ดูจิตแบบอบรมบังคับบัญชาได้ แบบพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติ
ในปัจจุบันนี้มีการสอนดูจิตกันแบบผิดๆ
ไม่เป็นไปตามแบบแผนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อน

จนกระทั่งมีผู้ศึกษาธรรมใหม่ เข้าใจผิดไปว่า
เมื่ออกุศลจิตเกิดขึ้นที่จิตนั้น เราไม่สามารถบังคับบัญชาจิตได้

เท่ากับว่า จิตต้องตกเป็นทาสของอกุศลโดยไม่สามารถเป็นอิสระได้เลย

เข้าใจว่าจิตเป็นสิ่งเหลวไหลเกิด-ดับๆอยู่ตลอดเวลา
พึ่งพาอาศัยไม่ได้ จนต้องพึ่งพาอาศัยร่างกายนี้เท่านั้น
แม้แต่ศีลที่รักษาอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นหน้าที่ของกาย

จนลืมพิจารณาให้รู้เห็นตามความเป็นจริง
ไม่ว่ากาย วาจานั้นตกอยู่ในอำนาจของจิตเป็นผู้บงการให้ทำอะไรก็ได้


เช่นให้ทำความดี พูดจาไพเราะ หรือทำความชั่ว พูดจาหยาบคาย
จะดีจะชั่วขึ้นอยู่กับจิตเป็นผู้ชักนำบงการ

สิ่งที่จิตชักนำและบงการไม่ได้นั้น
ก็เรื่องความเก่าคร่ำคร่า ความแก่ชรา ความเจ็บไข้ของร่างกายเท่านั้น
นอกนั้นสามารถจะควบคุมได้ สามารถบังคับกายวาจา
ที่แสดงออกสู่สาธารณะชนให้เป็นไปตามความต้องการของจิต
ที่ได้ผ่านการฝึกฝนอบรมมาก่อน ให้แสดงในรูปแบบไหนก็ได้

คนที่เคยอบรมฝึกฝนให้รู้จักสะกดอดกลั้นนั้น
ย่อมแสดงออกมาให้ดูดีในสายตาสาธารณะ

ส่วนคนที่ไม่เคยฝึกฝนอบรมมา
ย่อมปล่อยจิตปล่อยใจทำอะไรสบายๆไม่รู้จักวิธีสะกดกลั้นความอยากไว้
การแสดงออกมาย่อมไม่เป็นที่พอใจของสาธารณะชน

เพียงแค่เรื่องที่เกิดขึ้นในสังคม ก็ทำให้เราเห็นได้ว่า
จิตนั้นสามารถบังคับบัญชาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องทางโลก



ทุกวันนี้ที่โลกเรายุ่งวุ่นวายอยู่ก็เพราะเจ้าตัวความคิดนี้เอง
รัก โลภ โกรธ หลง ล้วนเกิดจากเจ้าความคิดนี้ทั้งนั้น
เราจึงต้องมาฝึกฝนอบรมสมาธิกรรมฐานภาวนาก็เพื่อปรามความคิด

แต่มีอาจารย์บางท่านสอนไว้ว่า
“เราไม่ได้ฝึกเพื่อจะไม่คิดนะ แต่เราฝึกเพื่อว่า เวลามันไปคิด เรารู้ทัน
มันจะได้ไม่คิดสะเปะสะปะเป็นอกุศลไป มีธุระจะต้องคิดเราก็คิดได้
ถ้าไม่มีธุระเราก็ไม่ปล่อยให้มันคิดอกุศลไป
เวลาที่ใจไหลไปคิด ก็คือจิตขาดสติแล้ว พอรู้ทันจิตก็เกิดสติ
เราก็จะเห็นเลย จิตจะไปคิด ห้ามไม่ได้
และเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ บังคับไม่ได้ เหมือนๆกันหมดเลย”


เราลองมาพิจารณาคำสอนของท่านดูดีๆนะครับว่า
พูดขัดแย้งกันเองในประโยคตลอด เช่น
“จิตจะไปคิด ห้ามไม่ได้”
แต่ในขณะเดียวกัน ก็พูดว่า
“ถ้าไม่มีธุระอะไรเราก็ไม่ปล่อย(หยุด)ให้มันคิดอกุศลไป”

เป็นที่ชัดเจนว่า การสอนแบบนี้เป็นการสร้างความสับสน
ให้เกิดขึ้นกับผู้ศึกษาได้ว่า ตกลงจิตบังคับอบรมได้หรือไม่ได้กันแน่
ความลังเลสงสัยในลักษณะนี้ ทำให้ไม่ก้าวหน้าในทางปฏิบัติ


บางประโยคยังบอกว่า พอรู้ทันจิตก็เกิดสติ
แสดงว่าที่รู้ทันนั้นเพราะมีสติ

สตินั้นเกิดเองไม่ได้ ต้องฝึกฝนอบรมเพียรสร้างขึ้นครับ

แต่ท่านกลับบอกว่า ต้องให้สติเกิดเอง
ถ้าสติเกิดเองได้แล้ว ในโลกนี้คงไม่มีโจรผู้ร้ายหรือคนที่ทำความชั่วอีกเลย
ซึ่งเป็นไปไม่ได้ครับ


แถมยังสอนว่า สติเป็นอนัตตาเสียอีก
อะไรที่เป็นอนัตตานั้น สิ่งนั้นย่อมพึ่งพาอาศัยไม่ได้ครับ

แต่แท้ที่จริงแล้ว สติคือมรรค ต้องเจริญต้องทำให้เกิดขึ้นครับ
ซึ่งเราสามารถฝึกฝนอบรมจิต สร้างสติให้เกิดขึ้นมาได้

เมื่อจิตมีสติย่อมเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ครับ
มีสติที่ไหนย่อมมีปัญญาที่นั้น มีปัญญาที่ไหนย่อมมีสติที่นั้น


ทุกท่านลองพิจารณาดูให้ดีๆนะครับว่า
ถ้าจิตอบรมบังคับบัญชาไม่ได้เลยจริงๆ โลกนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ท่านลองพิจารณาดูสิครับว่า
ถ้าคนที่มีจิตชั่วคิดร้าย ทุจริตคิดมิชอบอยู่และบังคับไม่ได้ด้วยแล้ว
อะไรจะเกิดขึ้น โลกคงวุ่นวายน่าดูไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว ใช่มั้ยครับ
ต้องมีการฆ่ากัน ทำร้ายร่างกาย ตีชิงวิ่งราวฯลฯกันอย่างมากมาย
ชนิดที่มีกฎหมายก็ช่วยอะไรไม่ได้

ฉะนั้นโดยความเป็นจริงแล้ว ทุกคนที่เกิดมานั้นย่อมรู้ดีว่า
กิเลส กรรม วิบาก กดดันให้มาเกิด

จิตมีอวิชชาครอบงำชอบออกไปรับรู้อารมณ์
และยังชอบตอบสนองต่ออารมณ์ในทุกๆเรื่องที่รู้อีกต่างหาก


เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่อยู่กับโลกส่วนใหญ่แล้ว
ยังมีชอบและไม่ชอบเมื่อกระทบกับอารมณ์
ยังมีความรู้สึก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง รัก ชอบ ชัง

เราจึงต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ต่างๆเหล่านั้นให้ได้
ซึ่งวิธีที่จะควบคุมได้นั้น ก็คือการเพียรพยายามสร้างสติให้เกิดขึ้นที่จิตให้ได้


โดยที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเพียรพร่ำสอนเสมอๆว่า
ต้องอบรมจิตด้วยการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา “พุทโธ” ให้สติเกิดขึ้น


เพื่อเป็นการให้รู้จักจิตว่า โดยปรกติแล้วจิตอยู่เฉยๆแทบไม่ได้เลย
ต้องคิดโน้นคิดนี้เพื่อเสพอารมณ์ที่รักที่ชัง ที่ชอบที่ไม่ชอบอยู่ตลอดทั้งวัน
ขนาดเวลาหลับก็ยังนำเอาอารมณ์เหล่านั้นไปฝันอีกด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านจึงสั่งสอนให้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
เพื่อผูกจิตให้อยู่แต่ภายในกายไม่ให้ออกไปคิดเรื่องราวต่างๆ ณ ภายนอก


ขณะเดียวกันนั้น เมื่อสามารถสลัดเรื่องราวจากภายนอกได้แล้ว ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น
ยังต้องต่อสู้กับอารมณ์ที่เกิด ณ ภายใน ซึ่งเป็นอนุสัยที่นอนเนื่องอยู่อีก

การที่จิตออกจากฐานนั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือภายในก็ตาม
ถ้าเราสามารถอบรมฝึกฝนจิตให้รู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติ(กรรมฐาน)
ย่อมเป็นการละเหตุแห่งทุกข์ได้

เมื่อจิตไม่ส่งออก จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่กับองค์กรรมฐานภาวนา จะเอาอะไรมาทุกข์หละ???
ที่ทุกข์เพราะจิตเผลอ ออกจากองค์กรรมฐานภาวนา นี้สิจึงจะเกิดทุกข์ขึ้นได้

เมื่อฝึกฝนอบรมบังคับบัญชาจิตจนชำนิชำนาญในการระลึกรู้อยู่ที่องค์กรรมฐาน
เพียงแค่นึกน้อมจิตก็ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเป็นสมาธิแล้ว จะเอาอะไรมาทุกข์
ในเมื่อจิตไม่เผลอสติหลุดออกจากฐานเพื่อปรุงแต่งอารมณ์ต่อไป


ที่ฝ่ายดูจิตติดคิดบอกว่า “จิตจะไปคิด ห้ามไม่ได้” นั้น ไม่เป็นความจริงหรอกครับ

เมื่อจิตจะออกไปคิด เราย่อมห้ามได้
โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นอกุศลนั้น เรายิ่งต้องห้ามจิตไม่ให้ไปคิดสิ
ให้จิตมารู้อยู่กับองค์กรรมฐานภาวนาซะอย่าง ก็หมดเรื่องแล้วครับ......



เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 03 กันยายน 2552
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:36:28 น.
Counter : 538 Pageviews.

32 comments
:::: ห นั ง ห น้ า ... หัวเราะทั้งน้ำตา...รูปติดบัตรประชาชน :::: Max Bulliboo
(16 พ.ค. 2563 19:25:39 น.)
ความศรัทธาของชาวพุทธ กับ สังเวชนียสถาน (ตอนที่ 10) อาจารย์สุวิมล
(17 พ.ค. 2563 14:47:40 น.)
49. วิสาขบูชา...ปฏิบัติบูชา chancamp
(6 พ.ค. 2563 06:12:26 น.)
:: อาณาปณสติ :: กะว่าก๋า
(30 เม.ย. 2563 06:40:54 น.)
  
บุญรักษา




โดย: ต้นกล้า อาราดิน วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:7:06:58 น.
  
อนุโมทนา สาธุฯ ครับ

ทุกวันนี้คนเกียจคร้าน พยายามหลีกเลี่ยงไม่ยอมลงมือปฏิบัติสัมมาสมาธิ
โดยอ้างว่าอาจารย์สอนว่าไม่จำเป็นบ้างล่ะ
หรือทำให้เนินช้าติดสุขบ้างล่ะ

ซึ่งสัมมาสมาธิฌานที่๔ บอกว่า
เพราะละทุกข์ ละสุขเสียได้
เพราะความที่โสมนัสและโทมนัสทั้ง๒ในกาลก่อนอัสดงค์ไป
เข้าถึงจตุตถฌาน


ยินดีในธรรมครับ


โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:7:50:56 น.
  
จิตถูกครอบงำด้วยอวิชชา กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดไม่ยากจะแกะเงื่อนปมที่ผูกมานับชาติไม่ถ้วนได้

ผู้ที่กล่าวดังคุณว่านั้น พูดด้วยกิเลสนั่นเอง

สุดแล้วแต่เวรกรรมที่ทำมา ความติดยึดในตัวตนแม้ผู้ที่เปรียบดังครูบาอาจารย์ย่อมนำทุกข์มาให้ การหลงทางในธรรมมีอยู่เสมอ แต่ใครจะวิ่งกลับมาทางที่ถูกต้องได้ก่อน

พระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดเจน เราต้องเจริญศีล สมาธิ ปัญญา จึงจะพบกับความสุขแท้จริงได้ หากไม่ครบองค์ประกอบนี้ จะพบทางสว่างได้อย่างไร

โดย: โชคดีที่เกิดมา วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:04:50 น.
  
ขออภัยครับ พิมพ์เกิน คำว่า "ไม่ยาก" ในบรรทัดแรก ตัดคำว่า "ไม่" ทิ้งนะครับ
โดย: โชคดีที่เกิดมา วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:07:02 น.
  
ยากนะครับ จิตเราเองนี่หล่ะ คุมยากที่สุดเลย
โดย: endless man วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:11:13:49 น.
  
"เมื่อจิตจะออกไปคิด เราย่อมห้ามได้" ไม่เห็นด้วยค่ะ จิตจะออกไปคิด ห้ามไม่ได้ค่ะ เป็นอนัตตา มีแต่ตามรู้ เมื่อรู้จึงหยุดคิด.... ส่วนจิตที่คิดเรื่องอกุศล ก็ให้รู้ ความคิดจะดับไปเอง คิดที่เป็นอกุศลไม่ให้เจริญค่ะ
ท่านจขกท.ปฎิบัติในแนวที่ท่านศรัทธาเถอะค่ะ อย่าล่วงเกินครูบาอาจารย์ท่านอื่น จะเป็นบาป ใครเชื่อในแนวไหน ก็ลงมือปฎิบัติ แล้วจะรู้เห็นเอง ...เรื่องราวเหล่านี้ ได้จบไปแล้ว อย่ารื้อฟื้นอีก พวกเราไม่ได้มีภูมิธรรมที่จะไปกล่าวล่วงเกินครูบาอาจารย์ท่านใด .....ขออโหสิกรรมท่านจขกท.ด้วยค่ะ หากอ่านแล้วเกิดความไม่ชอบใจ จิตขุ่นมัว

โดย: ขอแจม IP: 118.173.81.122 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:15:13:04 น.
  
เข้ามาอ่านครับ
โดย: นมสิการ วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:17:08:10 น.
  
ครูอาจารย์ท่านแยบโยลในความคิด
จิตเกิดขึ้น จิตตั้งอยู่ จิตจรไป
ทุกสิ่งเป็นอนัตตา...
จึงต้องอบรมจิตโดยอบรมสมาธิปัญญาสม่ำเสมอ
แล้วจึงรู้เท่าทันจิต...

เชื่อว่าจขบ.มีเจตนาในธรรมที่ดี...

ปฏิบัติธรรมต่อไปเถอะ แล้วทุกอย่างจะกระจ่าง...

อนุโมทนา
โดย: สายธรรม IP: 203.156.168.233 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:17:19:05 น.
  
"เมื่อจิตจะออกไปคิด เราย่อมห้ามได้" ไม่เห็นด้วยค่ะ จิตจะออกไปคิด ห้ามไม่ได้ค่ะ เป็นอนัตตา มีแต่ตามรู้ เมื่อรู้จึงหยุดคิด.... ส่วนจิตที่คิดเรื่องอกุศล ก็ให้รู้ ความคิดจะดับไปเอง คิดที่เป็นอกุศลไม่ให้เจริญค่ะ
ท่านจขกท.ปฎิบัติในแนวที่ท่านศรัทธาเถอะค่ะ อย่าล่วงเกินครูบาอาจารย์ท่านอื่น จะเป็นบาป ใครเชื่อในแนวไหน ก็ลงมือปฎิบัติ แล้วจะรู้เห็นเอง ...เรื่องราวเหล่านี้ ได้จบไปแล้ว อย่ารื้อฟื้นอีก พวกเราไม่ได้มีภูมิธรรมที่จะไปกล่าวล่วงเกินครูบาอาจารย์ท่านใด .....ขออโหสิกรรมท่านจขกท.ด้วยค่ะ หากอ่านแล้วเกิดความไม่ชอบใจ จิตขุ่นมัว

โดย: ขอแจม IP: 118.173.81.122 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:15:13:04 น.
................
ท่านขอแจมครับ ท่านจะต้องขออโหสิกรรมผมไปเพื่ออะไรครับ
ท่านควรขออโหสิกรรมต่อ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ดีกว่านะครับ
เพราะสิ่งที่ท่านอาจารย์สอนนั้นเป็นการปรามาสพระรัตนตรัยโดยตรงครับ

ผมขอถามท่านนะครับว่า ที่ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร
เมื่อท่านเกิดความคิดที่จะพูดไม่ชอบ คิดจะทำร้ายผู้อื่น
คิดจะทำในเรื่องอกุศล ท่านห้ามความคิดเหล่านั้นได้มั้ยครับ???
ถ้าความคิดห้ามไม่ได้จริงๆ ท่านก็ต้องทำอย่างที่ท่านคิดไว้ใช่มั้ยครับ???

ในพระไตรปิฎก มีพระพุทธวจนะตรงไหนบ้างครับ
ที่พระองค์ทรงตรัสว่าจิตเป็นอนัตตาครับ???

ถ้าความคิดห้ามไม่ได้จริงๆ มีคุกตะรางมากเท่าไหร่ก็ไม่พอขังผู้ทำผิดหรอกครับ

ส่วนเรื่องแนวทางในการปฏิบัติของพระพุทธศาสนาของเรานั้นมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น
ทางอื่นนอกจากนี้ไม่มีอีกแล้วครับ เป็นไปเพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์(ผู้ติดข้องในอารมณ์)ทั้งหลาย

ท่านขอแจมกำลังสับสนนะครับ ผมไม่เคยคิดที่จะก้าวล่วงครูบาอาจารย์ของใคร
ถ้าผมเอาชื่อท่านอาจารย์มาปู้ยี่ปู้ยำ ท่านถึงว่าผมได้ว่าผมล่วงเกินครูบาอาจารย์

ส่วนคำสอนนั้นเป็นของสากล พระพุทธองค์ท่านก็ไม่เคยสงวนลิขสิทธิ์
ฉะนั้นผมคิดว่าผมมีสิทธิ์ที่จะนำคำสอนของครูบาอาจารย์ท่านใดก็ได้
ที่ผมเห็นว่ากล่าวขัดแย้งกับพระพุทธวจนะ ที่พระองค์ทรงกล่าวไว้ดีแล้วครับ

เรื่องของเรื่องไม่ใช่อยู่ที่จบไม่จบครับ อยู่ที่จริง/ไม่จริง ใช่/ไม่ใช่ ถูกหรือผิดครับ

ท่านรู้ได้อย่างไรว่าครับ ว่าผมมีภูมิธรรมไม่มากพอที่จะวิพากษ์ วิจารณ์ คำสอนเหล่านั้น

ขอย้ำนะครับว่า ผมไม่ได้ล่วงเกินครูบาอาจารย์ของใครทั้งสิ้น
ผมเพียงแต่นำเอาคำสอนที่พวกลูกศิษย์ลูกหาที่ชอบเอามาพูดทับถม ผู้ปฏิบัติในสายอื่นครับ......


ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:20:12:20 น.
  
ยังอยู่ดี เปนสุขนะท่าน...
เข้าใจตั้งชื่อนะท่านนะ
+เข้ามาแอบอ่าน แอบเรียนรู้หนทาง.....+นะท่าน
โดย: ภูตผี แห่งทำ IP: 210.203.178.198 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:21:14:21 น.
  
ไม่ได้คิดที่จะมาจะทะเลาะกับใครน่ะค่ะ เป็นแต่เพียงผู้หนึ่งที่ปฎิบัติธรรม แล้วรู้ตามความเป็นจริง ว่าจิตคิด ห้ามไม่ได้ค่ะ เป็นอนัตตา มีแต่ตามรู้ให้เท่าทัน เมื่อรู้จึงหยุดคิด....
ส่วนจิตที่คิดเรื่องอกุศล ก็ให้รู้ ความคิดจะดับไปเอง คิดที่เป็นอกุศลไม่ให้เจริญค่ะ " ขอย้ำคำเดิม เขียนจากประสบการณ์จริงที่รู้จากการปฎิบัติ....ขอตอบคำถามค่ะ

"เมื่อท่านเกิดความคิดที่จะพูดไม่ชอบ คิดจะทำร้ายผู้อื่น
คิดจะทำในเรื่องอกุศล ท่านห้ามความคิดเหล่านั้นได้มั้ยครับ???
ถ้าความคิดห้ามไม่ได้จริงๆ ท่านก็ต้องทำอย่างที่ท่านคิดไว้ใช่มั้ยครับ???"

ขอตอบว่าเมื่อจิตคิดในเรื่องอกุศล เมื่อ "รู้" เท่าทันความคิด ความคิดจะจบ(ดับ) นี้คือการไม่เจริญในอกุศลค่ะ จึงไม่ลงมือกระทำการต่างๆออกไป

"ท่านรู้ได้อย่างไรว่าครับ ว่าผมมีภูมิธรรมไม่มากพอที่จะวิพากษ์ วิจารณ์ คำสอนเหล่านั้น"
ดิฉันไม่ได้กล่าวหาจขกท.ค่ะ ดิฉันหมายถึงทุกคนที่ยังไม่บรรลุธรรม ยังไงก็ตาม ก็ได้ขออโหสิกรรมไปแล้วน่ะค่ะ
ดิฉันจะไม่เข้ามาตอบอีก เพราะดูเหมือนจขกท.และดิฉันจะเข้าใจอะไรต่างกัน ตอบกันไปมา ก็ไม่เกิดประโยชน์ จึงจะไม่เข้ามาตอบอีก อย่างที่บอกว่า ไม่ได้ต้องการเข้ามาทะเลาะกับใครค่ะ ยังไงก็ขออโหสิ หากทำให้จิตจขกท.ขุ่นมัว
โดย: ขอแจม IP: 118.173.79.11 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:21:48:29 น.
  
ไม่ได้คิดที่จะมาจะทะเลาะกับใครน่ะค่ะ เป็นแต่เพียงผู้หนึ่งที่ปฎิบัติธรรม แล้วรู้ตามความเป็นจริง ว่าจิตคิด ห้ามไม่ได้ค่ะ เป็นอนัตตา มีแต่ตามรู้ให้เท่าทัน เมื่อรู้จึงหยุดคิด....
ส่วนจิตที่คิดเรื่องอกุศล ก็ให้รู้ ความคิดจะดับไปเอง คิดที่เป็นอกุศลไม่ให้เจริญค่ะ " ขอย้ำคำเดิม เขียนจากประสบการณ์จริงที่รู้จากการปฎิบัติ....ขอตอบคำถามค่ะ

โดย: ขอแจม IP: 118.173.79.11 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:21:48:29 น.
................
ท่านขอแจมครับ
การถกธรรมนั้นไม่มีใครคิดทะเลาะกับใครหรอกครับ ถกเพื่อหาความจริงแท้เท่านั้น

ท่านไม่ลองพิจารณาคำพูดของท่านเองดูบ้างหละครับว่าขัดกันเองมั้ย
เดี๋ยวหยุด(ห้ามได้) เดี๋ยวไม่หยุด(ห้ามไม่ได้) ตกลงแล้วความหยุด ห้ามได้หรือไม่???

ท่านพูดว่า "เมื่อรู้ทันจึงหยุดคิด"
ตกลง จึงหยุดคิด ใช่ห้ามความคิดใช่มั้ยครับ???

และยังพูดต่ออีกว่า "ส่วนจิตที่คิดเรื่องอกุศล ก็ให้รู้ ความคิดจะดับไปเอง"
ความคิดดับไปเอง ตกลงความคิดดับไปเองไม่ใช่จิตดับ และห้ามได้ด้วยใช่มั้ยครับ???
ถ้าห้ามไม่ได้จริงแล้ว เมื่อรู้ทันความคิด มันจะดับไปเองหรือครับ???

ถามนะครับว่า รถของท่านมีห้ามล้อมั้ยครับ? ถ้ามีห้ามล้อย่อมหยุดได้ใช่มั้ยครับ???

ท่านพูดว่า "คิดที่เป็นอกุศลไม่ให้เจริญค่ะ"
ในขณะนั้นจิตเจริญสติใช่มั้ยครับ?....อกุศลจึงไม่เจริญ?

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 4 กันยายน 2552 เวลา:8:08:40 น.
  
ขอตอบว่าเมื่อจิตคิดในเรื่องอกุศล เมื่อ "รู้" เท่าทันความคิด ความคิดจะจบ(ดับ) นี้คือการไม่เจริญในอกุศลค่ะ จึงไม่ลงมือกระทำการต่างๆออกไป

โดย: ขอแจม IP: 118.173.79.11 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:21:48:29 น.

......................

ท่านขอแจม ท่านพูดว่า "เมื่อรู้เท่าทันความคิด"
ใช่ห้ามความคิดได้มั้ยครับ???

และ "ความคิดจะ(จบ)ดับ"
ความคิดดับไปชั่วขณะ ไม่ใช่จบครับ
ใช่ห้ามความคิดได้ชั่วขณะใช่มั้ยครับ???

เมื่อจิตเจริญสติได้ ย่อมไม่ลงมือกระทำในเรื่องอกุศลต่างๆใช่มั้ยครับ???

ผมยังไม่เคยคิดว่าท่านเข้ามาทะเลาะกับผมครับ
ที่ผมถกธรรมกับท่านนั้น ก็เพราะเห็นว่าท่านกำลังเข้าใจอะไรผิดๆอยู่
ก็เพราะความปรารถนาดีมากกว่าครับ ไม่ได้ขุ่นมัวอะไรเลยครับ
ท่านอย่าคิดเองเออเองให้เป็นทุกข์ไปเปล่าๆ

เมื่อดูจิตติดคิดแล้ว ย่อมชอบคิดว่าผู้อื่นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เมื่อจิตขุ่นมัวได้ เราย่อมทำให้จิตไม่ให้ขุ่นมัว(ห้าม)ได้ครับ.......

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 4 กันยายน 2552 เวลา:8:11:43 น.
  
สวัสดีครับอาจารย์ธรรมภูติ

ผมขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเล็กๆน้อยๆที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่กำลังสนทนากันแต่ผมเห็นว่าน่าสนใจและอาจมีประโยชน์อยู่บ้างนะครับ ผมเองเคยเกือบลงเหวไปกับยันตระเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว (ตอนนั้นผมอายุประมาณ 11 ขวบครับ) เพราะยันตระมาเปิดสำนักอยู่ที่ข้างๆบ้านเกิดผมที่ ต. บ้านสิงห์ อ. โพธาราม ผมเองไปฟังและปฏิบัติตามคำสอนของยันตระบ่อยๆ โชคดีที่เรื่องทั้งหมดเปิดเผยก่อนที่ผมจะไปไกลกว่านั้นและตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมก็ไปอยู่กับธรรมกายจนเกือบจะได้ไปบวชกับธรรมกายแล้วด้วยครับโชคดีที่มีเหตุทำให้ไม่ได้บวชจนได้มาพบกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์คนแรกของผมคือหลวงพ่อชม ปัญญาทิมุตโตวัดพุทธวิมุติวนาราม (วัดพุมุด) ที่ อ.ไทรโยค จ. กาญจนบุรี หลวงพ่อชมท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๊งครับท่านเคยเล่าเรื่อง “หลวงปู่แหวนอ่านใจของท่าน” ให้ผมฟังวันหลังจะเอามาเล่าให้ฟังนะครับ ผมได้บวชเรียนกับท่านและได้ปฏิบัติตามแนวทางของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรกและเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่สุดของผมเลยครับ ตอนที่ผมไปสนทนาธรรมกับหลวงพ่อสงบ ผมก็เล่าให้ท่านฟังว่าผมเคยบวชเรียนอยู่กับหลวงพ่อชมมาก่อน หลวงพ่อสงบท่านบอกมาเลยว่า “เราน่ะโชคดีมากนะที่ได้ครูบาอาจารย์ที่ดี หลวงพ่อชมท่านเป็นพระที่ดีมากๆนะสมัยนี้หาพระดีๆแบบท่านไม่ได้หรอก” ผมได้ฟังแล้วก็ปลื้มใจในตัวครูบาอาจารย์และสำนึกให้พระคุณของท่านที่ได้สร้างรากฐานที่ประเสริฐให้กับผมน่าเสียดายครับที่หลวงพ่อชมท่านมรณภาพไปเมื่อปี 2544 ทำให้ผมเองไม่มีครูบาอาจารย์มาถึง 7 ปีจนมาพบกับหลวงพ่อสงบนี่แหละครับ

ผมมีเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างสะเทือนใจกับสำนักดูจิตและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมไม่ไปปฏิบัติด้วยเพราะผมไปอ่านเจอว่าท่าน “ปฏิเสธความเป็นพระป่าของท่าน” ครับทั้งๆที่ประวัติของท่านั้นก็เรียนกรรมฐานครั้งแรกกับท่านพ่อลี วัดอโศการาม, เรียนกรรมฐานกับหลวงปู่ดูลย์ วัดบูรพาราม, ไปสนทนาธรรมกับหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด, หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่องและหลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวันแล้วทำไมถึงท่านถึงไม่ยอมรับว่าตัวท่านเป็นพระป่าล่ะครับ? ผมเห็นแต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆเมื่อท่านออกมาสร้างวัดของท่านเองท่านจะ “ปฏิบัติบูชาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของท่าน” โดยการประกาศถึงความเป็นธรรมทายาทและปฏิบัติตนและสั่งสอนลูกศิษย์ด้วยวิถีแบบเดียวกับที่ท่านได้รับมาด้วยความซาบซึ้งถึงบุญคุณตัวอย่างที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือ “วัดป่าบ้านตาดของหลวงตามหาบัว” พ่อแม่ครูบาอาจารย์รุ่นแรกทุกท่านนั้นท่านยกย่องหลวงตาและวัดป่าบ้านตาดมากหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพงถึงกับกล่าวไว้เลยว่า “ถ้าอยากดูว่าหลวงปู่มั่นท่านสอนกรรมฐานแบบไหนให้ไปดูพระอาจารย์มหาบัวที่วัดป่าบ้านตาดได้เลยนะ” ตอนนี้ผมเองถ้าจะไปหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์ไหนผมจะตรวจสอบก่อนเลยว่า ท่านเป็นลูกศิษย์ของใคร? วัดของท่านปฏิบัติเหมือนกับวัดของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของท่านไหม? แล้วธรรมะของท่านมีตรงไหนที่ขัดแย้งกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์หรือเปล่าโดยเฉพาะส่วนของแก่นการปฏิบัติ? ผมใช้วิธีนี้แหละครับถึงได้ไปกราบหลวงพ่อสงบ, พระอาจารย์ทองแดง, หลวงปู่สังข์, หลวงพ่อประสิทธิ์และหลวงพ่อเปลี่ยนได้อย่างสนิทใจไม่มีข้อสงสัยทั้งในธรรมะและการปฏิบัติของท่านเลยครับ

ขอแสดงความนับถือครับ

IRONMAIDEN
โดย: IRONMAIDEN IP: 210.19.133.124 วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:12:24:40 น.
  
เรื่องหลวงปู่แหวนท่านอ่านใจของพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงพ่อชมนี่ หลวงพ่อชมท่านเล่าให้ผมฟังตอนที่ผมไปรายงานผลการปฏิบัติในแต่วันในตอนเย็นวันหนึ่ง (ตอนบวชเป็นพระน่ะครับ) ท่านเล่าว่าตอนที่ท่านไปอยู่กับหลวงปู่แหวนใหม่ๆตอนนั้นท่านยังมีพรรษาน้อยอยู่เลยได้นั่งท้ายๆแถวเวลาฉันพระอาวุโสจะตักกับข้าวลงในบาตรก่อนโดยมีหลวงปู่แหวนเป็นประธานแล้วก็ไล่ตามลำดับลงมาซึ่งบางครั้งกับข้าวดีๆก็หมดก่อนที่จะมาถึงหลวงพ่อชม วันหนึ่งมีโยมเอาลาบมาใส่บาตรแล้วพระท่านก็จัดใส่จานให้ตักตามลำดับตามปกติหลวงพ่อชมท่านเห็นลาบแล้วก็นึกอยากฉันแต่ก็คิดในใจว่าลาบคงหมดเสียก่อนที่มาถึงท่าน พอหลวงปู่แหวนท่านตักกับข้าวใส่บาตรของท่านเสร็จแล้ว ท่านก็พูดขึ้นมาดังๆให้พระและโยมทั้งศาลาได้ยินว่า “เอ้า! พวกท่านอย่าตักลาบจนหมดนะเหลือไว้ให้ท่านชมเขาด้วย!” หลวงพ่อชมท่านเล่าว่า “ท่านอายทั้งพระทั้งโยมมากๆจนแทบจะลุกออกจากศาลาในทันที” หลังจากนั้นท่านก็ไม่เคยคิดที่จะฉันเพื่อความเอร็ดอร่อยตามใจปากอีกเลยท่าจะพิจารณาอาหารให้เป็นปฏิกูลและระลึกเสมอว่าการฉันนี้เพื่อเลี้ยงดูสังขารให้มีกำลังในการประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น ส่วนอีกเรื่องก็หลังจากเรื่องแรกมาอีกหลายปีจนหลวงพ่อชมท่านมีพรรษามากขึ้นแล้ว ตอนนั้นทางเชียงใหม่จะมีการปลุกเสกพระเครื่องกันแล้วก็มีคนมานิมนต์หลวงปู่แหวนและพระจากวัดดอยแม่ปั๊งไปปลุกเสกด้วย หลวงพ่อชมท่านก็นึกอยากจะไปร่วมปลุกเสกกับเขาด้วย พอตอนบ่ายๆท่านก็ไปเตรียมตักน้ำมาให้หลวงปู่แหวนท่านทรงแล้วท่านก็เจอหลวงปู่แหวนยืนอยู่แถวๆนั้น หลวงปู่แหวนท่านพูดมาลอยๆให้หลวงพ่อชมได้ยินว่า “เออ! ไอ้พระสมัยนี้มันเก่งจังนะ ตัวเองกิเลสมีท่วมหัวท่วมหูไปหมดแต่ยังอยากไปปลุกเสกพระอรหันต์อย่างพระพุทธเจ้าท่านอีกนะ” หลวงพ่อชมท่านหยุดกึกแล้วก้มหน้าก้มตาไปตักน้ำด้วยความอับอายและละอายใจมาก ท่านเล่าให้ผมฟังว่านับแต่นั้นเป็นต้นมาท่านก็ไม่เคยคิดจะไปปลุกเสกพระที่ไหนอีกเลยนอกจากตั้งหน้าตั้งตาชำระกิเลสในใจของตัวเองเท่านั้น ผมเองได้ฟังแล้วก็นึกยกย่องหลวงปู่แหวนที่ท่านเอาใจใส่ในลูกศิษย์ของท่านอย่างมากไม่ให้คิดอะไรออกนอกลู่นอกทางและผมก็เคารพนับถือหลวงพ่อชมมากที่ท่านเป็นผู้ว่าง่ายและเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นอย่างดีและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกศิษย์รุ่นต่อมาอย่างผมครับ

ขอแสดงความนับถือครับ

IRONMAIDEN

โดย: IRONMAIDEN IP: 210.19.133.124 วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:12:29:55 น.
  
สวัสดีค่ะ คุณธรรมภูต

อ่าน ความสุขจะอยู่ในความพอดี

หลวงตามหาบัว เทศน์อบรมฆราวาส
มีกล่าวถึงลูกศิษย์ พระอาจารย์สงบ มนัสสันโต

ขอบคุณ คุณ iron ผู้ส่งต้นฉบับไปให้ค่ะ
โดย: สมาชิกผู้ทรงเกียรติ วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:18:31:18 น.
  
ท่านIRONMAIDENและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ
ผมขออนุโมทนาครับ กับธรรมทานที่ท่านนำมาเสนอกัน ตามไปอ่านครับ
เพื่อประโยชน์สำหรับผู้ที่ยังลังเลสงสัยอยู่ จะได้หายสงสัยลังเลครับ

ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ประวัติมาก่อนว่า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ในสายปฏิบัติท่านเหล่านั้น
ล้วนต้องผ่านด่านความเป็นความตายมานักต่อนักครับ ออกปลีกวิเวกในป่าเขา
ต้องอาศัยความเพียรเพ่งอย่าแรงกล้า ในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาให้ผ่านให้ได้
ไม่ใช่เพียงแค่ดูจิตเฉยๆ คิดๆ นึกๆเอาเท่านั้นก็บรรลุได้ ฝันก็ยังไม่เป็นจริงเลยครับ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:21:45:10 น.
  
"เมื่อจิตจะออกไปคิด เราย่อมห้ามได้" ไม่เห็นด้วยค่ะ จิตจะออกไปคิด ห้ามไม่ได้ค่ะ เป็นอนัตตา มีแต่ตามรู้ เมื่อรู้จึงหยุดคิด.... ส่วนจิตที่คิดเรื่องอกุศล ก็ให้รู้ ความคิดจะดับไปเอง คิดที่เป็นอกุศลไม่ให้เจริญค่ะ
ท่านจขกท.ปฎิบัติใน แนวที่ท่านศรัทธาเถอะค่ะ อย่าล่วงเกินครูบาอาจารย์ท่านอื่น จะเป็นบาป ใครเชื่อในแนวไหน ก็ลงมือปฎิบัติ แล้วจะรู้เห็นเอง ...เรื่องราวเหล่านี้ ได้จบไปแล้ว อย่ารื้อฟื้นอีก พวกเราไม่ได้มีภูมิธรรมที่จะไปกล่าวล่วงเกินครูบาอาจารย์ท่านใด .....ขออโหสิกรรมท่านจขกท.ด้วยค่ะ หากอ่านแล้วเกิดความไม่ชอบใจ จิตขุ่นมัว
....................................

จิตต้องได้รับการสั่งสอน อบรม อบรมอย่างหนักเชียวแหละ

คนอย่างเราถ้าไม่รู้ข้อมูล ไม่เห็นจริง ไม่ลองมากะตัวไม่กล้าพูด ตอนนี้เราอยากทำยิ่งกว่าปรามาสอีกอ่ะ ทำไงดีล่ะ เราไม่กลัวแม้แต่นิดเดียว ทั่นน่ะแหละบาป เพราะทั่นไม่ใช่ ไม่รู้อะไรเลย นอกจากจิตวิทยา พูดเก่ง ฉ้อฉลหลอกลวงผู้ต้องการหาทางพ้นทุกข์ให้หลงเชื่อ + งมงาย จนไม่รู้ผิดรู้ถูก

สิ่งที่คุณบอกว่ารู้เอง เห็นเองน่ะ เราเคยปฏิบัติมาแล้ว ไม่เห็นได้ประโยชน์อันใด แถมไปถามทั่นก็บอกว่าเก่ง...เก่งแล้วไงล่ะ


ลูกศิษย์ลูกหาแต่ละคนก็ ego เพียบ เราและเพื่อนๆ เคยเจอมากะตัว นี่นะนักปฏิบัติ ชอบคุยโวโอ้อวดสภาวะตัวเอง บางคนปาก...ชอบเหน็บแนบ จิกกัดคนอื่นแล้วก็ "อุ๊ย...เห็นกิเลส เห็นกิเลส ฮิฮิ"

แหม เท่ตายเลย...เป็นเหมือนกันหมดคำพูดแบบนี้เลย...โธ่เอ๊ย ด่าคนในคราบนักดูจิต ทู่เรศ สิ้นดี

ตอนนี้เรากลับไปฝึกสายวัดป่า ตามแบบที่หลวงปู่มั่นสั่งสอนมา... แค่ไม่นาน ความเปลี่ยนแปลงของจิตมหาศาล เรากล้าพูดเลยว่า สิ่งที่เค้าสอนมันผิดดดดดดดดดดดดดดดดทั้งขบวนการ

ถ้าไม่ยอมล้างตา เปิดใจให้กว้าง ก็เชิญเดินไปเดินมา กินอิ่ม นอนหลับ ดูจิต เกิดๆ ดับๆ...ดับๆ ติดๆ กันต่อไปให้สบายใจมีความสุขตลอดปีตลอดชาติ...กิเลสตั่วๆ ไก๊ ขุนกันเข้าไปให้อ้วนพี... แต่มรรค-ผล หามีไม่...


เพราะ "จิตมีดวงเดียว" นะจร้าาาาาาาา

โดย: สาระวารี IP: 124.120.226.206 วันที่: 10 กันยายน 2552 เวลา:12:08:33 น.
  
คุณสาระวารีคะ ขอฮาด้วยตน

เราเองก็เคยหลงผิด แต่พอกลับไปปฎิบัติตามแนวทางของหลวงปู่มั่น จึงได้รู้ว่าที่เคยดูจิตแบบทื่อๆ โดยไม่ผ่านการฝึกสติและทำสมาธิให้ได้เสียก่อน แล้วจะพบว่านิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตานั้น

ถูกหลอกเจ้าค่ะ !!!!
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.92.116 วันที่: 10 กันยายน 2552 เวลา:18:15:00 น.
  
ท่านสาระวารีและท่านต้นหอมครับ
ผมขออนุโมทนา สาธุฯครับ
ที่ท่านสามารถหลุดพ้นจากบ่วงแห่งความมัวเมา

พวกที่ดูจิต โดยไม่ผ่านการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
โดยมากมัวเมาอยู่กับความคิด หรืออาการของจิต จนติดดี
มักชอบคิดว่าคนอื่นนั้น ดีสู้ตนเองไม่ได้ มักมีอีโก้ครับ

เมื่อไม่เคยภาวนาจนรู้จักจิตที่สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวแล้ว
การดูจิตก็ติดแต่ความคิด หรือคืออาการของจิตดีๆ นี่เองครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:8:12:41 น.
  
เราศิษย์วัดป่าผู้ (เคย) หลงผิดนานเหมือนกัน ขออนุโมทนาด้วยคน

เมื่อจิตสงบ จะค่อยๆเกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าไปที่รากเหง้า ต้นตอของจิต เป็นขบวนการที่จิตแบบโลกๆเน่าๆและยังไม่เคยเข้าถึงความสงบ...ไม่สามารถเห็นได้แน่นอน

ผิดกับการทำแค่ผิวเผินแบบดู (อาการของ) จิตเกิด-ดับ แล้วพบว่า วันหนึ่งตัวเองก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนดี ยอดมนุษย์อุลตร้าแมน...ผู้พิทักษ์โลก (และปัจจุบันกำลังพิทักษ์พระปราโมทย์อยู่) แค่นี้มันจิ๊บจ๊อย กระจอกงอกง่อยเกินไป ศาสนาพุทธมีอะไรมากกว่านี้

...สั่นถึงขั้วหัวใจน่ะ ดูจิตทำได้บ้างมั้ย เมื่อจิตถึงฐาน มันสั่นสะเทือน ชำระล้างเข้่าไป ล้างเข้าไป...จนสามารถเข้าถึงสติปัฏฐาน 4 ตัวจริง กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วพิจารณาตามแต่วาสนาบารมีของตนว่าสั่งสมอะไรมา (ขอย้ำ ขอบอกว่า สติปัฏฐาน4 เริ่มต้นตรงนี้...เริ่มตรงนี้ เราขอท้าพิสูจน์...ขอเอาทั้งชีวิตเป็นเดิมพัน)
ไม่ใช่จู่ๆ ก็มาตั้งทฤษฎีตายตัวว่า
1. คนเมืองนะจ๊ะ คิดมาก ดูจิตไปดีที่สุด
2. ชาวนานะจ๊ะ คิดน้อย ดูกาย เวทนา หรือธรรม ไป

จิตเิกิด ดับ บังคับไม่ได้ อย่าบังคับ ให้เข้าใจมันแทน จนปล่อยวางกาย-ใจได้ในที่สุด ...ง่ายไปป่าวเพ่ ง่ายแบบนี้ ทำไมพระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย คิดกันหน่อยนะคะพี่น้อง อย่ามัวแต่หลงความเรียบง่าย ลัดสั้น ถูกหลอกนะเนี่ย...ตื่นเถิด ตื่นเถิด

แม้กล่าวครั้งที่ 1 เราก็ว่า เสนียดพระพุทธศาสนา
แม้กล่าวครั้งที่ 2 เราก็ยังว่า จัญไรพระพุทธศาสนา
แม้กล่าวครั้งที่ 3 เราก็ยังว่าอีกว่า เสนียด-จัญไรพระพุทธศาสนา

เรามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันสูงสุด เรากล้าออกมากล่าวเช่นนี้ เพราะต้องการปกป้องพระศาสนา ปกป้องกรรมฐานที่แท้ ไม่ให้คนชั่วล้างผลาญจนหมดไป เราไม่กลัวใคร...เพราะความถูกต้อง ดีงาม ธรรมแท้คุ้มครองเราเสมอ

***ขออภัยจคบ. ที่ใช้ถ้อยคำแรงไปนี้ดดดดดดดดดดดด
โดย: พุทโธ IP: 124.120.222.35 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:13:41:39 น.
  
ขออีกหน่อย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เราจะไม่ยอมถูกหลอกไปทุกภพทุกชาติอีก นิ้วของเราไม่ได้สัมผัสแค่คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์แต่ี้มันจะจารเข้าไปถึงจิตวิญญาณ เพื่อที่จะได้ไม่หลงผิด จนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน

จิตไม่มีวันตาย จิตดวงนี้แหละที่พาเราเกิดตายมานับภพชาติไม่ถ้วน จิตมีหนึ่งเดียว เมื่อสังขารนี้ตายไป จิตก็แค่เปลี่ยนคุณสมบัติไปตามบุญกรรม แล้วแสวงหาที่เกิดใหม่ เป็นเช่นนี้เรื่อยไป เรื่อยไป

ใครที่ยังเชื่อว่าจิตเกิดดับ คือมิจฉาทิฐิ มองเห็นแค่เกิดดับ ไม่มีวันเข้าถึงตัวจิต ไ่ม่มีวันเข้าถึงมรรคญาณ ไม่มีวันเข้าถึงกระบวนการทำลายล้างตัวจิต ตัวก๋งอวิชชาของจริง ไม่มีวันดับภพ ดับชาติได้


โดย: พุทโธ IP: 124.120.222.35 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:13:50:23 น.
  
ครับท่านพุทโธ ตามสบายเลยครับ
ถือว่าเป็นการช่วยกันธำรงค์พระพุทธศาสนา ให้ยืนยาวต่อไป

อย่าให้พวกมากมาลากกันไป อย่างเช่นในบอร์ดต่างๆที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้
พอพวกมากมาช่วยๆกันยำ ผู้ที่ยังใหม่อยู่อาจหลงได้ง่ายๆว่า พวกมากย่อมถูกเสมอ
เป็นการทำให้ผู้ที่ยังสงสัยและใหม่อยู่ หลงเดินทางผิดไปได้เพียงแค่พูดเพราะเสนาะหูเท่านั้น
ถึงพูดไม่รู้เรื่อง วกไปเวียนมาหาที่ลงไม่ได้ก็ตาม ขาดทั้งเหตุทั้งผลหาจุดยืนไม่ได้ก็เถอะ

ท่านครับมีอะไรที่อยากจะระบายออกบ้าง เพื่อน้องๆผู้หลงผิดจะได้หูตาสว่างเชิญเลยนะครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:19:53:43 น.
  
ดีใจจังคุณพุทโธมาแล้ว

ถูกต้องที่สุดเลยค่ะ สติปัฎฐาน 4 เริ่มต้นตรงนั้น ไม่ใช่การตัดสินใจของเรา

แต่เกิดจากจิตสงบก่อน แล้วเค้าจะเลือกข้อมูลของเค้าเอง
คนภาวนาไม่เป็นไม่รู้หรอก

อีกเรื่องนึงนะคะ
หลวงปู่สิมและหลวงปู่บุดดาท่านกล่าวไว้ชัดเจนไม่อ้อมค้อม
"จิตมีดวงเดียว" !!!!!
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.93.50 วันที่: 12 กันยายน 2552 เวลา:8:40:22 น.
  
อีกเรื่องนึงนะคะ
หลวงปู่สิมและหลวงปู่บุดดาท่านกล่าวไว้ชัดเจนไม่อ้อมค้อม
"จิตมีดวงเดียว" !!!!!

โดย: ต้นหอม IP: 202.176.93.50 วันที่: 12 กันยายน 2552 เวลา:8:40:22 น.

**************
อนุโมทนาครับท่านต้นหอม
"จิตมีดวงเดียว เที่ยวไปสู่ที่ไกลได้" มีพระพุทธวจนะ(บาลี)รับรองไว้ครับว่า "เอก จรํ"
ที่ว่ามีหลายดวงนั้น ล้วนเป็นอาการของจิตทั้งสิ้นครับ

ในเมื่อจิตมีหลายดวงเราจะสำรวมจิตดวงไหนดีหละครับ?
ก็เพราะจิตมีดวงเดียว ของใครของเค้า เราจึงสำรวมจิตได้ครับ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:8:45:10 น.
  
ได้รับหนังสือที่คุณธรรมภูิติส่งมาให้แล้ว ขอบคุณมากๆ ค่ะ
โดย: พุทโธ IP: 124.120.229.35 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:12:35:31 น.
  
จิตแท้มีดวงเดียว ที่นักปฏิบัติเข้าใจว่ามีหลายดวงนั้น เพราะสำคัญผิดเลยไปยึดมั่นถือมั่นเอาอาการของจิต มาเป็นจิต จึงยากแก่การละความคิดนี้ได้ จึงเกิดความหลงว่าความคิดของตนนั้นถูกต้อง เพราะจิตของท่านผู้ปฏิบัติก็ยังยึดมั่นถือมั่นว่า ความคิดนี้ เป็นตัวเป็นตน อันนี้ต่างหากที่สำคัญ ขอให้ต่างฝ่ายต่างศึกษา และปฏิบัติให้ถูกต้องตามสอนของพระพุทธเจ้า ความเห็นขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องถือแบบของพระพุทธเจ้าเป็นหัวใจ ในส่วนของหลวงปู่มั่นนั้น เป็นแบบอย่างของครูบาอาจารย์ในทางกรรมฐานอย่างดีเลิศ เมื่อท่านผู้ปฏิบัตทั้งหลายทั้งที่เข้าใจว่าตนถูกก็ดี ผิดก็ดี หรือไม่ผิดไม่ถูกก็ดี ควรเปิดใจกว้างศึกษาในแนวคำสอนของท่านให้ถ่องแท้ ก็ไม่เสียหายอะไร มีแต่ประโยชน์แก่ตนเองทั้งสิ้น ในส่วนตัวของเราถือคติว่า "การปฏิบัติต้องทวนกระแสกิเลสเท่านั้น ถ้าปล่อยกาย วาจา ใจ ให้ใหลไปตามกระแสกิเลส ก็ยังไม่เห็นทางว่าจะตัดกิเลสขาดอย่างไรกัน
โดย: พราหมณ์ทศ IP: 124.122.227.98 วันที่: 2 ตุลาคม 2552 เวลา:23:58:13 น.
  
กราบเรียนพี่น้องญาติธรรมทั้งหลายนะครับ

กระผมอ่านมา พอจะงงๆเหมือนกัน

แต่อยากรู้อย่างเดียวว่า ทุกท่านในห้องนี้มีใครได้ อย่างต่ำพระโสดาบัน ขึ้นไปหรือยังครับ

ถามเรื่องนี้เรื่องเดียวครับ ขอบคุณมากครับ
โดย: คนธรรมดา IP: 117.47.194.167 วันที่: 22 ตุลาคม 2552 เวลา:8:00:16 น.
  
อ่า..
มารอฟังข้างบนเหมือนกันครับ

เอ....เงียบ

โมทนาคร้าบ
โดย: กามโภคี IP: 113.53.69.95 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2552 เวลา:0:16:01 น.
  
ท่านครับ
ที่ท่านต้องการรู้ว่า ใครในห้องนี้บรรลุพระโสดาบัน เพื่ออะไร???
ถึงท่านที่บรรลุพระโสดาแล้ว ท่านก็คงไม่บอกหรอกว่าท่านบรรลุถึงอะไร?

เพราะในพระวินัยบัญญัติไว้ชัดเจนว่า
การพูดอวดอุตริมนุษย์ธรรม ที่ไม่มีในตนนั้น ต้องอาบัติปาราชิก(หนัก)
ส่วนการพูดอวดอุตริมนุษย์ธรรม ที่มีในตนนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์เข้าให้(เบา)

ท่านที่ได้ภูมิธรรมชั้นพระโสดาบันนั้น ท่านมีศีลที่บริสุทธิ์
ท่านคงไม่คิดล่วงละเมิด พระบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว

ท่านพระอาจารย์หลวงปู่ดูลย์ ท่านเคยกล่าวไว้ว่า
"คนที่ไม่ได้เป็นหมอ ก็สอนให้คนอื่นเป็นหมอได้เช่นกัน"

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 28 พฤศจิกายน 2552 เวลา:10:34:28 น.
  
ขอแสดงความเห็นว่า ใครจะบรรลุถึงความเป็นพระโสดาบันหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง สิ่งทีคนธรรมดาถามมาก็เกิดจากความสงสัยครับ ไม่ผิดอะไรถือเป็นเรื่องปกติ ผมก็สงสัยแบบท่านเช่นเดียวกัน แต่ให้ความเห็นว่า จะเป็นพระโสดาบันหรือไม่ ก็สามารถสนทนาธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ครับ เมื่อศึกษาธรรมให่ถ่องแท้แล้วย่อมเข้าใจตรงนี้ครับ ถ้าไม่มีการสนทนาธรรม หรือเผยแพร่ธรรมที่เรียกว่าธรรมแท้ ต่อไปข้างหน้าก็จะเกิดสัจธรรมปฏิรูปมากมาย และมีการบิดเบือนจนคนทั้งหลายเข้าใจผิด คิดว่าเป็นธรรมของพระพุทธเจ้า นี่คือเหตุแห่งความเสื่อม ดังนั้นทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ ก็ขึ้นชื่อว่าได้ทำหน้าที่ในการสืบทอดความรุ่งเรืองให้กับพระศาสนาครับ ขอโมทนาด้วยครับ สาธุๆๆๆๆๆๆ
โดย: พราหมณ์ทศ IP: 124.122.227.33 วันที่: 1 ธันวาคม 2552 เวลา:11:10:42 น.
  
อีกนิดนึง ถึงแม้เราไม่บรรลุอะไรเลย แต่ถ้าเราเดินให้ตรงต่อพระพุทธเจ้าและปฏิบัติให้ตรงตามคำสอนของพระองค์ และประกอบด้วยความเพียร ไม่บิดเบือนคำสอนของท่าน (สมาธิ) เราก็มีโอกาสได้บรรลุมรรคผลเช่นกันไม่มากก็น้อย มรรคผลก็อยู่ที่กายกับใจนี่เอง ถ้าปฏิบัติถูก

ผมเข้าใจว่า ท่านธรรมภูตก็กำลังทำรักษาธรรมแท้ ที่ไม่บิดเบือนไปจากคำสอนพระพุทธองค์ ขอโทษด้วยไม่ได้เชียร์ใคร แต่ว่าตามเนื้อผ้าโดยธรรม ผู้มีปัญญาที่เป็นมนุษย์ธรรมดาแบบเราๆ ไม่ได้วิเศษเลิศเลออะไรก็ลองพิจารณาดูเถิด
โดย: พราหมณ์ทศ IP: 124.122.227.33 วันที่: 1 ธันวาคม 2552 เวลา:11:55:05 น.

Nujoy.BlogGang.com

ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]