นกน้อยพาเที่ยว - KYUSHU ตอน 3 'Fukuoka 福岡' ขอพรที่ศาลเจ้า Dazaifu ท่ามกลางดอกบ๊วย
Smiley อ่านตอนที่แล้วได้ที่นี่ Smiley
ในที่สุดก็เดินทางมาถึงทางเข้าศาลเจ้า Dazaifu แล้ว ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ปลูกดอกบ๊วยไว้นานาพันธุ์มาก มีทั้งสีชมพูสด สีชมพูอ่อนสีขาว บางต้นดูเผินๆนึกว่าเป็นต้นซากุระ สวยงามมากครับ



ส่วนตัวแล้วผมชอบดอกบ๊วยไม่น้อยไปกว่าดอกซากุระเลยเพราะรายละเอียดของเจ้า Umeboshi นี้สวยงามราวกับเจ้าหญิงเลยละครับ มิน่าในตำนานนิทานเก่าแก่ของญี่ปุ่นถึงมีเจ้าหญิงดอกบ๊วย ผมดันไปติดภาพบ๊วยเค็มตั้งแต่เด็กๆ ตอนนัน้ก็เลยเผลอ คิดไปว่าเจ้าหญิงดอกบ๊วยตัวจริงคงไม่น่าจะสวยเท่าไหร่ละมั้ง Smiley


ภาพบรรยากาศศาลเจ้าเก่าๆคู่กับดอกบ๊วยบานมองแล้วช่างสบายใจเหลือเกิน อากาศก็เย็นสบาย มองไปทางไหนก็สวยไปหมด 

ศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu แห่งนี้มีชื่อเสียงมากๆ โดยเฉพาะในหมู่เด็กนักเรียน ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยศาลเจ้า Tenmangu นั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติสำหรับท่าน Sugawara Michizane ผู้ที่มีอัจฉริยภาพทางการเรียนรู้และมีความสามารถต่างๆมากมายตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นที่เลืองลือโด่งดังมาก 


ท่านมิชิซะเนะเกิดที่กรุงเกียวโตเป็นนักวิชาการและนักการเมืองในยุคเฮอัน หลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตลง ชาวบ้านก็ยกย่องท่านในฐานะเทพเจ้าแห่งการเรียนรู้หรือ Tenjin นั่นเอง

แต่ชีวิตของท่านมิชิซะเนะไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด อัจฉริยภาพของท่านฉายแววมาตั้งแต่อายุได้เพียง 11 ปี ท่านสามารถแต่งกลอนได้เอง และความสามารถอันโดดเด่นของท่านเริ่มแพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง เมื่อท่านโตเป็นหนุ่มยังแสดงความสามารถในการยิงธนูอีกด้วย ท่านได้เป็นคนโปรดของจักรพรรดิ และได้รับมอบตำแหน่งสำคัญๆมากมาย ทั้งทางการทูตกับจีนและยังเป็นผู้ปกครองเมืองซะนุกิ เหล่าขุนนางในสมัยก่อนจึงพาลกันอิจฉาไม่ชอบหน้าเลยได้ให้ร้ายท่าน สมคบคิดกับตระกุลฟูจิวะระ ที่กุมอำนาจอยู่ในยุคนั้น และขับไล่ให้ออกจากกรุงเกียวโตไปยังดินแดนไกลโพ้นซึ่งก็คือที่ดาไซฟุแห่งนี้ การเดินทางระหว่างจาก เกียวโต มายัง ดาไซฟุ นั้นไกลแสนไกลหลังจากท่านเดินทางมาถึงด้วยความยากลำบาก ท่านต้องใช้ชีวิตบั้นปลายอันโดดเดี่ยวที่ๆแห่งนี้และสิ้นลงด้วยวัยเพียง 59 ปี เมื่อปี 903


เหล่าชาวบ้านที่รักใคร่เเละเคารพท่านต่างก็เสียใจและหลังจากที่ท่านสิ้นก็เกิดภัยพิบัติต่างๆมากมายที่กรุงเกียวโตตระกูลฟุจิวะระที่คิดร้ายต่อท่าน ก็เริ่มล้มหายตายจากไปทีละคน เหล่าขุนนางในวังต่างกลัวเกรงและคิดว่านี่เป็นความอาฆาตแค้นของดวงวิญญาณท่านมิชิซะเนะจึงได้ทำการสร้างศาลเจ้า เพื่อเป็นการไถ่โทษและยกย่องท่านมิชิซะเนะในฐานะ Tenjin ขึ้นที่กรุงเกียวโตและ เมืองดาไซฟุ แห่งนี้ ดังนั้นที่เกียวโตจึงมีศาลเจ้าอีกแห่งที่อุทิศให้ท่านมิชิซะเนะชื่อว่าศาลเจ้า Kitano Tenmangu

ตัวอาคารหลักของศาลเจ้าที่เห็นนั้นเป็นงานที่สร้างขึ้นเมื่อปี1591 ส่วนของดั้งเดิมที่สร้างขึ้นเมื่อปี 919 ได้ถูกเผาทำลายไปในช่วงสงคราม 


เดินผ่านเสาโทริอิที่ด้านหน้าทางเข้าจะพบกับสะพานสีแดงที่มีชื่อเรียกว่า Taikobashi ข้ามผ่านสระ Taijiike สะพานนี้สร้างขึ้นทั้งหมด3 ส่วน โดยเป็นตัวแทนของ อดีต, ปัจจุบัน และ อนาคต สอดคล้องกับหลักของพระพุทธศาสนาที่ว่าหนึ่งความคิดควรเก็บไว้ในช่วงเวลานั้น คือ ให้ปล่อยวาง นั่นเอง และสระน้ำถ้าดูดีๆก็จะเห็นว่าเป็นรูปทรงหัวใจมองกันดีๆนะครับ


ตามธรรมเนียม ก็ต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนจะเข้าไปในศาลเจ้านะครับ


หลังจากเดินเข้ามาในศาลเจ้าจะพบกับรูปปั้นวัวสีทอง วัวตัวนี้ก็มีตำนาน ในพิธีศพของท่านใช้วัวในการลากเคลื่อนขบวนทันใดนั้นเจ้าวัวก็หยุดอยู่กับที่ ไม่ยอมไปไหน ทุกคนจึงได้ตัดสินใจ หยุดจัดงานพิธีเผาศพกันที่ตรงนี้และต่อมาบริเวณนี้ก็คือที่ตั้งของศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu ในปัจจุบันนั่นเอง

สาเหตุที่ศาลเจ้า Dazaifu ปลูกต้นบ๊วยเอาไว้มากกว่า6,000 ต้น ก็เป็นเพราะท่านมิชิซะเนะเองคลั่งไคล้ในความสวยงามของดอกบ๊วยเป็นอย่างมากและ ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ก็มีต้นบ๊วกที่มีทรงเป็นระย้าเหมือนลอยลงมาจากฟ้า มีชื่อเรียกว่าTobiume (Flying plum Tree) ที่ตำนานกล่าวขานกันว่า มีกลีบดอกบ๊วยที่ปลิว ลอยติดตามท่านมาตลอดระยะทางจากเกียวโตมายังดาไซฟุและได้เติบโตอยู่เป็นสหายในช่วงบั้นปลายของท่านมิชิซาเนะที่ดาไซฟุแห่งนี้

ถ้าอยากจะมาชมความงามของTobiume สามารถเดินทางมาได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงกลางเดือนมีนาคมซึ่ง Tobiume จะเป็นพันธุ์ดอกบ๊วย ที่จะเริ่มบานก่อนดอกบ๊วยชนิดอื่นๆ สามารถมานั่งชมดอกบ๊วยไปพลาง จิบชาเขียวร้อนๆพร้อมกับขนมญี่ปุ่นหวาน ได้ที่ร้านขนมที่ด้านหลังศาลเจ้ากันได้นะครับ Smiley


หากเดินมาอีกหน่อยจะพบกับทางขึ้นไปศาลเจ้าหลังเล็ก จะสังเกตุเห็นเสาโทริอิเล็กๆเรียงกันเป็นแถวตามทางขึ้น


บรรยากาศของศาลเจ้าแม่ลูก


ก่อนจะไปเป้าหมายต่อไปแวะเขียนป้ายขอพรกันหน่อยมั้ยครับ


มีคนมาเขียนป้ายขอพรกันเยอะมาก


ใครอยากขอให้สอบผ่าน มาทางนี้เลย


หลังจากสักการะ ขอพรกันเรียบร้อยแล้วสามารถเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ Tenmangu Museum ที่จัดแสดงประวัติของท่านมิชิซะเนะ โดยใช้ตุ๊กตาฮากะตะที่เป็นศิลปะขึ้นชื่อของเมืองนี้ 


สามารถใช้ตั๋ว เป็นบัตรส่วนลดค่าเข้าชมจาก 200 เยนเหลือ 150 เยนเท่านั้น หรือ ใครสนใจที่จะเข้าไปชมสมบัติใน Treasure Hall ก็สามารถใช้บัตรส่วนลดได้เช่นกันลดจาก 300 เยนเหลือ 200 เยน

• Treasure Hall(Dazaifu Tenmangu Shrine)
Admission: ¥300  ¥200

• KankoHistorical Museum (Dazaifu Tenmangu Shrine)
Admission: ¥200 ¥150

• Kanzeon-jiTemple Treasure Hall
Admission: ¥500  ¥300

• DazaifuAmusement Park
 Admission: ¥100 discount

• Dazaifu StationRent-a-Cycle
¥500  ¥400 (available from 9:00 to 18:00)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมโหลดแผนที่เป็นภาษาอังกฤษได้ที่นี่ http://www.dazaifutenmangu.or.jp/en


กว่าจะเดินทั่ว เวลาก้อล่วงเลยไปบ่ายโมงกว่าแล้วครับซึ่งเป็นเวลาดีที่จะเหมาะกับการเดินย้อนกับมาถนนร้านค้า ทานอาหารเบนโตะ แล้วก็แวะชิมขนมฟรีกันหน่อยวันนี้มีความตั้งใจอยากจะกินอาหารที่ไม่เคยลอง ออกสไตล์ญี่ปุ่นนิดๆ จะได้เข้ากับบรรยากาศสักหน่อยเลยมาลงเอยที่ร้านนี้ เพราะหน้าตาอาหารดูดี ภายในร้านก็ตกแต่งสวยงาม แถมราคาอาหารไม่แพงมากร้านนี้มีชื่อว่า Sakadoya เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่เป็นภาษาญี่ปุ่นนะครับ http://www.sakadoya.jp/ อาหารที่ผมสั่งวันนี้เป็น โซบะเย็น3 สี เสิร์ฟพร้อม เทมปุระ รสชาดใช้ได้ทีเดียวครับ ซัดหมดเกลี้ยงเลย จนถึงเวลานี้หน้าร้านขนมก็ยังมีคิวยาวอยู่ผมเลยตัดสินใจไปเดินเที่ยวต่อ แล้วค่อยกลับมาแวะชิมตอนขากลับก็ได้ 



จุดหมายต่อไปคือ Kyushu National Museum ที่เค้าว่ากันว่าจัดแสดงของเก่าได้อย่างอลังการและน่าทึ่งแค่รูปทรงอาคารก็โมเดิร์นสุดล้ำแล้วละครับ นิทรรศการจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สามารถเข้าไปเช็คได้ว่าช่วงไหนจะจัดงานเกี่ยวกับอะไรเป็นพิเศษได้ที่นี่ http://www.kyuhaku.com/ ค่าเข้าชมคนละ 420 เยน


ตลอดทางเดินจะมีป้ายบอกทางไปยังพิพิธภัณฑ์อยู่หาง่ายและไม่หลงแน่นอนครับ ระหว่างทางมีดอกบ๊วยบานอยู่มากมาย 



พอถึงทางเข้าจะเห็นเป็นอุโมงค์บันไดเลื่อน ที่มีแสงไฟเปลี่ยนสีได้ และเมื่อถึงด้านหน้าอาคารจะมีป้ายหินใหญ่ๆสีเขียวรอต้อนรับประตูทางเข้าจะอยู่ด้านข้าง เข้าไปซื้อตั๋วได้ด้านในเลยครับ


ภายในอาคารบริเวณ EntranceHall สามารถถ่ายรูปได้ แต่ยกเว้นส่วนที่จัดแสดงในบริเวณชั้น 3 และ 4 ทั้งหมด เมื่อซื้อตั๋วแล้วให้ขึ้นบันไดเลื่อนยาวไปด้านบนสุด แล้วค่อยๆชมแต่ละโซนลงมาด้านล่างครับ จุดที่น่าสนใจที่สุดน่าจะเป็นชั้น4 ที่เป็น Main Exhibition Galery โดยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ส่วน เรียงยุคสมัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัย โจมง นารา เฮอัน และ เอโดะ ตามลำดับ ของเก่าของหายาก โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าแม่กวนอิมปรางค์ยืน ที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 อันนี้พลาดไม่ได้


ส่วนอื่นๆก็ตระการตาไม่แพ้กันแค่ได้ชมก็คุ้มค่ามากแล้วครับ แต่สถานที่นี้เหมาะสำหรับผู้ใหญ่หน่อย เพราะรายละเอียดเนื้อหา ค่อนข้างมาก ถ้าพาเด็กๆมาด้วย อาจจะไม่เหมาะนะครับ ถ้าจะดูให้ครบถ้วนน่าจะใช้เวลามากถึง2 ชั่วโมงเลยทีเดียว พิพิธภัณฑ์นี้เปิดตั้งแต่ 9.30-17.00 แต่บัตรจำหน่ายให้เข้าได้ถึง16.30 ครับ


จริงๆแล้ว ผมตั้งใจอยากจะไปดูสวนญี่ปุ่นที่วัดKomyozenji ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับทางเข้าศาลเจ้า Dazaifu มาก แต่โชคไม่เข้าข้าง วันที่ไปทางวัดมีการประกอบพิธีทางศาสนา จึงไม่สามารถให้คนนอกเข้าไปในอาณาเขตของวัดได้ ทำได้ก็แค่แอบส่องจากด้านนอกเท่านั้นเองแค่เห็นบรรยากาศแว้บๆก็รู้สึกร่มรื่นย์มาก ถ้าใครเคยไปวัด Ryoanji ที่อยู่เกียวโต บรรยากาศร่มรื่นย์คล้ายๆกันถึงแม้จะแอบเสียดาย แต่ก็เอาไว้คราวหน้ามาอีกก็ได้ เพราะเค้าว่ากันว่าวัดแห่งนี้ จะมีชีวิตชีวามากที่สุดคือในฤดูใบไม้ร่วง


ได้เวลาทานขนมกันก่อนเดินทางกลับละครับถึงเวลานี้ก็เกือบเย็นแล้ว ไม่มีคนต่อคิว เข้าไปยื่นตั๋วที่ได้มาพร้อมกับตั๋วรถไฟ ทางร้านก็จัดสรรให้เข้าไปนั่งและนำขนมโมจิทำร้อนๆ มาเสิร์ฟพร้อมกับชาเขียวเข้มข้น ขนมชนิดนี้มีชื่อเรียกยาวๆว่าUmegaemochi 梅ヶ枝餅 เนื่องจากในขนมโมจิจะมีไส้ถั่วแดงจะหวานมาก จึงต้องจิบชาเขียวไปพลาง เพื่อรสชาดที่กลมกล่อมครับแต่ชาเขียวขมจริงๆ แต่ถ้าใครติดใจในรสชาดขนมจะซื้อติดไม้ติดมือกลับไปก็ได้ 5 ชิ้น525 เยน ทางร้านห่อให้สวยงามอย่างดีครับ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.kasanoya.com/


สำหรับคนที่ต้องการจะเที่ยวต่อไปยัง Yanagawa ก็สามารถทำได้ แต่ต้องจัดสรรเวลาภายใน 1 วันให้ดี เพราะแค่ Dazaifu ที่เดียวก็กินเวลาเลยไปค่อนวันแล้ววิธีการเดินทางจะต้องนั่งย้อนจากสถานี Dazaifu ไปยังสถานี Futsukaichi ที่เราเปลี่ยนขบวนกันตอนขามาหลังจากนั้นให้นั่งสาย Limited Express Omuta ไปยังสถานี Yanagawa ใช้เวลา อีก 30 นาทีดังนั้นถ้าจะเลือกเดินทางเส้นทางนี้แนะนำให้ซื้อตั๋วของ Nishitetsu ประเภท 1-day Journey Dazaifu/Yanagawa Tourism ticket ราคา 2,800 เยน โดยสามารถขึ้นรถไฟไป-กลับสถานีเริ่มต้นไปยัง Dazaifu - Yanagawa ได้ และ รวมค่าล่องเรือฟรีที่ Yanagawa ด้วย

ไฮไลท์ของการเที่ยวในเมืองนี้ก็ต้องเป็นการล่องเรือชมทัศนียภาพและสถานที่สำคัญๆของเมืองแห่งลำคลองนี้นั่นเองครับโดยการล่องเรือ มีชื่อเรียกว่า Kawakudari โดยจะเป็นการล่องเรือพายลำเล็กๆที่จะมีคนพายเรือให้เราโดยใช้ระยะเวลาทั้งหมด 70 นาที อิ่มเอมกับบรรยากาศแบบดั้งเดิมอันแสนสงบในเมืองแห่งนี้สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและข้อมูลการล่องเรือที่ http://www.yanagawa-net.com/eng/ 


ขอบคุณภาพจาก yanagawa-net.com ภาพนี้เป็นบรรยากาศงานเทศกาลที่ศาลเจ้า Suitengu

ได้เวลาเดินทางกลับไปเชคอินที่โรงแรม มาถึงโรงแรมปุ้บ ขอรับKeycard พอขึ้นไปในห้องก็พบว่ากระเป๋าที่ฝากไว้ถูกขนมาไว้บนห้องให้เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ออกเดินทางตั้งแต่เครื่องลงตอนนี้ร่างกาย เพลียมาก ขอลงไปแช่น้ำร้อนให้สบายตัวก่อนละกัน แล้วคอยออกไปหามื้อเย็นทานกันแถวๆสถานีHakata ได้ยินมาว่าที่นี่ Tonkotsu ramen มีชื่อเสียงสุดๆ

สำหรับการเดินทางในวันแรกจบลงเท่านั้นคงต้องนอนพักเอาแรงเยอะๆ เพราะพรุ่งนี้จะเริ่มใช้ JR Pass Northern Kyushu วันแรกแล้ว

แล้วพบกันตอนหน้าครับ

Next Station>> Nagasaki

Smiley นกน้อยพาเที่ยว Smiley




Create Date : 10 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2556 12:11:07 น.
Counter : 3440 Pageviews.

1 comment
นกน้อยพาเที่ยว - KYUSHU ตอน 2 'Fukuoka 福岡' ถึงแล้วฟุกุโอกะ

Smiley อ่านตอนที่แล้วได้ที่นี่ Smiley

การบินไทยเที่ยวบินที่TG648 พาผมออกเดินทางจากกรุงเทพฯในเวลาตี 1 ลัดฟ้ามาถึงสนามบินฟุกุโอะกะในเวลาเพียง5 ชั่วโมง นอนหลับอย่างเต็มอิ่มสำหรับพร้อมเที่ยวได้ทันที เช้าวันนี้ผมมีแพลนจะเดินทางไปยังเมืองDazaifu ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเกาะคิวชู แต่ก่อนอื่นขอแวะเชคอินที่โรงแรมฝากสัมภาระก่อนครับ 

ครั้งนี้ผมเลือกนอนในโรงแรมใจกลางเมืองอย่าง Gion แต่ห่างไกลจากโซนคนเยอะอย่าง Hakata และ Tenjin โดยที่ Gion นี้ตั้งอยู่ระหว่างทั้ง 2 สถานีใหญ่ คือไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็สะดวก ใกล้นิดเดียว โรงแรม Dormy Inn hakata Gion ใหม่แกะกล่อง ห้องขนาดพอดี แถมมีบริการ Onsen ให้แช่น้ำร้อนอีกด้วยราคาก็ไม่แพงมาก ห้องคู่ตกคืนละประมาณ 6-7,000 เยนเท่านั้น ใครสนใจลองเข้าไปดูได้ที่นี่ครับhttp://www.hotespa.net/hotels/hakata/


(ขอบคุณภาพจาก tripadvisor.com)

การเดินทางจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองฟุกุโอะกะนั้นแสนง่ายและประหยัดเวลามากๆ ก่อนอื่นเราจะต้องนั่ง Shuttle bus ที่ให้บริการฟรีออกทุกๆ 10 นาที รับส่งไปยัง Domestic terminal เพราะสถานีรถไฟใต้ดินตั้งอยู่ที่อาคารนี้ครับใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึง รถจะจอดด้านหน้าทางเข้าอาคาร ให้เดินตามป้ายที่บอกว่าไปSubway ทางลงจะอยู่ใกล้ๆกันครับ หาไม่ยาก 


(ขอบคุณภาพจาก flickr.com)

ที่พักครั้งนี้ตั้งอยู่ที่สถานี Gion ซึ่งสามารถนั่ง Subway ต่อเดียวถึงเลย สะดวกสบาย
ตรวจสอบตารางเดินรถ Shuttle bus ได้ที่นี่ http://www.fuk-ab.co.jp/english/access/access.html



(ขอบคุณภาพจาก fuk-ab.co.jp)

แวะเดินมาโฉบ ชมหน้าตาสถานี Hakata สักหน่อย วันนี้แดดดีทีเดียว อากาศก็เย็นสบายอยู่ที่ 10 องศาครับ

การเดินทางไป Dazaifu จะต้องไปตั้งต้นที่สถานี Tenjin สามารถเดินทางได้ทั้งรถไฟ JR และ Subway ครับ

เมื่อเดินทางถึงสถานี Tenjin แล้ว ให้เดินออกไปทางห้าง Parco ตามป้ายที่เขียนว่า Nishitesu ขึ้นไป จะเจออีกทางเข้าของสถานี Nishitetsu Fukuoka Station ใหเดินเข้าไปที่ Ticket office และขอซื้อได้เลย ตรงบริเวณเคาน์เตอร์มีป้ายบอกแนะนำตั๋วชนิดนี้อยู่แล้วสื่อสารไม่ยากครับ ถ้าใครพูดญี่ปุ่นไม่ได้ ให้เอานิ้วชี้จิ้มๆ แล้วบอกว่า ดะไซฟุ เค้าก้อรู้เรื่องแล้ว Smiley แต่เอาจริงๆพี่สาวที่ขายตั๋วพูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อเลยครับ

ตั๋วสำหรับเที่ยววันนี้จะมีขายที่จุดจำหน่ายตั๋วของบริษัท Nishitetsu มีชื่อเรียกว่า Dazaifu Stroll Ticket Pack (1 Day Journey) ราคาคนละ 1000 เยนเท่านั้น


เจ้าตั๋วราคา 1000 เยนนี้ รวมค่ารถไฟเดินทางไปกลับและส่วนลดค่าเข้าสถานที่ต่างๆเอาไว้แล้ว และ มีคูปองขนมญี่ปุ่นให้ไปทานกันฟรีๆด้วยครับถือว่าคุ้มมาก สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือ ใครที่มีเวลามากกว่า 1 วัน จะซื้อตั๋วที่ไปเที่ยวเมืองYanagawa ที่อยู่เลยออกไปอีกก็มีตั๋วสุดคุ้มมาจำหน่ายเช่นกัน ดูข้อมูลตั๋วชนิดต่างๆได้จากที่นี่ครับhttp://www.nishitetsu.co.jp/train//kippura/global/english/

เส้นทางรถไฟ เริ่มต้นจากNishitetsu Fukuoka St. ไปลงท ี่Nishitestsu Fukakaichi St. ก่อน (ใช้เวลาประมาณ20 นาที) เพื่อเปลี่ยนขบวนขึ้น Dazaifu Line ต่ออีกประมาณ 5 นาที ก็จะถึงที่หมายแล้วครับเบ็ดเสร็จรวมเวลารอรถไฟด้วยไม่น่าเกิน 45 นาที


วันนี้เด็กๆมากันเยอะเชียว เด็กตัวเล็กๆคงมาทัศนศึกษาส่วนเด็กวัยรุ่นหน่อยน่าจะมาขอพรกัน ทำไมเด็กนักเรียนญี่ปุ่นถึงต้องมาขอพรที่นี่ เดี๋ยวเราได้รู้กันครับ

ณ เวลาที่เดินทางไปถึง ดอกซากุระยังไม่บานเนื่องจากสภาพอากาศปีนี้หนาวนานเกินปกติ ทำให้ต้องพลาดดูซากุระตั้งแต่ต้นทริป แต่ก็ยังดีที่มีดอกบ๊วยบานฉ่ำตลอดทางสวยไม่แพ้กันครับ เพราะที่นี่ก็ปลูกต้นบ๊วยเอาไว้เยอะพอสมควร เรียกได้ว่าถึงจะมามาช้ามาเร็วยังไงต้องได้ภาพบรรยากาศสวยๆติดตาติดใจกลับไปแน่นอน


การเดินเที่ยวที่ Dazaifu นั้นค่อนข้างง่ายเพราะสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้ๆกัน สามารถเดินเท้าก็ถึงได้ แต่ละแห่งห่างกันไม่เกิน10-15 นาที ที่เมืองดาไซฟุแห่งนี้เคยเป็นศูนย์การกลางปกครองทางการเมืองใหญ่ของเกาะคิวชูดังนั้นศาลเจ้า และ วัดสำคัญๆ รวมไปถึงสำนักงานของรัฐบาล จึงสร้างอยู่ในบริเวณใกล้ๆกันทั้งหมดเมืองนี้ถือได้ว่ามีความเก่าแก่มากในบรรดาเมืองทั้งหลายของเกาะคิวชู เพราะเริ่มสร้างเมืองกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่7 เแล้ว และได้ใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองกันมาร่วม 500 ปี ถึงว่าเมืองเล็กๆแห่งนี้ถึงแม้ความเจริญจะเข้ามาแทรกซึม แต่ก็ยังคงเสน่ห์ความขลังในอดีตไว้อยู่ด้วย รับรองว่าถ้าใครชอบแนวดั้งเดิมแบบนี้จะหลงรักดาไซฟุ ตั้งแต่แรกเห็นเลยละครับ


จุดท่องเที่ยวสำคัญหลักๆมีทั้งหมด3 จุดคือ Dazaifu Tenmangu Shrine, Kyushu National Museum และ Komyozenji Temple ส่วนสถานที่อื่นๆที่น่าสนใจและอยู่ห่างออกไปสักหน่อย คือ Kanzenonji Temple และซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่ของสำนักงานของรัฐบาลในสมัยก่อน Ruins of Dazaifu Seicho


ระหว่างทางเดินจากสถานี Dazaifu ไปยังเป้าหมายแรกของเราคือ Daizaifu Tenmangu Shrine จะพบกับเสาโทริอิ ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าของถนนที่มีร้านค้าต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านขนม ของฝาก ร้านอาหาร สามารถแวะทานกันได้ที่นี่และร้านขนมที่เราได้ตั๋วลองชิมฟรีจากตั๋วรถไฟที่เราซื้อมาก็ตั้งอยู่ที่ถนนแห่งนี้ละครับ

มองไปร้านที่มีคนต่อคิวเยอะๆนั่นละครับใช่เลยร้านนี้มีชื่อว่า Kasa no ya ยังไม่ต้องไปต่อคิวแย่งกับเค้ากันตอนนี้นะครับ เพราะมีให้ทานกันได้ทั้งวันไม่หมด รอตอนสายๆหลังจากเที่ยวเสร็จก่อนค่อยออกมาก็ได้ ช่วงนั้นคิวก็จะบางตาลงค่อนข้างเยอะแล้วเดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันถึงรสชาดขนมแสนอร่อยของเจ้านี้กัน


อีกร้านที่ไม่อยากให้พลาดคือStarbucks ครับ ทำไมต้องที่นี่ ถ้าไปเห็นแล้วก็จะรู้เอง ครั้งแรกที่ผมไป ผมสะดุดตากับเจ้าสถาปัตยกรรมชิ้นนี้มากมันช่างโดดเด่นสะดุดตาและไม่เหมือน Starbucks สาขาไหนๆ ผมยังไม่รู้หรอกครับว่าเป็นผลงานของArtist ท่านไหน จนต้องกลับมาค้นหาข้อมูลถึงได้ทราบว่า Starbucks สาขา Dazaifu แห่งนี้โด่งดังในหมู่สถาปนิกมาก เป็นผลงานของ Kengo Kuma ที่ขึ้นชื่อเรื่องการดีไซน์ได้อย่างสวยล้ำจริงๆครับ

ร้านขนมอีกร้านที่ผมชอบมากก็มาเปิดสาขาที่นี่เหมือนกันร้าน Mameya ที่รวมสารพัดในสารพัด flavor ที่ชอบที่สุดก็ต้องเป็นรสวาซาบิครับ ติดใจตั้งแต่ตอนที่ไปเที่ยวKawagoe รอบที่แล้ว ใครที่ชอบทานของคบเขี้ยว ผมแนะนำร้านนี้ ส่วนสาวก Ghiblistudio ก็ต้องห้ามพลาดร้านนี้ Te Fu Te Fu ขนขบวนมากันเต็มทั้งร้าน น่ารักๆทั้งนั้นอย่างน้อยๆก็ต้องได้เจ้า Totoro ติดมือกลับมาบ้างแหละน้า อย่าเผลอตัวแวะร้านนู้นร้านนี้กันจนเพลินนะครับ

เริ่มเข้าบริเวณศาลเจ้าแล้ว ดอกบ๊วยนานานิดแข่งกันอวดโฉมงามกันอย่างเต็มที่เลยครับ


งามไม่แพ้ซากุระ


เดี๋ยวตอนหน้าเรามาเที่ยวศาลเจ้าดาไซฟุกันต่อนะครับ Smiley


Smiley นกน้อยพาเที่ยว Smiley





Create Date : 06 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2556 12:11:59 น.
Counter : 6270 Pageviews.

1 comment
นกน้อยพาเที่ยว - KYUSHU ตอน 1 ทำความรู้จักคิวชู วางแผนก่อนเที่ยว
การเดินทางตามหาซากุระบนเกาะใต้แห่งประเทศญี่ปุ่น “คิวชู”

คิวชู Kyushuเป็นเกาะใต้สุดในบรรดาเกาะทั้งสี่ของประเทศญี่่ปุ่น คำว่าคิวชู มีความหมายว่า จังหวัดทั้งเก้า ซึ่งในอดีตเดิมเกาะคิวชูมีทั้งหมด 9 จังหวัด แต่ในปัจจุบันมีทั้งหมด 8 จังหวัด และได้แบ่งออกเป็น2 ส่วนคือ คิวชูตอนเหนือ Northen Kyushu (ประกอบไปด้วย Fukuoka, Oita, Kumamoto,Nagasaki, Saga) และ คิวชูตอนใต้ Southern Kyushu (ประกอบไปด้วยจังหวัด Miyazaki และKagoshima ทั้งนี้ในภูมิภาคคิวชูยังรวมไปถึง เกาะชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Okinawa เข้าไปด้วย


(ขอบคุณภาพจาก wikitravel.org)

ด้วยความที่คิวชูนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมต่างๆที่เปิดรับจากนานาชาติตั้งแต่อดีตผสมผสานกับความเป็นหัวเมืองหลักของญี่ปุ่นมาช้านาน ทำให้เกาะคิวชูเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายและโดดเด่นอย่างไม่ซ้ำเมืองไหนๆในประเทศญี่ปุ่นและมีทั้งความสวยงามทางธรรมชาติ และความทันสมัยของเมืองก็ไม่แพ้ใครอีกด้วย เรียกได้ว่าคิวชูนั้นมีเสน่ห์น่าค้นหาครบถ้วนทุกอารมณ์เลยทีเดียว


ในปัจจุบัน เราสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวที่เกาะคิวชูแห่งนี้ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะเป็นทางเครื่องบิน ที่มีสายการบินแห่งชาติ อย่างการบินไทย ให้บริการเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพ ไปยัง เมืองฟุกุโอะกะ ถึง 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 5 ชั่วโมงเศษเท่านั้น หรือจะเดินทางโดยใช้รถไฟหัวกระสุน Shinkansen ก็สามารถเดินทางไปยังเมืองต่างของเกาะคิวชูไม่วาจะเป็น Fukuoka, Kumamoto, Kagoshima และสามารถเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆด้วยรถไฟของJR ได้อย่างสะดวกสบาย เช่นเดียวกัน

หากต้องการเที่ยวเฉพาะภูมิภาคคิวชูเพียงอย่างเดียวบริษัทรถไฟยักษ์ใหญ่ที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง Japan Railways หรือ JR มีตั๋วรถไฟ JR Pass จำหน่าย สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางได้ทั่วทั้งเกาะคิวชูในราคาประหยัดอีกด้วยการจัดสรรการเดินทางท่องเที่ยวเกาะคิวชูจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป


(ขอบคุณภาพจาก jrkyushu.co.jp)

การเดินทางในครั้งนี้ ใช้เวลาทั้งหมด 11 วัน โดยเป็นนการแวะพักผ่อนทีละเมืองอย่างไม่เร่งรีบครั้งนี้ผมขอนำเสนอ 4 เมืองยอดนิยมแห่งคิวชูตอนเหนือ นั่นก็คือ Fukuoka, Kumamoto,Oita และ Nagasaki ครับ

ประเภทของ JR Kyushu Rail Pass

Northern Kyushu Area

3-day pass

7,000

5-day pass

9,000

All Kyushu Area

3-day pass

14,000

5-day pass

17,000

http://www.jrkyushu.co.jp/english/

(ขออนุญาตเล่าเรื่องหน่อยนะครับ ว่าทำไมถึงเกิดแรงบันดาลใจอยากจะมาเที่ยวคิวชู)

เมื่อปลายปีก่อนนู้น ผมได้มีโอกาสเดินทางไป Coundown ที่โตเกียว ถือโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนไปในตัว เพื่อนผมคนนี้ก็บอกแล้วว่า บรรยากาศส่งท้ายปีเก่าที่ญี่ปุ่นน่ะไม่เหมือนประเทศไหนๆในโลกนะ ไม่ได้จัดงานรื่นเริงอะไรมาก ถา้อยากจะเห็นบรรยากาศCountdown อย่างที่ New York Timesquare น่ะ ฝันไปเถอะ เพราะคนญี่ปุ่นจะปิดร้านค้าหยุดทุกอย่างตั้งแต่ช่วงวันที่ 30 แล้ว เพื่อที่วันที่ 31 ธันวาคม และ วันที่ 1 มกราคมจะได้ใช้เวลากับครอบครัวได้อย่างเต็มที่

ประเพณีช่วงก่อนและหลังเที่ยงคืนของวันที่31 บริเวณที่คึกคักที่สุดก็น่าจะเป็นวัดที่อยู่ในชุมชนใกล้ๆกับบ้านของตัวเอง มีเสียงระฆังดังสนั่นหวั่นไหวตลอดคืนเพราะผู้คนจะเดินทางเข้าไปขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัวในปีใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่วัด Zojoji ก็มีการจัดงาน Countdown ประจำปี ที่รวบรวมคนมากมายเอาไว้ (ถ้ากะด้วยสายตาคิดว่าน่าจะเกิน5 พันคน) โดยไม่มีการเปิดเพลง หรือปาร์ตี้ใดๆ ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อสิบวินาทีสุดท้ายของปี

และเมื่อเวลานับถอยหลังมาถึง3…2…1…Happy New Year!! ผู้มาร่วมงานก็พร้อมใจกันปล่อยบอลลูนที่เขียนคำขอพรเอาไว้ข้างในขึ้นไปบนท้องฟ้ากว่า 2 พันลูก เป็นภาพที่สวยงามประทับใจผมมาจนทุกวันนี้เลยครับ ถ้าอยากจะได้ถือบอลลูนพิเศษที่ทางวัดจัดทำมาให้ละก็จะต้องไปยืนรอบัตรคิวตั้งแต่ 5 โมงเย็น ท่ามกลาง อากาศหนาวจัดเลขตัวเดียว ใครใจไม่สู้นี่รับรองไม่ไหวแน่นอนเพราะต้องยืนต่อเนื่องกันถึง 8 ชั่วโมงเชียว เล่นเอาผมปวดขาจนเกือบเดินไม่ไหวเลยละครับน่าเสียดายที่งานเมื่อปี 2012 ต้องยกเลิกกระทันหัน เพราะกลัวจะเกิดเหตุการ์ณไม่สงบขึ้นทำให้หลายๆคนต้องผิดหวังบ่นเสียดายกัน แต่ก็หวังว่าในปี 2013 นี้ จะกลับมาจัดตามธรรมเนียมอีกครั้ง

เกริ่นมาซะยาว จริงๆแล้วผมแค่อยากจะบอกว่า หลังจากที่ countdown เสร็จแล้วได้ใช้เวลาในช่วงต้นปีที่โตเกียวสักพักผมก็เดินทางกลับ ครั้งนี้ผมกลับไฟลท์กลางวัน ทำให้เห็นทัศนียภาพนอกหน้าต่างเหนือเกาะญี่ปุ่นได้อย่างชัดแจ๋วเดินทางมาสักระยะหนึ่ง กัปตันประกาศให้ผู้โดยสารมองไปทางซ้ายจะเห็นควันจากปล่องภูเขาไฟ Sakurajima ที่ตั้งอยู่บนจังหวัด Kagoshima แห่งเกาะคิวชูนี่เอง ผมตั้งใจมองมาก และภาพที่เห็นก็ดูน่าทึ่งอย่างที่กัปตันกล่าวไว้ทำให้ผมอะดรีนาลีนสูบฉีด ใจเต้นสั่นๆอยากจะมาเที่ยวที่เกาะคิวชูแห่งนี้สักครั้ง อยากลงไปสัมผัสภูเขาไฟที่ยังครุกรุ่นด้วยตาของตัวเองแบบใกล้ๆ เลยเกิดเป็นแรงบันดาลใจ จุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้นั่นเองครับ (ถึงแม้ครั้งนี้จะยังลงไปไม่ถึง Kagoshima แต่ครั้งหน้าไม่พลาดแน่นอน)

วางแผน จองทุกอย่างเสร็จสรรพแพ็คกระเป่าเรียบร้อย พร้อมออกเดินทาง ! 

หาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการท่องเที่ยวในคิวชูได้ที่ http://www.visitkyushu.org/ 

แล้วตอนหน้าเรามาเริ่มตะลุยคิวชูกันเลยครับ

Smiley นกน้อยพาเที่ยว Smiley




Create Date : 05 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2556 17:51:39 น.
Counter : 7533 Pageviews.

0 comment
นกน้อยพาเที่ยว - ญี่ปุ่น 'HAKONE 箱根' ตอน 2 ขึ้นกระเช้าชิมไข่ดำ ล่องเรือโจรสลัดท้าลมหนาว

箱根


ห่างหายไปนาน กว่าจะได้กลับมาเขียนตอนจบของ ฮาโกะเนะ ก็หลายเดือนอยู่



ไม่ได้ลืมหรอกนะครับ แต่เพราะแอบไปหนีเที่ยวมา วันนี้เลยตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำให้เสร็จให้ได้



ครั้งที่แล้วทิ้งท้ายไว้ที่ร้านทงคัทซึและกำลังจะเดินทางต่อเพื่อไปชิมไข่ดำอันเลื่องชื่อ








มาเที่ยวกันต่อ จากสถาณี Sounzan เราเดินอีกนิด เพื่อต่อ Hakone Ropeway (箱根ロープウェイ) 


กระเช้าสุดระทึกที่จะพาเราไปลิ้มรส ไข่ดำ ที่สถาณี Owakudani (大涌谷駅)

สถานีนี้ตั้งอยู่บนความสูงจากพื้นดิน 1,044 เมตรซึ่งเป็นจุดที่มีความสูงที่สูงที่สุดของเส้นทางในการเดินทางวันนี้ 






ที่บอกว่าเป็นกระเช้าสุดระทึกนั้นไม่ได้หมายความว่ากระเช้านี้ดูไม่แข็งแรงแต่อย่างใด 


แต่อาจสร้างความหวิวกลางอากาศให้กับคนที่กลัวความสูงได้ 

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เราควรปล่อยใจให้สบาย สำหรับญี่ปุ่นความปลอดภัยเค้ามาเป็นอันดับ 1 อยู่แล้ว เพราะงั้น ไดโจ๊บุๆ




Hakone Ropeway จากสถาณี Sounzan จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้


ที่จะพาไปพบกับทัศนียภาพของฮาโกเนะแบบที่หาไม่ได้จากที่ไหน


ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 30 นาทีไปถึงปลายทางที่สถาณี Togendai บริเวณทะเลสาบอาชิ 





ด้วยกระเช้าที่เป็นกระจกรอบด้านที่ได้รับการออกแบบและสร้างโดยชาวสวิสอีกเช่นกัน 


เราจะได้ชมทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่งดงามแบบ 360 องศาตลอดความยาวของเส้นทางนี้


ถือว่าเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก Kriens Bahn ในสวิสเซอร์แลนด์ 


โดยกระเช้าสามารถจุผู้โดยสารได้คราวละ 13 คนและมีรอบการวิ่งแทบทุกนาที 

เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจเดินทางไปทะเลสาบอาชิ และ โอวะคุดะนิ





ที่จุดสูงสุดระหว่าง Sounzan และ Owakudani มีความสูงจากพื้นดิน 130 เมตร 


ทัศนียภาพของปล่องภูเขาไฟเบื้องล่างไม่เพียงงดงามเท่านั้นยังดูมีพลังอย่างน่าอัศจรรย์ 


ระหว่าง Ubako ถึง Togendai จะได้พบกับภาพวิวของทะเลสาบอาชิ และ 


ภูเขาไฟฟูจิที่ตั้งตระหง่านหลังภูเขาคามิอีกด้วย


ด้วยความยาวของระยะทางที่เป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่นและเป็นอันดับ 2 ของโลก (เป็นรองจากของสวิสที่เดียว) บนยอดเขา 


ทำให้ Hakone Ropeway มีจุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาสัมผัสความงามของที่นี่ให้ได้





มันเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ถึงแม้จะหวาดเสียวอยู่บ้าง แต่ความสวยงามของวิวรอบตัวนั้นยากเกินห้ามใจ


ที่จะปิดตาหลอกตัวเองไปชั่วขณะว่าเราอยู่บนความสูงเป็นพันๆเมตร 


ระหว่างทางที่กระเช้าพาเราขึ้นไปสู่ความสูงเรื่อยๆ 


สภาพแวดล้อมในครั้งนี้ดูค่อนข้างแห้งแล้งไปหน่อยเพราะว่าใบไม้ร่วงเกือบหมดต้นแล้ว 


แต่ครั้งก่อนที่มาช่วงต้นเดือนกุมภาซึ่งเป็นฤดูหนาวเต็มที่จึงมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทาง


ความแห้งแล้งของกิ่งก้านจึงถูกกลบด้วยความขาวเนียนของหิมะแสนงาม


ด้วยระยะทางที่ยาวเหยียดตลอดทางผ่านเขายอดแล้วยอดเล่าแบบนี้ 


แต่ละจุดบนยอดเขาก็เสมือนกับเป็นที่พักทางสำหรับเสาเหล็กและสายเคเบิล


ที่ยึดกระเช้าไว้อย่างแข็งแรงบนความปลอดภัยสูงสุด 


แต่มันจะไม่ปลอดภัย(ต่อหัวใจ) ก็ตรงที่พอเราใกล้จะถึงยอดเขาหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้ว 


ทันใดนั้นก็ไหลต่อลื่นลงราวกับตกเขาพร้อมกับเบื้องล่างที่สูงลิบลิ่ว ไม่ให้ทันได้หายใจกันเลย


วันนี้โชคดีมากที่มีโอกาสได้เห็นความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟฟูจิ


วันนี้ฟ้าโปร่งมองเห็นฟูจิซังได้อย่างชัดเจนมากทีเดียว 


มุมนี้ถือว่าเป็นอีกมุมหนึ่งที่มีเสน่ห์เย้ายวนมากในการชมความอลังการของภูเขาไฟฟูจิ


จากบรรดาจุดชมวิวยอดนิยมของญี่ปุ่นที่คนทั่วโลกไม่ว่าจะมาจากไหน

ถ้าถึงญี่ปุ่นแล้วต้องขอเห็นฟูจิสักครั้ง คงไม่ต้องถึงกับขึ้นไปปีน แค่เห็นก็สบายใจแล้ว





Mount Fuji (富士山) ภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วยความสูง 3,776 m (12,388 ft) 


หนึ่งในภูเขาศักดิ์สิทธิ์ "Three Holy Mountains" (三霊山) ทั้งสามของชาวญี่ปุ่น 


อีกสองแห่งคือภูเขาทาเตะ (立山) และภูเขาฮาคุ (白山) 


ภูเขาไฟแห่งนี้เกิดการประทุครั้งสุดท้ายปะมาณช่วงปี 1707-08 


มีรูปทรงกรวยเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นที่ทุกคนรู้จักกันดี 


ตั้งไปทางทิศตะวันตกของเมืองโตเกียว อยู่ระหว่างเขตเมือง Shizuoka กับเมือง Yamanashi 


สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลในวันฟ้าใสจากโตเกียวและโยโกฮาม่า 


หากนั่งรถไฟชิงคันเซนสาย Tokaido จากโตเกียวไปโอซาก้าก็สามารถมองเห็นด้วยเช่นกัน



ที่มาของชื่อนั้นไม่แน่ชัด บ้างก็ว่ามีที่มาจากคำว่า Fushi (不死) มีความหมายว่า เป็นอมตะ 

บริเวณยอดจะปกคลุมไปด้วยหิมะเกือบตลอดทั้งปีตามสถิติที่เคยมีการบันทึกไว้ 

อุณหภูมิต่ำสุดที่ -38°C และสูงสุดที่ 17.8°C 

จุดหมายที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปชมความของภูเขาไฟฟูจินั้นมีหลากหลายเช่นที่

Fuji Five Lakes (富士五湖) หรือ Hakone (箱根)




เอาละในที่สุดก็เดินทางมาถึงสถาณีไฮไลท์ของเรากันแล้วที่สถาณี Owakudani (大涌谷駅) 


และอย่างที่บอกไปว่าเรามาที่นี่เพื่อมาชิมไข่ดำที่เขาร่ำลือกันนักหนาว่า


มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมด้วยแร่ธาตุมากมาย


และจะต้องปีนเขาขึ้นไปสู่บนยอดเขาด้านบนที่สูงที่สุด และออเดอร์ไข่ดำ 

แกะเปลือกกินกันสดๆ ณ ตรงนั้นเลย อยากรู้มานานว่าหน้าตาและรสชาติไข่ดำจะเป็นยังไง




ที่สถาณีนี้ดูวุ่นวายและคึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมายหลายคณะ 


เพราะไม่ว่าจะมาเองหรือมาเป็นคณะทัวร์ต่างก็มีจุดหมายเดียวกันคือที่แห่งนี้ 


ออกมาจากสถาณีก็สัมผัสได้ถึงอากาศแสนบริสุทธิ์ ยิ่งอยู่ที่สูง อากาศก็ยิ่งดีขึ้นไปเรื่อยๆ 


เลยยิ่งทำให้อยากปีนเขาขึ้นไปตรงบ่อน้ำแร่ที่เอาไว้ต้มไข่ไวๆซะแล้ว 

นอกจากอากาศที่ดีแล้ววิวยิ่งสวยมากขึ้นอีก แถมเรายังสามารถมองเห็นฟูจิซังจากระยะนี้ได้ด้วย




ลงจากบริเวณสถาณีจะเป็นบริเวณที่จอดรสบัส ถ้าหากใครเลือกนั่งรถบัสมาก็จะมาลงที่นี่ได้เหมือนกัน


มาที่นี่เราก็เจอตัวแทนแหล่งท่องเที่ยวของญี่ปุ่นในเวอร์ชั่น “คิตตี้ไข่ดำ” ถึงสองตัว!! น่ารักน่าเอ็นดูมาก


เห็นแล้วถึงขั้นอยากจะอุ้มกลับบ้าน นั่งตัวกลมป้อกอยู่บนเก้าอี้


ที่ตัวสลักชื่อไว้ว่า Kurotamago (黒たまご หรือ ไข่ดำ)


แอบเห็นมีรอยเปลือกไข่ร้าวด้วย และ มือข้างหนึ่งถือป้ายไม้เขียนว่า โอวะคุดะนิ 


ส่วนอีกตัวเป็น คิตตี้ใส่ชุดกิโมโนสีชมพู เกาะไข่ดำที่แกะแล้ว 

มือข้างหนึ่งอยู่ในปากราวกับว่าแอบแกะไข่แล้วกินยังไงยังงั้น ส่วนตัวแล้วชอบตัวแรกมากกว่า




เจ้าเหมียวคิตตี้ไข่ดำทั้งสอง ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าร้านขายของที่ระลึกที่อยู่ด้านล่าง


ที่ร้านแถบนี้ก็มีไข่ดำจำหน่ายเช่นกัน ทั้งแบบกินทันที


สำหรับใครที่ปีนเขาไม่ไหวก็ยังมีทางเลือกสามารถหาซื้อหาชิมที่นี่ได้ 


แต่พวกเราถึงไหนถึงกันอยู่แล้ว มาถึงที่ก็ต้องไปกินถึงที่ หรือ แบบเป็นของฝากก็มี 


ส่วนแบบนี้หน้าตาคล้ายไข่เยี่ยวม้าซีลอยู่ในซองสูญญากาศ ดูปะแล่มๆยังไงไม่รู้





ขอขอบคุณภาพจาก cdn.learners.in.th 



Owakudani คือพื้นที่บริเวณปล่องภูเขาไฟที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟ Kamiyama เมื่อประมาณ 3 พันปีก่อน 


พื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็น Active Volcanic Zone หรือโซนที่ยังมีการประทุอยู่


หมายความว่าบริเวณข้างใต้ยังมีความร้อนอยู่ถึงแม้จะไม่มีการระเบิดแล้วสังเกตุได้จาก


บริเวณนี้ที่มีทั้ง น้ำแร่ น้ำพุร้อนที่พุ่งออกมาจากใต้ดินหรือระเหยกลายเป็นไอออกมาเป็นแก้สธรรมชาติ


รวมไปถึงบ่อน้ำร้อนที่มีแร่กัมมะถันเดือดปุดๆที่เอาไว้ใช้ต้มไข่นั่นละครับ


แต่อย่าให้ได้หล่นลงไปเชียว เพราะมีความร้อนเกินกว่า 100 องศาเชียวนะ 


ถ้าหล่นลงไปคงไม่แค่ดำล่ะ เกรียมแน่ๆSmiley






พวกเราไม่รีรออะไรทั้งสิ้นเริ่มเดินหน้าขึ้นไปสู่บ่อน้ำแร่ที่ว่านี้ ตามระยะทางที่ทำเป็นบันไดแนวราบที่เดินสบาย 


ไม่รู้สึกเหมือนกับต้องออกแรงมากเพราะไม่ได้ชันมา สามารถเดินขึ้นไปได้อย่างสบายๆ 


ที่สร้างไว้อย่างนี้ก็เพื่อให้ความสะดวกสบายแก่ผู้สูงอายุและเด็กๆด้วย 


เพราะเท่าที่สังเกตคุณลุงคุณป้าเดินกันปรื๋อเลย ว่องไวมากเท้านี่สลับฉึบฉับๆ แข็งแรงจริงๆ


ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีเราก็เห็นจุดหมายอยู่ตรงหน้า ณ ตรงนี้ถ้าหันหลังไปจะเป็นภาพของภูเขาไฟฟูจิเต็มๆสองตา


นี่เราก็ยืนอยู่บนภูเขาไฟ มองไปข้างหน้าก็อีกลูกนึง แต่ถึงแม้จะถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขาไฟแรงสูงแบบนี้กลับไม่รู้สึกกลัว


เนื่องจากความรื่นรมย์ทางกายและใจ บรรยากาศดีสุดๆแบบนี้ทำเอาเกือบลืมไปเลยว่ากำลังอยู่บนความสูงกว่า 1,000 เมตรจากพื้นดิน


ขึ้นมาถึงข้างบนนี้ถ้าได้กลิ่นแปลกๆตุๆ ก็ไม่ต้องพยายามหันซ้ายหันขวาหาว่าใครตด


เพราะเจ้าก้าซธรรมชาตินั้นมีกลิ่นค่อนข้างแรง (ไม่อยากใช้คำว่า เหม็น) ซึ่งเป็นกลิ่นของกำมะถัน


แต่สักพักเดี๋ยวก็ชิน ถ้าลองมองข้ามเรื่องกลิ่นไป แร่กำมะถันนั้นมีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพมากมาย 

ไม่ว่าจะนำมาแช่ตัวช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้อย่างดี หรือนำไปต้มไข่ก็ได้ประโยชน์จากแร่ธาตุอีกด้วย




ได้เวลากินไข่!! มาถึงข้างบนแล้วที่ความสูง 1,050 เมตร ที่รู้เพราะว่าด้านบนนี้มีป้ายไม้ตั้งอยู่ตรงกลางบอกถึงความสูงที่เราอยู่


ตอนแรกเข้าใจว่าให้ไปซื้อไข่ไก่มาต้มเองแต่กลับกลายเป็นว่าเค้ามีแต่แบบต้มไว้แล้ว 


เสียดายนึกว่าจะได้ลองต้มเอง ราคาขายห่อละ 500 เยน ด้านในมี 6 ฟองตกฟองละเกือบ 40 บาท


ซื้อแล้วก็มายืนแกะกินกันตรงนั้นเลย เพราะมีโต้ะและถังใบใหญ่จัดไว้ให้สำหรับทิ้งเปลือกไข่ 

ส่วนน้ำจิ้มสำหรับเพิ่มรสชาดคือเกลือเพียวๆ รู้งี้เอาซอสปรุงรสภูเขาทองมาด้วยก็ดี




ไข่ดำจริง ดำจริงๆ จากการที่ต้มในบ่อน้ำแน่กำมะถันทำให้แร่ธาตุซึมเข้าไปถึงด้านใน 


ว่ากันว่าถ้ากิน 1 ฟองจะมีอายุยืนขึ้นถึง 7 ปี แต่ไม่ใช่ว่าคนเดียวจะกินทั้ง 6 ฟอง


จะได้อายุยืนขึ้น 48 ปีนะ เกินไปๆ เค้าแนะนำมาว่ากินแค่ 2 ฟองครึ่งก็ถือว่าเพียงพอแล้ว


ไม่อย่างนั้นจะมากเกินความจำเป็นต่อร่างกาย สรุปแล้วเราจะอายุยืนขึ้นได้มากสุด 17 ปีครึ่งต่อคน


ส่วนวิธีการที่ใช้ในการขนไข่ขึ้นมาต้มถึงบนนี้นั้น ไม่ได้ใช้แรงมนุษย์ นอกจากสลิง 2 เส้นที่ขึงต่อกับด้านล่าง


คอยขนไข่ใส่ลังส่งขึ้นมาด้านบนตลอดอย่างไม่ขาดสาย ขายดีขนาดนั้นเลยจริงๆ





กินไข่ดำกันเสร็จแล้วอย่าเพิ่งเดินลงเพราะว่าถ้าเดินต่อขึ้นไปอีกหน่อยจะมีจุดชมวิวฟูจิซังแบบว่าให้ได้เห็นกันเต็มๆตาเลย 


หลังจากนั้นเราก็รีบบึ่งกลับไปที่สถานีเดิม ภารกิจของเรายังไม่หมดแค่นี้เพราะยังมี Destination อีกแห่ง 


ต้องเผื่อเวลาให้ดีเพราะสถาณที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะปิดประมาณ 5 โมงเย็น 


แต่ไม่ใช่ว่าเราไปถึง 5 โมงพอดีแล้วจะทัน ต้องเผื่อเวลาในการเข้าใช้บริการสถาณอย่างน้อยๆครึ่งชั่วโมง 


ที่สำคัญเราจะไปนั่งเรือโจรสลัดท่องทะเลสาบอะชิกันด้วยยิ่งแล้วใหญ่


ต้องไปให้ถึงก่อน 4 โมงเย็นซึ่งเป็นเที่ยวเรือรอบสุดท้าย








ครั้งก่อนที่มา น่าเสียดายมาก เพราะเวลาเหลือน้อย เลยมาทันเที่ยวเรือรอบสุดท้าย ไม่ใช่เป็นการมาถึงแบบเฉียดฉิว 



เพราะมาถึงเรือก็จอดเทียบท่านิ่งสนิท พนักงานก็ดูเหมือนจะหนีกลับบ้านกันหมดแล้ว


แถมยังนั่ง Ropeway ขากลับไม่ทันอีกด้วยซวยซ้ำซวยซ้อนเหลือเกิน


เพราะฉะนั้นหลังจากได้บทเรียนครั้งนั้นมา คราวนี้จึงพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด


ที่ญี่ปุ่นไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องเจอตู้ของเล่นหยอดเหรีญ


แน่นอนของเล่นที่อยู่ในตู้ก็คงไม่พ้นบรรดา Character ยอดนิยมทั้งหลาย


ไม่ว่าจะเป็น Hello Kittty, Doraemon, Naruto แต่มาที่นี่ไม่เหมือนที่ไหน 


เพราะเขามีตู้ไข่ดำของเล่นให้หยอดเล่นกันด้วยโดยด้านในเป็นเครื่องรางโดยแต่ละอันก็จะต่างกันไป 


(มีเขียนไว้ที่ตัวเครื่อง) เจ้าไข่ดำของเล่นนี้เรียกว่า Kurotama Capsule (黒たまカプセル) 

ลูกละ 200 เยน ใครหาของฝากไม่ได้ ลองซื้ออันนี้ไปเป็นของฝากดูก็ (แปลก) ดีเหมือนกัน



จากสถาณี Owakudani เรานั่ง Ropeway สายเดิมต่อเพื่อไปลงที่สถาณีปลายทางสถาณี Togendai (洮源台) 


สำหรับไฮไลท์ที่สุดประจำวันนี้ที่ไปปีนเขาชิมไข่ดำก็ว่าเด็ดแล้วแต่ว่าที่นี่สิของเค้าเด็ดจริงนั่นก็คือ


ทะเลสาบอะชิ หรือเรียกว่า Ashinoko (芦ノ湖)


เมื่อพูดถึงทะเลสาบ ก็ต้องมาคู่กับเรือยักษ์ให้เราได้ขึ้นไปล่องดื่มด่ำบรรยากาศแสนบริสุทธิ์ของทะเลสาบแห่งนี้ 


พวกเรามาถึงกันทันเวลา จริงๆแล้วมาถึงก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมง 


เรือรอบสุดท้ายคือรอบ 4 โมงเย็น ก็ต้องเข้าแถวต่อคิว รอเวลากันตามระเบียบ


ไม่รู้ว่าเพราะเป็นรอบสุดท้ายรึเปล่า คนเลยมากันเยอะมากๆ ยิ่งใกล้เวลาเรือออกคนมาต่อคิวกันยาวเหยียดเลย 


พอใกล้เวลาจะเห็นเรือโจรสลัดอยู่ไกลๆ พอถึงเวลา 4 โมงตรงเป้ะ ประตูเปิดให้พวกเราออกไปที่ท่ารอดูเรือยักษ์มาเทียบ


เราจึงได้ภาพสวยๆของเรือโจรสลัดลำนี้ตอนกำลังล่องอยู่บนทะเลสาบ


และ ณ ตอนนั้น เราก็ได้มาถึงฮาโกเนะโดยสมบูรณ์ เพราะเบื้องหน้าของเรานั้นคือ สัญลักษณ์ของเมืองนี้นั่นเอง 

(แต่ยังหรอก เรายังไม่ได้ขึ้นไปล่องเลย ทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ มันต้องหลังจากนี้)




หนาวมากกกกกกก.....ยิ่งมาอยู่ริมทะเลสาบ แค่ลมพัดหวิวๆก็สั่นระริกไปทั้งตัวแล้ว ตลอดวันที่ว่าหนาวแล้ว มาเจอที่นี่หนาวที่สุด 


อุณหภูมิเท่าที่ดูตอนนั้นเหลือไม่ถึง 5 องศา โอยยยย พระเจ้าช่วย ต่อให้ชอบอากาศหนาวแค่ไหน เจอแบบนี้ก็ขนลุกเหมือนกัน 


อากาศต่อให้หนาวเหน็บแค่ไหน ถ้าไม่มีลมเราก็ยังยืนอยู่ได้ แต่ถ้ามีลมแล้วทางใครทางมันเลยล่ะ


แล้วมาอยู่ตรงทะลสาบร่องเขาแบบนี้ ไม่อยากจะนึกถึงตอนไปอยู่บนเรือ บรื๋อ




Hakone Sightseeing Cruise (箱根観光船) เส้นทางนี้เชื่อมระหว่าง Togendai กับ Motohakone-ko และ Hakone-machi 


ซึ่งระหว่างล่องเรือสามารถสัมผัสบรรยากาศอันสงบนิ่งของผิวน้ำและในวันอากาศโปร่งใส่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ด้วย 


ปัจจุบันมีเรือทั้งสิ้นทั้งหมด 4 ลำ ลำแรกมีชื่อว่า Vasa


เป็นเรือรบที่ปลดระวางในช่วงศตวรรษที่ 17 สมัยกษัตริย์แห่งสวีเดน Gustav Adolph


มีสีเขียวมรกตประดับด้วยรูปปั้นสิงโตบริเวณหัวเรือจึงเรียกเรือลำนี้ว่าเป็น The Lion of North Europe





ลำที่สองมีชื่อว่า Royal ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือรบฝรั่งเศส Soleil Royal 


ในสมัยศตวรรษที่ 17 โดยที่ลำนี้จะ มีสีแดงและมีขนาดใหญ่กว่าลำอื่นๆ 


มี 2 ระดับและพื้นที่มากในการเดินสำรวจรวมถึง Observation deck ด้วย ราวกับเป็นพระราชวังที่ลอยอยู่บนทะเลสาบได้ 


ลำที่สามมีชื่อว่า Frontier ออกแบบในช่วงศตวรรษที่ 19 ตามแบบเรือรบของอเมริกาที่ใช้วิ่งในแม่น้ำ Mississippi 


ในช่วงนั้นแตกต่างจากลำอื่นตรงที่มีไม้พายด้วย และลำสุดท้ายมีชื่อว่า Victory


ตั้งชื่อตามเรือรบของอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18 บนเรือลำนี้สามารถทั่วถึงกันได้หมดโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง 





ระหว่างทางสามารถมองประตูทางเข้าศาลเจ้าหรือ โทริอิของ Hakone-jinja ที่มีชื่อเสียงมากได้ด้วย 


ระยะเวลาเดินทางจาก Togendai ไป Motohakone-ko ใช้เวลา 25 นาทีและไปยัง Hakone-machi อีก 10 นาที


ถ้าไม่มีบัตร Hakone Freepass เสียค่าเรือคนละ 970 เยน 

ในช่วงหน้าร้อนที่ทะเลสาปอะชิยังมีการจัดงานเทศกาลดอกไม้ไฟ (芦ノ湖花火大会) อย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย




เคล็ดลับที่ทำไม่ยาก ถ้าออกไปด้านนอกเมื่อไหร่ให้พยายามแทรกตัวไปด้านหน้า ไม่ได้จะแซงคิวเพราะทุกคนจะได้ขึ้นพร้อมกันหมด 


แต่ถ้าอยากได้ภาพสวยๆบนเรือที่ไม่มีคนอื่นมายืนขวางให้รบกวนฉากหลัง คุณมีเวลาไม่ถึง 3 นาทีเท่านั้น 


ให้รีบเข้าไปและวิ่งขึ้นไปชั้นบนให้เร็วที่สุดเท่านี้เราก็จะได้รูปสวยๆบนเรือแล้ว 


ถ้าไม่ทำแบบนี้ถ่ายรูปไปก็จะเจอแต่คน คน คน และคน ยืนอยู่เต็มไปหมดแทบจะหาที่ว่างไม่ได้


ยังไม่หมดหลังจากนั้นพอถ่ายรูปเสร็จปุ้บ ให้หาพื้นที่ว่างบริเวณหัวเรือ

และรีบจับจองมุมไหนซักมุมเพื่อที่ว่าเราจะได้ชมวิวได้เต็มๆตาแบบพาโนรามา 




รอคนขึ้นครบไม่นานเรือก็เริ่มออกสตาร์ท ความตื่นเต้นเริ่มตื่นตัว อากาศแสนบริสุทธิ์ทำให้รู้สึกสดชื่น


การอยู่ท่ามกลางทะเลสาบและขุนเขาทำให้รับรู้ได้ว่าอากาศที่บริสุทธิ์มากนั้นเป็นอย่างไร 


และคิดไว้ไม่มีผิด อากาศหนาวเหลือเกิน หนาวกว่าตอนที่อยู่ข้างล่างสัก 5 เท่าได้ เพราะลมกรรโชกมาก 


เพราะเรามาอยู่ด้านบนแถมเวลาเรือแล่นนี่ลมแรงหนาวสุดขั้วหัวใจเลย แต่ว่าโอกาสที่จะได้เจออากาศบริสุทธิ์แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ 


เราจึงเต็มใจที่จะยืนฝ่าความหนาวและให้อากาศบริสุทธิ์ทุกโมเลกุลซึมซับเข้าสู่รูขุมขน (โปรดใช้วิจารณญาณในการทำตาม)





วิวที่สวยอยู่แล้วกลับสวยยิ่งขึ้นไปอีกด้วยบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดิน 


ท้องฟ้าโล่งกว้างยามอาทิตย์อัสดงแห่ง ทะเลสาปอะชิ นี่คือที่สุดแล้วของวันนี้ 

คุ้มค่าจริงๆที่เราเดินทางมาทั้งวันและมาปิดท้ายด้วยบรรยากาศแสนโรแมนติก ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาแสนสุขเหลือเกิน




อยู่บนเรือเกือบ 40 นาที แต่ผ่านไปไวเหมือนไม่ถึง 5 นาที นี่ละหนอเวลาแห่งความสุข 


เรือลำใหญ่พาพวกเรามาลงที่ท่าเรือ Hakone-Machi (箱根町) 


และจากตรงนี้เราสามารถไปขึ้นรสบัสเพื่อนั่งกลับไปลงที่สถาณี Hakone-Yumoto 


สถาณที่เรามาตั้งแต่ต้นนั่งรถไฟกลับโตเกียวกัน ส่วนตารางเวลาของรถบัสที่จัดไว้จะสอดคล้องกับเวลาเทียบท่าของเรือ


อาจจะต้องรอบ้างเล็กน้อยแต่ว่าเพื่อให้พลาดท่าตกรถ ถ้าจะซื้อของอะไรให้รีบซื้อไวๆและไปยืนรอที่ป้ายรอรถบัสดีกว่า


คาดว่าเป็นรอบสุดท้าย รถจัดไว้เพียง 2 คัน และแน่นเอี้ยด คนเยอะมากๆ ตอนแรกคิดว่าเราจะไม่ได้ขึ้นซะแล้ว 


แต่ด้วยความสามารถอันแรงกล้า เราจึงถูกเบียดอัดเป็นปลากระป๋องเข้าไปอยู่เกือบท้ายรถได้ในทันที 


สักพักรถก็ออกตัวและฟ้าเริ่มมืดแล้ว ระยะทางไกลมาก ร่างกายที่ใช้งานอย่างหนักมาทั้งวันอ่อนเพลียไปหมด

อยู่บนรถแบบล้มทั้งยืน กว่าจะถึงสถาณีรถไฟเล่นเอาเราสลบกันเป็นแถวๆ




Hakone Tozan Bus (箱根登山バス) จากโตเกียวเชื่อมโยงจุดหมายอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็น


Hakone-Odawara, Hakone-Yumoto, Gotemba และ Numazu 


เป็นพาหนะหลักที่ใช้ในการเดินทางไปยังจุดท่องเที่ยวต่างๆในฮาโกเนะได้อย่างดี


โดยเริ่มต้นจากสถาณี Hakone-Yumoto ไปยัง Hakone-machi, 

Motohakone-ko, Gora, Sengoku-bara และ Togendai




พอขึ้นรถไฟปุ้บพวกเราหลับกันสนิท และมารู้ตัวอีกทีก็ถึงสถาณีชินจูกุแล้ว 


เพิ่งจะทุ่มครึ่งเอง สถาณีชินจูกุยังคงวุ่นวายเหมือนเดิม เราเลยใช้เวลาที่เหลือในการเดินช้อปปิ้ง 


เดินสำรวจเก็บภาพบรรยากาศชินจูกุตอนกลางคืน ขึ้นไปบนยอดอาคาร Tokyo City Hall


ดูโตเกียวยามราตรี ได้ภาพสวยๆกลับบ้าน และปิดท้ายด้วยหาอะไรกินอร่อยๆกัน ก่อนกลับโรงแรมสลบ



ตอนนี้ขอลาไปด้วย ฉากสวยๆของชินจูกุตอนกลางคืน



ตอนหน้าจะพาไปเที่ยวที่ไหนต้องคอยติดตาม เเล้วพบกันใหม่ครับกับ


Smiley นกน้อยพาเที่ยว Smiley





Create Date : 20 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2554 13:18:48 น.
Counter : 11370 Pageviews.

13 comment
นกน้อยพาเที่ยว - ญี่ปุ่น 'HAKONE 箱根' ตอน 1 นั่งรถรางขึ้นสู่ยอดเขา

ตื่นเช้ากันอีกวัน เสื้อผ้าหน้าผมพร้อม มุ่งหน้าตรงดิ่งไปที่สถาณีชินจูกุ เพราะจุดเริ่มต้นของทริป ฮาโกะเนะ เริ่มต้นจากที่นี่นั่นเอง


ไปตอนเช้าแบบนี้ ได้สัมผัสบรรยากาศ Rush hour ของญี่ปุ่นแบบเต็มๆ รู้ๆกันดีอยู่ว่าช่วงเช้าก่อนไปทำงานและช่วงเย็นหลังเลิกงาน


เป็นช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยรถไฟอย่างเป็นที่สุด เพราะกระแสมหาชนบรรดา Salary man และ OL


จะพาให้เราขยับเขยื้อนขึ้นรถไฟได้โดยไม่ต้องเสียแรงเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจากแถวที่ต่อขบวนรถไฟยาวเหยียด


จะสามารถเบียดยัดเข้าไปได้หมด คนที่อยู่ริมประตูคงแปลกใจว่าทำไมอยู่ดีๆฉันถึงได้ถูกดันมาอยู่ริมขอบสุดประตูอีกฝั่งได้


คนญี่ปุ่นทุกคนให้ความร่วมมือและเห็นอกเห็นใจกัน จึงสามารถทำให้ทุกคนที่อยู่ในช่วงเร่งรีบขึ้นรถไฟไปได้ทันพร้อมๆกัน



(ขอบคุณภาพจาก http://www.landor.com) 


ท่ามกลางกระแสมหาชนที่วุ่นวายเหลือเกิน กว่าจะไปถึง Ticket office ได้เล่นเอาเหนื่อยพอควร


สายรถไฟที่เราจะขึ้นไปเที่ยวกันนั้นคือ Odakyu Odawara Line (小田急小田原線)


ด้วยขบวน Romance car หรือ Limited Express (特急) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 85 นาที


แต่ว่าถ้าไม่อยากเสียเงินเพิ่มก็สามารถรอขบวน Rapid express (快速急行) ก็ได้เหมือนกัน



ที่ Ticket office จะมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Hakone Free Pass (箱根フリ―パス) ได้


โดยสามารถใช้พาสนี้เที่ยวฮาโกเนะได้ในราคาที่เซฟกว่าแยกจ่ายโดยมีขายสำหรับ 2 วันและ 3 วันเท่านั้น


ถึงตั้งใจจะไปเช้าเย็นกลับก็ต้องซื้อแบบ 2 วันเพราะไม่ว่าจะยังไงก็คุ้มกว่าจ่ายแยกอยู่ดี ควักกันไปคนละ 5,000 เยน



Hakone Free Pass จะรวมตั๋วรถไฟไป-กลับ ชินจูกุ-โอดาวะระ และเมื่อไปถึงแล้วสามารถใช้ตั๋วนี้ขึ้นพาหนะขนส่งต่างๆได้ฟรี


เฉพาะในฮาโกเนะซึ่งมีทั้งหมด 7 ประเภทไม่ว่าจะเป็น Hakone Tozan Train, Hakone Tozan Cablecar,


Hakona Tozan Ropeway, Hakone Sightseeing Cruise, Hakone Tozen Bus ถ้าได้นั่งกันหมดนี่ แค่นี้ก็รู้สึกคุ้มแล้ว


นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Free Pass นี้เป็นส่วนลดในการเข้าชมสถานที่ต่างๆอีกกว่า 80 แห่งได้อีกด้วย



นั่ง Romance car มาจนสุดสายที่สถาณี Hakone-Yumoto (箱根湯本)



สำหรับคนที่มีเวลาสามารถแวะลงที่สถาณี Odawara (小田原) ก่อนเพื่อไปเที่ยวปราสาทโอดาวะระก่อนได้


ที่สถาณี Hakone-Yumoto นี้เราสามารถเปลี่ยนขบวนไปขึ้น Hakone Tozan Train ได้


โดยรถไฟขบวนนี้จะวิ่งตั้งแต่ Hakone-Yumoto – Gora ที่เป็นเป้าหมายต่อไปของเรานั่นเอง



ให้ข้อมูลไว้หน่อยละกันสำหรับคนที่มีเวลาและอยากจะแวะชมที่ ปราสาทโอดาวะระ (小田原城)


ปราสาทแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองโอดาวะระ สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1447 ในตระกูลของ Odowara Hojo


หลังจากนั้นมาตกอยู่ในการปกครองของโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาซึ ในสมัยเอโดะ และส่งทอดต่อตามยุคสมัยจึงได้มีการปรับปรุงเรื่อยมา


จนกระทั่งมีการบูรณะครั้งใหญ่ในปี 1960 หลังจากที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเขตคันโต


ปัจจุบันได้เปิดให้เข้าชมโดยภายในเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมโบราณวัตถุที่สำคัญมากมายในอดีต มีทั้งหมด 3 ส่วนแบ่งเป็น 5 ชั้น


และบนชั้นบนสุดสามารถขึ้นไปชมวิวสามารถมองเห็นอ่าว Sagami ได้ เสียค่าเข้าชม 400 เยน


ในบริเวณรอบๆยังมีสวนญี่ปุ่นที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามให้เดินชมกันอีกด้วย



(ขอบคุณภาพจาก http://www.jcastle.com) 


จากสถาณี Hakone-Yumoto เราแค่เดินไปฝั่งตรงข้ามก็สามารถขึ้น Hakone Tozan Train (箱根登山電車) ได้เลย


คำว่า Tozan (登山) มีความหมายว่าไต่เขา เพราะนับตั้งแต่นี้ไปเราจะทำการไต่เขากัน ด้วยความสูงที่เพิ่มขึ้นทีละนิดๆ


เช่นที่สถานี Odawara อยู่บนความสูง 26 m ส่วนที่สถาณีนี้อยู่บนความสูง 108 m


และจากนี้ด้วย Hakone Tozan Train เราจะไปที่สถาณีปลายทาง Gora ที่ความสูง 553 m กัน ตื่นเต้นๆ



Mountain Railway (Hakone Tozan Train) เริ่มต้นที่สถาณี Hakone-Yumoto มีระยะทาง 15 ก.ม.


ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีไปสุดสายที่สถาณี Gora เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 1919 โดยการก่อสร้างเส้นทางรถไฟนี้


กระทำขึ้นโดยให้กระทบกับธรรมชาติน้อยที่สุดเนื่องจาก Hakone ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสวนสาธารณะแห่งชาติ


ผู้โดยสารสามารถเห็นวิวทิวทัศน์อันเป็นธรรมชาติที่แสนบริสุทธิ์ได้ตลอดการเดินทางบนทางรถไฟสายนี้


ตอนขาขึ้น รถไฟจะสลับเปลี่ยนทิศทางหัวขบวนทั้งหมด 3 ครั้งในการไต่เขาขึ้นไปเรื่อยๆ



(ขอบคุณภาพจาก http://www.japan-guide.com) 


โดยวิวธรรมชาติอันแสนงดงามสามารถชมได้ตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่จะได้ชมดอกซากุระ


หรือช่วงฤดูร้อนที่จะได้ชมดอกไม้ Hydrengea ส่วนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะพบกับใบไม้


ผลัดใบเป็นสีแดงสีเหลืองสลับกันสวยงาม ส่วนในช่วงฤดูหนาวก็จะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน


และที่ไม่น่าพลาคือบริเวณสะพานเหล็ก Deyama Bridge ที่อยู่บนความสูง 43 m จะเห็นธารน้ำใสที่


อยู่เบื้องล่าง รถไฟสายนี้ถือว่าเป็นรถไฟผู้น้องของ Rhatische Bahn ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ด้วย



(ขอบคุณภาพจาก http://www.superstock.com) 


โดยส่วนตัวแล้วมีความชอบรถไฟสายโรแมนติกนี้เป็นพิเศษ เพราะขนาดที่เล็กคิกขุกะทัดรัด สีสันหน้าตาน่ารัก


เลยมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาขึ้นรถไฟขบวนนี้ ยิ่งครั้งนี้ได้พาเพื่อนๆมาตามรอยความชอบของเราอีก ยิ่งรู้สึกมีความสุขเข้าไปใหญ่


ภายในขบวนมีเส้นทางท่องเที่ยวทั้งหมดแบ่งเป็นสัดส่วนว่านั่งพาหนะแบบนี้จะไปได้ถึงที่ไหนบ้าง


มีระบุความสูงและสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแต่ละสถาณีให้ด้วย ด้านในเป็นที่นั่งแบบ 2 ฝั่ง มาทีไรไม่เคยได้นั่ง


เพราะนักท่องเที่ยวเยอะจริงๆ จึงต้องเน้นที่ไว้สำหรับให้ยืนมากหน่อย



คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่มาก็จะมากันเป็นครอบครัว หรือ เป็นคณะผู้สูงอายุซะมากกว่า วัยรุ่นเห็นค่อนข้างน้อย


แต่ก็น่าแปลกทั้งๆที่การมาเที่ยวที่นี่ถือว่าทรหดอยู่ไม่น้อย เพราะว่ามีสภาพเป็นภูเขาเวลาเดินก็ต้องใช้แรงเยอะ


แต่ไม่สามารถทำอะไรผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นได้ เพราะว่าแข็งแรงกันมาก เดินเป็นเดินไม่มีบ่นเหนื่อยหอบให้เห็นเลยต้องขอยกนิ้วให้


(เพราะเพื่อนเราบางคนยังบ่นแทบทุกครั้งที่เห็นทางลาดทางชัน)



กว่า 40 นาทีบนรถไฟพวกเราชมวิวตลอด 2 ข้างทางกันอย่างเพลิดเพลิน ยิ่งสูงยิ่งสวย


ขึ้นมาแล้วทำให้เห็นว่าต้นไม้เยอะมากมองไปทางไหนมีแต่ต้นไม้เต็มไปหมด


ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเขาแห่งนี้ถึงมีความเป็นธรรมชาติแสนบริสุทธิ์และสวยงามขนาดนี้



เผลอแป้บเดียวเราก็มาถึงสถาณีปลายทาง Gora 強羅駅 มาถึงตอนเที่ยงพอดี แวะนอกสถาณีหาอะไรหม่ำก่อนดีกว่า


ที่สถาณีนี้มีสถาณที่ท่องเที่ยว ที่สำคัญเข้าฟรีด้วยนั่นก็คือ สวนสาธารณะโกระ นั่นเอง



จากทางออกสถานีจะเห็นร้านค้ามากมายให้เดินตรงขึ้นมาก่อนและสังเกตทางด้านซ้ายมือจะพบกับทางแยก


พร้อมป้ายขนาดใหญ่สีน้ำตาล มองไปเห็นเป็นทางชันที่จะต้องขึ้นไปข้างบนสุด แสดงว่า งานนี้ต้องมีไต่เขาเรียกเหงื่อกันหน่อยแล้วล่ะ



หันไปด้านหลังจะเป็นภูเขา Myojogatake 明星ヶ岳山 และบนนั้นถ้ามองดีๆจะเห็นว่ามีการตัดแต่งให้เป็นรูป “大”


ที่มีความหมายว่า ใหญ่ ถ้ามาช่วงหน้าร้อนประมาณเดือนสิงหาคมจะมีการจุดไฟรอบตัวอักษรนี้


ในเทศกาลเก่าแก่ของชาวญี่ปุ่นโอบ้ง お盆祭り เรียกว่า Daimonjiyaki Bonfire 大文字焼き




ตรงบริเวณทางขึ้นจะมีสถาณที่ให้บริการเฉพาะบ่อแช่น้ำร้อนตามธรรมชาติหรือ “องเซ็น” เท่านั้น


แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบนี้ทั้งหมดเพราะมีหลายแห่งที่ให้บริการพร้อมที่พักด้วย



ที่ฮาโกเนะก็ถือว่ามีชื่อเสียงในด้านของน้ำพุร้อน Onsen มากๆด้วย


ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตั้งใจจะมาพักสไตล์เรียวกัง 旅館 พร้อมทั้งแช่น้ำพุร้อนให้สบายอารมณ์



Onsen 温泉 หรือ Hot springs ด้วยภูมิประเทศของญี่ปุ่นเป็นภูเขาไฟซะส่วนใหญ่ ทำให้มีแหล่งน้าพุร้อนเป็นพันๆแห่งทั่วเกาะญี่ปุ่น


ในอดีตการอาบน้ำพุร้อนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันทั่วไปแต่ปัจจุบันได้กลายเป็นจุดเด่นของญี่ปุ่นดึงดูดนักท่องเที่ยว


Onsen นั้นมีทั้งแบบ Outdoor และ Indoor  野天風呂/ 露天風呂 บางแห่งให้บริการเฉพาะบ่อน้ำพุร้อน 内湯


บางแห่งให้บริการพร้อมกับที่พักด้วย 民宿 คนญี่ปุ่นมีความเชื่อกันตั้งแต่สมัยโบราณว่าการแช่น้ำพุร้อน


นอกจากจะเป็นการผ่อนคลายจากความเครียดแล้วยังเป็นการเปิดอกเปิดใจในวงสนทนา


เมื่อเข้าไปแช่น้ำพุร้อนทุกคนจะต้องถอดเสื้อผ้าออกหมดเป็นการปลดปล่อยสิ่งที่กั้นขวางอยู่ทำให้เราคุยกันได้อย่างสนิทใจมากที่สุด


เรียกว่า "Naked Communion" 裸の付き合い ส่วนใหญ่แหล่งที่ให้บริการจะมีอักษรคันจิ ‘湯’


หรือตัวอักษรฮิรางานะ ‘ゆ’ เพื่อให้เด็กๆเข้าใจง่าย โดยทั้งสองคำนี้อ่านว่า Yu แปลว่า Hot water หรือใช้สัญลักษณ์ ♨ แทน



(ขอบคุณภาพจาก badunla.blogspot.com) 


Hakone Gora Park 箱根強羅公園 เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา


ทำให้เห็นวิวทิวทัศน์ในมุมโปร่งของฮาโกเนะซ้ำยังตกแต่งสุดหรูด้วยสไตล์ฝรั่งเศสจึงทำให้สถานที่แห่งนี้มีเสน่ห์ให้อารมณ์ไม่เหมือนที่ไหน



เหมาะสำหรับเดินผ่อนคลายอารมณ์พร้อมกับอากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ (อากาศดีมาก ประทับใจก็ตรงนี้แหละ)


เนื่องจากเป็นเนินเขา ด้านในจึงค่อนข้างสลับซับซ้อนมีหลายขั้นต้องขึ้นบันไดกันหลายช่วงหน่อยแต่ก็ทำให้ดูคล้ายกับเขาวงกตดี



บริเวณโซนกลางจะมีลานน้ำพุขนาดใหญ่ด้านในมีเรือนกระจก (Greenhouse) อยู่ 2 หลัง เรือนแรกเป็นพืชเขตร้อน


ส่วนอีกเรือนเป็นดอกไม้นานาพันธุ์ถ้าใครมีเวลาชิลล์ๆ ลองนั่งจิบชาที่ร้าน Hakuun-do Chaen Teahouse ได้



หลังจากนั้นถ้าเดินเข้าไปด้านในจะเป็น Rose Garden ローズガ―デン ที่มีพันธุ์กุหลาบกว่า 140 ชนิดและมีมากกว่า 1,000 ต้น


แต่น่าเสียดายช่วงที่ไปดอกไม้ก็เหลือแต่กิ่งก้านแล้ว แต่ก็ยังมีบางต้นที่ยังมีดอกกุหลาบที่สามารถบานให้ได้ยลโฉมอยู่บ้าง



โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือช่วงเดือน 6 และ ช่วงเดือน 10-11 ถ้าได้มาช่วงนี้ดอกกุหลาบคงแข่งกันบานท่าทางจะสวยงามน่าดู



ส่วนบริเวณอื่นทั่วทั้งสวนก็จะมีดอกไม้นานาพันธ์สลับกันบานต่างช่วงเวลากันไป สามารถชมพันธุ์ไม้ได้ตลอดทั้งปี


ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.hakone-tozan.co.jp/gorapark/index.html



และที่นี่ยังมีให้บริการงานปั้นงานฝีมือด้วย ถ้าใครสนใจอยากมีงานฝีมือเป็นของตัวเอง


สามารถแวะลองทำได้ที่ Crafthouse クラフトハウス โดยเสียค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 1,000 เยน


ใช้เวลาตั้งแต่ 30 นาที~1 ช.ม. ขึ้น อยู่กับแบบที่เลือก ลองดูข้อมูลได้ที่นี่ http://www.crafthouse.org/



หลังจากเดินเที่ยวเรียกเหงื่อและปล่อยให้ท้องหิวมาสักพักแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะฝากท้องไว้ที่แถวนี้ซะหน่อย


ย่านนี้จากที่มองๆดูแล้ว มีร้านอาหารค่อนข้างน้อยแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย เราบังเอิญไปสะดุดตากับร้านๆหนึ่งตั้งแต่ตอนขาขึ้นเนิน


ถ้าไม่ดูป้ายก็คงไม่รู้ว่าร้านนี้ขายอะไร เพราะหน้าร้านเป็นประตูไม้แบบเลื่อนติดกระจกบานเล็กๆไม่มีรูปหรืออาหารตัวอย่างโชว์


มีเพียงป้ายและธงสีขาวที่ปักไว้ด้านหน้าบ้านทรงญี่ปุ่นสไตล์โบราณสุดแสนคลาสสิคนั้นเขียนไว้ว่า “とんかつ 里久”


อ่านว่า Tonkatsu Rikyu จึงได้รู้ว่าร้านนี้เป็นขายหมูทอด Tonkatsu อาหารสุดโปรดของเรานั่นเอง



ความรู้สึกบอกว่าร้านสไตล์นี้จะต้องมีความโดดเด่นไม่เหมือนที่ไหนในเรื่องของรสชาดและวัตถุดิบแน่ๆ


เมื่อเข้าไปในร้านก็จะพบกับคุณลุงเจ้าของร้าน ต้อนรับเราด้วยโทนเสียงนุ่มๆนิ่งๆว่า “Irasshaimase (いらっしゃいませ)”


และเชิญพวกเรา 3 คนนั่งที่หน้าเคานเตอร์ ด้านในที่นั่งค่อนข้างน้อยมีเฉพาะบริเวณเคานเตอร์เท่านั้น


เพื่อที่ว่าลูกค้าทุกคนที่เข้ามาจะได้เห็นกรรมวิธีในการทำตั้งแต่เริ่มแรกกันเลยทีเดียว



เมนูที่แปะไส้ที่ข้างขวาเขียนเฉพาะภาษาญี่ปุ่นเพียวๆ และมีราคาที่เขียนเป็นตัวคันจิกำกับไว้เท่านั้น 


เริ่มอ่านทีละเมนูให้เพื่อนฟังพร้อมกับราคา ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ แล้วกระซิบบอกเพื่อนๆว่า


“เห้ย ชั้นขอโทษว่ะ พาแกเข้ามาร้านนี้ก่อนที่จะดูดีๆ ท่าทางของเค้าจะดีจริงว่ะ เพราะตั้งราคาสูงลิบลิ่วมาก”


พูดไปพลางกลัวเพื่อนหนีออกจากร้านเหมือนกัน เพราะว่า ไม่ได้ตั้งใจจะมากินแพงขนาดนี้ สรุปแล้วพวกเรามีความเห็นตรงกันว่า


“เอาเถอะ ไหนๆก็เข้ามาแล้ว ก็ของเค้าดีจริง จ่ายแพงแค่ไหนก็ยอมวะ สักครั้งในชีวิต” และนั่นถือเป็นการตัดสินใจที่เฉียบแหลมมาก



พวกเราสั่งเมนูเดียวกันนั่นคือ Rosu-katsu Set (ロースかつ定食) สนนราคาเพียง 2,400 เยน


ด้วยความที่รู้ว่าจะต้องเป็นของดีที่ไม่เหมือนที่ไหนและหากินได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น เราจึงไม่เสียดายและเลิกสนใจเรื่องราคาไปเลย


พอเราออเดอร์เสร็จปุ้บคุณลุงและคุณป้าผู้ช่วยอีกสองคนจึงเริ่มปฏิบัติการนำวัตถุดิบต่างนานาออกมา


และเริ่มทำให้เราเห็นตั้งแต่ขั้นตอนแรกให้เห็นกันจะจะ ระหว่างที่พวกเรานั่งรอ ก็มีลูกค้าเปิดประตูเข้ามาเรื่อยๆทำท่าทางสนใจจะกิน


แต่สักพักหลังจากอ่านเมนูแล้วก็ลุกออกจากร้านไปเลย สงสัยจะสู้ราคาไม่ไหวกระมัง 




คุณลุงก็ทำหน้าเฉยๆมากเหมือนกับว่าวันๆนึงคงเจอลูกค้าเข้ามานั่งแล้วก็ลุกออกจากร้านบ่อยจนเป็นเรื่องปกติ


ทำให้เรามองเห็นว่า ถ้าเป็นคนอื่นคงอาจจะเสียเซลฟ์ หรือ ต้องปรับตัวปรับราคาให้ถูกลง เพื่อที่จะได้มีลูกค้ามากขึ้น


แต่สำหรับคุณลุงคงไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะด้วยความภูมิใจในสูตรและวัตถุดิบ จึงได้มั่นใจว่าราคานี้ึเป็นราคาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว



(ขอบคุณภาพจาก http://www.rikyu.info) 


พูดกันมาตั้งนานว่าวัตถุดิบดีอย่างนั้นของไม่เหมือนใครอย่างนี้ ถึงขนาดเชียร์ออกนอกหน้านอกตา


ยังไงก็คงต้องขอพูดสักหน่อยว่าของๆคุณลุงเค้ามีที่มาและดียังไง วัตถุดิบหลักที่ว่านี้คือ เนื้อหมู ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นจุดขายของร้านนี้


และไม่เหมือนใครที่ไหนตรงที่เป็น หมูดำ 黒豚 ที่เลือกคัดสรรมาอย่างดีจากเกาะในแถบคิวชู Kagoshima 鹿児島


กรรมวิธีในการทำแต่ละขั้นตอนก็ละเมียดละไม เริ่มจากขั้นตอนแรกคือนำเนื้อหมูสดๆออกจากตู้เย็นที่หั่นเตรียมเอาไว้แล้วอย่างดี


เนื้อหมูชิ้นค่อนข้างใหญ่ คิดว่าคงนำมาหั่นครึ่งเพื่อสำหรับเสิร์ฟได้ 2 ที่ แต่ผิดคาดทั้งชิ้นนั้นแหละคือของคนๆเดียวกินเลย




(ขอบคุณภาพจาก http://www.rikyu.info)


เนื้อที่คุณลุงนำออกมาคือเนื้อสันที่มีน้ำหนักประมาณ 220g หลังจากนั้นนำชิ้นเนื้อไปคลุกแป้งสาลีให้ทั่วทั้งชิ้น


และนำไปคลุกกับชามที่ตอกไข่ไก่เอาไว้ให้ทั่วทั้งชิ้นก่อนนำลงไปคลุกกับเกล็ดขนมปังกรอบที่ทำเองกับมือ


ก่อนตบด้วยมือเบาๆเพื่อให้เกล็ดขนมปังเกาะเนื้ออย่างได้สัดส่วนและนำไปทอดลกระทะที่มีน้ำมันเดือดๆร้อนๆรออยู่


ความอร่อยถือว่าอยู่ตรงที่จังหวะการทอดนี้แหละ คุณลุงบอกว่าต้องให้เนื้อด้านในสุกพอดีและให้ด้านนอกเป็นสีเหลืองทองอร่าม


ต้องทอดในปริมาณน้ำมันที่พอเหมาะและในเวลาที่พอดี จึงจะได้  Rosu-katsu ในรสชาดที่สุดยอดออกมา



หลังจากทอดเสร็จแล้วก็พักสะเด็ดน้ำมันไว้ครู่หนึ่งก่อนนำมาวางลงบนจานที่จัดเตรียมไว้


พร้อมกะหล่ำปลีซอยละเอียดกองโต หน้าตาดูน่าทานที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยก็ว่าได้ เราจึงเริ่มบรรเลงคำแรกพร้อมกับซอสสูตรพิเศษ


ที่เข้ากับเนื้อหมูดำชุบแป้งทอดกรอบได้อย่างดี ไร้ที่ติ มื้อนี้ช่างแสนอร่อย มีความสุขจริงๆ


สำหรับใครที่อยากทำความรู้จักกับร้านนี้ก่อน เข้ามาดูรายละเอียดได้ที่นี่ http://www.rikyu.info


อย่าลืมไปทานกันให้ได้นะ ร้านนี้ Recommend おススメで〜す




ระหว่างทางที่ขึ้นมาสถาณีโกระนั้นยังมีสถานที่เที่ยวน่าสนใจอีก 1 แห่ง นั่นคือ Hakone Open-air Museum 箱根彫刻の森美術館


ตั้งอยู่บริเวณของสวน Fuji Hakone Izu National Park 富士箱根伊豆国立公園 เปิดให้บริการในปี 1969


เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งแห่งแรกของญี่ปุ่นที่รวบรวมและจัดแสดงผลงานทั้งภาพวาดและรูปปั้นกลางแจ้ง


ของศิลปินชื่อดังระดับมาสเตอร์พีซจากทั่วโลกมากมายไม่ว่าจะเป็น Henry Moore, Rodin, Bourdelle, Miro, Vangi,


Taro Okamoto บนเนื้อที่กว่า 70,000 ตารางเมตร และเพิ่งฉลองครบรอบ 42 ปีไปเมื่อ 1 ส.ค. 2011 ที่ผ่านมานี้เอง



(ขอบคุณภาพจาก http://www.traveljapanblog.com)


บริเวณด้านในมี Exhibition hall รวมทั้งหมด 5 ฮอลล์ซึ่งรวมพื้นที่จัดแสดงพิเศษเฉพาะผลงานของ Picasso กว่า 300 ชิ้น


ที่ Picasso Pavillion ピカソ館 และผลงานศิลป์ประติมากรรมกลางแจ้งด้านนอกมีจัดแสดงมากกว่า 120 ชิ้น


ด้วยการจัดวางที่จะทำให้เราเพลิดเพลินและเด็กๆก็สามารถสนุกได้ด้วย ส่วนที่แปลกไม่เหมือนใครคือมีโซนสำหรับอาบน้ำเท้า


Footbath Spa หรือเรียกว่า “Hot Foot” ほっとふっと ในแบบพิเศษสุดๆด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติจากขุนเขา




(ขอบคุณภาพจาก http://www.flickr.com)


วิธีการเดินทางมานั้นก็ง่ายนิดเดียว นั่งรถไฟสายโรแมนติก Hakone Tozan Train มาลงที่สถาณี Choukoku no mori 彫刻の森


ก่อนถึงสถาณีโกระเพียงสถาณีเดียว และเดินต่อเพียง 1 นาที ก็ถึงแล้ว การมาที่นี่นอกจากจะได้ความรู้แล้วยังได้คุณค่าทั้งทางสายตา


และจิตใจอย่างล้นเหลือและที่สำคัญการได้สัมผัสผลงานศิลป์ของศิลปินท่ามกลางธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์นี้ช่างสุนทรีย์เกินบรรยาย


เสียค่าเข้าชมคนละ 1,600 เยน 



(ขอบคุณภาพจาก http://www.japan-i.jp)


กลับมาที่สถาณีโกระกันต่อ อย่างที่บอกไปแล้วว่า Hakone Tozan Train มาสุดทางที่สถาณีนี้


และถ้าจะขึ้นไปต่อ ก็ต้องเปลี่ยนขบวนซึ่งคราวนี้เราจะนั่ง Hakone Tozan Cable Car 箱根登山ケーブルカ― กัน


โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆทั้งสิ้นเพราะว่าเรามี Hakone Free Pass แล้ว


โดยเป้าหมายของเรารอบนี้คือลงสุดป้ายที่สถาณี Sounzan 早雲山駅




Hakona Tozan Cablecar เริ่มต้นที่สถาณี Gora และสุดสายที่สถาณี Sounzan


โดยจะวิ่งขึ้นเป็นเส้นตรงมีระยะทาง 1.2 ก.ม. ใช้เวลาประมาณ 9 นาที ได้รับการออกแบบและสร้างโดยฝีมือชาวสวิส


ด้วยสไตล์ที่เป็นกระจกขนาดใหญ่รอบด้านเอื้ออำนวยให้ผู้โดยสารได้เห็นวิวทิวทัศน์รอบทิศทางตลอด 4 ฤดู


ความแตกต่างของระดับความสูงระหว่าง 2 สถาณีนี้อยู่ที่ 214 เมตร เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 1922


ส่วนเคเบิลคาร์สุดเท่สีแดงดำขบวนนี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อมีนาคม 1995 และจุผู้โดยสารได้มากถึง 250 คน


สามารถมองเห็นภูเขา Kami และ เขา Myojogatake ที่มีสัญลักษณ์ 大 และมีทั้งหมด 4 สถาณี


สามารถไปยังสถาณที่ท่องเที่ยวอื่นๆได้อีก เช่น Gora Park, Museum of Art, Hakone Sounzan Museum



(ขอบคุณภาพจาก http://www.superstock.com) 


แอบบอกนิดว่า จริงๆแล้วถ้าใครที่อยากจะไป Gora Park แต่ไม่อยากจะเดินขึ้นเนินเขาให้เหนื่อยสามารถนั่ง Cable Car


แวะลงที่สถาณี Koen-shimo (公園下駅) และเดินต่ออีกประมาณ 2-3 นาทีก็ถึง


แต่ก็จะไม่ได้เดินผ่านร้าน Tonkatsu Rikyu นะ (ถ้าอยากกินก็ต้องเดินย้อนลงมาอีกอยู่ดี วิธีแรกดีกว่าๆ)


ส่วนตอนหน้าจะพาไปชิมไข่ดำกันครับ


Smiley นกน้อยพาเที่ยว Smiley





Create Date : 04 กันยายน 2554
Last Update : 4 กันยายน 2554 20:07:21 น.
Counter : 20504 Pageviews.

7 comment
1  2  3  4  5  

Bird Freedom
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 39 คน [?]



free counters
All Blog