hot hair color technique 2012 !!!
เบื่อผมสีเดียวกันรึยังครับ งวดนี้มารู้จักเทคนิคการทำสีดีกว่า เพราะการทำสีไม่ใช่แค่เลือกสีแล้วก็เสร็จ แต่การทำสีผมจริงๆ คือการออกแบบสี ทั้งการเลือกสีและตำแหน่ง เพื่อเสริมบุคลิค แล้วยังช่วยแก้ปัญหาบางอย่างได้ด้วยเชื่อมั๊ยครับ

ด้วยช่วงนี้เทรนด์สีผมดูจะหลากหลาย แหกกฏเกณฑ์ จัดจ้านเกินคน แต่ก็อยากให้เห็นอีกด้านว่าการใช้เทคนิคการทำสีไม่จำเป็นต้องดูโอเวอร์เสมอไป เทคนิคการทำสีเพื่อให้ผมยังดูคงความเป็นธรรมชาติก็ยังถูกใช้อยู่เรื่อยๆ มาดูกันดีกว่า





จริงๆ แล้วเทคนิคการทำสีผมมีเป็นร้อยเป็นพัน แต่งวดนี้ขอสรุปมาเป็น 4 แนวหลักๆ เพื่อให้แบ่งแยก และอธิบายช่างได้ง่ายขึ้น ได้แก่ balayage, sectioning, ombre และ dip dyed คร้าบ





Balayage เป็นเทคนิคการทำสีผมที่ใช้กันมานาน และได้รับความนิยมเสมอ เพราะให้ดูมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยสีอย่างน้อย 2 สี โดยสีหลักจะไม่ต่างจากสีผมธรรมชาติของคนนั้นมากนัก ส่วนสีที่สลับจะต้องเป็นสีสว่างกว่าเล็กน้อย ทำสลับกันไปมาอย่างละเอียด โดยใช้เทคนิคการเพ้นท์ หรือเกี่ยวเส้นผมเป็นแถบบางๆ ทั้งศรีษะ ทำให้เมื่อสยายผมออกมาแล้วจะดูไม่แบนเหมือนการทำสีผมสีเดียว ผมดูหนา และดูนุ่มมากขึ้น นอกจากนี้การเลือกสีที่ยังใกล้เคียงกับธรรมชาติเดิม ทำให้เมื่อโคนผมงอกยาวออกมา จะหารอยตัดของการงอกได้ยากกว่าการทำสีสว่างทั้งศรีษะจ้า





Sectioning เทคนิคการทำไฮไลท์แบบช่อใหญ่ หรือจะแบ่งครึ่งหัวเลยก็ได้ จะทำให้ดูเป็นธรรมชาติ หรือดูชัดเจนขึ้นอยู่กับคู่สีที่เลือก และการจับช่อผมของช่าง ส่วนใหญ่จะใช้เทคนิคนี้เพื่อเพิ่มลูกเล่นให้ทรงผม และแก้ไขรูปหน้า ถือว่าช่างต้องมีประสบการณ์พอสมควร เพราะต้องมองทรง และสี รวมถึงผลลัพท์ได้อย่างแม่นยำด้วยครับ





Ombre แปลคำนี้ได้ว่า 'แรเงา' / นิยมมากในหมู่เซเลปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว มักใช้กับการทำสีโทนธรรมชาติ โดยจะทำสีเข้มที่ช่วงโคนไล่ไปยังสีสว่างช่วงปลายผม ผลลัพท์คือปลายผมดูนุ่ม และการที่คงความเข้มไว้รอบกรอบหน้าทำให้หน้าดูไม่ซีดเหมือนทำสีสว่างทั้งหัวด้วย นอกจากนี้ด้วยสีที่โคนส่วนใหญ่จะเข้ม ดังนั้นไม่เติมโคนก็ไม่น่าเกลียดจ้า





Dip dyed ง่ายๆ เลยคือเหมือนเอาผมไปจุ่มถังสี ขอบของสีจะตัดเป็นแนวนอนชัดเจน มักเล่นสีฉูดฉาด หรือสีพาสเทล ซึ่งส่วนใหญ่ต้องมีการฟอกผมด้วย ดังนั้น การดูแลสุขภาพผมสำคัญมาก ไม่งั้นนอกจากผมจะแห้งเสียแล้ว สียังหลุดเร็วอีกด้วยจ้า


. . . . .


สรุปอีกครั้งว่า Balayage และ Ombre จะค่อนข้างดูเป็น natural look แต่ให้ลุกส์ที่ต่างกันที่เล่นไฮไลท์บางๆ ทั้งหัว หรือทำสีไล่โคนสู่ปลายสว่าง ส่วน Sectioning สามารถทำให้ดูเป็นธรรมชาติ หรือเปรี้ยวหลุดโลก แล้วแต่ช่างและลูกค้าจะจัดไป สุดท้ายที่แซ่บกันทั่วบ้านทั่วเมืองตอนนี้ก็ Dip dyed ขอเรียกว่า 'จิ้มจุ่ม' ณ ที่นี้แล้วกันจ้า


สำหรับผมสั้นไม่ต้องน้อยใจไปที่ทำ Ombre หรือ Dip dyed ไม่ได้ แต่สำหรับเทคนิค Balayage และ Sectioning นี่ยังจัดได้เต็มตามความสามารถช่างเลย


สุดท้ายนี้จะทำสีอะไร เทคนิคไหน แนะนำให้ปรักษาช่างที่ไว้ใจได้เท่านั้น จะได้ไม่พลาด และอย่าลืมใช้แชมพูรักษาสี และบำรุงผมเป็นประจำเพื่อให้สีอยู่คงทนยาวนานจ้า :)



Create Date : 09 กรกฎาคม 2555
Last Update : 9 กรกฎาคม 2555 1:42:12 น.
Counter : 12579 Pageviews.

7 comments
  
โดย: น้ำหอม http://www.mizzperfume.com/ (MizzPerfume ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2555 เวลา:18:35:14 น.
  
อยากติดต่อค่ะ
โดย: kai IP: 58.9.37.87 วันที่: 10 กรกฎาคม 2555 เวลา:9:57:49 น.
  
ช่วยบอกวิธีติดต่อค่ะ
โดย: ไก่ IP: 58.9.37.87 วันที่: 10 กรกฎาคม 2555 เวลา:9:58:31 น.
  
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sushiboy69&group=7 วิธีติดต่อ ตามลิงค์เลยครับ
โดย: sushiboy69 วันที่: 10 กรกฎาคม 2555 เวลา:11:57:58 น.
  
การทำสีผม มีประโยชน์อย่างนี้ นี่เอง ขอบคุณครับ









ผ้าแพรรับไหว้
ผ้ารับไหว้
โดย: เพื่อนปราจีน วันที่: 14 กรกฎาคม 2555 เวลา:23:05:50 น.
  
ไม่มีตัวอย่างสีผมผู้ชายเลย อยากจะไปทำสีผมกับแป๊ะจังเลยครับ คิดถึ้ง คิดถึง ไม่ได้เจอมาเจ้ามานานหลายเพลาแล้วหงะ
โดย: jimmy (Kunrakpom ) วันที่: 24 กรกฎาคม 2555 เวลา:1:48:30 น.
  
สีผมผู้ชายมีอยู่ในแฟนเพจทางเฟสบุ๊คจ้า
โดย: sushiboy69 วันที่: 24 กรกฎาคม 2555 เวลา:13:03:06 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sushiboy69.BlogGang.com

sushiboy69
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 101 คน [?]

บทความทั้งหมด