นานาสาระ
<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
12 มีนาคม 2553

รวมนิทานสร้างแนวคิด

พนักงานขายรองเท้า

มีบริษัทผลิตรองเท้าบริษัทหนึ่ง ประสบความสำเร็จมาก วันหนึ่งฝ่ายบริหารประชุมกัน
และพิจารณาที่จะเปิดตลาดในทวีปแอฟริกา จึงส่งพนักงานขายอันดับ 1 ไปยังแอฟริกา
เพื่อทำการศึกษาศักยภาพของตลาด เมื่อไปถึงแอฟริกา เซลล์แมนสังเกตว่าชาวแอฟริกัน
ส่วนมากเดินด้วยเท้าเปล่า เขาก้อเลยส่งข่าวกลับไปด้วยข้อความที่ว่า “ข่าวร้าย ที่นี่ไม่มี
ใครสวมรองเท้าเลย” และก็ส่งรายงานตามไปอีกว่า ไม่มีตลาดรองเท้าในทวีปแอฟริกานี้
ฝ่ายบริหารก็พิจารณาว่า ควรจะหาข้อมูลเป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้แน่ใจ จึงตัดสินใจที่จะส่ง
เซลล์แมนอีกคนหนึ่งไปเพื่อประเมินตลาดแห่งนี้ พนักงานขายคนที่ 2 เมื่อไปถึงแอฟริกา
ก็มีความตื่นเต้นมาก และส่งข่าวกลับมาทันทีด้วยข้อความว่า “ข่าวดี ไม่มีใครที่นี่ใส่รองเท้า
เลย” เขารีบเดินทางกลับและรายงานแก่ฝ่ายบริหารว่า “สุภาพบุรุษทั้งหลาย เรากำลังจะ
รวย เพราะมีตลาดใหญ่มากในแอฟริกา และสิ่งสำคัญที่เราต้องทำคือ ให้การศึกษาแก่
ชาวแอฟริกันว่าประโยชน์และความสำคัญของการใส่รองเท้าคืออะไร”
ชีวิต ก็คือ เราจะรับรู้อย่างไร มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในทุกๆเรื่องทุกๆเหตุการณ์
ท่านสามารถที่จะมองว่า “แก้วใบหนึ่งเต็มอยู่ครึ่งหนึ่ง หรือ ว่างเปล่าอีกครึ่งหนึ่ง” ท่าน
สามารถที่จะมองเห็น รูโดนัท หรือตัวโดนัทเอง ทางเลือกอยู่ที่ตัวท่านเอง หรือท่านเพียง
ผู้เดียวที่จะตัดสินใจได้ แต่จำไว้ว่า ทางเลือกที่ท่านเลือกจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ
หรือความล้มเหลวของท่านเอง



--------------------------------------------------------------------------------




นายพลกับเด็ก

ครั้งหนึ่งมีนายพลต้องการที่จะข้ามแม่น้ำ เขาไม่แน่ใจว่าแม่น้ำนั้นลึกขนาดไหน
และไม่แน่ใจว่าม้าของเขาจะข้ามจะสามารถข้ามแม่น้ำนี้ไปได้ เขาก็เลยมองไปรอบๆ
เพื่อขอความช่วยเหลือ และพบเด็กชายตัวเล็กๆคนหนึ่งอยู่แถวนั้น ก็เลยถามความเห็น
จากเด็กคนนั้น เด็กชายมองไปยังขนาดของม้าของนายพลและก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้ว
บอกกับนายพลอย่างเชื่อมั่นว่า นายพลและม้าของเขาสามารถข้ามแม่น้ำไปได้อย่าง
ปลอดภัย นายพลจึงเดินหน้าต่อไปเพื่อข้ามแม่น้ำบนหลังม้าของเขา เมื่อนายพลไปถึง
กลางแม่น้ำ เขาก็พบว่าแม่น้ำนั้นลึกมาก และเขากำลังจะจมน้ำ ด้วยความตื่นตะหนก
เขาก็ตะโกนไปยังเด็กชายคนนั้นว่าเด็กจะต้องถูกลงโทษ เด็กผู้ชายตกใจและตอบกลับ
มาด้วยความไร้เดียงสาว่า “แหม ท่านนายพล ผมเคยเห็น เป็ดมันสามารถข้ามแม่น้ำ
ได้ทุกวันไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย เป็ดมีขาสั้นกว่าม้าอีกแต่ทำไมถึงข้ามไปได้ละครับ”
หลักการของความสำเร็จ
ถ้าคุณต้องการคำแนะนำ ก็ขอให้ขอคำแนะนำจากผู้รู้ แต่ขอให้แน่ใจว่าความคิด
เห็นนั้นเป็นความคิดเห็นของผู้ที่รู้จริงในเรื่องนั้นๆ มิเช่นนั้น ท่านอาจจะเสียโอกาสได้



--------------------------------------------------------------------------------


นกอินทรีย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีแม่นกอินทรีตัวหนึ่งบังเอิญออกลูกมาเป็นแฝด แม่อินทรีก็เฝ้าฟูมฟักลูกทั้งสองบนหน้าผา แต่มาวันหนึ่งพายุได้พัดมาที่รังของนกอินทรีพัดเอาแฝดผู้น้องตกลงไปยังพื้นเบื้องล่าง เดชะบุญที่ตรงนั้นมีแม่ไก่กับลูกฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ แม่ไก่ได้ฟูมฟักลูกนกอินทรีประดุจดั่งเป็นลูกของตัวเองจนเติบใหญ่ สอนเดินแบบไก่ หากินแบบไก่ และก็ร้องแบบไก่ จนอินทรีแฝดผู้น้องเข้าใจว่าตนเองนั้นคือไก่จริงๆ มาวันหนึ่งแม่นกอินทรีหัดให้แฝดผู้พี่บิน แฝดน้องที่อยู่ด้านล่างเห็นแฝดพี่บินก็วิ่งไปถามแม่ไก่ว่า “แม่ๆดูนกบนนั้นบินสิครับ สง่างามจังเลย ผมอยากทำได้แบบนั้นจัง” แม่ไก่ได้ยินดังนั้นจึงตอบนกอินทรีผู้น้องไปว่า “ลูกเอ๋ยเป็นไปไม่ได้หลอก ข้างบนนั้นคือพญานก เป็นนกอินทรีผู้สง่างาม แต่เราเป็นไก่เราทำแบบเขาไม่ได้หรอกลูก” ลูกนกอินทรีผู้น้องก็รับคำ และอยู่กับแม่ไก่สืบต่อไป.....

วันนี้เราอาจเป็นลูกนกอินทรีที่อาศัยอยู่กับฝูงไก่ก็ได้ เมื่อเราทำอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่อาจมีเสียงทักจากบุคคลรอบข้างว่า “เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้” แต่ถ้าท่านยังไม่ตัดสินใจลงมือทำและแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ท่านจะรู้อย่างไรว่าท่านไม่ใช่พญานกอินทรี ????



--------------------------------------------------------------------------------




เวลาใครถูก

มีชายหัวหน้าคนงานคนหนึ่งทำงานที่โรงงาน ทุกเช้าระหว่างทางที่เขาไปทำงาน เขาก็จะผ่านร้านขายนาฬิกา เขาก็จะหยุดที่ร้านและตั้งเวลาที่นาฬิกาข้อมือของเขาและเดินต่อไปเพื่อไปทำงาน เขาทำเช่นนี้ทุกๆวัน เจ้าของร้านนาฬิกาก็สงสัยอยากรู้ว่า ทำไมเป็นเช่นนั้น วันหนึ่งเมื่อชายคนนั้นมาหยุดที่หน้าร้าน เขาก็เลยถามว่า เขาทำอะไรน่ะ ชายหัวหน้าคนงานตอบว่า เขาเป็นหัวหน้าคนงานของโรงงานแห่งหนึ่งทุกๆวันเขาก็จะต้องทำหน้าที่ในการสั่นกระดิ่งเพื่อให้สัญญานบอกว่า ถึงเวลา 5 โมงเย็น เป็นเวลาเลิกงานของวันนั้นแล้ว เขาต้องการความเที่ยงตรงในเวลานั้นมาก ดังนั้นทุกๆ วัน เขาก็จึงต้องมาที่นาฬิกาเรือนใหญ่ของร้านนี้ และปรับเวลาที่นาฬิกาข้อมือของเขาให้ตรงกับนาฬิกาเรือนนี้ เจ้าของร้านนาฬิกาก็หัวเราะและพูดว่า จริงๆแล้วเมื่อผมได้ยินสัญญาณจากโรงงาน
ผมก็รีบกลับไปตั้งเวลาของผมเช่นกัน....
เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเราถ้าเราจะประสบความสำเร็จ เราต้องทำตามและเลียนแบบ ผู้นำที่ถูกต้อง เราควรจะมีผู้นำที่เป็นแบบอย่าง ซึ่งมีลักษณะที่ดี มีคุณค่า มีความน่าเชื่อถือ มิฉะนั้นแล้วแม้ว่าเราอาจไปยัง จุดสูงสุดของบันไดก็ตาม แต่ก็มาตระหนักทีหลังว่า เราอยู่บนบันไดที่ผิด



--------------------------------------------------------------------------------


เรื่องของกบ

วันหนึ่งมีกบฝูงหนึ่งตกลงไปในรูของอ่างน้ำที่ลึกมา พวกมันพยายามระโดดขึ้นจากรู แต่รู้นั้นลึกมากจึงออกมาไม่ได้ มีกบอีกฝูงหนึ่งเฝ้าดูที่ปากรู และพูดคุยถึงชะตากรรมของฝูงกบโชคร้ายที่อยู่ก้นรู แล้วเริ่มส่ายหัวเพื่อเป็นสัญญญานให้กบข้างล่างรู้ว่า "ไม่มีทางที่พวกเจ้าจะขึ้นจากรูนี้ได้หรอก จงทำใจให้ผ่อนคลายและรอเวลาตายซะเถอะ"กบที่อยู่ในรูจึงละความพยายาม ไม่กระโดดและดิ้นรนอีกต่อไป ยกเว้นกบตัวน้อยๆ ตัวหนึ่งซึ่งยังคงพยายามกระโดดและดิ้นรนต่อไป สุดท้ายกบที่หยุดดิ้นรนก็ได้ตายลงไปจริงๆ แต่กบตัวน้อยที่ยังคงพยายามกระโดดออกจากรูก็สามารถที่จะมีชีวิตรอดได้ ที่จริงแล้วเจ้ากบตัวนั้นไม่ได้หยุดกระโดดเพราะว่ามันหูหนวก และคิดว่ากบที่อยู่ด้านบนได้พยายามให้กำลังใจให้มันพยายามต่อไป ในการประสบความสำเร็จ เราต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยความฝันและเป้าหมาย อาจมีคนจำนวนมากมายที่หัวเราะเยาะเย้ย และไม่ให้กำลังใจเรา
ผู้คนต่างก็ชอบออกความเห็นต่อคุณอยู่เสมอๆ ด้วยความหวังดีบางคร้งคนใกล้ชิดกลับเป็นผู้ทำลายกำลังใจเรา ในการประสบความสำเร็จ เราจำเป็นต้อง "หูหนวก" ต่อคำพูดของคนที่มองโลกในแง่ร้ายเหล่านั้น ให้ก้าวไปข้างห้ามุ่งสู่สิ่งที่เรากระทำและจุดหมายปลายทางที่เราตั้งเป้าหมายไว้



--------------------------------------------------------------------------------




เด็กชายกับต้นแอปเปิ้ล

กาลครั้งหนึ่งมาแล้ว มีต้นแอปเปิ้ลใหญ่อยู่ต้นนึง
เด็กชายเล็กๆคนนึงชอบที่จะมาเล่นรอบๆต้นแอปเปิ้ลนี้ทุกวัน
หนูน้อยจะปีนต้นไม้เล่น ปลิดลูกแอปเปิ้ลมากินและก็งีบหลับใต้ต้นไม้นั้น
หนูน้อยรักต้นแอปเปิ้ลมาก และต้นแอปเปิ้ลก็รักแกเช่นกัน

แต่เวลาผ่านไป.... เด็กน้อยโตขึ้น
และไม่มาเล่นใต้ต้นแอปเปิ้ลทุกวันเหมือนก่อนแล้ว
วันนึง เด็กชายกลับมาพร้อมกับท่าทางหงอยเหงา
”มาเล่นด้วยกันเถอะ” ต้นแอปเปิ้ลชวนเด็กชาย
”ฉันไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่อยากเล่นรอบต้นไม้อีกแล้ว “
เด็กชายตอบ “ฉันอยากเล่นของเล่น แต่ไม่มีเงินซื้อมัน”
”เสียใจด้วย ฉันก็ไม่มีเงิน...แต่เธอพอจะเก็บลูกแอปเปิ้ลของฉันไปขายได้นะ
เธอจะได้มีเงิน” ต้นแอปเปิ้ลกล่าว
เด็กใจดีใจมาก เก็บลูกแอปเปิ้ลจนหมดต้น
และจากไปอย่างมีความสุข และก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยหลังจากนั้น
ทิ้งให้ต้นแอปเปิ้ลเสียใจ

วันนึง ต้นแอปเปิ้ลตื่นเต้นที่เห็นเด็กชายกลับมา
”มาเล่นด้วยกันเถอะ” ต้นแอปเปิ้ลชวน
”ฉันไม่มีเวลาที่จะเล่นแล้ว ฉันต้องทำงานเพื่อครอบครัวของฉัน
เราต้องการจะสร้างบ้าน เธอพอจะช่วยฉันได้ไหม?”
”เสียใจด้วย
ฉันไม่มีบ้านจะให้เธอ...แต่เธอพอจะตัดกิ่งของฉันไปสร้างบ้านของเธอได้นะ”

เด็กชายจึงตัดกิ่งแอปเปิ้ลหมด และจากไปพร้อมกับความสุข
ต้นแอปเปิ้ลดีใจที่เห็นเด็กน้อยมีความสุขแต่เด็กชายก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย

ทิ้งให้ต้นไม้ต้องเสียใจและเดียวดายเช่นเคย


วันนึงในฤดูร้อน เด็กชายได้กลับมาอีก ต้นแอปเปิ้ลดีใจมาก
”มาเล่นด้วยกันเถอะ” ต้นแอปเปิ้ลชวน
”ฉันแก่มากจนเล่นไม่ไหวแล้วฉันอยากจะไปแล่นเรือเพื่อพักผ่อนในช่วงสุดท้าย
มีเรือให้ฉันยืมบ้างไหม?”
”ใช้ลำต้นฉันมาสร้างเรือสิ เธอจะได้แล่นเรือไปไกลตามที่ต้องการ”
เด็กชายจึงตัดต้นไม้มาสร้างเรือ และเขาก็แล่นเรือจากไป
ไม่ได้กลับมาให้เห็นอีกนาน

สุดท้าย หลายปีผ่านไป เด็กชายก็กลับมา
”ฉันเสียใจด้วย เด็กน้อยของฉัน
ฉันไม่มีอะไรเหลือจะให้เธออีกแล้ว แม้แต่ลำต้นให้ปีนก็ไม่มี”
ต้นแอปเปิ้ลกล่าว
”ฉันก็แก่เกินไปแล้วเหมือนกัน” เด็กชายตอบ
”สิ่งเดียวที่ฉันพอจะเหลือให้เธอได้คือ รากที่กำลังจะตายของฉันเท่านั้นเอง”
ต้นไม้ร้องไห้
”ฉันไม่ต้องการอะไรมากหรอก นอกจากที่ซึ่งจะได้เอนกายพักผ่อน
ฉันเหนือ่ยล้ามาหลายปีแล้ว” เด็กชายตอบ
”ดีเลย รากไม้นี่แหละคือที่ๆดีที่สุดที่จะเอนกาย นั่งลงสิและพักผ่อนเถิด”
เด็กชายนั่งลง ต้นแอปเปิ้ลดีใจมาก และยิ้มทั้งน้ำตา....

นี่คือเรื่องราวของเราทุกคน
ต้นแอปเปิ้ลก็เปรียบได้กับพ่อแม่ของเรา
ตอนเรายังเด็ก เราอยากเล่นกับพ่อแม่ของเรา
แต่พอเราโต เราก็จากพวกเขาไป
จะกลับมาก็ต่อเมื่อ เรามีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ
แต่อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ของเราก็ยังอยู่ที่นั่นเสมอ
คอยให้ทุกอย่างเพื่อให้เรามีความสุข

คุณอาจจะคิดว่าเด็กชายในเรื่องช่างโหดร้ายต่อต้นแอปเปิ้ล
แต่เราล่ะ ไม่ได้ทำเช่นเดียวกันกับพ่อแม่ของเราหรือ.....



--------------------------------------------------------------------------------




กับดักหนู

วันหนึ่งหนูน้อยตัวหนึ่งมองผ่านทางรูฝาผนังบ้านเห็นภรรยาของชาวนากำลังตั้งกับดักหนู ด้วยความตื่นเต้นตกใจ เจ้าหนูน้อยกระโจนออกไปกลางลาน พร้อมตะโกนด้วยความตกอกตกใจกลัวภัยอันตรายที่จะเข้ามาใกล้ตัวแล้ว “ กับดักหนูอยู่ในบ้าน กับดักหนูอยู่ในบ้าน”แม่ไก่ได้ยินเข้ามองหนูอย่างเยาะยันพร้อมพยักไหล่อย่างไม่แยแส “ เจ้าหนูน้อย ข้าได้ยินแล้วว่าภัยใกล้ตัวเจ้า แต่นั่นมันเป็นเรื่องของเจ้า กับดักหนูไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะสนใจอะไร มันไม่ธุระของข้า” ว่าแล้วก็คุยเขี่ยหาอาหารอย่างทองไม่รู้ร้อนต่อไปเจ้าหนูน้อยวิ่งหน้าตั้งไปยังหมูซึ่งกำลังใช้จมูกขุดคุยอาหาร “ หมู หมู นายรู้หรือเปล่ามีกับดักหนูอยู่ในบ้าน” หมูได้ยินพยักหน้ารับ พร้อมบอกว่า “ เจ้าหนูน้อย ข้ารู้สึกสงสารแกจริง ๆ แต่ข้าไม่สามารถจะช่วยอะไรเจ้าได้หรอก นอกจากจะสวดมนต์ภาวนาให้เจ้าปลอดภัยเท่านั้น ข้าจะสวดมนต์ภาวนาให้เจ้าทุก ๆ ครั้งก่อนนอน”ด้วยความหมดอาลัยตายอยาก เจ้าหนูวิ่งโร่ไปหาวัวซึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่ข้างๆ บ้าน “ นาย นาย มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน” เจ้าหนูน้อยตะโกนบอกวัวด้วยเสียงระทึกกลัว วัวหันมายิ้มกับหนูน้อย พร้อม “ โม โม! เออ! จริงหรือ? น่ากลัวนะสำหรับเจ้า แต่ขอโทษทีเถอะสำหรับข้าไม่ได้สะเทือนซางเลย กับ กับดักหนูเล็ก ๆ แค่นั้น”ด้วยความหมดหวัง เจ้าหนูน้อยเดินคอตกกลับไปเผชิญชะตากรรมในบ้านอย่างโดนเดี่ยวหลังมืดสนิทคืนนั้น เสียงกับดักหนูงับเสียงดังสนั่น ภรรยาชาวนาลงมาดูหวังได้หนู แต่ในความมืดภรรยาชาวนามองไม่เห็นว่ากับดักหนูงับติดหางงูเห่าตัวใหญ่อยู่ ในความมืดงูเห่ากัดภรรยาชาวนาต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล และกลับมารักษาที่บ้านแต่ปรากฏว่าภรรยาชาวนามีไข้ขึ้นสูง ชาวนาทุกคนรู้ยาแก้ไขนั้นต้องให้คนไข้ทานซุ๊บไก่ ดังนั้นชาวก็ฆ่าไก่มาต้มซุ๊บให้ภรรยาทานแต่อย่างไรเสียอาการป่วยของภรรยาไม่ดีขึ้น มีเพื่อนฝูงเกือบทั้งหมู่บ้านมาเยี่ยมเฝ้าไข้กันเนื่องแน่น ชาวนาก็ต้องฆ่าหมูเพื่อทำอาหารเลี้ยงเพื่อน ๆที่มาปรนวิบัติภรรยาตัวเองเวลาผ่านไปภรรยาชาวนาก็ไม่ดีขึ้นในที่สุดก็ตายไป หลังจากนั้นก็มีงานศพใหญ่โตเพื่อนฝูงมาร่วมงานมากมาย ชาวนาก็ต้องเชือดวัวทำอาหารเลี้ยงแขกในงาน….เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ได้เล็ดลอดจากสายตาของเจ้าหนูน้อยตัวนั้นแม้แต่นิดเพราะเจ้าหนูน้อยได้เฝ้าสังเกตการณ์จากรูฝาผนังด้วยหัวใจที่แสนเศร้าสลดตลอดมา>>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้หากได้ยินภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่งในสังคมจงคิดเอาใจใส่หาทางช่วยเหลือ อย่าคิดว่าธุระไม่ใช่ จงจำไว้ว่าวันหนึ่งภัยเล็กน้อยนั้นจะลามใหญ่เป็นภัยถึงตัวได้>ฉะนั้นเราต้องเป็นหูเป็นตาให้แก่กัน อย่านึกว่าธุระไม่ใช่ ถ้าเช่นนั้น ในที่สุดก็ต้องตายเพราะถือว่าไม่ใช่เรื่องของตน ดั่งเช่น ไก่,หมู และวัว ในนิทานนี้แล…..



--------------------------------------------------------------------------------




รอยตะปู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อกับลูกชายคู่หนึ่งอาศัยอยู่กันสองคน ตัวลูกชายนั้นมีนิสัยขี้โมโหมากๆ โกรธง่าย เมื่อโกรธมักจะพูดต่อว่าคนรอบข้างอย่างรุนแรงพอไม่นานก็หายโกรธแล้วก็ไปขอโทษ แต่ทำให้ใครต่อใครเสียใจมามากมาย วันหนึ่งพ่อได้พูดกับลูกชายว่า“หากเจ้ารู้สึกโมโห โกรธขึ้นมาเมื่อใด เจ้าจงนำตะปูไปตอกที่ฝาบ้าน1 ดอก”ลูกชายก็รับคำ วันต่อมาก็ทำตาม พอเมื่อตกเย็นพ่อก็ถามลูกชายว่า“เจ้ารู้สึกดีขึ้นไหม” ลูกชายก็พยักหน้า“งั้นเราไปดูที่ฝาผนังบ้านกัน” พ่อบอกกับลูกชาย พลางเดินนำไปที่ฝาบ้าน ปรากฎว่ามีตะปูตอกอยู่ที่ฝาบ้านเต็มไปหมด“เจ้าลองถอนตะปูนี่ออกให้หมดเสียสิ”พ่อสั่ง ลูกชายทำตาม พลางถอนตะปูจำนวนมากนั้นออกไปจนหมด ซึ่งกินเวลานานพอสมควร“ตอนนี้ฝาบ้านเรามีแต่รอยตะปูเต็มไปหมดเลยนะ เจ้าสามารถทำให้รอยเหล่านี้หายไปได้หรือไม่”
ลูกชายก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้รอยตะปูที่นั้นหายไป แต่ทำเท่าไรก็ไม่ผล ผู้เป็นพ่อจึงสอนต่อไปว่า“เจ้าฟังไว้นะ การที่เจ้าตอกตะปูลงไปมันหมายถึงเวลาที่เจ้าบันดาลโทสะกับคนอื่น เจ้าอาจจะทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของคนอื่น จนเป็นร่องรอยเหมือนกับรอยตะปู ถึงแม้เจ้าจะถอนตะปูออกไปเหมือนกับการที่เจ้าไปขอโทษเขา รอยตะปูนั้นมันก็ยังอยู่ยากที่จะทำให้มันหายไป ใจคนก็เช่นกันเจ้าทำร้ายจิตใจเขาไปแล้วถึงแม้จะไปขอโทษแต่ความเจ็บปวดนั้นก็ยังติดอยู่ในใจเขาไปอีกนาน “หลังจากนั้นมาลูกชายก็ปรับปรุงตัวขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นกลายเป็นคนดีไม่โกรธใครง่ายๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา




--------------------------------------------------------------------------------




เพื่อนแท้

นานมาแล้ว มีชายหนุ่มสองคนเป็นเพื่อนรักกันเดินทางข้ามทะเลทราย ต่างต้องพบกับอุปสรรคต่างๆ มากมาย จนวันหนึ่งทั้งสองทะเลาะกัน เพื่อนคนหนึ่งตบหน้าอีกคนจนล้มลงไป เพื่อนคนที่โดนตบหน้าที่ล้มลงไปได้เขียนข้อความไว้ในผืนทรายว่า “วันนี้ฉันโดนเพื่อนรักตบหน้า”
วันต่อมาทั้งสองได้เดินทางต่อไป เมื่อถึงโอเอซิสกลางทะเลทรายทั้งสองต่างดื่มน้ำและอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เพื่อนคนที่เมื่อวานถูกตบหน้าได้พลัดตกลงไปในน้ำ ด้วยความที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็ร้องให้เพื่อนช่วย เพื่อนอีกคนได้ช่วยเขาขึ้นมาจากน้ำ ชายหนุ่มที่ตกน้ำรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนมาก จึงเขียนข้อความไว้บนแผ่นหินว่า “วันนี้เพื่อนรักช่วยชีวิตฉันไว้”
ชายหนุ่มผู้ช่วยชีวิตเพื่อนรักไว้เกิคความสงสัยจึงถามว่า เหตุใดเมื่อวานเขาตบหน้าจึงเขียนข้อความไว้ในผืนทราย และในวันนี้เขาช่วยชีวิตไว้จึงสลักไว้ที่แผ่นหิน
ชายหนุ่มอีกคนตอบว่า การที่เพื่อนทำไม่ดีกับเราเราไม่ควรจะจำไว้จึงได้เขียนไว้บนผืนทรายเพราะไม่นานลมก็พัดจนข้อความนั้นหายไป ส่วนการที่สลักข้อความไว้บนแผ่นหินนั้นก็เพราะเมื่อเพื่อนทำดีกับเรา เราควรจะจดจำมันไว้นานเท่านาน
เมื่อชายหนุ่มที่เคยทั้งช่วยชีวิตเพื่อนและเคยทำร้ายเพื่อนได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกสำนึกผิดและซาบซึ้งกับน้ำใจของเพื่อนรัก หลังจากนั้นเป็นต้นมาทั้งสองก็เป็นเพื่อนรักที่รักกันมากขึ้น และเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ



--------------------------------------------------------------------------------


เต่ากับปลา

ในกาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ในสมัยที่ สัตว์ ทั้งหลาย ยังสามารถพูด คุย ติดต่อสื่อสารกันได้ เหมือน คน ณ. ดินแดนที่แสนสงบ มีหนองน้ำแห่งหนึ่ง อยู่ชายป่า ในหนองน้ำนั้น อุดมสมบูรณ์ไปด้วย พืชพันธุ์ไม้น้ำ และ สัตว์น้ำ มากมาย หลากหลายพันธุ์ ซึ่งอาศัยพึ่งพา กัน และ ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขตามอัตภาพ
ในวันหนึ่ง เต่าน้อยตัวหนึ่ง ได้ขึ้นมาเยี่ยมชม ที่ชายน้ำ ดั่งที่เคยทำ และในวันนั้น เต่าน้อย มีความคิดที่ว่า น่าจะออกเยี่ยมชม ไปให้ไกลกว่าที่ เคย จึงได้ ขึ้นจากน้ำ และ เดินท่องไปในชายป่า ลึกเข้าไปเป็นลำดับ ได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย ผีเสื้อโบยบิน เป็นอิสระ สีสัน สวยงาม สัตว์ป่า สองเท้า สี่เท้า น้อยใหญ่ หากิน กันอยู่อย่างเป็นสุข ตามธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ตระหง่านสูงใหญ่ ต้นเล็กพลิ้วไหว โอนเอนไปมาตามกระแสลม นก ใหญ่ น้อย บินโฉบฉวัดเฉวียน ไปมา สรรพสำเนียง น่าชม ต้นไม้ ออกผล เป็นอาหาร หลากหลาย ดอกไม้ พืชพรรณ สีสัน สวยงาม ตระการตา แสง อาทิตย์ อันเจิดจ้า เป็นประกาย ให้ความสว่าง และ อบอุ่น แก่ สรรพชีวิต เป็นที่ตื่นตาตื่นใจ ต่อ เต่าน้อย
เมื่อได้ท่องชมธรรมชาติจนได้เวลากลับ เต่าน้อย ก็เดินทางกลับออกจากราวป่า มาสู่หนองน้ำ อันเป็น ที่พำนักอาศัย ด้วยความตื่นเต้น กับสิ่งที่ได้พบเห็นมา จึงได้นำสิ่งที่ได้พบเห็นมา ถ่ายทอดสู่ผองเพื่อน ปลาใหญ่ ปลาน้อย ทั้งหลาย ให้ได้ฟัง หวังว่าเหล่าเพื่อนปลาใหญ่น้อยจะพลอยมีความสุข และตื่นเต้น เช่นเดียวกับตน ด้วยดวงใจ อัน พองโต กระตือรือร้น…
แต่… สิ่งที่เกิดขึ้น เหล่า ปลาน้อย ปลาใหญ่ ต่างไม่พอใจ และ กล่าวหาว่า เต่าน้อย เปลี่ยนไป กล่าวหาว่า เต่าน้อย เป็น ผู้ที่ ขี้ปด มดเท็จ โกหก หลอกลวง เล่าเรื่องต่างๆที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ให้ฟัง จึงพากันลงความเห็น ว่า เต่าน้อย เป็นผู้ที่ ไม่สมควรที่จะคบหา ต่อไป พากันตัดมิตรภาพ ตัดความสัมพันธ์ อันดีแต่ก่อนมา และ พากัน ขับไล่ เต่าน้อยให้ ออกไปจากถิ่นที่อยู่อาศัย ในทันที…โดยมิพักว่าจะพิจารณาหรือไตร่ตรองสอบถามความใดในสิ่งใดๆ …….

นิทานเรื่องนี้ มีข้อเตือนใจ แทรกไว้ ให้ผู้มีดวงตาอันแหลมคม สมองเปี่ยมไปด้วยเหตุ และ ผล ดวงจิตที่เข้าใจใน วิถี แห่งการเรียนรู้ สุดแต่ผู้ใดจะมองเห็นเป็นอย่างไร สุดแต่จะเข้าใจและตีความตามประสงค์ ..



--------------------------------------------------------------------------------


ลานประหาร

ณ ลานประหาร........
นักศึกษาชายชาวอเมริกัน 3 คน เดินทางไปเที่ยวที่แม็กซิโก ในคืนวันหนึ่งทั้ง 3 คน ดื่มเหล้าในบาร์หนักไปหน่อย พอตอนเช้า ก็พบว่าทั้ง 3 คนติดอยู่ในคุกและโดนตัดสินประหารชีวิตไปเรียบร้อย แต่ทั้ง 3 คนไม่มีใครจำได้ว่าไปทำอะไรมาบ้างเนื่องจากเมาจัด เลยเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด
พอถึงวันประหารหลังจากที่นักศึกษาคนแรกถูกนำเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ไฟฟ้า เขาก็พูดสั่งเสียออกมาว่า
"ผมเป็นนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยแถบแกรนด์แคนยอน
ผมเชื่อในพลังของพระเจ้าและเชื่อว่าพระเจ้าจะเข้าข้างผู้บริสุทธิ์"
พอสิ้นเสียงเจ้าหน้าที่ก็สับสวิทช์เก้าอี้ไฟฟ้า ปรากฎว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เจ้าหน้าที่เลยเชื่อว่าพระเจ้าไม่ต้องการให้นักศึกษาคนนี้ตายจึงปล่อยตัวไป
เสร็จแล้วนักศึกษาคนที่ 2 ก็ถูกนำมานั่งเก้าอี้ไฟฟ้า แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสับสวิทช์ไฟ นักศึกษาคนที่ 2 ก็กล่าวมาว่า
"ผมเป็นนักศึกษากฏหมายอยู่ที่ มหาวิทยาลัยอริโซน่า
ผมเชื่อว่ากฏหมายอันศักดิสิทธิ์จะเข้าข้างผู้บริสุทธิ์เสมอ"
พูดจบเจ้าหน้าที่ก็สับสวิทช์ทันทีปรากฏว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เจ้าหน้าที่เชื่อว่ากฏหมายอันศักดิสิทธิ์ไม่ต้องการให้ชายผู้นี้ตายก็เลยยอมปล่อยตัวไป
หลังจากนั้นพอนักศึกษาคนที่ 3 ถูกนำมานั่งเก้าอี้ไฟฟ้าเขาก็กล่าวว่า
"ผมเป็นนักศึกษาวิศวะไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัย(ขอสงวนสิทธิ์ไม่เอ่ยนามสถาบัน)
และผมจะขอบอกพวกคุณว่าถ้าพวกคุณไม่ต่อสายไฟ 2 เส้นที่ขาดอยู่นั้นเข้าด้วยกัน
ไอ้เก้าอี้ไฟฟ้าตัวนี้ก็จะไม่มีวันใช้การได้"
หลังจากนั้นอีก 5 นาที วิญญานของนักศึกษาคนที่ 3 ก็ไปสู่สุขคติ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา
แต่สุดท้าย...รู้รักษาตัวรอดน่าจะเป็นยอดดีกว่า มั้ง



--------------------------------------------------------------------------------




เศรษฐีกับชาวนา

มหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่งสุดแสนจะภูมิใจที่ลูกชายวัยห้าขวบของเขากำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้นจึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ โดยส่วนตัวของเขาเองก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลกควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน
ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียวไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่อง "ความยากจนนั้น" เพราะเขามีความเชื่อว่าลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง และพักอยู่กับชาวนาเป็น เวลา 1 วัน 1 คืน เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของ เขาในวันต่อมามหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่าลูกชายได้อะไรบ้างจากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่า เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนาและพักแรมที่นั่น ซึ่งทำให้เขาได้พบว่า
.......ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่ ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าห้องทำงานของชาวนา
อาหารที่ชาวนารับประทานสามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆบริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร
เวลารับประทานอาหารก็มี เพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหารที่ยาวเกือบสิบเมตร และมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน
ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา ต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อที่จะได้ไม่ตกจากจักรยาน
แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพังโดยมีคนขับรถพาไปทุกที่
ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน
ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีดหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย.......
เขาขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้เขารู้คำตอบว่า..... จริงๆ แล้ว.......เรายากจนกว่าชาวนา มาก



--------------------------------------------------------------------------------


เลือกใครดี

ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากบ้านของเธอ และได้เห็นชายชราที่มีเคราสีขาว 3
คนนั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ของเธอ เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพูดกับเขาว่า
"ฉันไม่คิดว่าฉันรู้จักพวกคุณ แต่ท่าทางคุณต้องหิวแน่เลย โปรดเข้ามาในบ้านและทานอะไรซักหน่อยเถอะ"
"สามีของเธออยู่ในบ้านไหม" เขาถาม......................
"ไม่" เธอตอบ "เขาออกไปข้างนอก" .................
"ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เขาไปข้างในไม่ได้ดอก" เขาตอบ ................
ในตอนเย็น เมื่อสามีเธอกับมาบ้าน เธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น "ไปบอกพวกเขาซิ ฉันกลับมาบ้านแล้ว และเชิญเข้ามาในบ้านเถิด
" เธอก็ออกไปและเชิญพวกชายชรานั้นให้เข้ามาในบ้าน
"เราเข้าไปในบ้านพร้อมกันไม่ได้หรอก" เขาตอบ "ทำไมล่ะ" เธอถาม
ชายชราคนหนึ่งอธิบายว่า "เขาชื่อ ความมั่งคั่ง" เขาพูดและชี้ไปยังเพื่อนของเขา และชี้ไปยังอีกคนหนึ่งว่า "เขาคือ ความสำเร็จ และฉันคือ ความรัก" เขากล่าวต่อไปว่า
"บัดนี้ จงเข้าไปข้างในและปรึกษากับสามีของเธอว่า คนไหนในพวกเราที่คุณต้องการจะให้เข้าไปในบ้านของคุณ"
เธอกลับเขามาข้างในและบอกกับสามีของเธอ สามีของเธอรู้สึกดีใจมาก
"วิเศษจริง ๆ" เขากล่าว "เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเชิญ ความมั่งคั่ง เมื่อเขาอยู่กับเรา บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง" .........................
ฝ่ายภรรยาไม่เห็นด้วย "ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญ ความสำเร็จ ล่ะ"
ขณะนั้นลูกสะใภ้ได้ยินทั้งสองกำลังปรึกษาจากมุมหนึ่งของ บ้าน เธอก็เข้ามาและแนะนำว่า "จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราเลือก ความรัก บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความรักไง"
"เราฟังสิ่งที่ลูกสะใภ้แนะนำเถอะ"
สามีกล่าวกับภรรยา "ออกไปข้างนอกและเชิญความรักเขามาเป็นแขกของเราเถอะ"
ภรรยาออกไปและถามชายชราทั้ง 3 ว่า "ใครคือความรัก โปรดเข้ามาและเป็นแขกของเราเถอะ" ความรักลุกขึ้นและเดินไปยังบ้าน
ชายชราอีก 2 คนก็ลุกขึ้นและตามเขาไป ด้วยความประหลาดใจ ภรรยาถาม ความมั่งคั่ง และความสำเร็จว่า "ฉันเชิญเพียงความรัก"
ทำไมคุณถึงเข้ามาด้วยล่ะ" ชายชราตอบพร้อมกันว่า "ถ้าคุณเชิญความมั่งคั่ง หรือ ความสำเร็จ คนใดคนหนึ่ง อีกสองคนก็จะอยู่ข้างนอก
แต่เมื่อคุณเชิญความรัก ที่ใดที่เขาไป เราจะไปกับเขา "ที่ใดมีความรัก ที่นั่นก็จะมีความมั่งคั่งและความสำเร็จ"
แล้วคุณละคุณจะเลือกใคร.........ถ้าคุณไม่อ่านจนจบ.....................



--------------------------------------------------------------------------------
กวางตกหน้าผา



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ประเทศจีน ..
ยังมีชาวนาคนหนึ่งเป็นคนที่มีนิสัยขยันขันแข็ง
หลังจากทำไร่ไถนาตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ทำให้
ชาวนารู้สึกเหน็ดเหนื่อย จึงได้เดินไปนอนเล่น
พักเหนื่อยอยู่ใต้ร่มเงาหน้าผาใกล้ ๆ
ขณะนั้นเอง ณ ทุ่งหญ้าบนภูเขา ได้มีกวางหนุ่มตัวหนึ่ง
วิ่งหนีเสือที่ไล่กวดมาอย่างกระชั้นชิด
เจ้ากวางวิ่งหนีจนมาถึงริมหน้าผา และได้พลาดตก
จากหน้าผา ร่วงลอยละลิ่วลงมากระแทกพื้นตาย ณ ตรงหน้า
ชาวนาที่กำลังนอนหลับ เสียงดังสนั่นจนชาวนาสะดุ้งตื่น
วันนั้นชาวนาผู้โชคดีจึงได้กินเนื้อกวางย่างอันแสน
โอชะ แถมยังได้แล่เนื้อกลับเอาไปตากแห้ง เก็บไว้กิน ได้เป็นเดือน ๆ
ชาวบ้านต่างลือกันไปทั่วถึงความมีโชคดีของชาวนาคนนี้
ยังมีชาวนาอีกคนหนึ่งได้ยินข่าวลือ ก็นึกอยากจะ
ได้เนื้อกวางแสนอร่อยมากินเหมือนกับชาวนาคนแรก
เขาจึงได้บอกภรรยาว่าต่อไปนี้จะไม่ออกไปทำนา แต่
จะไปนอนที่ริมหน้าผาเพื่อรอให้กวางตกลงมาอีก
ตนจะได้นำเนื้อกวางมาเลี้ยงครอบครัว และ ถ้าได้กวาง
บ่อยๆ เขาจะได้เลิกอาชีพชาวนาสักที
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชาวนาคนที่สอง ก็ได้แต่ไปนั่ง
ๆ นอนๆ ที่ใต้หน้าผาแห่งนั้น เพื่อรอกวางตกลงมาจาก
หน้าผา ไม่ยอมทำงานทำการเหมือนอย่างเคย
ชาวนาเฝ้ารออยู่หลายวันหลายคืน แต่กวางก็ไม่ยอมตกลงมาสักที
ด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชาวนาอุตส่าห์จุด
ธูปไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา อ้อนวอนขอให้ดลบันดาลกวางตก
ลงมาให้เป็นลาภปาก เขาเฝ้าวิงวอนอยู่เช่นนี้ทั้งวันทั้งคืน
จนร่างกายผ่ายผอม แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนที่สุดภรรยาของเขาทนไม่ไหว ขู่ว่าจะหอบเสื้อผ้าหนีไป
หากยังไม่ยอมไปทำการทำงาน ประกอบกับเพื่อนบ้าน
พากันหัวเราะเยาะขบขัน ชาวนาจึงจำใจต้องเลิกรา
ความตั้งใจ หันกลับไปทำนาเช่นเดิม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.. คนขยันหมั่นทำการงานให้เหมาะเจาะ ย่อมหาทรัพย์ได้.
ส่วนคนโง่ที่นั่งคอยดวงคอยวาสนา ย่อมพบแต่ความพินาศร่ำไป



--------------------------------------------------------------------------------







มนุษย์ท่อ

มีชาย 2 คนเป็นเพื่อนรักกันมากคนหนึ่งชื่อนายอ้วน อีกคนชื่อนายผอม วันหนึ่งทั้งคู่ได้ไปรับจ้างผู้มีอันจะกินคนหนึ่งในหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ ลักษณะงานที่ทั้งสองทำคือหาบน้ำจากบนภูเขามาส่งที่หมู่บ้าน ทั้งคู่ขยันทำงานมาก เพราะแต่ละคนต้องการในสิ่งที่ตัวเองฝัน
นายอ้วนมีความฝันอยากได้บ้านหลังใหม่ 1 หลัง เพื่อจะได้พักผ่อนยามที่กลับจากทำงาน ส่วนนายผอมมีความฝันอยากมีเงินเยอะ ๆ
ทั้งคู่จึงได้ปรึกษาหารือกันว่าทำอย่างไร ถึงจะได้ตามที่ตัวเองฝัน นายอ้วนมีความคิดว่าเขาน่าจะสร้างถังให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่จะจุน้ำได้มากขึ้น เขาจะได้มีเงินเยอะขึ้น เขาจึงสร้างถังใหญ่ขึ้น และใช้ถังที่เขาสร้างมาใหม่ใช้ทำงาน ส่วนนายผอมมีความคิดว่าน่าจะมีวิธีนำน้ำจากบนภูเขามาที่หมู่บ้านโดยที่เขาเหนื่อยน้อยที่สุดและมีเงินไหลเหมือนท่อน้ำ เขาจึงได้วางแผนที่จะสร้างท่อเพื่อที่จะนำน้ำบนภูเขาให้ไหลมาตามท่อส่ง โดยช่วงแรกกำลังสร้างท่ออยู่นั้น นายผอมมีความลำบากและกดดันอย่างมากในการทำงาน ไม่ท้อต่ออุปสรรคแต่ด้วยความมุมานะที่จะทำให้สำเร็จตามที่ตัวเองฝัน เขาจึงลงมือสร้างท่อต่ออย่างเข้มแข็งและอดทน และทนกับคำดูถูกของนายอ้วนและกลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่หาว่าเขาบ้า...
นายอ้วนต้องตื่นแต่เช้าเพื่อที่ที่จะหาบน้ำเพื่อให้ได้ปริมาณมากขึ้นแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนในแต่ละวัน กาลเวลาผ่านไประยะหนึ่งมืดเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหว เพราะต้องทำงานหนักทั้งวันและไม่มีเวลาพักผ่อน นายอ้วนจึงล้มป่วยลง และเงินที่เขาเก็บจะซื้อบ้านจึงหมดลงเพราะต้องเอาไปรักษาตัวเอง เมื่อไม่สบายก็ไม่สามารถทำงานได้ รายได้จึงไม่เกิด ความฝันที่จะได้บ้านหมดลงเขาต้องทิ้งภาระอันหนักให้เมียกับลูกดูแล ความฝันที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็คือทำอย่างไรให้ตัวเองหายป่วยและไม่ต้องเป็นภาระให้ลูกและเมีย
นายผอมสามารถสร้างท่อได้สำเร็จและสามารถส่งน้ำไปที่หมู่บ้านได้ตลอดเวลา นั้นก็หมายความว่าเงินก็ไหลตามมา เขาเองไม่ต้องตื่นนอนแต่เช้า ชีวิตมีอิสระเต็มที่ และงานที่เขาต้องดูแลคือดูแลท่อน้ำอย่าให้ชำรุด และคิดหาวิธีที่จะสร้างท่อน้ำเพิ่มเรื่อย ๆ เพื่อที่จะมีรายได้ที่มหาศาลมากขึ้น
ทุกวันนี้นายผอมมีความสุขมากด้วยเงินทองที่ไหลไม่หยุด ตราบใดที่น้ำในท่อไม่หยุดไหล และนำความสุขสบายมาสู่ครอบครัวและเขาได้ค้นพบอิสระทางการเงินอย่างแท้จริง
แล้วคุณจะเลือกเป็นคนหาบน้ำหรือสร้างท่อ



--------------------------------------------------------------------------------




ม้ากับลา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อค้าคนหนึ่งไปค้าขายต่างเมือง มีลาไปตัวหนึ่ง มีม้าไปตัวหนึ่ง ม้าตัวโต ลาตัวเล็ก ต่างฝ่ายต่างก็บรรทุกสินค้ากันไปลาบรรทุกได้จำนวนหนึ่ง ม้าบรรทุกได้จำนวนหนึ่ง แต่ลานั้นกำลังน้อยกว่าม้าก็เดินทางกันไปเรื่อยๆ
เมื่อเดินทางไปถึงที่แห่งหนึ่ง ลาบอกว่า “พี่ม้า...ฉันเหนื่อยแล้วนะขอพี่ม้าช่วยรับภาระของฉันครึ่งหนึ่งเถิด”
ม้าก็บอกว่า “ฉันไม่เหนื่อย...แต่ว่าไม่รับของๆ เธอ ก็เธอเกิดมาเป็นลาตัวเล็กเองนี่...ช่วยไม่ได้... แล้วก็เดินทางต่อไป
ลาเตือนอีกครั้งหนึ่ง “พี่ม้าฉันตาลายแล้วนะตอนนี้ ฉันอาจจะสิ้นใจก็ได้...ถ้าพี่ไม่ช่วย”
ม้าบอกว่า “ก็ตายไปซิ ฉันก็อยู่ของฉัน... ฉันไม่ตาย” หลังจากนั้นลาก็ล้มลงสิ้นใจตาย
พอลาสิ้นใจตาย ม้าก็มีของบรรทุกจากหลังลา
เมื่อลาตาย เจ้าของก็ต้องย้ายของเหล่านั้นขึ้นหลังม้า ม้าเริ่มรู้ซึ้งแล้วว่า “การที่อยู่คนเดียวในโลกนั้น สุดท้ายก็ลำบาก ถ้าไม่เอื้อเฟื้อ” แต่เมื่อคิดได้ ลาตายเสียแล้ว แล้วต่อมาเจ้าของเดินเหนื่อยเลยขึ้นขี่ม้าต่อไปอีก
พอเจอแบบนี้ม้าคิดถึงลาแล้ว คิดว่า “นี่ถ้าฉันได้ช่วยเธอเสียตั้งแต่แรก ฉันคงไม่ต้องหนักแบบนี้”
ในการอยู่ร่วมในสังคมนั้น ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้เสียแล้ว ต้องเป็นสังคมอิทัปปัจจยตา ต้องพึ่งพา คนมีกำลังน้อยก็ทำงานได้ คนมีกำลังใหญ่ก็ทำงานได้ ขอให้ประสานกันเถอะ ทุกคนมีความหมาย
ถ้าคนเล็กคนน้อยไม่แตกสามัคคีกัน รวมตัวกัน ใช้ความสามารถอย่างเต็มเหนี่ยวก็จะเอาชนะอุปสรรคได้
แต่ถ้าวันไหนต่างคนต่างเดิน ความหายนะก็มาถึงดังเรื่องลากับม้าที่เล่ามาเป็นตัวอย่างว่า ผู้ได้เปรียบ ผู้เสียเปรียบ จริงๆ แล้วต่างก็มีดี เพียงแต่เปิดดีเข้าหากัน ไม่ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต่างคนต่างแปลกแยกซึ่งกันและกัน



--------------------------------------------------------------------------------


ทางเลือก

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่ แต่น่าเสียดายที่มีปัญหาอยู่ว่าหมู่บ้านจะขาดน้ำหากฝนไม่ตก เพื่อแก้ปัญหานี้ กรรมการหมู่บ้านจึงประกาศหาคนรับจ้างขนส่งน้ำมาให้คนในหมู่บ้านใช้ ชายหนุ่มสองคนเสนอตัวรับงานนี้ กรรมการหมู่บ้านตกลงทำสัญญากับชายทั้งสอง โดยหวังว่าเขาทั้งสองจะได้แข่งขันกันทำงานและรักษาราคาให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ
ทันทีที่ได้รับการว่าจ้าง เอ็ด…ชายคนแรกรีบวิ่งไปซื้อกระป๋องตักน้ำมา 2 ใบ แล้วเริ่มตักน้ำจากลำธารมาใส่ถังคอนกรีตให้คนในหมู่บ้านไว้ใช้ในทันที ทุกๆ เช้าเขาจะรีบตื่นก่อนคนอื่นๆ เพื่อดูแลให้มีน้ำในถังเพียงพอสำหรับคนในหมู่บ้าน แม้งานจะหนักแต่เอ็ดก็มีความสุขเพราะมีเพียงเขาและชายอีกคนเท่านั้นที่ได้รับงานนี้
ชายคนที่สองชื่อ บิล…หายตัวไปเป็นเดือน ซึ่งทำให้เอ็ดดีใจมากเพราะไม่ต้องแบ่งงานให้ใคร และได้รับรายได้เต็มๆ เพียงลำพัง
แทนที่จะวิ่งไปซื้อถังน้ำ บิลเตรียมเขียนแผนธุรกิจ จัดตั้งบริษัท หาผู้ร่วมทุน จ้างผู้จัดการ และกลับมาพร้อมทีมงานก่อสร้างในหกเดือนต่อมา เขาใช้เวลาหนึ่งปีสร้างท่อน้ำสแตนเลสขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างลำธารเข้าหมู่บ้าน ในงานวันเปิดท่อขนส่งน้ำ บิลประกาศว่า น้ำของเขาสะอาดกว่าน้ำของเอ็ด เพราะบิลรู้ว่ามีคนบ่นเรื่องคุณภาพของน้ำที่เอ็ดขนมาเสมอๆ นอกจากนี้บิลยังแจ้งว่า เขาสามารถทำให้ทุกคนมีน้ำใช้ตลอด 24 ชั่วโมง และตลอด 7 วันอีกด้วย ขณะที่เอ็ดส่งน้ำให้หมู่บ้านได้เฉพาะวันทำการ เพราะเขาหยุดทำงานวันเสาร์และอาทิตย์ สุดท้ายบิลประกาศว่าเขาจะเก็บค่าน้ำถูกกว่าเอ็ดร้อยละ 75 โดยที่ทุกคนจะได้น้ำคุณภาพดีกว่า สิ้นเสียงของบิล ทุกคนปรี่เข้าไปที่ก๊อกน้ำจากท่อที่บิลสร้าง
เอ็ดพยายามที่จะแข่งกับบิล ด้วยการลดราคาลงร้อยละ 75 ซื้อถังน้ำเพิ่มอีกสองถังพร้อมฝาปิด และใช้วิธีลากที่ละสี่ถังในแต่ละเที่ยว ทั้งยังจ้างลูกชายทั้งสองคนมาช่วยขนน้ำรอบกลางคืนและช่วงวันหยุด เมื่อเด็กทั้งสองโตขึ้นและถึงเวลาจากหมู่บ้านเพื่อไปเรียนต่อ เอ็ดบอกกับลูกชายว่า “จงรีบกลับมา เพราะวันหนึ่งธุรกิจนี้จะตกเป็นของเจ้า” ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใด จนแล้วจนรอดลูกทั้งสองคนของเอ็ดไม่กลับมาบ้านอีกเลย
ขณะเดียวกัน บิลมีความคิดว่าถ้าหมู่บ้านนี้ต้องการน้ำ หมู่บ้านอื่นก็คงขาดน้ำเหมือนกับ เขาจึงรีบปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อนำน้ำที่มากด้วยคุณภาพ ปริมาณ สะอาด แต่ราคาย่อมเยาไปเสนอให้แก่หมู่บ้านอื่น เขาคิดเงินแค่เพนนีเดียว แต่บิลสามารถส่งน้ำได้เป็นเป็นพันๆ ล้านถังต่อวัน น้ำไหลจากลำธารสู่แต่ละครอบครัวทุกวี่ทุกวันโดยที่บิลไม่ต้องทำงานอีกเลย ตลอดเวลาที่น้ำไหลเข้าบ้านคนในหมู่บ้าน เงินก็ไหลเข้าบัญชีของเขาอย่างสม่ำเสมอ
บิลใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ขณะที่เอ็ดทำงานหนักตลอดชีวิตพร้อมปัญหาการเงินที่อยู่คู่กับเขาจนวาระสุดท้าย
“เรากำลังสร้างท่อหรือลากถัง”
“เรากำลังทำงานอย่างหนักหรืออย่างฉลาด”




Create Date : 12 มีนาคม 2553
Last Update : 12 มีนาคม 2553 17:28:16 น. 6 comments
Counter : 44709 Pageviews.  

 
ขอบคุณที่นำสิ่งที่ดีมาเผยแพร่


โดย: ประชา เบาใจ IP: 125.26.130.131 วันที่: 5 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:24:55 น.  

 
ขอบคุณข้อคิดที่ดีมากๆ สำหรับการสรางแรงบันดาลใจใหม่ๆ นะคะ ขอบคุณจากใจจริง -^____^-


โดย: NokKaew IP: 203.114.114.164 วันที่: 1 กรกฎาคม 2554 เวลา:15:55:03 น.  

 
ขอคุณมากคร้าาาา^^





โดย: apple IP: 223.207.102.183 วันที่: 24 กรกฎาคม 2556 เวลา:20:19:27 น.  

 
ขอบคุณนิทานดีๆ


โดย: Franchise Kangenthai IP: 103.7.18.87 วันที่: 23 ธันวาคม 2557 เวลา:10:56:08 น.  

 
ขอบคุณมาก


โดย: ผู้มีเเรงลันดาลใจ IP: 171.96.167.166 วันที่: 2 เมษายน 2558 เวลา:21:39:19 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีไปครับ


โดย: GORILLAZ IP: 182.232.214.197 วันที่: 18 มิถุนายน 2563 เวลา:2:27:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

mydreamwhite
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




[Add mydreamwhite's blog to your web]