Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2552
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
11 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 

+ + + เชียงรายรำลึก + + +

       เมื่อต้นปีประมาณเดือนสิ้นเดือนมกราคม ไปทัศนศึกษาดูงานกับทางมหาวิทยาลัยที่จังหวัดเชียงราย เสียดายที่อากาศไม่ค่อยเย็นสักเท่าไหร่ ถ้าไปก่อนหน้านั้น 1 อาทิตย์จะเย็นมากกว่านี้


       การเดินทางในครั้งนี้มีเรื่องให้ต้องลุ้นระทึกตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เหตุการณ์เริ่มจากในคืนก่อนออกเดินทางนั้นได้ทำมือถือตกจากโต๊ะ ถ่านกระจัดกระจาย เอ! หรือจะเป็นลางอะไรบางอย่าง คิดมากน่ะ มันก็ตกของมันอย่างนี้เป็นประจำตามเจ้าของที่ซุ่มซ่าม พอหยิบอุปกรณ์ที่มันกระจัดกระจายมาประกอบได้ก็ตั้งเวลากันใหม่ และไม่ลืมที่จะตั้งเวลาปลุกไว้ด้วย เช้าวันเดินทางประมาณ 04.45 พี่ที่มหาลัยโทรมาถามว่าตื่นหรือยังพี่อยู่ที่สนามบินแล้วนะ หา! "อะไรนะพี่ ถึงสนามบินกันแล้วเหรอนี่" ตายหล่ะ ทำไมมือถือมันไม่ปลุก รีบจัดการจัดการอาบน้ำแต่งตัว โชคดีนะที่เก็บกระเป๋าไว้เรียบร้อยแล้ว ประมาณตี 5 ออกจากบ้าน ตายหล่ะนี่ จะตกเครื่องหรือเปล่านี่เรา - -" เครื่องออก 7.00 แต่เรียกเช็คอินตั้งแต่ 6.00
       โชคดีที่ได้ป๊ะขับรถให้ ออกจากบ้านแล้ววิ่งเส้นกาญจนาภิเษกตรงตลอดขึ้นทางด่วนวงแหวนตะวันออก ช่วงเวลานั้นไม่ได้สนใจเลยว่าไมล์รถจะอยู่ที่เลขอะไร ลุ้นเพียงอย่างเดียวว่าจะทันมั๊ยนี่ มารู้ทีหลังว่าพ่อเหยีบคันเร่งถึง 160 หุๆ
       ในที่สุดก็มาถึงสนามบินอย่างทันเวลา เพื่อนๆ คนอื่นเค้าโหลดของขึ้นเครื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีอีก 2-3 ที่มาช้ากว่าเรา อิๆ ไม่ใช่คนที่สายที่สุด และก็เป็นครั้งแรกที่ได้มาใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิเห็นตอนที่เปิดใหม่ๆ คนชอบถ่ายรูปมาลงในเน็ต ดูดีซะเหลือเกิน วันนี้มีโอกาสมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้สำรวจภายในบริเวณเพราะมาถึงก็ต้องจัดการโหลดกระเป๋าและก็เดินไปขึ้นเครื่องเลย
       ทางเดินขึ้นเครื่องไกลพอสมควร แถมเดินไม่ทันกลุ่มเพื่อซะอีกก็เพราะตอนที่เดินผ่านช่องสำหรับตรวจสัมภาระนั้น กระเป๋าสะพายเจ้ากรรมดันก่อปัญหา เจ้าหน้าที่แสกนพบวัตถุต้องสงสัยเหมือนจะเป็นมีดคัตเตอร์เวรกรรมเลยนั่น ถูกเรียกกักตัวเพื่อการตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ในที่สุดเมื่อเปิดกระเป๋าดูกลับไม่พบสิ่งใดๆ สันนิษฐานได้ว่าสิ่งที่เค้าเห็นนั้นคือ ธัมไดรฟว์ ขนาด 2 กิ๊ก ที่เราพกติดตัวไปไหนมาไหนตลอด เมื่อพ้นจากด่านตรวจไปได้ก็พยายามเดินตามให้ทันเพื่อน เวรกรรม หายไปไหนกันหมดแล้วและกำลังจะหลงทางเข้าแล้วด้วย
       โชคยังดีที่โทรหาเพื่อนได้ และในที่สุดก็ขึ้นเครื่องได้เป็นที่เรียบร้อย ไฟล์แรกของการเดินทาทงสู่เชียงราย เกือบทั้งลำเป็นชาวคณะของมหาวิทยาลัย เหมือนกับว่าลำนี้เราจองซะอย่างนั้น ประมาณ 8.40 มาถึงท่าอากาศยานจังหวัดเชียงราย หุๆ ครั้งแรกเลยที่ได้บินไปทางภาคเหนือ ส่วนใหญ่จะลงแต่ภาคใต้ เสียดายที่ไม่ได้นั่งริมหน้าต่างเลยไม่รู้ว่าเทือกเขาทางภาคเหนือเป็นอย่างไร



       กว่าจะออกจากสนามบินได้ก็ 9.15 เพราะรอรับกระเป๋า และก็รอรวมพลให้ครบเพื่อถ่ายรูปหมู เอ้ย ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกกันก่อน ระหว่างที่รอสมาชิกให้พร้อมเพรียงกันนั้นก็ถือโอกาสเดินสำรวจรอบๆ บริเวณสนามบินให้ทั่ว 555 ครั้งนี้มากับน้องหมีคงไม่เหงามากมายอะไรแล้วหล่ะ



       กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ดังนั้นที่แรกที่ไปกันคือ ภัตตาคารยูนนาน ทางไกด์เค้าจัดโปรแกรมให้เป็นที่เรียร้อย เมนูตอนเช้านี้ประกอบด้วย ผัดเห็ดอะไรสักอย่างนี่หล่ะ ดูหน้าตาเหมือนเห็ดโคน ตามด้วยต้มยำไก่บ้าน ผัดยอดฝักแม้ว แล้วก็ผัดผักอะไรสักอย่างที่หน้าตาเหมือนผักกวางตุ้ง ต่อด้วยปลาทับทิมนึ่งมะนาว (เหม็นคาวปลาไปนิด) ขาหมูหมั่นโถ ท้ายสุด คือ ยำไข่เจียว มีตั้งหลายอย่างแต่ถ่ายมาแค่อย่างเดียว เพราะเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ แต่ทำไมไม่อร่อยเหมือนกับหมู่บ้านรักไทยที่แม่ฮ่องสอนก็ไม่รู้ หรือว่าสูตรเค้าจะต่างกัน ที่ชอบที่สุดร้านนี้เห็นจะเป็นการเสิร์ฟชา มีทั้งชาร้อนและชาเย็น แถมน้ำเก็กฮวยร้อนและเย็นอีกต่างหาก



       เมื่อท้องอิ่มแล้วก็ไปสักการะพ่อขุนเม็งรายมหาราช อากาศที่นี่ประมาณ 26 องศา ร้อนพอประมาณ ดีใจเป็นที่สุดที่ได้กลับมาไหว้พ่อขุนฯ เพราะเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีโอกาสมาถึงเชียงรายแต่ก็ไม่ได้ลงมาไหว้ ไหว้พ่อขุนเสร็จแล้ว ก็ไปต่อที่วัดร่องขุน ประมาณ 11 โมง แดดกำลังร้อนเปรี้ยงๆ



       มาที่นี่เป็นครั้งที่ 2 ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังคงอลังการงานสร้างเหมือนเดิม ตามสไตล์ของอ.เฉลิมชัย แถมได้มุมสวยๆ กว่าครั้งที่แล้วอีกด้วย จำได้ว่า เมื่อครั้งที่แล้วมาถึงวัดเป็นช่วงเวลาเย็นๆ แล้ว ก็เข้าไปดูในโบสถ์เพียงอย่างเดียว รอบโบสถ์ไม่ค่อยได้ดูสักเท่าไหร่ ครั้งนี้ก็เลยเดินหามุมภายนอก



       ข้าวเช้ายังย่อยไม่ทันหมดก็ได้ไม่ทันหมดก็ได้เวลาข้าวกลางวันอีกแล้ว 12.30 ไปกินข้าวกลางวันที่ครัวโตกตอง เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะพื้นที่ที่นี่ค่อนข้างแคบ เลยไม่ค่อยสะดวก
       อิ่มจากที่นี่ก็ไปดูงานกันต่อที่ค่ายเม็งรายมหาราช ที่นี่จะมี “รอยพระบาท” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เก็บไว้ที่ศาลารอยพระบาท
       สำหรับที่มาของการก่อกำเนิดรอยพระบาทในหลวงแห่งนี้ คงต้องย้อนไปในอดีต ยุคที่เมืองไทยยังคงมีความขัดแย้งทางแนวคิดทางการเมืองอย่างชัดเจน ครั้งนั้นบน ดอยพญาพิภักดิ์ บนพื้นที่ดอยยาว-ดอยผาหม่น ใน อ.เทิง จ.เชียงราย นับเป็นพื้นที่สีแดงที่มีการรบพุ่งกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้ส่งกองกำลังไปปราบปรามเรื่อยมาตั้งแต่ พ.ศ.2510 จนในปีพ.ศ. 2524 พ.ท. วิโรจน์ ทองมิตร ผบ.ร. 17 พัน 3 ได้นำกำลัง(พัน ร. 473) เข้าปฏิบัติการในพื้นที่ดอยยาว-ดอยผาหม่น ตามแผนการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ จนเกิดเป็นยุทธการยึดเนิน 1188 บนดอยดอย พญาพิภักดิ์ ขึ้น ยังผลให้สามารถปราบปรามคอมมิวนิสต์ในพื้นที่นั้นได้สำเร็จในที่สุด
       แต่ว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ต้องสูญเสียเหล่าทหารหาญที่พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยไปจำนวนมาก โดยอัฐิของทหารส่วนหนึ่งได้ถูกนำมาบรรจุไว้ในอนุสาวรีย์ผู้เสียสละที่ค่ายเม็งรายมหาราช จ.เชียงราย และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เหล่าทหารหาญ ในวันที่ 27 ก.พ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จไปเยี่ยมเยียนเหล่าทหารหาญ และราษฎร ณ ฐานปฏิบัติการดอยพญาพิภักดิ์ บนดอยยาว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาพระราชทานประทับ“รอยพระบาท”ของพระองค์ลงบนแผ่นปูนปลาสเตอร์ที่ทางทหารได้เตรียมไว้ เพื่อเป็นดังขวัญกำลังใจแก่ทหารหาญที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ

ดังอักษรที่จารึกไว้ที่ฐานรอยพระบาทว่า “ขอเป็นฐาน รองบาท ราชวงศ์ ด้วยจำนง จงรัก และภักดี”




       บ่าย 2.45 มาถึงวัดพระธาตุดอยจอมทองซึ่งเป็นวัดเก่ามีมาก่อนพ่อขุนเม็งรายจะมาพบพื้นที่และสร้างเป็นเมืองเชียงราย ในปี พ.ศ. 1805 ตามหลักฐานปรากฏในหนังสือพงศวดารโยนกของพระยาประชากรจักรกล่าวว่า เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงแล้ว 956 พรรษามีพระเถระเจ้ารูปหนึ่งนามพระพุทะโฆษา เป็นชาวโกศลเมื่อสุธรรมวดี (สะเทิ้ม) ในสามัญประเทศได้ออกไปสู่เมืองลังกาทวีปนำคัมภีร์พระไตรปิฏก แห่งลังกาทวีปมาสู่สามัญทวีปและพุกามประเทศ และเข้ามาสู่โยนกนครไชยบุรีศรีเชียงแสน ในวันจันทร์ขึ้น 8 ค่ำเดือน 6 ปีชวด มหาศักราชได้ ๓๓๕ (พ.ศ. 1483) นำพระบรมสารีริกธาตุ 3 ขนาดรวม 16 องค์ ถวายแก่พระเจ้าพังคราช เจ้าเมืองโยนกนาคพันธ์ พระองค์ได้แบ่งเป็นพระธาตุขนาดใหญ่หนึ่ง ขนาดกลางสอง รวมสามองค์ส่งให้พญาเรือนแก้ว เจ้าเมืองไชยนารายณ์ (บริเวณอำเภอเวียงชัยในปัจจุบัน) ส่วนหนึ่งบรรจุลงมหาสถูปบนดอยทอง ขนานนามว่าพระธาตุดอยจอมทอง เพื่อเป็นมงคลนามของเมืองมีพิธีสงน้ำพระธาตุทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (เดือน 5 เหนือ)
       เสาสะดือเมืองนี้ชาวเชียงรายได้ร่วมใจกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพญามังราย และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสมหามงคลพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบห้ารอบ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และรัฐบาลเยอรมนี เสาสะดือเมือง 108 หลัก ตั้งอยู่บนรูปแบบสมมุติของจักรวาลอันเป็นคติที่มีมาแต่โบราณ ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออก ลานรอบนอกหมายถึงแผ่นดิน ล้อมรอบด้วยคูน้ำอันเปรียบได้กับน้ำในขอบจักรวาล รอบในยกขึ้นเป็น 6 ชั้น หมายถึง สวรรค์ทั้ง 6 ของกามภูมิ แล้วยกขึ้นอีก 3 ชั้น ซึ่งหมายถึง รูปภูมิ อรูปภูมิ และชั้นบนสุดเปรียบได้กับนิพพาน
       สำหรับตัวเสาสะดือเมืองเป็นดั่งเขาพระสุเมรุ ตั้งอยู่บนฐานสามเหลี่ยม หมายถึง ตรีกูฏบรรพตหรือผาสามเส้า ล้อมด้วยเสา 108 ต้น อันหมายถึงสิ่งสำคัญในจักรวาล และล้อมรอบอีกชั้นด้วยร่องน้ำห้าร่องซึ่งเปรียบเป็นปัญจมหานทีลดหลั่นเป็นชั้นไหลลงสู่พื้นดินตามคติโบราณของล้านนา เสาสะดือเมืองจะใหญ่เท่าห้ากำมือและสูงเท่ากับความสูงของพระเจ้าแผ่นดิน โคนเสาสะดือเมืองนี้จึงใหญ่เท่ากับห้าพระหัตถ์กำ และสูงเท่ากับส่วนสูงแห่งพระวรกาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ได้เสด็จมาเจิมเสาสะดือเมืองนี้ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2531ชาวเชียงรายมีความเคารพศรัทธาเสาสะดือเมืองแห่งนี้มาก จึงนิยมมาสรงน้ำเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของชาวเมือง และเชื่อว่าน้ำที่สรงเสาสะดือเมืองแล้วเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์



       15.30 มาถึงวัดพระแก้วตามประวัติกล่าวว่าเจ้ามหาพรหมผู้ครองเมืองเชียงรายเป็นผู้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากเมืองกำแพงเพชร ในช่วงเวลานั้นสถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยจะสู้ดีนักจึงได้พอกปูนทับองค์พระแก้วมรกตแล้วนำไปบรรจุไว้ในเจดีย์วัดป่าเยี้ย อีก 45 ปีต่อมาเกิดฟ้าผ่าที่องค์เจดีย์ พบพระพุทธรูปลงรักปิดทององค์หนึ่งตกลงมาจากเจดีย์จึงได้อัญเชิญไปไว้วิหารหลวงได้ 2 เดือน ต่อมาปูนบริเวณพระนาสิก ( จมูก ) กระเทาะออกจึงเห็นเป็นแก้วสีเขียว เจ้าอาวาสได้กระเทาะปูนออกจึงปรากฎเป็นพระแก้วสีเขียวทั้งองค์ ในช่วงเวลานั้นเชียงรายอยู่ภายใต้การปกครองของเชียงใหม่ในยุคสมัยของพระเจ้าสามฝั่งแกน เมื่อทราบข่าวจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปเมืองเชียงใหม่ รวมระยะเวลาที่พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่เชียงรายเป็นเวลา 45 ปี วัดป่าเยี้ยที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตจึงถูกเรียกต่อๆ กันมาว่า วัดพระแก้ว
       พระอุโบสถวัดพระแก้วในปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานของพระประธาน คนเชียงรายเรียกกันว่า พระเจ้าล้านทอง เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเชียงรายเคารพนับถือเป็นอันมาก แต่เดิมนั้นประดิษฐานอยู่ที่วัดพระเจ้าล้านทอง ต่อมามีสภาพเป็นวัดร้างจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดดอยงำเมือง และได้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดพระแก้วเมื่อปี 2504
       พระแก้วหยก เป็นพระพุทธรูปหยกที่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวเชียงรายร่วมกันสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมีพระชนมายุครบ 90 พรรษา เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2533 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 20 ก.ย. พ.ศ. 2534 ชาวเชียงรายได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดพระแก้ว เรียกว่า พระหยกเชียงราย

ข้อมูลจาก //www.tourdoi.com/travel/happiness/prakaew3.htm



       นอกจากนี้ภายในวัดพระแก้วยังมีพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีของเก่า พระและวัตถุมงคลที่หาดูได้ยากจัดแสดงอยู่ ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา 4 โมงเย็นกว่าๆ แล้ว พลังงานเริ่มหมด ภาพที่ได้ออกมาเลยดูไหวๆ เบลอๆ จึงไม่ได้นำมาลง
       จากวัดพระแก้วไปกันต่อที่วัดพระสิงห์ซึ่งเป็นวันสุดท้ายสำหรับวันนี้ก่อนเดินทางกลับเข้าที่พัก วัดพระสิงห์นี้สันนิษฐานกันว่า น่าจะสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 1928 ในรัชสมัยของพระเจ้ามหาพรหม พระอนุชาของพระเจ้ากือนา เจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมาครองเมืองเชียงรายระหว่างพุทธศักราช 1888 - 1943 สาเหตุที่วัดนี้ มีชื่อว่า “วัดพระสิงห์” นั้น น่าจะเป็นเพราะครั้งหนึ่ง เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย คือ พระพุทธสิหิงค์ หรือที่เรียกกันในชื่อสามัญว่า “พระสิงห์” ปัจจุบันวัดพระสิงห์เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงค์ (หรือพระสิงห์) จำลองศิลปะเชียงแสน ปางมารวิชัย ชนิดสำริดปิดทอง หน้าตักกว้าง 37 เซนติเมตร สูงทั้งฐาน 66 เซนติเมตร



       การเดินทางในครั้งนี้เราพักกันที่โรงแรมเวียงอินทร์ ซึ่งอยู่ในตัวเมือง มีเวลาก่อนกินข้าวเย็นนิดหน่อยไม่ได้ออกไปสำรวจโรงแรมหรอก เพราะวันนี้เดินทั้งวันเริ่มมีอาการเจ็บที่หัวเข่า เลยอยู่แต่ในห้อง เวลาเหลือมากมายนั่งเขียนโปสการ์ดและถ่ายรูปกับน้องหมี
       ก่อนเดินทางครั้งนี้มีโอกาสไปอ่านหนังสือ I am magazine เค้ารวบรวมเรื่องที่เกี่ยวกับโปสการ์ดไว้พอดี งานนี้เลยหอบหิ้วจากกรุงเทพมาอ่านที่นี่ด้วย โดนสุดๆ 555 ระหว่างมื้อค่ำที่โรงแรม มีการแสดงเล็กๆ น้อยๆ ของไกด์ผู้จัด พึ่งจะรู้ก็งานนี้หล่ะ ว่าคนที่เป็นไกด์เค้าต้องทำได้ทุกอย่าง อืม อดทนจริงๆ ประมาณ 4 ทุ่มก็ขึ้นไปนอน แต่มีการย้ายห้องกันนิดหน่อย เพราะให้พี่อีกคนที่เค้าตามมานอน ส่วนเราก็ไปนอนกับกลุ่มพี่ที่เคยนอนหอด้วยกัน คืนนี้ก็เลยเบียดกันนิดหน่อย



วันที่ 2 ของการเดินทาง
       ตามโปรแกรมวันนี้จะต้องเดินทางไปสามเหลี่ยมทองคำ หอฝิ่น พระตำหนักดอยตุง และไปช๊อปปิ้งที่ด่านแม่สาย แต่กลุ่มเราต้องไปธุระกันที่ อ.เทิง จึงต้องออกนอกเส้นทาง T_T เสียดายหอฝิ่น สามเหลี่ยมทองคำ และดอยตุง สงสัยงานนี้ต้องมีทริปกลับไปซ่อมที่เชียงรายอีกครั้งแน่นอน



       กว่าจะเสร็จธุระที่ อ.เทิง ก็เที่ยงพอดี หาข้าวกลางวันกินเสร็จเรียบร้อยก็เดินทางไปช๊อปกันที่ด่านแม่สาย ระหว่างทางผ่านวัด แวะทำบุญกันนิดหน่อย หลังจากที่ทำบาปกันมาตลอดการเดินทาง 555 และก็จำไม่ได้ว่าวัดที่ไปนั้นชื่อวัดอะไร เพราะการเดินทางในวันนี้เหมือนจิตหลุดๆ ยังไงก็ไม่รู้ ออกแนวเซ็งๆ นิดหน่อน ลืมน้องหมีไว้ที่โรงแรม



       15.30 มาถึงด่านแม่สาย ข้ามไปฝั่งพม่าไปเดินช๊อปปิ้ง ไปครั้งนี้ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมามากนัก ขี้เกียจถือไหนจะต้องสะพายกล้องอีก ตัดปัญหาไม่หิ้วของซะดีกว่า งานนี้ก็เลยเก็บแต่บรรยากาศภายในตลาดแม่สายฝั่งพม่ามา ชดเชยเมื่อครั้งที่แล้วที่ไม่ได้เดินในตลาด ของก็อปปี้เพียบเลย เสื้อ รองเท้าลาคอส หือๆ น่าช็อปอ่ะ แต่นโยบายเราไม่ละเมิดลิขสิทธิ์อยู่แล้ว ก็เลยไม่เอาดีกว่า

       รู้สึกว่าที่นี่สินค้าที่นิยมเห็นทีจะเป็นบุหรี่ มีคนหาบมาเร่ขาย และพยามตื้อให้ซื้อจนได้ แต่หน้าตาอย่างเราเนี่ยนะจะสูบ ก็เลยเดินหนีออกมา





       ออกจากด่านมาก็ประมาณ 5 โมงเย็น ร้านค้าต่างๆ เริ่มเก็บของ เพราะที่นี่ปิดเวลา 18.00 อะไรกันเนี่ยเดินมาราธอนกันอย่างนี้เลยเหรอ เดินกันจนลืมเวลา แต่สำหรับเราแล้วไม่ลืมที่จะเจ็บหัวเข่า อาการมันออก เดินมากก็อย่างนี้หล่ะ
       จากด่านแม่สายตีรถกลับลงมาที่ตัวเมืองเพื่อไปรวมตัวกับชาวมหาวิทยาลัยและกินข้าวเย็นที่ร้านสบันงานขันโตก แต่ระหว่างทางเจอร้านขายสตอเบอรี่ขอแวะซื้อของฝากกันนิดหน่อย พึ่งจะเห็นหน้าตาของต้นเต็มๆ ก็วันนี้เอง



       กว่าจะได้เริ่มมื้อเย็นก็ 2 ทุ่ม หิวตาลายเลย ขันโตกที่นี่ประกอบด้วย แคปหมู ซี่โครงหมูทอด น้ำพริกออ่อง ผักจิ้ม แล้วก็แกงทางเหนือ ชื่ออะไรไม่รู้ กินได้แค่ซี่โครงหมูข้าวเหนียว ผัก และน้ำพริกอ่อง นอกจากนี้ยังมีการแสดงของทางร้านให้ชมด้วย
       พออิ่มท้องทางกลุ่มลุกออกมาก่อนเพราะมีกิจกรรมยามค่ำคืนฝึกสมองนับเลขกันที่โรงแรม เราเดินกลับมากัน โชคดีที่ระหว่างทางมีพี่ชายใจดีเค้าจอดรถแวะรับมาส่งที่หน้โรงแรม
        พอถึงที่พักขอแว๊บไปถ่ายรูปหอยาฬิกาสัญลักษณ์แห่งใหม่ของจังหวัดเชียงราย เดี๋ยวใครต่อใครจะหาว่าไปไม่ถึงเชียงราย ซึ่งก็คุ้มค่าสุดๆ เสียดายที่ไม่หยิบขาตั้งกล้องออกไปด้วย ที่หอนาฬิกาจะเป็นการแสดงแสงสีเสียง หอนาฒิกาจะเปลี่ยนสีไปตามเพลงเชียงรายรำลึก ซึ่งจะมีการแดง 3 ช่วง คือ 16.00 20.00 และ 21.00 โชคดีที่ไปทันรอบสุดท้าย จากนั้นไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน ของน้อยกว่าแม่ฮ่องสอนซะอีกและก็ติดแนวราคาสูงไปนิด เดินเล่นเสร็จแวะอัดรูปสำหรับทำโปสการ์ส่งถึงตัวเองและเพื่อร่วมทริปนี้ (แม้ว่าบางคนจะไม่เห็นค่าของมันก็ตาม แต่ก็ภูมิใจที่ได้ทำ)



วันที่ 3 ของการเดินทาง(วันสุดท้าย)
       เมื่อคืนนี้ดึกไปหน่อยเพราะรอเคานท์ดาวน์วันเกิดของน้องคนหนึ่งในกลุ่ม พร้อมกับทำกิจกรรมฝึกสมองไปด้วย เช้านี้บางคนกว่าจะลุกจากที่นอนได้จึงสายไปหน่อย แต่สำหรับเราแล้วต้องตื่นแต่เช้าเพราะจะไปรับรูปจากร้านที่อัดและเขียนโปสการ์ดส่งให้ตัวเอง พอรับรูปได้ ก็นำไปแปะไว้กับกระดาษ 100 ปอนด์ ที่เขียนข้อความเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว มาเที่ยวครั้งนี้จึงมีโปสการ์ดส่งถึงตัวเองถึง 2 ใบ
       ประมาณ 9 โมงรถออกจากโรงแรมไปดูงานกันต่อที่ อบจ.จังหวัดเชียงราย รูสึกว่าวันนี้หล่ะที่เรียกว่าเป็นการทัศนศึกษาดูงานสอดคล้องกับสิ่งที่เรียนมาจริงๆ 555 นั่งฟฟังบรรยายอยู่เกือบ 1 1/2 ชม. และก็ออกไปกินข้าวกลางวันกันที่โรงแรมในตัวเมือง ซึ่งก็จำชื่อโรงแรมไม่ได้อีกแล้ว คนความจำสั้นก็อย่างนี้หล่ะ
       ประมาณ 15.30 เดินทางไปดูการผลิตไวน์ ที่โรงงานเชียงรายไวน์เนอรี่ เค้ามีไวน์ให้ลองชิม พร้อมกับสอนวิธีการกินไวน์ที่ถูกต้อง ใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชม. ก็เตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพ รถเตรียมตัวมาส่งที่สนามบิน



       ระหว่างทางแวะวัดร่องขุนกันอีกสักรอบ เค้าให้ลงไปเข้าห้องน้ำ แต่เราขอซ่อมภาพซะหน่อยก็แล้วกัน 555 หลังจากนั้นก็ไปซื้อของฝาก เป็นร้านเล็กๆ ทางไปสนามบิน พอกรุ๊ปเราลงเท่านั้นหล่ะ แน่นเต็มร้านเลย และก่อนที่จะไปสนามบินแวะกินข้าวเย็นที่ร้านอะไรสักอย่างนี่หล่ะ จำชื่อไม่ได้อีกแล้ว รู้แต่เพียงว่าเป็นร้านสไตล์บาหลี มาการแสดงที่เค้าแต่งชุดบาหลีให้ชมด้วย แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะช่วงเวลานั้นคิดแต่เพียงว่า เราควรจะขอโทษใครบางคนนั้นอีกสักรอบดีหรือไม่ ว่าไปก็เรื่องมันยาว ไว้เล่าให้ฟังในตอน "2 ปี หายไปไหน" ดีกว่า
       20.30 มาถึงสนามบินเช็คอินเป็นที่เรียบร้อย ระหว่างที่รออยู่ในห้องพักผู้โดยสารก็ตัดสินใจขอโทษใครบางคนอีกรอบ แต่ท้ายสุดก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้ายกโทษให้หรือเปล่า และที่นี่เองก็เป็นจุดจบของมิตรภาพระหว่างกับใครบางคน และอีก 2-3 คน ว้าแย่จัง! คบกันมาตั้งปีกว่า แค่เรื่องไม่เป็นเรื่องก็ทำให้คนเราเป็นได้ถึงเพียงนี้เลยหรอ แต่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น สาเหตุมาจากเราเพียงคนเดียวเท่านั้น ขอยอมรับผิดคนเดียว ทริปนี้จึงจบลงด้วยความเศร้าเล็กน้อย






 

Create Date : 11 ตุลาคม 2552
1 comments
Last Update : 11 ตุลาคม 2552 14:58:50 น.
Counter : 2530 Pageviews.

 

สุดยอดครับนี่แหละเชียงรายดินแดนแห่งขุนเขา ทะเลหมอก ดอกไม้งาม สาวสวย เหนือสุดแดนสยาม จนใครหลายๆคนยกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในเมืองไทย

 

โดย: Royter 7 มกราคม 2554 22:36:15 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Little_Lek
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




A:hover{color:"#FF00FF";text-decoration: none;position: relative;left: -1px; top: 1;}A:link{color:"#00FFFF";text-decoration:none;}A:visited{color:"#E0FFFF";text-decoration:none;
Friends' blogs
[Add Little_Lek's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.