแนนเยอะแน่ๆ แต่กลับผิดคาด เพราะครูเรียกชื่อผมขึ้นมาในชั่วโมงภาษาไทย และบอกกับทุกคนว่า ผม “เล่นของสูง” ก่อนที่จะเล่าเรื่องที่ผมบรรจงเขียนให้เพื่อนๆ ฟัง และปิดท้ายว่าให้ผมเขียนมาส่งใหม่

ผมจำได้แม่นว่า มีเพื่อนหลายคนที่มาแนะนำผมว่า ให้เขียนถึงกล่องดินสอเปลี่ยนสีได้ หรือพรมวิเศษก็พอแล้ว ไม่ต้องนึกสิ่งที่มันอัศจรรย์พันลึกเกินไปหรอก เดี๋ยวจะต้องเขียนใหม่ซ้ำซากเสียเปล่าๆ ซึ่งจนบัดนี้ ผมก็ยังไม่อาจเค้นความทรงจำออกมาได้เสียทีว่า ผมเขียนเรื่องอะไรไปแทน

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ผมก็เกิดแรงบันดาลใจแบบไม่มีที่มาที่ไปบังคับตัวเองให้เขียนไดอารี่เป็นกลอน โดยมีสมุดแจกฟรีจาก มิสเตอร์โดนัทเป็นที่ระบายปลายปากกา ซึ่งถือได้เป็นความภาคภูมิเล็กๆ ที่สามารถทำมันออกมาได้สำเร็จ แม้จะเขียนอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน และภาษาจะไม่สละสลวยเอาเสียเลย (ยกตัวอย่างวรรคทองของบันทึกวันหนึ่ง “คุณพ่อสุดขมขื่น ขี้แต่ตื่นไม่หยุดเลย”) แต่มันก็ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ในวันนั้นแล้ว ซึ่งคุณแม่ผมยังคงเก็บสมุดบันทึกเล่มนั้นเอาไว้จนทุกวันนี้

ขณะที่ถัดมาจากนั้น ผมก็กลายเป็นคนที่ชอบการเขียนกลอนเปล่าเป็นชีวิตจิตใจ คอลัมน์บทกวีของสกุลไทยกลายมาเป็นคอลัมน์โปรด ที่ผมจะต้องหยิบยืมคุณป้ามาอ่านในทุกปักษ์ และสิ่งรอบตัวกลายมาเป็นแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันหมดสำหรับผม โดยจะมีเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงไปตามความสนใจของผมในแต่ละช่วงเวลา อย่างเช่นในช่วงแรกๆ ด้วยอิทธิพลจากวงคาราบาว ผมจึงมีความตระหนักในปัญหาการทำลายป่าในอัตราที่เข้มข้น (ตอนขึ้น ม.1 ผมมีความมุ่งมั่นมากว่าจะเข้าชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติให้ได้ ก่อนที่จะรับรู้ว่า เขาสงวนสิทธิ์เอาไว้ให้กับเด็กม.ปลายเท่านั้น) เนื้อหาของกลอนที่ผมเขียนในช่วงนั้นจึงเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นหลัก ก่อนที่จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต, ความสับสนของเด็กวัยต้นหลักสิบ และจินตนาการบ้าบอ จากแรงบันดาลใจของเพลงที่ผมเริ่มฟังในช่วง ม.1 อย่าง Pink Floyd ที่จะมีทั้งเนื้อหาเชิงปรัชญา และเนื้อหาเชิงจินตนาการจากโอสถหลอนจิต ผมเคยกระทั่งนั่งนับเนื้อเพลง Dogs จากอัลบั้ม Animals ของพวกเขาว่ามีกี่บรรทัด เพื่อที่ผมจะได้เขียนกลอนให้มากบรรทัดกว่านั้น (เพลงนี้เนื้อหายาวมากที่สุดเท่าที่ผมในตอนนั้นเคยรับรู้ – หลังจากนั้นผมก็ได้พบว่าเพลงในอัลบั้ม Tales from Topographic Ocean ของ Yes หรือ Thick As A Brick ของ Jethro Tull คือส่วนหนึ่งที่มาทำลายสถิตินี้จนยับเยิน)

ทั้งหมดถูกเขียนรวมเอาไว้เป็นเล่มๆ ซึ่งผมตั้งใจเอาไว้ว่า วันใดที่ผมต้องทำหนังสืองานศพของตัวเอง กลอนจำนวนมากมายเหล่านี้แหละจะเป็นส่วนสำคัญที่ขาดมิได้

และอย่างเช่นที่เล่าไปบ้างแล้ว ว่าจินตนาการในส่วนนี้ของผมได้เหือดแห้งไปจนเกือบหมดอย่างไร้สาเหตุ เมื่อผมได้ก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย แต่ก็ยังมีร่องรอยเดียวกับย่อหน้าก่อนๆ ที่ยังคงสะท้อนให้เห็นด้านมุมของอนาคตของผมออกมาได้อย่างเลือนราง ก็คือ A สองตัวจากเพียงไม่กี่ตัวที่ผมได้มาจากสารพันวิชาตลอดทั้ง 4 ปีนั้น มีวิชา Writing กับ Writing For Communication อยู่ด้วย

แต่ส่วนเสี้ยวทั้งหมดที่นำมาสู่ปลายทางในวันนี้อาจไม่เกิดขึ้นเลย หากขาดซึ่งอีกส่วนหนึ่งที่มาเติมชีวิตของผมจนกระทั่งเต็ม

ซึ่งสอดเร้นอยู่ในระหว่างทางกลางบรรทัดทางด้านบนนั่นแล

นั่นคือ การได้เข้าไปสัมผัสกับ “ดนตรี”

อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า ผมเข้าไปค้นพบ “ที่ของผม” จากเพลงของ Pink Floyd ได้อย่างไร (โปรดอ่านบทบันทึกหัวข้อ Shine On You Crazy Diamond) แต่ก็เฉกเช่นเดียวกับการค้นพบอื่นๆ ที่ย่อมต้องมีการลองผิดถูก หรือจุดเริ่มต้นที่จุดประกายให้เดินไปอย่างถูกทิศทางในเบื้องต้นเสียก่อน

ความสนใจในสมัยเด็กๆ ของผมนั้น หากจะว่ากันตามตรง ดนตรีไม่ใช่สิ่งที่ผมชื่นชมแบบถึงชีวิตมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกอย่างใด เพียงได้รับการปูพื้นฐานที่ “ไม่ป๊อปตลาด” ผ่านทางบทเพลงตามรสนิยมของคุณพ่อคุณแม่ โดยคุณพ่อของผมนั้นเป็นแฟนเพลงตัวหลั่นของวง The Beatles และเป็นเจ้าของเทปผีรวมเพลงฝรั่งยอดฮิตยุค 70-80 จำนวนมาก ในขณะที่คุณแม่นั้นเป็นแฟนเพลงของวง คาราบาว และเฉลียง ที่มีงานอดิเรกเป็นการไปว่าจ้างให้ร้านเทปแถวบ้านอัดเทปเพลงตามเพลย์ลิสต์ที่แม่ต้องการ (ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะมีซีรี่ส์เทปอัดของแม่ประมาณ 6 ชุดด้วยกัน)

ด้วยการปลูกฝังแบบนี้ ทำให้ครั้งหนึ่ง เมื่อพี่เบิร์ด-ธงไชย แม็คอินไตย์ มาทัวร์คอนเสิร์ตที่ชลบุรี โดยจัดคอนเสิร์ตกันที่ลานกว้างแถวๆ หน้าศาล แล้วเผอิญครอบครัวเราไปทานข้าวแถวๆ นั้น ทุกคนเลยถือโอกาสจอดรถเพื่อไปแอบดูแอบฟังคอนเสิร์ต โดยมีผมเพียงคนเดียวที่ไม่ยอมลงจากรถ และเปิดเทปชุด อเมริโกย ของคาราบาวดังลั่นอยู่ในรถเพียงคนเดียว

แต่นั่นก็เป็นเพียงการประชดเล็กๆ จากเด็กตัวน้อยๆ อย่างผมเท่านั้น คาราบาวไม่ถือว่าเป็นรักแท้ของผม เพราะผมในเวลานั้นผมกำลังเพาะบ่มความรักอยู่กับกีฬาที่ (พรีเซ็นต์ว่า) รุนแรงอย่าง มวยปล้ำ ต่างหาก

ในสมัยเด็กๆ หนึ่งในรายการโปรดของผมก็คือ รายการมวลปล้ำ ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นทางช่อง 5 ช่วงบ่ายๆ ซึ่งจะเอาการแข่งขันมวยปล้ำตาค่าย NWA มาฉาย (National Wrestling Alliance – ก่อตั้งในปี 1948 ค่ายมวยปล้ำที่เก่าแก่ที่สุดจนถึงขณะนั้น ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น WCW - World Championship Wrestling ในปี 1991)

ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ อาจมีคนโน้นคนนี้เป็นดังแรงบันดาลใจของตัวเอง สำหรับผมแล้ว โลกของผมกลับเต็มไปด้วยฮีโร่ร่างยักษ์อย่าง ‘Nature Boy’ Ric Flair และสมาชิกคนอื่นๆ ในนาม Four Horsemen อย่าง Lex Luger (ภายหลังแทนที่โดย Barry Windham), Tully Blanchard, Arn Anderson ภายใต้การจัดการของ J.J. Dillon ผู้จัดการยอดเยี่ยม 2 สมัยซ้อน, The Assassins (นักมวยปล้ำคู่ในหน้ากากดำ), The Great Kabuki (Akihisa Mera นักมวยปล้ำพ่นสีฝุ่น), Rock ‘N Roll Express, Midnight Express (สองนักมวยปล้ำดูโอหน้าหล่อ ที่เป็นคู่รักคู่แค้นกัน), Road Warriors (นักมวยปล้ำคู่หัวพังค์หนวดงามนาม Animal กับ Hawk)และอันดับหนึ่งตลอดกาลของผม 'Boogie Woogie Man' Jimmy Valiant

ช่วงบ่ายในเวลานั้นจึงเป็นช่วงเวลาของความหฤหรรษ์ของผม ที่ได้รื่นรมย์ไปกับความรุนแรง (แบบหลอกๆ) โดยการพากย์ของ คุณศุภพร มาพึ่งพงศ์ กับรายการมวยปล้ำ (ผมเองก็เคยกระโดดจากหัวเตียง ที่สมมติว่าเป็น เชือกชั้นที่ 3 และกระโดดทิ้งศอกลงสู่คู่ปล้ำ ซึ่งก็คือน้องชายผม ผลก็คือ น้องผมแข็งแรงดี ในขณะที่เตียงหัก) ก่อนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศจะเต้นเป็นเจ้าเข้าเกรงว่าจะเป็นการปลูกถ่ายความรุนแรงออกไปสู่เยาวชนไทย และพยายามลดละเลื่อนรายการมวยปล้ำไปออกอากาศตอนดึกๆ แทน

สิ่งที่ผมทำได้เพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไปนั้น คือ ไปหาเช่าวิดีโอมวยปล้ำของบริษัท VDO Square มาชมแทน แม้ว่าจะเสียอรรถรสไปบ้าง ด้วยเป็นแมตช์ของค่ายคู่แข่งคือ WWF (World Wrestling Federation – ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น WWE - World Wrestling Entertainment ที่ประกาศกันโต้งๆ ว่า เป็นมวยปล้ำเพื่อความบันเทิง) ที่มักจะมีแมตช์ “ฆ่าหมู” เสียมาก และบรรยากาศไม่ดิบ ทะมึน เข้มข้นเหมือน NWA แต่นั่นก็ทำให้ผมได้รู้จักกับ Hulk Hogan (แชมเปี้ยนที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ Ric Flair), ‘Macho Man’ Randy Savage (หรือ Randy Poffo), Demolition Man (Road Warrior แห่ง WWF), Andre the Giant (นักมวยปล้ำร่างยักษ์ขนาด 7 ฟุต 4 นิ้วชาวฝรั่งเศส) Big John Studd (เจ้าของส่วนสูง 6 ฟุต 10 นิ้ว), ฯลฯ

ขณะเดียวกัน นิตยสารเกี่ยวกับมวยปล้ำอย่าง มวยปล้ำโลก กับ มวยปล้ำ ‘88 ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกบรรจุลงในชีวิตของผม ซึ่งทำให้ผมได้รู้จักค่ายมวยปล้ำอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น AWA (American Wrestling Association), WCCW (World Class Championship Wrestling), CWA (Championship Wrestling Association) และสารพันนักมวยปล้ำ อาทิ พี่น้องตระกูล Von Erich, Jerry ‘The King’ Lawler, ฯลฯ

ซึ่งข้อมูลทั้งหมด จากสารพันเล่ม ทั้งไทยและต่างประเทศ ต่างฝังรากลึกลงในความทรงจำของผมมาจนทุกวันนี้ ในเวลานั้นหากถามคำถามใดๆ เกี่ยวกับแวดวงมวยปล้ำ ผมจะรู้ทั้งหมดเท่าที่สื่อเมืองไทยจะให้ผมได้

อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ คงจะสงสัยกันว่า แล้วมันโยงมาสู่โลกของดนตรีได้อย่างไร

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ

มีอยู่วันหนึ่งในขณะที่กลับจากโรงเรียน ผมก็เห็นแบบผ่านๆ ว่า มวยปล้ำ ’88 เล่มล่าสุดออกวางแผง ณ ร้านเจ้าประจำแล้ว แต่ด้วยไม่มีเงินติดกระเป๋ามากนัก ผมเลยตั้งใจว่าจะกลับไปขอเงินคุณแม่มาซื้อ

“แจ๊ค เห็น มวยปล้ำ ’88 เล่มใหม่ยัง” พี่สาว ที่กลับถึงบ้านแล้ว ถามผมทันทีที่เจอหน้า

“เห็นแล้ว หน้าปกใครก็ไม่รู้” ผมตอบ

“ก็ Ricky Steamboat ไง เห็นถือเข็มขัดแชมป์ (NMA) ด้วย สงสัยจะชนะ Ric Flair มา” พี่สาวผมบอกสิ่งที่ผมไม่ค่อยเชื่อนัก ด้วยตอนนั้นดูเหมือนว่า Ric Flair จะเป็นนักมวยปล้ำที่สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นแล้ว และครองตำแหน่งแชมป์มาได้อย่างยาวนาน ส่วน Ricky ‘The Dragon’ Steamboat ก็อำลาวงการไปเปิดยิมส่วนตัวแล้ว หลังจากแมตช์อำลาที่เขาชิงแชมป์กับ Ric Flair ที่เป็นเพื่อนสนิทของเขาเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น ซึ่งผลก็คือ เสมอกันหลังจากที่ปล้ำกันจนหมดเวลา 60 นาทีเต็ม

“ไม่จริงหรอกมั้ง Ric Flair อาจให้ Ricky ไปถือเล่นก็ได้” ผมตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลที่มี

แต่แล้วเมื่อผมได้ไปถึงแผง ผู้ชายร่างล่ำกล้ามเป็นมัด ในชุดกางเกงยืดสีเขียว ที่ถือเข็มขัดแชมป์พร้อมกับน้ำตาคลอคนนั้นคือ Ricky Steamboat จริงๆ และเขาก็สามารถคว้าแชมป์โลกจาก Ric Flair มาได้จริงๆ

จุดเปลี่ยนของชีวิตผมอยู่ที่การต่อสู้ของสองคนนี้เอง

ตอนนั้นการเปลี่ยนมือของแชมป์ NWA ถือเป็นเรื่องใหญ่ของค่าย และผู้ชมมาก ทำให้แมตช์ทวงแชมป์ของ Ric Flair จึงเป็นแมตช์แห่งปีที่ทุกคนรอคอย รวมถึงตัวผมด้วย

เพื่อโปรโมตแมตช์นี้ขึ้นมา โดยเป็นการตัดภาพลำดับตั้งแต่แมตช์ที่ทั้งคู่ได้พบกัน จนถึงการปะทะกันนอกและในเวทีจากคราวอื่นๆ โดยสลับกับมิวสิควิดีโอของเพลงๆ หนึ่ง

เพลงนั้นคือ Final Countdown ของวง Europe

ในทันใด ทั้งภาพและดนตรีของ Final Countdown ได้เข้าไปจับเข้าที่หัวใจของผมและพี่สาวเข้าทันที

ไม่นานนัก เทปชื่อเดียวกับเพลงก็ตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของพี่สาวผม

แล้วหลังจากนั้น เรื่องราวในชีวิตของผมก็ไหลเชี่ยวราวกับสายน้ำในฤดูน้ำหลาก จากเทปม้วนนั้น นำไปสู่ เทปรวมมิวสิควิดีโอเพลงฮิต ที่พี่ผมซื้อจากมาบุญครอง ซึ่งทำให้เราได้รู้จักกับ Bon Jovi, Genesis, Freddie Mercury, ฯลฯ นิตยสารและรายการ บันเทิงคดี ที่เปิดโลกทัศน์ทางดนตรีของผมออกไปราวกับไม่สิ้นสุด

จนกระทั่งผมได้พบกับ Pink Floyd

ซึ่งตลอดเส้นทางเส้นดนตรีนี้ ก็เป็นดังช่วงเวลาของการค้นหาอย่างมุ่งมั่น ที่จะได้รับรู้ในทุกๆ ข้อมูลที่ผมต้องการ และต่อยอดออกไปเรื่อยๆ จาก Pink Floyd ถึง Aerosmith ถึง Metallica ถึง The Beatles ถึง The Rolling stones ถึง Robert Palmer ถึง X-Japan ถึง BMX Bandits ถึง Mike Oldfield ถึง The Moody Blues ถึง Teenage Fanclub ไปจนถึง The Killers ผ่านทางนิตยสารหลายๆ เล่ม เช่น Quiet Storm, Music Express, Croassroad, Sound Mag, Starpics, Hook, Metal Mag

จนราวกับเป็นธรรมชาติของผม ที่หากสนใจสิ่งใดก็พร้อมที่จะทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังเวลา และกำลังทรัพย์ไปกับสิ่งนั้นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือเสียดาย

โดยที่ไม่เคยแม้แต่จะคาดหวังว่า ในที่สุดสารพันข้อมูลเหล่านั้นที่อัดแน่นอยู่ในสมองและความทรงจำจะสามารถนำทางผมไปจนถึงวันนี้


ผมจึงขอขอบคุณอย่างสุดหัวใจ ต่ออดีตที่มีนักมวยปล้ำทุกคนที่ผมเอ่ยนาม, ค่ายทุกค่าย, บริษัท วิดีโอสแควร์, คุณศุภพร มาพึ่งพงศ์ และแมตช์ประวัติศาสตร์ระหว่าง Ric Flair กับ Ricky ‘The Dragon’ Steamboat ที่นำมาสู่อนาคตที่ไม่รู้วายของผม

หมายเหตุ : ผมพยายามหาแมตช์ประวัติศาสตร์แมตช์นั้นมาเสนอแล้ว แต่ไม่สามารถหาได้ เลยขอเปลี่ยนเป็น แมตช์ที่เกิดสืบเนื่องจากวิดีโอทีเซอร์ดังกล่าวแล้วกันนะครับ

Part I
http://www.dailymotion.com/related/3554664/video/x245ln_ric-flair-vs-ricky-steamboat-wrestl/1

Part II
http://www.dailymotion.com/tag/part+two/video/x246so_ric-flair-vs-ricky-steamboat-wrestl




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2550
16 comments
Last Update : 20 มิถุนายน 2550 13:34:21 น.
Counter : 801 Pageviews.

 
 
 
 
Happy Birthday นะค่ะ
ขอหั้ยมีความสุขมากๆๆนะค่ะ
ขอให้ปีนี้คิดอะไรก้อสมหวังทุกอย่างนะค่ะ
 
 

โดย: -นู๋จอย- (LomaJoy ) วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:0:34:44 น.  

 
 
 
สุขสันต์วันเกิดครับ ขอให้มีความสุขในทุกๆวัน เชิญแวะเข้ามาดื่ม mexican coffee ก่อนได้ที่ blog นะครับ
 
 

โดย: veerar วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:0:39:45 น.  

 
 
 
สุขสันต์วันเกิดนะคะ
 
 

โดย: พระจันทร์สีชมพู วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:0:53:24 น.  

 
 
 

 
 

โดย: joblovenuk วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:1:00:50 น.  

 
 
 
แสดงว่าคุณต้องเขียนเรื่องสั้นเรื่องนั้นหลายปีแล้วแน่ๆเลยค่ะ

ถึงได้โดนแบนไปซะ ถ้าเขียนสมัยนี้ครูอาจจะคิดไปอีกแบบก็ได้

แต่ก็ไม่จริงเสมอไปใช่ป่ะค่ะ ผู้ใหญ่ชอบตั้งกฎให้เด็กๆปวดหัวเล่นเสมอ

เส้นทางสายดนตรีจากมวยปล้ำ

มาบรรจบกันได้อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ

อ่ะ เกือบลืม เข้ามาสุขสันต์วันเกิดด้วยค่ะ ชอบชื่อล็อกอินเลยเข้ามา
 
 

โดย: พื้นที่สีเขียว วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:6:37:21 น.  

 
 
 
happy birthday ค่ะ
 
 

โดย: HaMishNaRuk วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:6:55:23 น.  

 
 
 
สุขสันต์วันครบรอบวันเกิดค่ะ เจนนี่ขอให้คุณเจ้าของวันเกิดวันนี้ มีความสุขมากๆน่ะคะ คิดหวังสิ่งใดก็ขอให้สมหวังดังใจปรารถนา เจริญก้าวหน้า ในหน้าที่การงานน่ะคะ เป็นที่รักใคร่ของคนรอบข้าง สุขภาพแข็งแรงตลอดปีและตลอดไปค่ะ เพี้ยง เพี้ยง เพี้ยง ฮิฮิ

ป.ล. ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าของบล็อคค่ะ ว่างๆก็แวะมาทักทายเจนนี่ได้เสมอน่ะคะ ยินดีต้อนรับค่ะ

 
 

โดย: สาวอิตาลี วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:8:07:32 น.  

 
 
 
 
 

โดย: โสมรัศมี วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:9:17:51 น.  

 
 
 
สุขสันต์วันเกิดจ้า คุณ แจ๊ค
แท๊คยาวจังไว้มาอ่านใหม่จ้า

 
 

โดย: ดา ดา วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:10:15:12 น.  

 
 
 


สุขสันต์วันเกิดค่ะ --- ขอให้มีแต่สิ่งดีดีเข้ามาในชีวิตนะคะ ^^
 
 

โดย: ~ Rain Or Shine ~ วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:10:47:59 น.  

 
 
 


::::::: H A P P Y :: B I R T H D A Y :::::::


ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ

 
 

โดย: หนีแม่มาอาร์ซีเอ วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:11:15:14 น.  

 
 
 


 
 

โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:13:39:33 น.  

 
 
 





ป้าพานางฟ้ามาอวยพรวันเกิดค่ะ
ขอให้พบแต่สิ่งดีๆ คนที่ดีมีจิตใจดี
และเหตุการณ์ดีๆนะคะ
หวังว่าคงจะไม่ช้าไปนะคะ
*********
*****


 
 

โดย: ป้าหู้เองค่ะ (fifty-four ) วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:15:13:11 น.  

 
 
 
Happy Birth Day ka
 
 

โดย: ไข่มุกน้อย วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:15:46:58 น.  

 
 
 
ขอให้มีความสุขมากๆนะค้า
สุขสันต์วันเกิดค้า


 
 

โดย: sweetwind วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:19:19:11 น.  

 
 
 


*** สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะ

พรใดที่เป็นของชาวโลก

สุขใดที่ช่วงโชติของชาวสวรรค์

รักใดที่อมตะและนิรันดร์

ขอรักนั้นและพรนั้นจงเป็นของ....จขบ. คะ***

 
 

โดย: หน่อยอิง วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:21:05:50 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

Jackpot Sparrow
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Jackpot Sparrow's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com