ธมฺมํ ปสฺสโต มโน สุขํ.
เมื่อมองเห็นธรรม ใจย่อมเป็นสุข ฯ
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2557
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
5 พฤศจิกายน 2557
 
All Blogs
 

ประสบแล้ว...คิดถึง ๑









อยากให้รู้ว่าคิดถึง...ภาคเรียงฝัน..วันเศร้า...ตอนเกือบได้ไปอยู่กับเพื่อนทั้งสอง

เมื่อวันที่๑เดือนพฤษภาคมหลังจากเราเข้าร่วมพิธีเปิดภาคเรียนภาลีประจำปี๒๕๕๖ ที่สำนักเรียนภาลีประจำจังหวัด เราได้รับหน้าที่สอนหนังสือป.ธ.๒ ซึ่งเราเองก็อยากสอนมาก เราจึงวางแผนการสอนแล้วส่งให้อาจารย์ใหญ่ แต่เพราะวันเปิดเรียนเลื่อนไปเปิดวันที่๑๖ในเดือนเดียวกัน ซึ่งยังเหลืออีก๑๕วัน ดังนั้น หลังจากทำพิธีปิดแล้ว เราจึงกลับวัดที่เราอยู่เพราะทำงานที่เรายังทำค้างอยู่ งานนั้นก็คือเทปูนเพื่อทำศาลาสำหรับเป็นที่ตั้งพระยายมราชซึ่งทางวัดได้จัดเททองเหลืองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์


หลังจากเรากลับมาที่วัด เราก็เริ่มงานทันทีด้วยการก่ออิฐทำฐานสำหรับตั้งองค์พระยายมราชเสร็จแล้วก็ฉาบพร้อมทำบันได กว่าจะเสร็จก็ล่วงไปหลายวันทีเดียว หลังจากนั้นจึงขนทรายมาถมสถานที่ๆที่จะทำพื้นเพื่อที่นั่งเวลากราบไหว้ เมื่อขนทรายมาใส่จนเต็ม เราจึงขอแรงคนมาช่วยเทปูนตั้งแต่สายจนกว่าจะเสร็จก็บ่ายมากแล้วเมื่อเทปูนเสร็จคนที่มาช่วยก็กลับไปเหลือแต่เราผู้เดียวเพื่อรอเวลาให้ปูนแห้งเพื่อขัดมัน(ซึ่งใครเป็นช่างปูนจะรู้ดี) หลังจากปูนแห้งเราก็เริ่มขัดหน้าทันทีเพราะตอนนั้นเวลาก็ประมาณห้าโมงกว่า ใกล้หกโมง ในขณะขัดปูนนั้น เราหิวน้ำจึงเดินไปที่กระติกน้ำ เมื่อเปิดออกก็ถึงรู้ว่าน้ำหมดแต่มีลิโพอยู่สองขวด เราจึงดื่มไปขวดหนึ่งแล้วเริ่มขัดมันต่อ


จนใกล้เสร็จเราก็หิวน้ำอีกครั้ง(ซึ่งใครเป็นช่างปูนจะรู้ดีว่าการขัดมันนั้นจะใช้แรงมากแค่ไหน) ดังนั้นเราจึงดื่มลิโพที่เหลือแล้วขัดมันต่อ กว่าจะเสร็จก็ทุ่มกว่า เราจึงเลิกแล้วล้างมือก่อนจะนั่งพักที่ห้องพัก







(ต่อไปนี้เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ)พอถึงเวลาประมาณสองทุ่ม เราหายเหนื่อยแล้ว เราจึงออกจากห้องพักมานั่งที่หน้าที่พักแล้วเริ่มทบทวนมนต์ มนต์นั้นก็คือธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตํ คือบทแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ ปัญจวัคคีทั้งห้าเป็นครั้งแรก ในขณะทบทวนอยู่นั้นเราหลับตาพร้อมออกเสียงเพื่อทบทวนความจำ ในขณะนั้นเราเห็นเงาเหมือนคนเดินไปๆมาๆอย่างช้าๆ (ลองหลับตาในที่มีแสงไฟแล้วแล้วเอาอะไรโบกไปมาตรงหน้า)จนกระทั่งจบบทเราจึงเริ่มบทใหม่ บทนั้นคือ กรณียเมตฺตสุตฺตํคือบทที่พระพุทธเจ้าทรงประทานให้ภิกษุผู้เดินทางออกธุดงค์ ในขณะทบทวนนั้น เราก็ยังคงหลับตาอยู่


เงาดำๆก็ยิ่งมากขึ้น จนกระทั่งจบ เราก็รู้สึกวูบ คือรู้สึกเหมือนตกจากที่สูง(เราเคยตกจากที่สูงสามเมตรจึงรู้จักดี) ในขณะนั้นเรานั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติก เราจึงเอามือทั้งสองข้างเท้าบนพื้นแล้วล้มตัวลงนอน เมื่อเราลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้งเรายังรู้สึกมึนหัวอยู่ก็รู้สึกมีเสียงสั่งให้เรากลับห้อง(ทั้งๆที่รอบๆตัวเรามิมีใครเลยเพราะเราออกมานั่งข้างนอกซึ่งเป็นที่ไม่ใครชอบมาอยู่เพราะมันเป็นป่าช้าเก่า)เมื่อเราได้ยินเสียงนั้น เราจึงรีบเดินเข้าที่พัก ยังไม่ถึงห้องเราก็รู้สึกวูบอีกครั้ง คือรู้สึกว่าเซ เราจึงใช้มือเท้าพื้น มารู้สึกตัวก็รู้ว่านอนแล้ว


รอบตัวก็มีคนมาอยู่มุงหลายคน เมื่อเราถามว่าเราเป็นอะไร เขาบอกว่าเราล้ม เมื่อเราถามเวลา เขาบอกว่าสามทุ่มกว่า (ตอนนั้นถ้าไม่มีเสียงเตือน เราคงไม่เข้ามาในที่พักและคงไม่มีใครเห็น เราคงนอนตายอยูในในป่าช้าเก่าแน่นอนเพราะที่นั้นดึกๆจะไม่มีใครเดินผ่านเลย) เมื่อเราจะลุกขึ้น เรารู้สึกหมดแรง ลุกไม่ได้ เขาบอกว่าให้นอนอยู่เฉยๆเขาเรียกรถร่วมกตัญญูมาแล้วให้นอนรอ เราจึงนอนอยู่อย่างนั้น เมื่อรถมาเขาตรวจแล้วบอกว่าความดันต่ำมาก เขาไม่กล้าพาเราไปส่งโรงพยาบาลเพราะกลัวเราจะช็อค เขาจึงโทรเรียกรถพยาบาลมา


ในขณะรอรถพวกเขาชวนเราคุยไปเรื่อยๆ เมื่อรถมาพยาบาลก็ให้ออกซิเจน ถึงตอนนั้นเราก็จำไม่ได้แล้ว รู้สึกตัวเหมือนตัวเคลื่อนไปมา จนกระทั่ง เรารู้สึกตัวอีกครั้ง เราก็เห็นน้องสาวยืนข้างเตียง เราถามว่ามากับใคร น้องสาวบอกว่าพ่อกับแม่ เมื่อเราถามว่ากี่โมง น้องสาวตอบว่าประมาณเที่ยงคืนครึ่ง ในขณะพ่อกับแม่เลี้ยงเดินเข้ามาพร้อมคนที่พาเรามาส่ง เราพูดไม่กี่คำ พยาบาลก็เอาลูกอะไรไม่รู้มาใส่ในปาก มันทำให้เราพูดไม่ชัดแล้วเราก็จำอะไรไม่ได้อีกครั้ง เรามารู้สึกตัวก็เห็นน้องสาวนั่งอยู่ข้างเตียง เราถามถึงพ่อกับแม่เลี้ยง น้องสาวบอกว่ากลับบ้านแล้ว ตอนเช้าจะรีบมา เมื่อเราถามว่ากี่โมง น้องสาวบอกว่าตีสี่ครึ่ง เราคุยกับน้องสาวไม่กี่คำ เราก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย







จนกระทั่งเดือนกรกฏา เราจึงรู้สึกตัวอีกครั้งแต่ว่าเราจำใครไม่ได้เลย แม้แต่พ่อ แม่เลี้ยงกับน้องสาวที่มานอนเฝ้าเรา(ทำให้เรารู้สึกรักแม่เลี้ยงมากขึ้น แต่รักน้องสาวมากกว่า) แม่เลี้ยงกับน้องสาวต้องคอยแนะนำคนที่มาเยี่ยมว่าเป็นใครชื่ออะไรและมาเยี่ยมกี่ครั้ง


ในขณะที่เราหลับไปร่วมสองเดือน เราฝันแปลก ฝันว่ามีสตรีสวมชุดขาวเหมือนคนถือศีลวันพระพาเราไปบนยอดเขาสูง บนยอดเขานั้นมีเหมือนวัดแต่สวยงามกว่าวัดที่เราเคยเห็น เป็นสถานที่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริงๆ สตรีนั้น เมื่อพาเรามาถึงสถานที่เหมือนวัดนั้น เราก็เอาของมาถวายพระและให้เราทาน พร้อมกับเอ่ยให้ทานก่อน ตอนเช้าค่อยทานอาหาร ตอนนั้นประมาณตีสี่เพราะตอนที่สตรีนั้นรับเรามา เราได้ยินเสียงตีระฆัง สตรีนั้น พาเราจากที่พักมาถึงสถานที่นี้แค่ไม่ถึงอึดใจเลย(ไม่ใช่อึดใจพระพุทธนะ)


หลังจากทานของว่างเสร็จ เรานั่งรอเวลาพอสว่างเราก็เดินลงจากยอดเขาพร้อมกับพระอีกหลายองค์เดินเป็นแถวน่าเลื่อมใสในระหว่างทางก็มีผู้ชายผู้หญิงสวมใส่ชุดขาวยืนรอใส่บาตรเป็นกลุ่มๆละสามสี่ห้าคนไม่เท่ากันมีตลอดทางจากยอดเขาจนถึงเชิงเขา ข้าวหรืออาหารมีกลิ่นหอมจริงๆเมื่อเดินลงมาถึงเชิงเขาและไม่มีใครใส่บาตรแล้ว สตรีนางนั้นพาพระและเรามาส่งที่ที่พักเหมือนเดิม และบางครั้งก็มีสตรีมานำพระพร้อมเราไปบนยอดเขาในตอนสายแล้วให้พระเดินรับบาตรจากยอดเขาลงถึงเชิงเขา หลายครั้งจนเราจำไม่ได้ แต่ที่จำได้คือบุรุษสตรีล้วนสวมใส่ชุดขาวทุกคนและอาหารก็มีกลิ่นหอมเหมือนกัน


แม่เลี้ยงบอกว่าหมอบอกว่าจะผ่าตัดเราตอนสามเช้า อาการคือเส้นเลือดหัวใจตีบสองเส้น หลังจากหมอผ่าตัดแล้ว อาการตามมาคือเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่ได้ ทำให้เลือดในสมองฝ่อและทำให้ความจำเสื่อม(เป็นตั้งแต่สามทุ่มผ่าตัดสามโมงเช้า) หมอให้กินยาละลายลิ่มเลือดและเป็นอัมพฤตข้างขวาคือมือข้างขวาไม่มีแรงและกระดิกไม่ได้หมอให้ทำกายภาพบำบัด ส่วนมือข้างซ้ายมีอาการชาทั้งแขนหมอบอกว่าไม่นานจะหาย เมื่อเราได้ยินก็ตกใจมาก เมื่อเราลองออกเดินก็รู้สึกขาข้างซ้ายชาถึงปลายนิ้ว แต่ข้างขวาไม่เป็น อาการอะไร การทรงตัวไม่ดี ต้องค่อยๆเดินใช้ที่ยันหัดเดินพร้อมกับหัดใช้มือขวาหัดเขียนตัวหนังสือ ตั้งแต่กอไก่ขอไข่ไปเรื่อยๆแรกๆเขียนไม่เป็นตัวเหมือนเด็กหัดเขียน ส่วนหนังสือลืมหมดเลยแม้กระทั่งบทสวดมนต์ที่น่าเสียดายคือบทปาฏิโมกข์ลืมหมดเลย







ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียวเพราะเราท่องถึงสามปี(ถึงตอนนี้ก็ยังจำไม่ได้) ส่วนการพูดลิ้นแข็งทำให้พูดไม่ชัด เหมือนคนลิ้นไก่สั้น (ไม่น่าเชื่อเลย แค่เข้าโรงพยาบาลครั้งเดียว เราได้ของมาเพียบเลยล้วนแต่เป็นของที่เราไม่คิดว่าจะได้) แม่เลี้ยงบอกว่าเรานอนอยู่ในห้องไอซียูสิบกว่าวันถึงออกมาอยู่ในห้องพิเศษและเมื่อร่างกายดีขึ้นคือไม่ต้องใช้ท่ออ๊อกสิเจน พ่อก็พาออกมาจากโรงพยาบาลมาอยู่สถานฝักฟื้นเสียเงินเดือนละสองหมื่นในสถานพักฟื้นนั้นมีนางพยาบาลหลายคนปรับเปลี่ยนเวรเฝ้า มีคนป่วยห้าคน และเรามารู้สึกตัวที่นี่เอง ในระหว่างนั้นเราไม่มีสติเลย


เราอยู่ในสถานพักฟื้นนั้นสองเดือนจนกระทั่งเดือนสิงหา เราจึงออกจากออกสถานพักฟื้นนั้นมาอยู่ที่พัก ในระหว่างนั้นก็มีคนมาเยี่ยมหลายคน เราพยายามฟื้นความจำเกี่ยวกับคนเหล่านั้นซึ่งก็จำได้บางคนเท่านั้น จนกระทั่งเดือนตุลาจึงสามารถฟื้นความจำได้บางอย่าง


จนกระทั่งเดือนธันวา เราเดินทางไปวัดป้อมฯเพื่อหาเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันพร้อมไปเอาคอมฯเพราะในคอมฯมีเรื่องที่เราเขียนไว้และเอาหนังสือด้วยและที่ขาดไม่ได้คือเพื่อนคนไกล มิไม่น่าเชื่อ แค่สามชั้น เราหยุดพักหลายครั้ง ทั้งๆที่เรารู้สึกว่าเดินได้ดีแล้ว แต่พอทำจริงมันลำบากกว่าคิดเพราะเหนื่อยมาก เมื่อเราไปถึงห้อง เราจึงส่งข้อความไปบอกกับเพื่อนคนไกลก่อนเลย


หลังจากเราเจอเพื่อนๆเมื่อเห็นเรา เขาต่างก็ดีใจ เพราะเพื่อนๆที่ไปเยี่ยมเรา ตอนเราหมดสติ เขาคิดว่าเราคงไม่รอด เพราะเรานอนอยู่เฉยๆเหมือนเป็นเจ้าชายนิทราเลย เมื่อเห็นเราไปหาเขาก็ดีใจ เขาบอกว่าเขารู้จักรู้หมอฝังเข็มแล้วเขาพาเราไปหาหมอฝังเข็ม หลังจากฝังเข็มอาการเราดีขึ้น พูดพอชัดแต่ต้องพูดช้าๆและใช้พูดทีและคำ มือพอกระดิกได้แต่เราได้ไปหาหมอฝังเข็มเพียงหกครั้งเพราะเรารู้ว่าหลังจากฝังเข็มมากอาจจะมีอาการข้างเคียง เราจึงพัก แต่ใช้วิธีอบยาแทนโดยอบยาอาทิตย์ละสี่วัน อบยาหลังจากอบยาสองเดือน อาการดีขึ้นมากสามารถเดินดีขึ้นขาซ้ายมือซ้ายไม่ชามือขวามีแรงขึ้นใช้มือซักผ้าได้เองแต่อาการหอบยังคงมีอยู่


เดือนมิถุนายน เพื่อนที่สุราษฏร์ส่งข่าวว่าเจ้าอาวาสมรณภาพ เราจึงลงไปงาน เพื่อนคนนี้เป็นรองอาวาส เขาพบเรา เขาจึงชวนเราให้อยู่ด้วยเพื่อรักษาตัว เราจึงรับปากอยู่กับเขา เมื่อไปอยู่กับเขา เขาพาเราไปฉีดยาคลายเส้นที่จังหวัดกระบี่ อาทิตย์ละครั้ง นอกจากนั้น เขาพาเราไปอบยาที่โรงพยาบาลโรงท่าโรงช้าง ที่นั่น เขามีการอบยาและประคบยาและเปายา เราชอบเปายามากเพราะทำให้หายใจคล่อง ไม่เหนื่อยมากเหมือนก่อน เขาพาเราไปอาบน้ำพุร้อนด้วย


เมื่อเราไปอยู่ประมาณเดือน เราสามารถเดินได้ประมาณสามกิโลเมตรได้โดยไม่เหนื่อยมาก เมื่ออยู่ได้ประมาณสองเดือน เราก็สามารถเดินได้หกกิโลเมตรได้อย่างสบายมาก ส่วนความจำก็ดีขึ้นมาก เมื่อตุลาคม ซึ่งครบกำหนดสามเดือน เราจึงลาเพื่อนนั้นกลับมาอยู่ในสมุทรสาคร ถึงตอนนี้ เราทำงานเกือบปรกติที่เหลือคือยังเขียนตัวหนังสือไม่สวยเหมือนเดิม เพราะมือยังสั่นเล็กน้อยกับความจำยังไม่เท่าเดิม คือยังจำไม่นาน การพูดประโยคยาวไม่ได้ คือเมื่อพูดประโยคยาว ลิ้นรู้สึกแข็งพูดไม่ชัด หมอที่จ.กระบี่บอกให้รักษาตัวสามปี แล้วทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม






แต่ว่า เราเสียเวลาไปหนึ่งปีแล้วที่ไม่ได้สอบ เราไม่อยากเสียเวลาอีก ดังนั้น เราจึงลงชื่อสอบด้วย ยังเหลือเวลาสองเดือนกว่าจะสอบ ร่างกายเรา คงจะดีกว่าเดิม ขอบคุณเพื่อนคนไกลที่คอยเป็นห่วงที่จจะหาหมอปลามาช่วยจิ(ในระหว่างที่เราป่วย เราไม่เคยกินยาอื่นเลย นอกจากยาที่หมอจัดให้) อยากให้รู้ว่าคิดถึง...ภาคเรียงฝัน.....วันเศร้า.....ตอนเกือบได้ไปอยู่กับเพื่อนทั้งสองแล้ว

เอกมฺปิ ปาปํ กโรติ ปาโปเยวาติ วุจฺจติ.
บุคคลทำความชั่วแม้ครั้งเดียวเขาก็เรียกว่าคนชั่วเหมือนกัน.



ปีศาจน้อย...










 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2557
1 comments
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2557 11:22:43 น.
Counter : 540 Pageviews.

 

สวัสดีค่ะคุงผี เมื่ออากาศเย็นๆกลับนึกถึงความเผ็ดร้อนของต้มยำสิน่ะ555



 

โดย: ญามี่ 6 พฤศจิกายน 2557 9:56:26 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


คืนฝันปีศาจน้อย
Location :
สมุทรสาคร Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




web stats
free counters
Friends' blogs
[Add คืนฝันปีศาจน้อย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.