ตี๋หล่อมีเสน่ห์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็แค่คนๆหนึ่งที่ชอบดูหนัง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้อัพเดตข้อมูลอะไรเพิ่มแล้วนะครับ


Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
27 ธันวาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ตี๋หล่อมีเสน่ห์'s blog to your web]
Links
 

 
ประสบการณ์ดีๆกับภาพยนตร์ 16 เรื่องที่เข้าฉายในเทศกาล The European Union Film Festival 2006 ตอนที่ 2

เกริ่นนำกันหน่อย (ตอนที่ 2)

ความรู้สึกผมกับบรรยากาศการชมภาพยนตร์ในเทศกาลครั้งนี้

ทุกครั้งที่ผมดูหนังเทศกาล จัดขึ้นที่โรงหนังเอสเอฟซีนีม่า สาขาเอ็มโพเรี่ยม ผมค่อนข้างสบายใจบอกไม่ถูก...ไม่ว่าคนจะมากหรือน้อยก็ตามในแต่ละรอบ เนื่องมาจากมารยาทของผู้ชมครับ ซึ่งส่วนมากเป็นชาวต่างชาติเกินครึ่ง แต่ก็มีคนไทยให้ความสนใจพอสมควร โดยภาพรวม ผมดูหนังอย่างไม่ต้องห่วงเรื่องคนจะเอาเท้ามาเตะพนักเก้าอี้ เสียงพูดคุย หรือสัญญาณโทรศัพท์ เพราะผู้ชมเกือบทั้งหมด...มีความตั้งใจมาดูอยู่แล้ว งวดนี้เลยดูหนังอย่างไม่ต้องพะวงอะไรมากนัก

พูดคุยเรื่องโปรโมชั่นกันหน่อย

จากที่เคยพูดไว้ตั้งแต่เกริ่นนำตอนที่ 1 ว่า The European Union Film Festival 2006 ครั้งนี้ ราคาตั๋วหนังคือ 90 บาทต่อเรื่อง ในขณะเดียวกัน สำหรับคอหนังที่ต้องการดูหลายเรื่อง ทางเจ้าหน้าที่เทศกาลก็มีโปรโมชั่นแบบดู 5 เรื่องในราคาเพียง 390 บาทเท่านั้น แถมซื้อโปรโมชั่น 1 ชุด...ยังมีคู่มือประกอบเทศกาลที่รวมรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของเทศกาลหนังครั้งนี้ รายชื่อหนังทั้งหมด (พร้อมเรื่องย่อและภาพประกอบ รวมทั้งตารางการฉายหนังทุกเรื่อง) ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ หมวกครับ ซื้อโปรโมชั่น 1 ชุด แถมหมวก 1 ใบ ผมเลยซื้อมา 2 ชุดซะเลย ก็ได้หมวก 2 ใบตามระเบียบ (ตอนหลังกะมาซื้ออีกชุด ดันหมดก่อน โปรโมชั่นขายดีเหลือขนาด) แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ซื้อโปรโมชั่น เขาก็มีแจกแผ่นพับที่รวมรายชื่อและเรื่องย่อของหนังทุกเรื่องไว้ให้อ่านกันด้วยนะครับเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ว่าแล้วก็ดูรูปประกอบข้างล่างได้เลยกับรูปหมวกและเอกสารประกอบเทศกาล



สมุดเล่มนี้ คือ คู่มือรายละเอียดที่ผมได้กล่าวไว้ครับ เนื้อหาด้านในจะรวมประวัติความเป็นมาของเทศกาลหนังครั้งนี้ เรื่องย่อและภาพประกอบของหนังทุกเรื่อง และตารางการฉายหนัง

กระดาษแผ่นนี้ คือ แผ่นพับที่เล่ารายละเอียดย่อๆของหนังทุกเรื่องพร้อมภาพประกอบ (และตารางการฉายหนัง)

ส่วน 2 เล่มนี้ คือ โปรโมชั่น (ที่ผมได้กล่าวไว้) โดยจะมีคูปองแลกตั๋วหนังแนบอยู่ด้านใน เล่มละ 5 เรื่อง (อยากดูเรื่องอะไร ก็เอาคูปองไปแลก)

พูดคุยหนังที่ได้ดูมา (ตอนที่ 2)

ในตอนที่ 2 นี้ ผมได้ดูหนังมาอีก 8 เรื่องครับ งั้นเรามาดูกันเลยว่า ผมได้ดูเรื่องอะไรมาบ้าง หมายเหตุ ข้อความที่ผมเขียนไม่ได้ตีความลึกซึ้งอะไรมาก สรุปความรู้สึกสั้นๆ และมีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังด้วยนะครับ (ถ้ามีความเห็นไม่ตรงกันก็พูดคุยกันได้นะครับ)

***ความหมายของคะแนน***
8.0/10 คะแนน - รู้สึกดีและประทับใจใน "หลายๆอย่าง" ของหนังเรื่องนั้น คุ้มค่าทั้งเงินและเวลา (ดีใจที่ได้ดู...ในความรู้สึกผมนะ) ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีและประทับใจขึ้นไปอีก
7.0/10 คะแนน - ผมรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ ถ้าคะแนนมากกว่านี้...ก็ชอบขึ้นไปอีก
6.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่ทำให้พอใจขึ้นมาระดับนึง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็พอใจขึ้นไป
5.0/10 คะแนน - เฉยๆนะ แต่ก็ยังโอเคอยู่บ้าง ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกดีขึ้นไป
4.0/10 คะแนน - หนังมี "อะไรบางอย่าง" ที่เริ่มรู้สึกเสียอรรถรสในการชมไป ถ้าคะแนนมากกว่านั้น...ก็รู้สึกเสียอรรถรสน้อยลงไป
3.0/10 คะแนน - ผมรู้สึกผิดหวังขึ้นมา ถ้าคะแนนมากกว่านี้...ก็ผิดหวังน้อยลงไปนิดหน่อย
2.5/10 คะแนน - หนังมีอะไร "หลายอย่าง" ที่ควรปรับปรุง ทำให้รู้สึกผิดหวังมากขึ้น เริ่มไม่คุ้มค่าเงินและเวลา และถ้ายิ่งคะแนนต่ำลงไปมากเท่าไหร่...ก็ยิ่งรู้สึกว่า ผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น





Le Petit lieutenant (Little Lieutenant)

★★★★★★★★★★ 7.0/10

ชายหนุ่มไฟแรงเพิ่งจบจากโรงเรียนตำรวจที่นอร์มังดี Antoine เขาฝันอยากเป็นตำรวจสอบสวนในกรุงปารีส ในที่สุด Antoine ก็ได้ร่วมทีมชุดสอบสวนซึ่งมีหัวหน้าหญิงอย่าง Caroline (ที่เพิ่งกลับเข้างานใหม่อีกครั้ง) หลังจากเกษียณตัวเองจากงานไปชั่วคราวเนื่องจากอาการติดเหล้าและเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง ทั้งสองติดตามคดีฆาตกรรมรายหนึ่งอยู่ แล้วความทรงจำในอดีตบางอย่างของ Caroline (ระหว่างการสืบสวนคดี...ก็กลับมาหาเธออีกครั้ง เมื่อเธอได้ร่วมทำงานกับ Antoine) จริงๆ สิ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้...ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมที่ทีมชุดสืบสวนสอบสวนกำลังแกะรอยอยู่ในกรุงปารีสเลยเพราะตัวหนังไม่ได้เน้นความความตื่นเต้นตรงนั้น แต่กลับชอบความสัมพันธ์ของนายตำรวจที่เพิ่งจบใหม่ Antoine กับหัวหน้าทีมหญิงคุมคดี Caroline ที่ทำงานร่วมกันมากกว่า และก็แปลกอีกอย่างที่ผู้กำกับ Xavier Beauvois ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดความสัมพันธ์ตัวละครทั้งสองให้ดูลึกซึ้งมากมาย...กับสถานการณ์ตรงๆ บางครั้งเหมือนมันจะผิวเผินด้วยซ้ำ แต่ปมอดีตลูกชายของ Caroline ซึ่งเสียชีวิตไปนานแล้วกับตัว Antoine เองในปัจจุบันที่น่าจะมีอายุไล่เลี่ยกันนั้น...หนังมีวิธีนำเสนอให้ Caroline มีวิธีการพูดจา การดูแล และการสอนสั่ง Antoine ในทำนองแม่ลูกได้แปลกตาดี เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ห่างๆแต่ใกล้ชิดกันตลอด...ยกเว้นในเรื่องงาน (พูดกันจริงๆ ผมนึกถึงอารมณ์หนังตุรกี Uzak ขึ้นมาเล็กๆกับความสัมพันธ์ห่างๆแบบนี้) ทีแรก ผมยังคิดไปไกลด้วยว่า มันจะเกินเลยถึงขั้นความรักต่างวัยหรือเปล่า แต่ไม่ใช่ และในตอนท้ายเรื่อง ปมอดีตของ Caroline เกี่ยวกับลูกชายเธอ...ก็โดนตอกย้ำอีกครั้งกับสิ่งที่ Antoine ได้เจอตอนท้าย ที่ผมชอบมากที่สุดอีกอย่างก็คือ ความสมจริงกับชีวิตประจำวันในการเป็นตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นช่วงทำงาน ช่วงพัก ปัญหา ทุกอย่างมันดูเรียบก็จริง แต่กลับสมจริงมาก อีกทั้งบรรยากาศในหนังก็เป็นแบบเรื่อยๆมาเรียงๆกับทุกๆอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นคร่ำครวญ ตื่นเต้น เสียใจ ดีใจ ทุกอย่างมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่กลับมีเสน่ห์ในตัวของมันเองได้เหมือนกัน สุดท้ายครับ Nathalie Baye ในบท Caroline คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากการประกาศผลรางวัลสูงสุด ซีซาร์ ของประเทศฝรั่งเศสเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตการแสดงของเธอ (เธอแสดงได้ดีครับ) ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ The Beat that My Heart Skipped คว้าภาพยนตร์ยอดเยี่ยมซีซาร์ไปครอง





On a clear day

★★★★★★★★★★ 5.5/10

Frank ชายวัย 55 ปีที่โดนออกจากงาน เขาเวิ้งว้าง และไร้ทิศทางที่จะเดินต่อ แต่ก็แน่และหยิ่งพอที่จะไม่ขอคำชี้แนะจากใคร เขามีลูกชายซึ่งแต่งงานออกไปมีครอบครัวแต่ยังไปมาหาสู่กันอยู่ (แม้จะไม่ค่อยลงรอยกับลูกชายก็ตาม) Frank อยู่กับภรรยากันสองคน แต่เขาก็ยังได้เพื่อนอีกกลุ่มที่คอยให้กำลังใจและคลุกคลีด้วยกันตลอดเวลา ในที่สุด เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาจึงตั้งปณิธานที่จะว่ายน้ำผ่านช่องแคบอังกฤษเพื่อเรียกความเชื่อมั่นในตัวเองกลับมาอีกครั้ง จริงๆ ประเด็นเกี่ยวกับกำลังใจเพื่อพิชิตฝันไปให้ถึงฝั่งนั้น...หนังสร้างอารมณ์ได้เหมือนกัน แต่ยังไม่ชัดเจนตลอดทั้งเรื่องเพี่อเรียกความประทับใจและอารมณ์ร่วมจากคนดู อาจเป็นเพราะอารมณ์โดยรวมของหนัง...ยังดูเนือยๆเรื่อยๆอยู่ ทั้งที่มีฉากที่ผมชอบมากอยู่หนึ่งฉากแล้วในหนัง...ช่วงที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขา นั่นคือ ฉากที่ Frank เห็นเด็กพิการกระโดดลงว่ายน้ำ ตรงนั้นเป็นแรงผลักดันให้เขาได้ดี (และตรงจุดนี้เอง...ที่ทำให้ผมนึกถึงหนังของแอนโทนี่ ฮ๊อพกิ้นส์ The World’s Fastest Indian ขึ้นมาเพราะแรงบันดาลใจตรงนั้นทำออกมาได้นุ่มนวลและรู้สึกดีตลอดเรื่องมากกว่า แถมยังทำได้ผลด้วย) ในส่วนของอารมณ์ขัน...หนังทำได้ดีกับวินาทีที่ Frank อยู่กับสหายในก๊วนเขา (และชวนให้นึกถึงมุกต่างๆของคนตกงานใน The Full Monty ขึ้นมาบ้าง) ส่วนปัญหากับชีวิตของ Frank ที่ไม่ลงรอยกับลูกชายของตนเองนั้น...ตัวหนังทำได้ดีเหมือนกัน นักแสดงสองคนในเรื่องที่ผมรู้สึกประทับใจก็คือ Brenda Blethyn ในบทภรรยาแสนดีของ Frank เธอแสดงบทหญิงที่เข้าใจทั้ง Frank และลูกชายของเธอได้ดี อีกคนที่ขโมยความเด่นได้ ก็คือ Billy Boyd ในบท Danny (เพื่อนของ Frank) ฉากในเมือง Glasgow ค่อนข้างดูเหงาแบบหนาวๆดี (ถ้าใครได้ดู AE Fond Kiss น่าจะจำบรรยากาศเมืองนี้ได้) สุดท้ายครับ ฉากที่ผมประทับใจมากที่สุด ก็อยู่ตอนที่ลูกชายไปยืนรอรับ Frank ที่จุดหมายเส้นชัย ฉากที่ลูกชายเอื้อมมือไปคว้าแขน Frank แล้วโอบไหล่เดินขึ้นมาด้วยกัน...ภาพนี้ให้ความรู้สึกดี ที่ชอบก็เพราะตัวหนังสร้างความสัมพันธ์ของพ่อลูกได้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อารมณ์หนังมันเลยได้





Ondskan (Evil)

★★★★★★★★★ 9.0/10

Erik เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่โดนไล่ออกจากโรงเรียนเพราะเที่ยวไปมีเรื่องชกต่อย (อย่างรุนแรง) กับเพื่อนชั้นเดียวกันในโรงเรียนอยู่บ่อยๆ สาเหตุที่เขาเป็นเด็กมีปัญหาและระบายออกด้วยกำลัง ส่วนนึงก็เพราะครอบครัวที่ไม่ค่อยสมบูรณ์เนื่องจากเมื่อเขากลับบ้านทีไร มักจะเจอพ่อเลี้ยงซาดิสซ์ลงโทษเฆี่ยนหลังเขาเสมอ...ในกรณี Erik ไม่เชื่อฟังคำสั่งหรือพ่อเลี้ยงได้ยินความผิดที่เขาก่อไว้จากโรงเรียนจนสร้างความอับอายให้แก่ครอบครัว ที่แปลก คือ Erik ไม่เคยโต้ตอบพ่อเลี้ยงเลยและเก็บความกดดันนี้ไประบายออกที่โรงเรียนแทน คนเดียวที่เข้าใจ Erik ก็คือแม่แท้ๆของเขา แต่เธอก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากนั่งเล่นเปียโนเพื่อกลบเสียงฟาดหลัง...ทุกครั้งที่ Erik โดนพ่อเลี้ยงปิดประตูห้องเฆี่ยน ในที่สุด เธอตัดสินใจส่ง Erik ไปอยู่โรงเรียนประจำ Stjärnberg ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไป และย้ำกับลูกชายว่า นี่คงเป็นสถานที่สุดท้ายแล้วเพราะถ้ายังมีเรื่องอีก ประวัติการเรียนและพฤติกรรมของเขาจะไม่สามารถพาเขาเข้าเรียนต่อที่ไหนได้อีกต่อไป ที่นี่เอง Erik จึงกลับตัวเป็นคนใหม่ ตั้งใจเรียน และไม่สุงสิงกับใครเพื่อเป็นเหตุยั่วยุให้เกิดปัญหา ยกเว้นเพื่อนร่วมหอ (เด็กเรียนใส่แว่น) ชื่อ Pierre ที่ Erik พูดคุยและสนิทด้วย แต่เรื่องไม่หยุดอยู่แค่นี้เพราะ Erik ยังต้องพบกับกฎระเบียบเคร่งครัดที่สืบทอดมาเป็นเวลานานของสถาบันแห่งนี้ นั่นคือ รุ่นพี่และกลุ่มนักเรียนสังคมชั้นสูงมีสิทธิ์ขาดและอำนาจเหนือกว่ารุ่นน้อง เมื่อรุ่นพี่สั่งอะไร...ก็ต้องทำตาม ใครฝ่าฝืนต้องโดนลงโทษตามระเบียบที่ประธานอาวุโสวางกฎไว้ (ในส่วนของการลงโทษสำหรับพวกที่แข็งข้อ...จะมีห้องพิจารณาคดีไว้ไตร่สวน โดยคุณครูจะไม่ยุ่งเกี่ยวจุดนี้มากนัก ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร) และถ้าใครทำร้ายรุ่นพี่...โดนเชิญออกสถานเดียว หนังที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของวัยรุ่นส่วนใหญ่...มักจะเน้นไปที่ความเกเร การไม่ยอมเรียน ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ และมีฉากตีรันฟันแทงเป็นฉากใหญ่ๆให้คนดูเห็น หลังจากนั้น จะมีเหตุการณ์รองๆจากผลของความเลือดพล่านเข้ามา...และทำให้ตัวละครคิดใหม่ได้ ส่วนบทสรุปก็แล้วแต่ว่า จะเกิดความสูญเสียหรือพบทางสว่างในตอนท้าย

แต่หนังเรื่องนี้ต่างออกไปเพราะกฎเกณฑ์ของรุ่นพี่ที่นี่เป็นเหมือนปัจจัยที่ทำให้ Erik ต้องหักห้ามความเป็นอันธพาลหัวรุนแรงเอาไว้...ด้วยการยอมรับต่อคำค่อนขอดประชดประชันต่างๆจากรุ่นพี่ว่า เป็นพวกขี้แพ้ เพราะ Erik ไม่อยากทำให้แม่เสียใจ เขาจึงจำทน แต่บทสรุปท้ายที่สุดจะจบลงแบบไหน ผู้ชมคงต้องตามไปชมกันนะครับ แม้ Ondskan มีทิศทางหนังวัยรุ่นชายที่เล่นกับปัญหาชีวิตและความรุนแรงแบบที่คนดูคุ้นตาอยู่ (แถมผมยังรู้สึกว่า บางครั้งความรุนแรงในเรื่อง...ยังดูน้อยไปในบางอารมณ์ด้วย) แต่เรื่องนี้เป็นการศึกษาจิตวิทยากับความรุนแรงได้ดีในกลุ่มวัยรุ่นชาย “ที่เล่าเรื่องพร้อมมุมมองบางอย่างได้แตกต่างจากหนังวัยรุ่นยกพวกตีกันเรื่องอื่นๆ” ผ่านบททดสอบจากปัจจัยต่อต้านทั้ง 5 ความได้อย่างพอเหมาะ นั่นคือ ความกลัว ความเกลียด ความอดทน ความยับยั้ง และความกดดัน สิ่งที่ชอบอย่างมากก็คือ บรรยากาศในโรงเรียนและฉากต่างๆที่ดูเก่าแก่ตามยุคตามสมัยในแบบ Nordic ดี (การย้อนยุคในแบบสแกนดิเนียเวียที่ผมรู้สึกตามได้กับช่วงเวลาของหนัง) ในบางมุมของสถานที่และบรรยากาศในโรงเรียนประจำ Stjärnberg ยังทำให้ผมนึกถึงหนัง Dead Poets Society ขึ้นมาเล็กๆน้อยๆอีกด้วย คราวนี้ขอพูดถึงฉากในหนังบ้างนะครับเพราะประทับใจ อัดอั้นและมันส์ในหลายเหตุการณ์ หนึ่ง ผมชอบบรรยากาศโรงอาหารเวลาที่นักเรียนทุกคนนั่งพร้อมหน้ากินข้าวกัน ผู้กำกับ Mikael Håfström หาฉากได้ดูคลาสสิคดี อีกอย่างคือ พอถึงเวลากินข้าวที่นี่ทีไร เดี๋ยวต้องเกิดเหตุไม่ดีขึ้นแน่ๆ และก็จริงทุกครั้งกับความผิดที่ลงโทษรุ่นน้องบางคนแบบไม่เป็นธรรมจากรุ่นพี่ Otto และ Dahlén เช่น หาท่อนเหล็กเล็กๆฟาดไปที่ศีรษะหรืออาจชกหน้าแทน (บางที มันแรงไปจนผมยังโมโหแทน) นอกจากนี้ Erik ยังเคยโดนแกล้งด้วยการมัดมืดมัดเท้าให้นอนอยู่กลางลานสนามที่ไม่มีคนเห็นตอนกลางคืน ก่อนไป พวกรุ่นพี่ยังเอาน้ำเย็นสาด Erik ให้เขานอนสั่นเปียกทั่วตัวท่ามกลางน้ำค้างตอนกลางคืนที่อุณหภูมิราวศูนย์ (เรื่ององศาผมเดานะเพราะสังเกตจากตัวละครพูดเป็นควันและอยู่ในแถบสแกนดิเนเวีย ประเทศสวีเดนด้วย) โชคดี Marja (สาวทำครัว ที่ Erik แอบหลงรัก) มาเห็นและช่วยไว้ทัน

ฉากต่อมาก็คือ ตอนที่ Erik ขัดขืนไม่ยอมฟังคำสั่งรุ่นพี่ จนคืนหนึ่ง...ขณะที่เขานอนอยู่ในหอกับ Pierre รุ่นพี่แอบย่องเข้ามาในห้องแล้วเอาถังผสมอุจจาระเป็นก้อนๆกับน้ำปัสสาวะคละกันประมาณครึ่งถัง สาดเข้าไปในห้องจนหมดถัง ทุกสิ่งทุกอย่าง...กระเด็นไปโดนทั้งตัว Erik และ Pierre ที่กำลังนอนอยู่ พอเปิดไฟในห้องมา (แทบจะอวกกับภาพที่เห็นเลยครับ ทั้งน้ำทั้งเศษทั้งก้อน...กระจายเลอะเกลื่อนไปทั่วห้อง) อีกสถานการณ์หนึ่งก็คือ เนื่องจาก Erik มีความสามารถด้านว่ายน้ำ เขาแข่งขันในโรงเรียนจนชนะเป็นที่หนึ่ง จึงมีกฎว่า เขาได้รับการยกเว้นกฎข้อบังคับจากรุ่นพี่ พวกอาวุโสคราวนี้จึงทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว ความเกลียดชังจึงลงไปที่ Pierre อย่างเดียวแทน (เพื่อแหย่ให้ Erik ทนไม่ไหว) กับฉาก Pierre โดนเรียกตัวไปลานสนามข้างโรงเรียน นั่นก็คือ เขาจะโดนรุ่นพี่รุมชกต่อย ต่อหน้านักเรียนที่มาร่วมเชียร์ แล้ว Pierre ก็โดนจนน่วม เละไปเกือบทั้งหน้า (ตามกฎ ถ้าใครโดนเรียกตัวแล้วไม่ไป จะโดนล้อให้เป็นที่อับอายทั้งโรงเรียนว่า ขี้ขลาด ซึ่งก่อนหน้านี้ Erik ก็เคยหลบหน้าไม่ไปเพราะไม่อยากมีเรื่อง เขายอมให้เป็นขี้ปากชาวบ้านนั่นเอง) มีอยู่ครั้งนึงที่ Erik โทรไปหาแม่ ทำนองจะบอกแม่ว่า เขาคงทนต่อไปไม่ไหวและพร้อมจะมีเรื่องในวันที่ Pierre โดนซ้อมที่ลานสนาม แต่คิดไปคิดมา ทันทีที่ได้ยินเสียงแม่ เขาจึงวางสาย และต้องอดทนต่อไป พฤติกรรมของ Erik ตรงนี้คือ มุมมองของวัยรุ่นที่เสมือน “การแก้ปัญหาในทางที่ดีได้ด้วยตัวเอง” (กระทั่งยอมโดนบุหรี่จี้ที่หน้าอกแทน ขณะที่ Pierre โดนแกล้งจับแก้ผ้า) ยังไงก็ตาม คนเราต้องมีวันที่กลั้นไม่อยู่ และวิธีการของ Erik หลังจากนั้น...ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น มันเป็น "การปลดปล่อยระเบิดที่ฝังอยู่ในใจ" ได้อย่างมีเหตุและผลดีครับ ผมชอบช่วงท้ายที่ Erik ไม่ทนอีกต่อไปจนระเบิดออกมา สองฉากที่ทำได้ถึงพริกก็คือ เขาพูดเสียงแข็งแต่เบากับพ่อเลี้ยง...เชิงเอาเป็นเอาตายแน่ ทำนองจะไล่พ่อเลี้ยงซาดิสซ์ออกจากบ้าน ถ้ามาทำอะไรกรูอีก มรึงตาย (สะใจมากๆ) พ่อเลี้ยงอึ้งยืนมือไม้สั่นและงงกับคำพูดที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน

และยิ่งฉากที่ Erik ท้ารุ่นพี่ตัวแสบสามคน Otto Dahlén และ Johan มาที่ลานวัดความกล้าข้างโรงเรียนด้วยตนเอง ทั้ง 3 มาพร้อมความมั่นใจ นักเรียนมาเชียร์กันเต็มโรงเรียน Erik พูดว่า คนนึงจะต้องจมูกหัก คนนึงจะต้องขาหัก ทันทีที่เริ่ม ทุกอย่างจบลงอย่างที่เขาพูด ส่วน Otto ซึ่งเป็นพี่ใหญ่สุดถึงอึ้งกับภาพที่เห็น เงียบ ไม่กล้าชกตอบ แล้วก็อุ้มเพื่อนอีกสองคนกลับห้อง เขาเป็นคนเดียวที่ไม่โดน (สำหรับ Otto คนดูจะเห็นในตอนท้ายว่า ในที่สุด เขาก็เจอบททดสอบความกล้าอย่างรุนแรงที่สุดเมื่อ Erik คิดจะทำอะไรบางอย่างกับเขาในป่าตามลำพัง Otto ถึงกับสั่นกลัวตายจนอวกออกมา) พูดถึงนักแสดงในเรื่อง Andreas Wilson ในบท Erik ถ้าดูดีๆเขามีส่วนผสมความเป็นเจมส์ ดีนอยู่เล็กๆนะ และแม้จะเป็นการแสดงเรื่องแรกของ Andreas Wilson ที่ผ่านการคัดเลือกจากตัวเลือกนับร้อยก็ตาม แต่เขาให้การแสดงได้พอดีและเป็นธรรมชาติ (ไม่มากไม่น้อยไป แต่บางทีก็คิดเหมือนกันนะครับว่า ถ้าเขาใส่อารมณ์ในบางฉากได้มากกว่านี้ ก็อาจจะดีเหมือนกัน) ส่วนนักแสดงรุ่นพี่อาวุโสอีกสองคน Gustaf Skarsgård ในบท Otto และ Jesper Salén ในบท Dahlén ต่างมีนาทีที่น่าจดจำกับความร้ายกาจในมาดผู้ดีด้วยกันทั้งนั้น และฉากจบสุดท้ายของหนังที่ Erik ขี่จักรยานผ่านไปทัก Pierre ก่อนจะจากไป...เป็นฉากจบเรียบๆของหนังที่ผมรู้สึกดีเป็นที่สุด สุดท้ายครับ แม้ช่วงที่ Erik ต้องยอมทนรุ่นพี่ตอนเข้ามาเรียนใหม่ๆ แต่หลังจากที่รุ่นพี่เอาถังอุจจาระผสมปัสสาวะมากมายสาดขณะที่เขาเผลอหลับอยู่ Erik ก็ยังได้ใจผมไปเต็มๆ เมื่อเขาเดินกลับไปหารุ่นพี่ในคืนวันหลังขณะรุ่นพี่กำลังหลับอยู่เช่นกัน...พร้อมการกระทำอะไรบางที่สะใจผมมาก
และนี่คือหนังที่เคยเข้ารอบเป็น 1 ใน 5 เรื่องสุดท้ายเพื่อชิงออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมเมื่อปี 2004 แต่ในวันประกาศผล Les Invasions barbares จากแคนาดาได้ไป ยังไงก็ตาม หนังเรื่องนี้มีดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย





Dázd padá na nase duse (The Rain falls on our souls)

★★★★★★★★★★ 4.5/10

หนังจากประเทศสโลวาเกียเรื่องนี้เล่าเรื่องของนักโทษคนหนึ่งที่หนีออกจากคุกมา Joko เขาขโมยรถที่ดันมีเด็กหญิงแก่นๆ Kika นั่งอยู่ด้านหลังด้วย เธอเลยเปรียบเสมือนตัวประกันไปโดยปริยาย ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจากเกลียดกัน...ก็เปลี่ยนเป็นความเข้าใจ หลังจากอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง สุดท้ายแล้วนักโทษ Joko จะลงเอยเช่นไร แปลกนะครับที่ Joko และ Kika ต่างก็เจอเรื่องราวต่างๆ เช่น ชายแก่บ๊องๆที่มีเรื่องเล่าอภิหารและความเชื่อเหนือจินตนาการบอกกับ Joko และ Kika ช่วงที่ทั้งสองหลบซ่อนตัว...จนถึงฉากที่ชายแก่โดนตำรวจยิงตาย แล้วอยู่ดีๆ...ก็เหลือเพียงหมวกใบเดียวที่เขาสวมอยู่หล่นลงบนพื้น (ส่วนร่างกายอันตรธานหายไป) เป็นต้น แต่ผมว่า ผู้กำกับ Vlado Balco ยังเล่าเรื่องราวเหนือจินตนาการตรงนี้ได้เบาไป ความเหนือจริงเลยยังไม่เข้ากับตัวหนังเท่าไหร่ ถ้าจะเป็นความขัน...ก็ยังไปไม่เต็มที่มากนัก เพียงแต่ดูได้เรื่อยๆมากกว่า หรือถ้าจะเป็นความประทับใจจากความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง...หนังยังทำได้ไม่ถึงขนาดนั้นอีกเช่นกัน ทั้งที่ผมก็ชอบความสัมพันธ์ในแบบผู้ใหญ่นิสัยซื่อเจอกับเด็กแก่นนิดๆกล้าหน่อยๆในอารมณ์ใสๆนะ แต่เรื่องนี้ยังขาดความสัมพันธ์ลึกๆที่ทำให้คนดูเฝ้าติดตามได้อยู่ ยังไงก็ตาม มีอยู่สองฉากที่ผมชอบ หนึ่งก็คือ ฉากที่ Joko กับ Kika หนีลงไปเล่นน้ำด้วยกันท่ามกลางสายฝน หนังถ่ายภาพในลักษณะสโลโมชั่นกับการเล่นน้ำได้บรรยากาศดี อีกฉากก็คือ ตอนที่ Joko กำลังจะมีอะไรกับแม่ของ Kika ก่อนที่ Kika เข้ามาเห็น ส่วนฉากสุดท้าย ถือว่า สรุปได้ดีระดับนึงที่สะพานเมื่อ Joko ไม่รู้จะทำยังไงเพราะโดนตำรวจล้อมหน้าล้อมหลังไว้ เขาเลยปีนขึ้นไปบนสะพาน แล้วโดนตำรวจยิงตกจากสะพาน น่าเสียดายก็ตรงเหตุการณ์ต่างๆช่วงการหลบหนีกลางเรื่อง หนังน่าจะผสมผสานเรื่องราวให้น่าติดตามและประทับใจได้มากกว่านี้ เพราะไม่งั้น 2 อย่างสำคัญ นั่นคือ สิ่งที่สาวน้อย Kika จินตนาการไว้ว่า บางอย่างจะเป็นจริงกับข้อความในกระดาษแผ่นหนึ่ง และฉากสุดท้ายที่ Joko หนีตายอยู่บนสะพาน คนดูจะรู้สึกดีกว่านี้แน่นอน





Blue Moon

★★★★★★★★★★ 7.5/10

Johnny Pichler หนุ่มออสเตรียกิ๊กก๊อกได้รับการว่าจ้างนำเงินไปส่งต่อให้มาเฟียบริเวณจุดนัดหมายชายแดนสโลวาเกีย แต่เกิดเหตุไม่คาดคิดเมื่อเขาถูกมาเฟียบังคับให้ขึ้นรถเนื่องจากมาช้า ในระหว่างนั้นเอง หญิงสาวบริการหุ่นบางคนหนึ่ง Shirley ที่มากับมาเฟียด้วยกันและนั่งรออยู่ในรถข้างคนขับ อาศัยจังหวะมาเฟียเผลอ เอาเสปรย์น้ำยาฉีดใส่หน้าเขาจนตาพร่า แสบไปหมด ทั้ง Johnny และ Shirley อาศัยจังหวะชุละหุเชิดรถมาเฟีย แล้วขับหนีไปด้วยกันอย่างไม่ทันตั้งตัว จากชายแดนออสเตรียก็เข้าสู่สโลวาเกีย ทั้ง Shirley และ Johnny มีเงินสดของมาเฟียติดตัวมาด้วย...จากเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อกี้ ทั้งคู่แบ่งเงินกันคนละครึ่งและเดินทางไปด้วยกันแบบไม่รู้จักพื้นเพของแต่ละฝ่าย ขณะเดียวกัน ก็พยายามหาทางขายรถ แต่ก็ไม่สำเร็จซะที จนวันต่อมา Shirley แอบจาก Johnny ไปอย่างเงียบๆโดยไม่ได้บอกลาสักคำ เธอเอารถไป แล้ววางเงินส่วนแบ่งของเธอทิ้งไว้ให้ Johnny บนเตียง…เป็นค่ารถที่เธอเอาไป สิ่งเดียวที่ Johnny มีเกี่ยวกับตัว Shirley ก็คือ รูปถ่ายของเธอ…พร้อมชื่อเมืองในประเทศยูเครน Lviv ด้วยความรักที่เหมือนงอกเงยขึ้นมาอย่างเงียบๆในตัว Johnny แบบไร้ความหวังเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น Johnny จึงออกติดตามหญิงสาวลึกลับคนดังกล่าวเข้ายูเครนพร้อมกับเพื่อนเพี้ยนๆอีกคน Ignaz เพื่อนเพี้ยนๆคนนี้อ้างว่า เขามีธุรกิจนำเข้าส่งออกรองเท้าในยูเครนด้วย แต่กลับมีพฤติกรรมปรับตัวเข้ากับสภาพสังคมแบบคอมมิวนิสต์ได้ยากเย็นเหลือทน ไม่นานนัก Ignaz ก็ดันหายตัวไปอีก Johnny จึงออกตามหา Shirley เพียงลำพัง ในที่สุด เขาก็พบหญิงหน้าตาคล้าย Shirley อย่างมากคนหนึ่ง (เพียงแต่ต่างกันเรื่องทรงผมเท่านั้น) เธอชื่อ Jana มีอาชีพขับรถแท็กซี่ Jana บอกว่า Shirley คือพี่สาวเธอเองและได้หายตัวไปเมื่อหลายเดือนก่อน

แล้วเรื่องราวพิลึกอัศจรรย์ต่างๆหลังจากนั้นก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่พระจันทร์สองดวงโคจรมาพบกันอย่างที่ Shirley กล่าวในฉากเดินลงบันไดต้นเรื่องและซ้ำฉากเดิมอีกครั้งในตอนจบ เป็นหนังที่มหัศจรรย์มากเรื่องหนึ่งกับมุมมองความรักเชิง Road Movie ในบรรยากาศแปลกตาและยากที่จะเดาเหตุการณ์ได้ทั้งหมด ที่โดดเด่นเป็นที่สุดของที่สุดก็คือ สถานที่ในเรื่อง เพียงแค่ฉากขึ้นต้นมา คนดูต้องอึ้งไปกับภาพบันไดที่ Shirley เดินลงมา (เพราะมันเคยอยู่ในหนัง Battleship Potemkin ที่ผู้กำกับ Sergei M. Eisenstein เคยถ่ายทำไว้) ผู้กำกับ Andrea Maria Dusl เลือกสถานที่ได้ดีตั้งแต่ต้นยันจบเรื่อง แถมถ่ายอารมณ์และบรรยากาศยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะเมือง Lviv ในยูเครน มันสวยงามปนเหงาไปพร้อมๆกันดี ตัวหนังสื่อถึงความต่างระหว่างโลกตะวันตกและโลกตะวันออกผ่านความรักและการเดินทางได้ชัดเจนด้วย ความลึกลับปนฉงนสนเท่ห์แบบลูกล่อลูกชนตามความสัมพันธ์ของ Johnny กับสาวลึกลับ Jana นั้น...น่าสนใจมาก แม้คนทั้งสองมีการวางตัวห่างเหินหรือผิวเผินก็ตาม (จะเรียกว่า กึ่งโรคจิตนิดๆก็ได้) ดนตรีประกอบในเรื่อง...สร้างสีสันให้กับสถานที่ได้ดีเช่นกัน อีกทั้งความตลกที่แฝงเข้ามา...ทำได้เห็นผลอีก เช่น ตอนที่ Johnny เข้าไปในร้านอาหารแล้วพูดคุยกับบริกรหญิง ส่วนฉากสุดท้าย...เป็นฉากจบที่กระชากใจและเลือกสรุปได้น่ารักเมื่อ Johnny อยู่บนเรือ แล้ว Jana กระโดดลงน้ำตาม นางเอกของเรื่อง Victoria Malektorovych เธอมีเสน่ห์ลึกลับตามอารมณ์หนังได้เต็มๆ ในขณะที่เพื่อนต๊องๆ Ignaz รับบทโดย Detlev Buck เพี้ยนดีเหมือนกัน สุดท้ายครับ Blue Moon คือ คืนที่พระจันทร์ยังเต็มดวง แต่โดนบดบังด้วยหมอกควันบางๆ (กลายเป็นสีเหลืองหมองๆ) และอีกความหมายของ Blue Moon ที่เหตุการณ์บางอย่างยากที่จะเกิด...แต่ก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อคนทั้งสองโคจรมาเจอกัน...ความสัมพันธ์ของ Johnny และ Jana คงไม่ต่างอะไรไปจากความหมายทั้งสองอย่างเลยจริงๆ





Shades

★★★★★★★★★★ 2.5/10

หนังจากประเทศเบลเยี่ยมเรื่องนี้เหมือนจะมีประเด็นความน่าติดตามของคนสามคนที่ต้องการจะกลับมาสร้างชื่อเสียงในแวดวงภาพยนตร์อีกครั้ง...ด้วยการเดินเรื่องแบบหนังซ้อนหนัง ฉากขึ้นต้น ถือว่า สอบผ่านและทำได้ผลดีครับกับฉากที่ Freddy Lebecq ฆาตกรรายหนึ่งกำลังจัดการเหยื่อของเขา พอหนังตัดเข้ามาที่กองถ่ายกับความสับสนวุ่นวายต่างๆ (รวมทั้งปัญหาการถ่ายทำ) ของผู้กำกับ Paul Sullivan ผู้อำนวยการสร้าง Max Vogel และนักแสดง Dylan Cole แรกๆก็ยังดูได้เพลินๆ แต่พอนานๆไป หนังกลับไม่เดินเรื่องไปไหนเลย เหมือนวนเวียนไปมากับความวุ่นวาย ไม่มีจุดให้น่าติดตามกับความพยายามที่จะกลับมาผงาดวงการภาพยนตร์อีกครั้งของคนทั้งสาม มุกความขำในเชิงเสียดสี...ก็ไม่รู้สึกเด่นตลอดเรื่อง สิ่งหนึ่งที่แรกๆผมเฉยๆ แต่พอนานไป...ก็เริ่มไม่ชอบ (ผสมความไม่ประทับใจในจุดอื่นๆเป็นทุนเดิมอยู่บ้าง) นั่นก็คือ ความโมโห ความโกรธ การทะเลาะและด่าทอกันไปมา...ของตัวละคร มันดูฟุ่มเฟือยมาก บางทีเหตุและผลไม่เพียงพอให้ตวาด...ก็ตะคอกใส่กันแล้ว และเห็นแบบนี้กันตลอดเรื่องและบ่อยจริงๆ (คือ ถ้ามีเหตุจูงใจเพียงพอ ด่าแรงยังไง หนังก็ดูสนุกได้ แต่เรื่องนี้ยังไม่ใช่นะ) อีกจุดที่รู้สึกแปลกๆ ก็คือ การพูดภาษาอังกฤษของตัวละครในเรื่องที่เป็นชาวเบลเยี่ยมเกือบทั้งหมด...ฟังไปนานๆก็รู้สึกน่ารำคาญนิดๆกับบทสนทนาที่ชวนทะเลาะกันไปมา สุดท้ายครับ ฉากสุดท้ายดูตื่นตาขึ้นมาได้บ้าง เมื่อฆาตกรตัวจริงหลุดออกมาจากคุก เขามาเยี่ยมกองถ่ายหนัง แล้วก็ปฎิบัติการณ์วินาศสันตะโรทันที





Bye Bye Blackbird

★★★★★★★★★★ 7.5/10

หนังจากประเทศลักเซมเบิรก์ในยุครุ่งโรจน์ตอนปลายของการแสดงกายกรรมผาดโผน เรื่องของชายก่อสร้างคนหนึ่ง Josef ที่ชอบห้อยโหนตัวอยู่บนที่สูง อยู่มาวันหนึ่ง เขาแอบมาเล่นกายกรรมบนเชือกในโรงละครสัตว์จนเจ้าของสถานที่มาเห็นเข้า เจ้าของจึงชวน Josef มาเล่นคู่กับลูกสาวของเขา Alice (ซึ่งเธอเป็นนักแสดงกายกรรมห้อยโหนของที่นี่อยู่แล้ว) แล้วความรักของชายหญิงคู่นี้ก็เกิดขึ้น...ท่ามกลางการแสดงกายกรรมกลางอากาศ สิ่งที่ผมขอชมอย่างแรงที่สุดของที่สุด ก็คือ การกำกับภาพของหนังเรื่องนี้ สวยงาม ทึมๆหลอนๆและแปลกตาตลอดเรื่อง...ถูกใจผมมาก เพราะเพียงแค่ฉากแรกที่ Josef นั่งๆนอนๆ แล้วลุกขึ้นยืนห้อยตัวอยู่บนคานเหล็กก่อสร้างที่ลอยสูงเสียดฟ้าเหนือลำน้ำเห็นเมืองทั้งเมือง แค่ฉากที่ว่านี้ ก็ตะลึงกับบรรยากาศของภาพแล้วครับ ฉากท้องฟ้าตัดคานเหล็กลอยกลางอากาศ...กำกับภาพได้งดงามจริงๆ รวมทั้งภาพทั้งหมดตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง...ไม่มีที่ติกันจริงๆ อีกอย่างคือ ตัวหนังเดินเรื่องในลักษณะความเป็นจริงปนความเหนือจริงเข้ามาเล็กๆน้อยๆ...ซึ่งทำให้ผมรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอยู่ตลอดเวลา เนื้อหาตรงนี้เองที่ช่วยเสริมความทึมๆของภาพได้ดีเข้าไปอีกมากโข

ด้านงานกำกับศิลป์ในฉากต่างๆ...ก็สวยไม่แพ้กัน และที่สำคัญที่สุดของเรื่อง ถ้าผมไม่กล่าว...คงไม่ได้แน่นอน นั่นคือ ฉากแสดงผาดโผนกายกรรมในทุกๆครั้ง ผมดูด้วยความสนุกตามหนัง ยิ่งฉากการแสดงระหว่าง Josef กับ Alice ยิ่งทำออกมาได้งดงามด้วยเทคนิคการกระโดดเกาะ ตีลังกา และท่วงท่าสารพัดอย่างตื่นตาตื่นใจ
พอผู้ชมในโรงละครอ้าปากร้องก้องด้วยความตะลึงกับเทคนิคใหม่ๆ...ผมยังรู้สึกตามเล็กๆในบางครั้งเลย ส่วนเหตุการณ์หลังจากที่ Alice เสียชีวิตไปแล้ว...บรรยากาศหนังค่อนข้างหลอนและลึกลับดี (ที่รู้สึกเช่นนั้นเพราะหนังเริ่มซ่อนความลึกลับอะไรบางอย่างแฝงเข้ามากับฉากที่ Josef เห็น Alice อีกครั้ง) พฤติกรรมเพี้ยนๆของ Josef ที่ชอบไต่อยู่แต่ที่สูงตลอด...จากความเสียใจที่ Alice ตาย เขาไม่ยอมลงมาเดินที่พื้นด้านล่าง...ก็ช่วยสร้างความประหลาดให้กับหนังได้อีก อ้อ จริงๆ ตัวหนังน่าจะพูดภาษาท้องถิ่นนะ (ไม่น่าใช้ภาษาอังกฤษเท่าไหร่ แม้จะเป็นหนังร่วมทุนสร้างก็ตาม) ผมว่า ภาษาอังกฤษทำให้บรรยากาศความหลอนเสียอรรถรสไปเล็กๆน้อยๆนะ สุดท้ายครับ เนื้อหาหนังแนวกายกรรมในอารมณ์ทึมๆหลอนๆแบบนี้...ไม่ค่อยมีโอกาสชมมานานแล้ว รู้สึกชอบและแปลกตาดี





Hukkle

★★★★★★★★★ 9.5/10

เป็นหนังปฏิวัติความรู้สึกในรอบหลายปีและทำผมให้รู้ว่า “คน พืช สัตว์ สิ่งของ และทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีค่าเท่ากัน...ก็ในหนังเรื่องนี้” นี่คือ หนังที่ไม่มีคำพูดใดๆของมนุษย์หรือบทสนทนาให้คนดูได้ยินเลย...ตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง (ซับไทเทิ้ลภาษาอังกฤษ...จึงไม่จำเป็น) นอกจากภาพการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเรียบง่ายของชาวบ้านในชนบทแห่งหนึ่งที่ประเทศฮังการี ตั้งแต่ชายแก่หลังค่อมชอบนั่งสะอึกอยู่หน้าบ้านบ่อยๆ ชายหนุ่มรับหน้าที่ขนสัมภาระด้วยเกวียน สาววัยรุ่นเลี้ยงแกะ กลุ่มหญิงวัยกลางคนนั่งทำงานหน้าเครื่องเย็บผ้าในโรงงาน กลุ่มผู้ชายที่ว่างงานไม่มีอะไรทำ...จับกลุ่มนั่งคุยบ้าง ไม่ก็เล่นโบว์ลิ่งกลางแจ้งบ้าง ยายแก่ต้มน้ำทำกับข้าวอยู่ในครัว ภรรยาที่เฝ้าสามีนอนไม่สบายอยู่ที่บ้าน งานศพ ตำรวจ และงานแต่งงาน ทั้งหมดคือ เรื่องราวชีวิตเรียบง่ายของคนในหมู่บ้านนี้ ระหว่างดู ผมรู้สึกว่า มันคือความบันเทิง...ซึ่งอาจจะใช่ก็ได้ ยังรู้สึกเหมือนหนังสารคดีอีกเช่นกัน...ก็อาจมีส่วน หรือจะเป็นหนังเงียบเรื่องหนึ่ง...ก็อาจจะจริง แต่ที่ตัวหนังทำได้โดดเด่นที่สุดของที่สุดและที่สุดแล้ว ก็คือ การทำให้สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตทุกอย่างในเรื่อง (ซึ่งดูเหมือนไม่มีความหมายอะไร) กลับมีค่าขึ้นมาในทุกๆฉาก และคนดูต้องคอยสังเกตกันตลอดเพราะทุกอย่างมันมีความหมายหมด มีทั้งที่คนดูสามารถรับรู้กันตรงๆและรับรู้ผ่านความหมายแฝง...ผ่านเทคนิคการจับภาพเคลื่อนไหวของทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวกล้องเน้น “ในระยะกระชั้นชิดกับสิ่งใดๆก็ตามในภาพ...แบบเห็นกันจะจะราวกล้องจุลทรรศน์ขยายโมเลกุล” กันไปเลย

ความหมายที่คนดูรับรู้กันตรงๆก่อน ก็เช่น ฉากแรกที่งูหางกระดิ่งเลื้อยออกจากโพรงเพื่อรับแสงแดด ตัวหนังจับภาพเกล็ดงูตอนอยู่ในโพรงแบบเห็นเต็มเกล็ดในระยะห่างกล้องไม่กี่นิ้วเท่านั้น (ยังชอบที่หนังแอบสื่อความเป็นอสรพิษ แต่ไม่บอกกันตรงๆด้วย) ต่อด้วยลูกอัณฑะของหมูที่แกว่งไปมา...ขณะที่หมูเดินตามเจ้าของอยู่กลางถนนในหมู่บ้าน กล้องจับภาพอัณฑะระยะประชั้นชิดแบบบังจอไปทั้งโรง (ทีแรกผมไม่รู้ว่า มันคืออะไร พอกล้องเริ่มขยายมุมกว้างออกมา...มันกลายเป็นฉากขำสนั่นประจำเทศกาลทีเดียว) ฉากปั่นน้ำ ผสมเครื่องดื่มและทำกับข้าวของหญิงชราในครัว ต่อด้วยฉากจักรเย็บผ้าที่ถ่ายตัวเครื่องและด้ายกันแบบเน้นๆ ยังมีขั้นตอนการทำน้ำผึ้งที่ตัวผึ้งแทบใหญ่ล้นทะลักออกนอกจอโรง ฉากถีบจักรยานของหญิงส่งพัสดุ...ที่เห็นซี่ล้อเป็นซี่ล้อจริงๆ ฉากปลาตัวหนึ่งที่เผลอไปกินเหยื่อของนักตกปลาเข้า ฉากจ่อภาพไปใกล้ๆเมล็ดพืชตั้งแต่อยู่ใต้ดินจนงอกโตเป็นต้นไม้ใหญ่ออกดอกออกผลอย่างรวดเร็ว ฉากปิดล็อคกลอนประตูรถและปิดฝากระโปรงเมื่อลูกหลานขับรถมาจอดแวะเยี่ยมตายายที่บ้าน และภาพถ่ายบรรดาสัตว์ที่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างชายแก่นั่งสะอึกหน้าบ้านแบบจ่อกล้องเข้าไปใกล้ๆ เช่น มดเดินเป็นทางยาว (ดวงตามด คนดูยังเห็นชัดเจน) แมลงบินเกาะที่ใบไม้ ไก่จิกหาอาหาร แมวนอนหาวอ้าปากกว้าง สุนัขตะกุยคุ้ยเขี่ยริมกำแพง เป็ดเดินอ้อนแอ้นไปมา เป็นต้น

และแล้ว ในบรรดาภาพเคลื่อนไหวต่างๆที่คนดูกำลังชมกันอย่างเพลิดเพลินนั้น มันมีความอำมหิตไม่เงียบซ่อนอยู่กับฉากต่างๆต่อไปนี้ ฉากแมวตัวหนึ่งดิ้นตายอย่างทรมาน...ในบ้านยายแก่ที่มีลูกหลานมาเยี่ยม ตัวหนังถ่ายภาพตอนมันดิ้นพล่านแบบห่างไม่เกินสองไม้บรรทัดจนคนดูเห็นแมวตาค้างตายกลางจอโรง (ทีแรกผมนึกว่า มันขี้เล่นด้วยซ้ำ จนเริ่มผิดสังเกตจากการดิ้นในลักษณะทุรนทุราย) ฉากที่หญิงคนหนึ่งเก็บใบพืชใส่ตะกร้า (ฉากนี้เหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าสังเกตดีๆ มันคือ ต้นตอความสุดสะพรึง) ฉากที่หญิงสาวคนหนึ่งเทน้ำในขวดทิ้ง...ขณะที่ยืนอยู่กับนายตำรวจเพื่อตามหาชายคนหนึ่งที่หายตัวไปอย่างลึกลับ (ความจริงบางอย่างปรากฏอยู่ใต้บึงข้างบ้าน) ฉากเล่นโยนโบลว์ลิ่งของกลุ่มคนหนุ่มและชายสูงอายุที่ว่างงาน พวกเขานัดเจอกัน (อ้อ ต้องบอกว่า ทุกครั้งที่ถ่ายภาพกลุ่มคนโยนโบลว์ตั้งแต่ฉากแรก กล้องเคลื่อนภาพจากมุมไกลตามแนวกำแพง...โดยเห็นคนยืนเรียงกันเป็นแนวยาวได้ประทับใจผมนะ) และจากกลุ่มที่เคยเป็นกลุ่มใหญ่เล่นกันหลายๆคน จำนวนคนกลับเริ่มหายไปจนเหลือเพียงคนเดียวที่โยนโบวล์อยู่ในภาพสุดท้ายตอนท้ายเรื่อง ฉากที่เหลือชายคนเดียวโยนโบวล์...บรรยากาศค่อนข้างเศร้าผสมสะเทือนใจด้วยภาพที่ถ่ายออกมาได้สวยอีกครั้งจากการเลื่อนกล้อง เพียงแต่คราวนี้เหลือชายหนุ่มแค่คนเดียวเป็นจุดโฟกัสในภาพสุดท้าย (แต่ฉากเหลือคนเดียว คิดได้สองทางนะ หนึ่งคือ บางคนอาจจะไปงานแต่งงานตอนท้ายเรื่องก็ได้ หรือสอง พวกเขากำลังจะจุดจุดจุดในไม่ช้า)

ฉากที่เริ่มแรงขึ้นก็คือ ชายแก่ (พ่อของนายตำรวจที่กำลังสืบสวนคดีการหายสาปสูญ) ถือถังน้ำเดินไปตามทาง แล้วล้มลงฟุบสิ้นใจคาพื้นถนนไปเลย ฉากที่เหล่าภรรยาและลูกสาวนั่งรายล้อมจ้องดูพ่อ (คนที่ตกปลาในบึง) กำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ฉากเหล่าภรรยาต่างพาสามีไปหาหมอที่โรงพยาบาล (ช่วงรอยต่อเข้าสู่ฉากโรงพยาบาลนี้ หนังใช้เทคนิคจากเหตุการณ์ก่อนหน้าโดยใช้ฉากกลืนข้าวลงคอของชายตกปลา...แล้วทับซ้อนภาพกลายเป็นแผ่นฟิลม์เอ็กซเรย์ลำคอของคนไข้อีกรายในห้องพยาบาลทันที...เจ๋ง) หรือแม้แต่ฉากตัวกินหนอนใต้พื้นดินที่ถูกคนขุดดินใช้จอบพรวนขึ้นมาให้สุนัขกินอีกทอด...ก็ยังบอกความเป็นจริงของโลกด้านบนได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมีการบอกใบ้ให้คนดูเห็นตั้งแต่ฉากแรกแล้วกับงูหางกระดิ่งที่เลื้อยโผล่ออกมานอกรู แล้วจ้องไปที่หมู่บ้านเล็กๆในหุบเขา (ซึ่งหนังกำลังเล่าเรื่องราวของหมู่บ้านนี้...ให้คนดูได้เห็น) เพียงแต่คนดูอาจเพลินไปกับเทคนิคภาพไม่มีเสียงขณะเล่าเรื่อง โดยหารู้ไม่ว่า ในวิถีชีวิตธรรมดาของผู้คน การเจริญเติบโตของพืช การเคลื่อนไหวของสัตว์ สิ่งของที่ตั้งอยู่...ทุกอย่างแฝงความโหดร้ายอย่างเลือดเย็น ผมทึ่งกับวิธีการนำเสนอหนังเรื่องนี้มากเนื่องจากไม่มีบทพูดเลย แต่ซ่อนปมไว้ในฉากต่างๆที่ดูเหมือนไม่มีอะไร...นอกจากการใช้ชีวิตของผู้คน และแม้จะมีบทสนทนา...มันก็เพียงแว่วเบามากจนผู้ชมไม่มีทางรู้แน่นอนว่า ชาวบ้านกำลังพูดอะไรกันอยู่ (แม้แต่คนฮังการีเองก็ตาม) ฉากสุดท้ายที่นายตำรวจนั่งคอตกอยู่ในงานแต่งงาน (ฉากนี้คนดูจะได้ยินเสียงร้องเพลงรื่นเริงเป็นครั้งแรก ไม่ใช่เสียงพูดนะครับ แต่เป็นเสียงร้องเพลงในงานแต่งงาน) เขากำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหนึ่งในผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรม...อาจรวมถึงจุดจุดจุดด้วย
อ้อ ติอยู่นิดๆหน่อยๆ ผมว่า ฉากที่มีแผ่นดินไหว ผมชอบนะ ทุกอย่างมันดูสมจริงกับภาพรอยร้าวที่ถ่ายใกล้ๆ แต่พอมีเครื่องบินโผล่ออกมา จริงๆ มันก็ดูเท่ห์ดีกับภาพสโลโมชั่นเหนือลำธารด้วยความเร็วสูงกับการบินโฉบผ่านจอหนัง เพียงแต่ประเด็นเครื่องบินมันตัดกับวิถีชีวิตหมู่บ้านมากไปหน่อย (ถ้ามีแค่แผ่นดินไหวอย่างเดียว...น่าจะดีกว่า) และที่ลืมไม่ได้ก็คือ ชายแก่ที่รับบทโดย Ferenc Bandi สะอึกไม่หยุดหย่อนได้เท่ห์เหลือหลาย แถมมีรอยยิ้มที่น่ารักมากมายอยู่ตลอดเวลาด้วย (คนในรูปโปสเตอร์ไง) สุดท้ายครับ และนี่คือหนังที่ผู้กำกับ György Pálfi (ทั้งเขียนบทและกำกับเอง) ทำให้เรารู้ว่า “การสัมผัสและการรับรู้เรื่องที่เล่าด้วยภาพสนุกกว่าความเข้าใจเรื่องที่เล่าด้วยเสียง” ได้เลย


Create Date : 27 ธันวาคม 2549
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 14:15:42 น. 5 comments
Counter : 824 Pageviews.

 

สวัสดีค่ะ แวะมาทักทายค่ะ มีความสุขมากๆ นะค่ะ


โดย: N_BEE810 วันที่: 27 ธันวาคม 2549 เวลา:23:27:09 น.  

 


Cool Slideshows


แล้วจะเข้าไปอ่าน คืนนี้ที่ห้อง..

สมรัชนะ ขบอคุณคร๊าบบบบ




โดย: สุขสันต์วันเทศกาล ครับ โอม สมรัชนะ ณ เมกา... (sochana9 ) วันที่: 28 ธันวาคม 2549 เวลา:0:48:14 น.  

 
วานีเชริกคับ


โดย: เชริกะ IP: 58.64.79.239 วันที่: 28 ธันวาคม 2549 เวลา:3:59:06 น.  

 
ตอนที่หนึ่งไม่เสร็จแล้วตอนที่สองออกมาก่อนได้ไงเอ่ย งงดีนะ เหอๆๆ...

ในตอนที่สองนี้ผมได้ดู Bye Bye Blackbird กับ Hukkle นะครับ..

สำหรับ Bye Bye Blackbird นี่ผมก็แปลกใจเหมือนกันที่หนังเลือกใช้ภาษาอังกฤษ แทนที่จะเป็นภาษาฝรั่งเศส
แต่ว่าตอนดู พอถึงไคลแมกซ์สำคัญ(ที่เฉลยความจริงท้ายเรื่อง)ป้าข้างๆก็กินขนมเสร็จพอดี เลยขยำถุงใส่ถุงพลาสติกเสียงดังกรอบแกรบๆๆๆๆๆๆๆ เล่นเอาผมที่หูไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว พอมาเจอแบบนี้ นั่งเอ๋อไปเลย - -*

แต่โดยรวมผมก็ชอบการถ่ายภาพของเรื่องนี้เหมือนกันครับ ยิ่งฉากที่ Alice ร่วงลงมานั่นน่ะ.. บีบหัวใจมากๆ


Hukkle เป็นหนังอีกเรื่องในปีนี้ที่โปสเตอร์หลอกคนดูมากๆ.. แต่พอเข้าไปดูแล้วหนังเรื่องนี้สุดยอดจริงๆครับ...

ถ้าเป็นหนังฮอลลีวู้ดนี่ หนังเรื่องนี้ต้องกลายเป็นทริลเลอร์ที่กดดันคนดูแบบบีบหัวใจเอามากๆแน่ๆ..
แต่พอให้ฮังการีทำ กลับกลายเป็นสารคดีเรื่องหมู่บ้านนี้ ที่ไปๆมาๆ มันดันมีอะไรที่คาดไม่ถึงค่อยๆโผล่ออกมาให้เห็น

อะไรที่ว่านี้มันพื้นๆมาก จนผมแทบไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลยครับ (ขนาดว่าต้องถามเพื่อนว่า ตกลงมันอะไรกันแน่ฟระ ไอ้น้ำนั่นน่ะ) แต่พอรู้ขึ้นมาจริงๆก็อึ้งว่า ช่างทำไปได้...

ฉากเครื่องบินนั้น.. ผมคิดไปเองคนเดียวหรือเปล่าไม่รู้นะ.. แต่ถ้าเกิดว่า "วัฒนธรรมสยอง" ของหมู่บ้านนี้หลุดรอดออกไปให้โลกภายนอกรู้ ก็อาจจะมีคนพยายามเข้ามาปรับเปลี่ยนแก้ไข (เหมือนกรณีของ End of the Spear) เหมือนกับเครื่องบินที่เข้ามาแล้วทำให้คุณตาหยุดสะอึกได้ แต่พอมันผ่านไป คุณตาก็กลับมาสะอึกเหมือนเดิม ราวกับต้องการสื่อว่า วัฒนธรรมมันแก้กันไม่ได้ง่ายๆหรอก รู้ไว้ซะ! (นี่ผมนั่งคิดนั่งบ้าบอคอแตกเอาเองคนเดียวนะครับ - -)


โดย: nanoguy IP: 203.113.34.8 วันที่: 28 ธันวาคม 2549 เวลา:21:48:27 น.  

 
อยากดู Hukkle ครับ
ส่วน Evil มีแผ่นอยู่ที่บ้าน ยังไม่ได้ดูซะที

สวัสดีปีใหม่ครับ

Photobucket - Video and Image Hosting


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 29 ธันวาคม 2549 เวลา:9:17:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.