ใบหน้าที่ไร้หน้ากาก ( Dear Stranger, 2 )




ใบหน้าที่ไร้หน้ากาก ( Dear Stranger,)



/แบคหมิน/






สามอาทิตย์แล้วที่จากลาและก็เป็นสามอาทิตย์แล้วที่พบเจอ มินซอกรู้สึกว่าพระเจ้าเป็นคนตลกและเข้าใจยากที่สุด ที่โยนสถาณการณ์ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงมาให้เขารับมือในเวลาเดียวกันแบบนี้


ในขณะที่หัวใจคิดถึงแต่เรื่องเก่าๆสายตากลับมองหาคนใหม่ทุกครั้งที่มีโอกาส....คนแปลกหน้าที่ยังไม่รู้แม้แต่ชื่อ


ความทุกข์กับความสุขสลับกันเข้ามาหาจนเขาปรับตัวไม่ทัน


การติดเสื้อแจ็คเก็ตไว้ในกระเป๋าทำงานทุกวันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองนักว่าคาดหวังอะไร






บ้านหลังเล็กๆที่เพิ่งได้กรรมสิทธิ์มาเป็นของครอบครัวอย่างแท้จริงเมื่อไม่นานนี้ เหลือผู้อาศัยเพียงเขากับแม่แค่สองคน


ในวัย48ปีผู้เป็นแม่ยังคงรักษารูปร่างหน้าตาให้ดูดีไม่เสื่อมคลาย เพราะความเป็นคนเจ้าระเบียบสะอาดสะอ้านจึงดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าแววตาที่เคยเปล่งประกายสดใสแบบที่มินซอกรู้สึกว่าดวงตาของแม่มีดวงดาวอยู่ในนั้น....ไม่มีให้เห็นอีกแล้วก็ตาม



มินซอกรู้สึกเสียดาย แต่บางครั้งในส่วนลึกก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรแล้วในเมื่อมันเป็นผลมาจากการกระทำของแม่เอง



วันนี้เป็นวันหยุดแท้ๆ แต่แม่ก็ออกไปแต่เช้าไปบ้านผู้ชายคนนั้น



ข้าวต้มที่แม่เตรียมไว้ให้ยังอุ่นๆอยู่ มินซอกนั่งกินไปดูอะไรเรื่อยเปื่อยในโทรศัพท์ไปด้วยสุดท้ายก็อดไม่ได้ที่กดเข้าไปดูข้อความเก่าๆที่เขากับใครคนนั้นเคยส่งถึงกัน ทุกครั้งของการจบบทสนาคือการบอกรัก....ความรักที่มินซอกไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า และทำไมตัวเขาถึงไม่มีค่าพอที่จะให้คนที่เคยบอกรักยอมเสียสละอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกัน


เขาอยากจะคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครสำคัญกับใครจนถึงขั้นขาดกันไม่ได้





….ถ้าไม่เกิดเรื่องนั้นขึ้นกับพ่อ






ช่วงนี้แผนกของเขาค่อนข้างยุ่งเพราะบริษัทกำลังจะออกสินค้าตัวใหม่เป็นน้ำดื่มเกลือแร่ผสมน้ำผลไม้ เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพที่ชอบเล่นกีฬา รสชาติของสินค้ายังไม่เป็นที่พอใจนักต้องประชุมกันอยู่หลายรอบ ไม่ใช่กลับดึกแบบที่ทำประจำแต่เวลาจะพักกินข้าวยังแทบไม่มี เป็นสัปดาห์ที่ดูดพลังจากตัวเขามากมายจริงๆ





ถึงจะดูเวลาจากโทรศัพท์ได้แต่มินซอกก็ยังชอบดูนาฬิกามากกว่า มันเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายจากพ่อของเขาที่ซื้อให้วันที่เรียนจบก่อนจะจากกันตลอดไปหลังจากนั้นแค่เดือนเดียว


เข็มสั้นบนหน้าปัดยังเลื่อนมาไม่ถึงเลขสิบสอง มินซอกถอนหายใจโล่งอกที่ยังมาทันเวลารถเที่ยวสุดท้าย พอหย่อนก้นลงนั่งที่เก้าอี้พลาสติกของป้ายรถบัสได้เจ้าตัวก็ไอจนตัวงอเพราะควันบุหรี่ที่สูดเข้าไปเต็มๆ


“ ขอโทษครับ " เสียงมาจากที่นั่งถัดไปสองที่


มินซอกหันไปมองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังปัดมือไปมาในอากาศไล่ควันสีเทาจางๆให้สลายไป คนเป็นภูมิแพ้ยังไอต่อเนื่องอีกหลายครั้งจนน้ำตาไหลบวกกับอากาศที่หนาวเย็นแล้วน้ำมูกก็พลอยไหลมาด้วย มือเล็กอูมรีบควานหาทิชชูในกระเป๋ากางเกงฉวยมาเช็ดน้ำตาน้ำมูกวุ่นวายไปหมด แต่ก็ยังไม่เท่ากับใจที่วุ่นวายตอนนี้หรอก


กว่าจะจัดการตัวเองเสร็จใครคนนั้นก็มานั่งข้างๆกันแล้ว


"แฮมสเตอร์ของผมกลายเป็นรูดอฟไปแล้ว" นิ้วเรียวชี้ไปที่จมูกโด่งปลายมนที่แดงก่ำ




อะไรแฮมสเตอร์ อะไรรูดอฟ แล้วไอ้คำว่าของผมนั่นมันอะไรกัน มินซอกได้แต่นั่งยืดตัวตรงหลังแข็งเป็นไม้กระดาน มือขวาก็เอาแต่จับนาฬิกาที่ข้อมืออีกข้างหมุนไปมา


“ วันนี้กลับดึกกว่าทุกวันนะครับ"


“ งานยุ่งน่ะครับ"


“ อืม..."


“ แล้วคุณล่ะมานั่งทำอะไร ไหนว่าซื้อห้องที่คอนโดนั่นเอาไว้"มินซอกพูดพลางพยักหน้าไปทางแท่งตึกสูงสามสิบชั้นฝั่งตรงข้าม


“ ผมออกมาหาเพื่อนไปกินกาแฟด้วยกันแล้วก็มาทวงของขวัญวันไวท์เดย์ด้วย มันอาจจะดูสลับวันสลับตำแหน่งกันไปหน่อยนะ แต่ปีนี้มันฉุกละหุกมากหวังว่าคุณคงไม่ถือแล้วปีหน้าเราค่อยมาเริ่่มต้นทำให้มันถูกที่ถูกทางถูกตำแหน่งกัน"


เจ้าของใบหน้ากลมกระพริบตาปริบๆมองคู่สนทนาที่พูดอะไรยืดยาวแต่ดูรวบหัวรวบหางพิกลแล้วหันกลับไปมองถนน มองคอนโด เงยหน้ามองฟ้า หันไปหาต้นไม้เรียกว่า ทำทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับบทสนทนาเลยซักนิด


ก่อนที่มินซอกจะหน้าไปมาจนคอเคล็ดแก้มทั้งสองข้างก็โดนมือเรียวประกบเอาไว้แล้วดันให้หันหน้ามาให้ถูกทางเสียที


“ ผมจะแนะนำตัวคุณต้องอยู่เฉยๆก่อน....ผมชื่อแบคฮยอน คุณชื่ออะไรครับ "


“ ผม...มินซอก ครับ " สองแก้มยังโดนบีบเอาไว้เบาๆ และเจ้าของแก้มก็พยายามอย่างที่สุดที่จะสบตาเจ้าของมือโดยรั้งสติให้ยังอยู่ครบถ้วน


“ ทีนี้เราก็รู้จักกันแล้วนะครับพูดแบบไม่เป็นทางการ ทำตัวสบายๆเวลาอยู่กับผมนะ"


แบคฮยอนค่อยๆคลายแรงกดของฝ่ามือ ก่อนจะปล่อยสองแก้มเป็นอิสระด้วยวิธิลูบมือลงช้าๆ


“ ทำงานหนักจนแก้มหายหมดแล้ว"



มินซอกกำสายสะพายกระเป๋าแน่น นึกถึงเสื้อแจ็คเก็ตที่ติดกระเป๋ามาทุกวันและเมื่อคืนก่อนนี้เองที่ตัดสินใจได้ว่าหากเจอเจ้าของมันอีกครั้งก็จะส่งคืนเขาคิดว่ามันน่าจะเป็นการบอกปัดความสัมพันธ์ที่นุ่มนวลที่สุด แต่...หัวใจที่มันฟูพองจนแน่นอกอยู่นี่อย่าว่าแต่จะหยิบเสื้อมาคืนเลยบังคับตัวไม่ให้ลอยจากพื้นก่อนน่าจะดีกว่า


ปากหยักห่อเป็นวงแล้วส่งลมหายใจพร้อมควันสีขาวออกมาอย่างลืมตัว


“ ถ้าลำบากใจก็ไม่เป็นไรนะ กลับบ้านดีๆล่ะ "




จู่ๆแบคฮยอนก็ลุกพรวดขึ้นมินซอกงงๆแต่ก็รีบคว้าข้อมืออีกคนเอาไว้ พอรู้ตัวก็รีบปล่อยแล้วลุกขึ้นบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าหน้าอยู่ใกล้กันเกินไปก็รีบถอยออทุกอย่างมันดูผิดคิวไปหมด ถ้าเป็นหนังผู้กำกับคงรีบสั่งคัทเสียงลั่นกอง


“คือ...ไม่ใช่ครับ..คือ..ผมไม่ได้...ไม่ได้ลำบากใจอะไร...แต่..."


“ ร้านกาแฟอยู่ข้างๆคอนโดนี่เอง เปิดตลอด24ชั่วโมง "


มือเรียวคว้ามือนิ่มอูมมาจับไว้แล้วดึงให้เดินตามข้ามถนนไปด้วยกัน มินซอกยังเป็นคนเดียวที่ผิดคิวเขาเอาแต่หันซ้ายหันขวาขาที่เดินตามแรงดึงก็ปัดไปมาจนน่ากลัวจะล้ม


พอไปถึงฟุตบาทอีกฝั่งแบคฮยอนก็ปล่อยมือแล้วแตะเอวมินซอกเบาๆเป็นทีว่าให้มาเดินข้างๆกัน พอทางบังคับเลี้ยวขวาเดินไปไม่ถึงห้าสิบเมตรก็เจอร้านกาแฟขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เปิดไฟสว่างสไวจนแแสงไฟลามออกไปถึงพื้นถนน


แบคฮยอนผลักประตูแล้วเอาตัวดันแนบประตูไว้ให้มินซอกเดินเข้ามาก่อนเสียงกรุ้งกริ้งเรียกให้พนักงานสองสามคนในร้านหันมาแล้วกล่าวตอนรับเสียงใส


“ สวัสดีค่ะ เชิญด้านในค่ะ "


“ อ้าว..คุณแบคฮยอนทำไมวันนี้มาดึกจังคะ ไหนว่าไม่ทานกาแฟหลังสี่ทุ่ม " พนักงานคนหนึ่งทักทายอย่างคุ้นเคย


“ กฎทุกอย่างมันก็มีข้อยกเว้นนะครับ "


แบคฮยอนตอบยิ้มๆพนักงานสาววัยไล่เลี่ยกันเหลือบมองคนที่มาด้วยแล้วก็พูดลอยๆ ก่อนจะเดินนำไปที่โต๊ะด้านในที่ประจำของชายหนุ่ม.....เป็นข้อยกเว้นที่น่ารักมากด้วย



มินซอกสั่งกาแฟและขนมเล็กๆน้อยๆตามที่แบคฮยอนแนะนำแล้วเริ่มมองไปรอบๆสำรวจร้าน โต๊ะเก้าอี้ที่เป็นไม้ทั้งหมดไม่ทาสี ผนังที่มีพื้นผิวแตกต่างกันไปและการที่พื้นเล่นระดับสูงต่ำช่วยให้ร้านดูมีบุคลิกที่แตกต่างน่ารักและไม่น่าเบื่อ มินซอกอดไม่ได้ที่จะยิ้ม แต่พอไปสบตาเข้ากับพนักงานคนเดิมก็ต้องรีบหุบยิ้มหลบตา เพราะรู้สึกเหมือนกำลังถูกสำรวจอยู่อีกทอด


“ อย่าถือซอนอาเลยนะเธอเป็นงี้แหละนิสัยเฮฮา บางทีอาจจะดูแปลกๆชอบยุ่งจุ้นจ้านไปบ้าง "


“ อ้อ...ครับคุณมาร้านนี้บ่อยเหรอครับถึงดูคุ้นเคยกับพนักงานจัง "


“ ร้านผมเองน่ะ..แล้วคุณก็เลิกพูดครับกับผมได้แล้ว "


“ เอ่อ..ครับเอ้ย คือ อย่างนี้เองดีจังมีกิจการของตัวเองตั้งแต่อายุเท่านี้ " ปลายเสียงอ่อยลงไปเมื่อคิดถึงสภาพปากกัดตีนถีบของตัวเอง


“ ผมไม่ได้เก่งอะไรหรอกแล้วเงินลงทุนก็ไม่ใช่ของผมด้วย ผมก็แค่โชคดี มันก็แค่นั้น "


“ คุณโชคดีมากและคุณก็ต้องเก่งพอตัวด้วยไม่ใช่เรื่องที่จะพูดว่าแค่นั้นได้หรอก "


“ ไม่ใช่ว่าทั้งหมดนี้มันไม่มีค่าอะไรหรอกนะ เพียงแต่ผมไม่อยากให้คุณชื่นชมผมแล้วน้อยใจตัวเองอะไรแบบนั้น ผมไม่ได้เก่งไปกว่าคุณหรอกจริงๆนะ "


“ คุณรู้ได้ยังไงผมโดนหัวหน้างานบ่นอยู่ทุกวัน " มินซอกถอนหายใจจนไหล่ห่อ


“ ไอ้เวรนั่นมันงี่เง่าจะตาย เห็นเด็กทำงานดีมันก็ข่มไปงั้นเอง "


แบคฮยอนพยายามให้กำลังใจ แต่มินซอกกลับขมวดคิ้วนึกย้อนถึงคำพูดแปลกๆก่อนหน้านี้ที่แบคฮยอนดูเหมือนจะรู้เรื่องชีวิตของเขาเกินว่าจะเป็นแค่คนแปลกหน้าได้


“ คุณ...รู้ได้ยังไง"


ในที่สุดแบคฮยอนก็ต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังมินซอกมีท่าทีประหลาดใจอยู่บ้าง สีหน้าก็ออกจะเครียดๆแต่ชายหนุ่มยังเข้าข้างตัวเองว่าจะไม่โดนโกรธเคืองจากเรื่องนี้





กาแฟและขนมมาเสิร์ฟพอดี แบคฮยอนถือโอกาสคุยเรื่องของกินให้บรรยากาศผ่อนคลายมากขึ้น


“ ไม่ต้องห่วงผมไม่โกรธคุณเพราะเรื่องแค่นี้หรอก.....” เหมือนมินซอกจะรู้


แบคฮยอนเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ยกกาแฟขึ้นจิบแล้วรอดูท่าทีของอีกฝ่าย


“…..แต่ผมก็ไม่ได้สบายใจกับสถาณการ์แบบนี้ "


สีหน้าที่ดูออกจะน้อยใจนิดๆ ทำให้แบคฮยอนต้องพยายามกลั้นยิ้ม ถ้าอีกฝ่ายรู้สึกน้อยใจในการกระทำของเขาก็แสดงว่าเขามีตัวตนในชีวิตคนคนนั้นแล้ว



“ ผมขอโทษที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี " ชายหนุ่มเกร็งมือระหว่างวางถ้วยกาแฟเล็กน้อย


“ ผมแค่ไม่ชอบที่จะโดนทิ้งให้ไม่รู้เรื่องอะไรอยู่คนเดียว "


มินซอกอ่านง่ายจนน่าเอ็นดู แต่แบคฮยอนก็ยังพยายามกลบเกลื่อนด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่จริงจัง


“ ผมสัญญาว่าจะไม่มีเรื่องอะไรแบบนี้อีกจริงๆนะ ผมสัญญา "


“ ย่าสัญญาเลย ในอนาคตถ้ามีเหตุการณ์ที่ทำให้คุณจำเป็นต้องทำอะไรทำนองนี้อีกคุณจะรู้สึกแย่เปล่าๆ "


“ แต่...ผมไม่อยากให้คุณไม่สบายใจ "


“ คุณคววรจะคิดถึงความสบายใจของตัวเองมากกว่าของผมนะ เราไม่ได้เป็นไรกันซะหน่อย " มินซอกหงายการ์ดป้องกันตัวเอง



“ แต่สำหรับผมเราเป็น หรืออย่างน้อยผมก็จะพยายามทำให้เป็นให้ได้ในซักวัน...และผมก็จะห่วงความสบายใจของคุณมากกว่าของตัวเองไปแบบนี้แหละ " แบคฮยอนหงายการ์ดจริงใจเข้าสู้


มินซอกยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบยอมรับว่าไม่ใช่เพราะอยากดื่มแต่เพราะคำพูดของอีกคนทำให้ต้องหาอะไรทำแก้เขิน


กาแฟอร่อยจริงๆและพอลองชิม เครม บูเล่ ไปคำเล็กๆก็ยิ่งรู้สึกดีมากๆรสชาติหวานมันนุ่มลิ้นไม่หวานจนเลี่ยนแล้วคาราเมลก็หอมมากๆ


แบคฮยอนไม่พูดอะไรอีกมินซอกก็เช่นกัน ต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเองแต่ก็ใกล้ชิดกับโลกของอีกคน เป็นอิสระแต่ก็อบอุ่น








เหตุผลของการไม่อยากลุกจากเตียงไม่ใช่เพราะแค่เป็นวันเสาร์ แต่เพราะเรื่องราวเมื่อคืนยังสับสนอลม่านวิ่งวุ่นอยู่ในความคิด กระทั่งมีเสียงมาเคาะเรียกที่ประตู


ผู้เป็นแม่เพียงแค่แง้มประตูให้พอมีช่องสำหรับการสื่อสารแบบสั้นๆ


“ ที่นัดกันไว้เลื่อนเป็นตอนห้าโมงเย็นนะลูก ไม่ติดธุระอะไรใช่มั๊ย "


“ ครับ "


มินซอกตอบไปสั้นๆแทบไม่ได้มองหน้าผู้เป็นแม่ด้วยซ้ำ เขาทำใจกับเรื่องนี้มานานแล้วก็จริง แต่ก็ยังคงประหยัดคำพูดเพราะไม่มั่นใจว่าถ้าเริ่มแล้วมันจะไปจบลงที่ตรงไหน เขาเบื่อการมีปากเสียงแล้วต่างคนก็ต่างเงียบกันไป อยู่กันแบบอึดอัดกว่าจะกลับมาพูดกันแบบเดิมก็สองสามอาทิตย์ หลังจากพ่อไม่อยู่แล้วเมื่อสองแม่ลูกต่างคนต่างพูดสิ่งที่อยู่ในใจทีไรก็มักจะเป็นแบบนี้ มินซอกจึงเลือกจะพูดเท่าที่จำเป็นและยอมอะไรได้ก็อยากจะยอมมากกว่าจะมีปัญหากัน


นัดนั่นคือการไปเจอกับผู้ชายของแม่ไปกินข้าวไปทำความรู้จักเชื่อมสัมพันธ์อะไรก็แล้วแต่ แล้วต่อจากนั้นต้องรวมเป็นครอบครัวเดียวกันตามขั้นตอน


มันก็เป็นอีกเรื่องที่เขาเลือกที่จะยอม แต่นับว่ายากที่สุดเท่าที่เคยมีมา








มินซอกเป็นคนเตรียมพร้อมเสมอไปทำงานไม่เคยสาย นัดกับใครก็ไปก่อนเวลาเสมอ แต่วันนี้กว่าเขาจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็โดนแม่เร่งจนเกือบอารมณ์เสีย


รถยนต์คันจิ๋วของแม่ที่คนที่นัดวันนี้ช่วยออกเงินให้ครึ่งนึงเพราะแม่ไม่ยอมรับเป็นของขวัญแบบที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลยถูกสตาร์ทรอตั้งแต่เขายังใส่ถุงเท้าไม่เสร็จ ร่างเล็กสมส่วนโคลงไปมาเพราะการถอนหายใจอยู่หลายรอบ มือก็เร่งยิกๆจนผูกเชือกรองเท้าผ้าใบคู่เก่งเสร็จก็รีบวิ่งไปเปิดประตูรั้วคอยโบกรถและดูทางให้ แล้วจึงปิดบ้านรีบเอาตัวเข้าไปในรถอย่างรวดเร็ว


เหลือเวลาอีกแค่40นาที วันหยุดรถไม่น่าจะติดแต่เขารู้ดีว่าแม่อยากไปก่อนเวลาแบบผู้มีมารยาทไม่ใช่รีบล่กๆถึงที่หมายแบบเฉียดฉิว






เป็นไปอย่างเขาเคยคิดไว้เล่นๆ บ้านของผู้ชายของแม่ดูดีมีสไตล์แบบเศรษฐีรุ่นใหม่ ไม่ได้ใหญ่โตหรูหราเสาโรมันใหญ่เท่าสองคนโอบเฉิ่มเฉยอะไรแบบนั้น


ทันทีที่ลงจากรถก็มีหญิงวัยกลางคนแต่งตัวเรียบร้อยสะอาดสะอ้านเดินเข้ามาหาทักทายด้วยหน้าตายิ้มแย้ม และเดินนำเข้าไปในตัวบ้าน


มินซอกอดไม่ได้ที่จะใช้สายตาแอบสำรวจบริเวณบ้านไปทั่วๆข้าวของมีไม่เยอะนักแต่เขาก็พอมองออกว่าเป็นของดีไซน์เนอร์มีชื่อทั้งนั้น บางชิ้นเขาเคยเห็นตามเวปไซต์หรือรายการทีวี อย่างโซฟาเดี่ยวสีอิฐที่เขานั่งอยู่นี่ขนาดพอดีตัวเขาแต่ราคาเท่ากับเงินเดือนของเขาเกือบครึ่งปี


เขาถึงกับถอนใจออกมาเบาๆเมื่อคิดถึงความต่างกันเหลือเกินของคนเราสายตาช่างสำรวจไปหยุดลงที่ร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินเข้ามา สายตาที่สบกันเพียงครู่ทำเอามินซอกถึงกับเผลอกลั้นใจ


ผู้ชายคนนั้นนั่งในตำแหน่งตรงข้ามเขาพอดีและเอ่ยทักทายอย่างกันเอง


“ น้องมินซอกใช่มั๊ยครับ "


“ คา...ครับผมมินซอกครับ สวัสดีครับ " มินซอกลุกขึ้นโค้งอย่างเก้ๆกังๆ


“ ไม่เป็นไรตามสบายเถอะ หน้าตาน่าเอ็นดูจัง...เห็นคุณดาฮเยบอกว่าทำงานแล้ว แต่ดูรูปร่างหน้าตาเหมือนเด็กมัธยมเลยนะครับ " เจ้าของบ้านพูดพลางหันไปยิ้มกับคนรัก


มินซอกอ้ำๆอึ้งๆปั้นหน้าไม่ถูกแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไร แต่ผู้เป็นแม่กลับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี


“น้องตัวเล็กแล้วก็หน้ากลมๆก็เลยเหมือนเด็กๆ แต่จะว่าไปแล้วนิสัยบางอย่างก็ยิ่งกว่าเด็กอีกนะคะ"


แล้วเจ้าของบ้านกับผู้เป็นแม่ก็หัวเราะประสานเสียงกันอีกชุดใหญ่ มินซอกลอบมองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วคิ้วกขมวดอย่างไม่รู้ตัว ี่น่ะเหรอคุณจงอินคนที่จะมาเป็นพ่อเลี้ยงของเขา ดูภูมิฐานมากก็จริงแต่มองยังไงก็ไม่มีทางที่อายุรุ่นเดียวกับแม่ มากที่สุดไม่น่าจะเกินสามสิบห้าด้วยซ้ำ


“ คุณเองก็ยังดูเด็กนะครับ " มินซอกโพล่งฝ่าเสียงหัวเราะออกมา



“ผมอาจจะอายุน้อยกว่าคุณแม่ของน้องมินซอกนะครับ แต่ผมก็ไม่เด็กแล้วล่ะ ปีนี้ก็สามสิบสี่แล้ว " ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ


มินซอกหันกลับมามองหน้าผู้เป็นแม่รอยยิ้มยังคงไม่หายไปไหน แม่ดูมีความสุขมากจริงๆ เขาอดคิดไม่ได้ว่าแม่ดูมีความสุขมากกว่าอยู่กับเขาเสียอีก


“ น้องมินซอกมีแฟนรึยังครับ " มินซอกลืมตัวหันขวับไปมองแล้วก็ต้องรีบหลบตาดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มองมาไม่ได้ดุดันน่ากลัวอะไร เขาไม่แน่ใจว่าทำไม่ไม่กล้าสบตรงๆได้แต่เพียงส่ายหัวเบาๆเป็นคำตอบ ไม่อยากอธิบายอะไรเพราะจริงๆมันก็เป็นเรื่องส่วนตัว คนเพิ่งเจอกันไม่ว่าจะในฐานะอะไรเขาก็คิดว่าไม่ควรถาม



“ ไม่น่าเชื่อนะครับน่ารักขนาดนี้ "


ยิ่งคุยก็ยิ่งอึดอัดผู้ชายที่ไหนเขาชมกันว่าน่าเอ็นดูบ้าง น่ารักบ้าง แล้วยังเรียกเขาน้องมินซอกอีก ทำอย่างกับพูดกับเด็กเล็กๆ


แม่บ้านคนเดิมเดินเข้ามา เจ้าของบ้านเพียงพยักหน้ารับรู้


“ ไปทานข้าวกันครับ คุณแม่บ้านเตรียมกับข้าวที่คุณดาฮเยชอบไว้ทั้งนั้นเลย "


ชายหนุ่มหันไปยิ้มกับคุณแม่บ้านอย่างชื่นชมก่อนจะลุกแล้วเดินมาแตะไหล่ให้คนรักลุกตาม ทิ้งมือไว้ที่ไหล่ลงน้ำหนักนิดๆดันให้เดินนำตัวเองตามหลังแม่บ้านไป แล้วรอให้มินซอกลุกแล้วทำแบบเดียวกัน ฝ่ามืออุ่นจัดนั้นเขาคงไม่รู้สึกหากวางอยู่แค่ช่วงไหล่ เพราะทั้งเสื้อยืดและจัมเปอร์ตัวนอกก็หนาตามสภาพอากาศ แต่เพราะมือใหญ่นั้นวางลงที่ต้นคอขาวต่างหากทำให้มินซอกต้องเกร็งคอ


ถึงอย่างนั้นหางตาก็พยายามเหล่มองปฎิกิริยาของอีกฝ่าย ใบหน้าที่ตั้งตรงจู่ๆก็ก้มลงมาจนเขาแทบผงะหนี แต่มือที่ต้นคอก็รั้งเอาไว้



“ น้องมินซอกชอบทานอะไรเป็นพิเศษครับจะได้บอกคุณแม่บ้านเอาไว้ "


“ เอ่อ..ไม่เป็นไรครับ ผมทานได้ทุกอย่าง "


“ น่ารักจัง "


เสียงหัวเราะในลำคอและสายตาก่อนที่จะละไปนั้นทำให้จังหวะเดินของมินซอกป่วนไปนิดๆ เขารู้สึกว่าห้องทานอาหารมันไกลเหลือเกิน มือที่วางอยู่ที่ต้นคอนั่นยิ่งนานยิ่งรู้สึกอุ่นจัดขึ้นเรื่อยๆจนร้อน









“ พี่ชายมีแขกเหรอ " ชายหนุ่มผงกหัวขึ้นมาจากโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มที่เจ้าตัวนอนเหยียดยาวอ่านหนังสืออยู่


“ ค่ะ คุณดาฮเยกับลูกชายน่ะค่ะ" สาวใช้วัยยี่สิบต้นๆตอบพลางเก็บถ้วยกาแฟและจานขนมลงถาด


น้องชายของเจ้าของบ้านทำท่านึกก่อนจะพยักหน้า ชื่อนี้เขาได้ยินบ่อยแต่เพิ่งเจอหน้าครั้งแรกเมื่อเดือนก่อน เขาไม่ได้เดือดร้อนที่พี่ชายจะแต่งานเพราะอายุก็ขนาดนี้แล้ว ถึงจะติดใจเรื่องสถาณะฝ่ายหญิงอยู่บ้างแต่พอเจอตัวจริงแล้วก็รู้สึกวางใจว่าน่าจะเป็นผู้หญิงที่พี่ชายจะสามารถรักในฐานะภรรยาได้ อายุ สถานภาพและฐานะไม่ได้สำคัญขนาดนั้น


และในความเป็นจริงแล้วคนที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นฝ่ายหญิงมากกว่า


“ ถ้างั้นอีกไม่นานเธอคงได้เจ้านายเพิ่มแล้วล่ะ"


“ คุณก็น่าจะได้เพื่อนเพิ่มนะคะ ลูกชายคุณดาฮเยน่าจะอ่อนกว่าคุณไม่เท่าไหร่....ว่าแต่วันนี้คุณจะทานอาหารเย็นมั๊ยคะ "


“ ไม่ล่ะ ฉันว่าจะออกไปหาอะไรกินกับเพื่อน "




ชายหนุ่มกระเด้งตัวลุกจากโซฟาคว้าโอเวอร์โค้ทที่พนักพิงแล้วเดินออกจากห้องหนังสือไป มีเสียงพูดคุยจากห้องอาหารที่อยู่ใกล้ๆกันแว่วมาให้ได้ยินเบาๆ เขาชะงักเท้านิดนึงก่อนตัดสินใจเดินไปที่ประตูบ้านทำตามความตั้งใจเดิม



โทรศัพท์ของแขกที่บังเอิญร่วงจากกระเป๋ากางเกงนอนสั่นขลุกขลักที่โซฟาหลายครั้งก่อนจะนิ่งไป คนที่ปลายสายถอนหายใจผิดหวังอยู่ไม่น้อย กลุ่มเพื่อนที่สนิทๆกันที่มีอยู่ไม่กี่คนก็ไม่มีใครว่างซักคน สวีทหวานอยู่กับแฟนกันทั้งนั้น เหลือแต่คนโสดนั่งหน้าหงิกงออยู่ในรถเพราะติดต่อคนที่อยากจะกินข้าวด้วยมากที่สุดไม่ได้



แบคฮยอนเอ้ยจะไม่มีใครในโลกอยากกินข้าวด้วยซักคนเลยรึไง หล่อขนาดนี้แท้ๆ





ชายหนุ่มรำพึงกับตัวเองพลางหันไปมองรอบๆผ่านกระจกรถออกไป แอบคิดว่ารถที่ติดอยู่ด้วยกันมากมายนี้อาจจะมีใครซักคนที่เขารู้จักบ้าง สุดท้ายก็หันกลับมาขำเบาๆสงสารตัวเองที่ขี้เหงาไม่เข้าเรื่อง


เขาขยับรถตามคันหน้าเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนสีพร้อมๆกับสีหน้าที่กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เป็นปกติในแบบที่เป็นเฉพาะตอนอยู่คนเดียวเท่านั้น


ร่าเริงสนุกสนานเป็นกันเอง ตลกเฮฮาเขาอนุญาตให้คนอื่นเห็นและเข้าใจตัวเขาในรูปแบบนี้


การอยู่ในสังคมต้องเลือกหน้ากากที่จะใส่ให้ดี ถ้าอยากจะอยู่โดยไม่เจ็บปวดจนเกินไป







สีหน้าแบบที่สามารถอ่านออกได้ทั้งหมดเพียงมองแค่ไม่กี่วินาที จงอินก็พอใจที่จะมองอยู่อย่างนั้น โลกที่เขาอยู่หาอะไรที่น่าดูแบบนี้ได้ยากเต็มทคนที่โดนมองบ่อยๆก็รู้ตัว แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ ในมือของมินซอกไม่มีหน้ากากซักอันไว้ใส่ป้องกันตัว




คนที่สู้ด้วยมือเปล่า หรือหนักกว่านั้นคือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องสู้กับใคร หนทางรอดจะมีมากแค่ไหนกัน




พระเจ้าเป็นคนตลกก็จริง แต่ก็เป็นพวกตลกร้ายอย่างที่สุด







.......................................................................................................




os นะ ที่ตั้งใจตอนแรก แล้วทำไมมันงอกล่ะ แงงงงงงงงงงงง

ตืดแท็ค #ficDS หวีดได้ บ่น ได้ ค่ะรับฟังทุกอย่าง เม้นท์ในนี้ก็ได้

ขี้เกียจทำก็อ่านอย่างเดียวก็ได้....ขอบคุณที่แวะเข้ามาค่ะ =^.^=

























Create Date : 14 มีนาคม 2559
Last Update : 18 เมษายน 2559 17:04:45 น.
Counter : 1161 Pageviews.

1 comments
  
คิมไคน่ากลัวอ่ะ แล้วโลกก็ช่างกลมจริงๆ
โดย: ชิน IP: 223.24.67.74 วันที่: 2 เมษายน 2559 เวลา:16:43:07 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 2090139
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments
มีนาคม 2559

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31