มีนาคม 2556

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
21
22
23
24
28
29
30
31
 
 
20 มีนาคม 2556
All Blog
เมื่อฉันอยากเรียนเมืองนอกฟรี - ตอนที่ 14 ลุ้นระทึก ไชโยโห่ฮิ้ว ^__^

ความเดิมตอนที่แล้ว

เมื่อฉันอยากเรียนเมืองนอกฟรี - ตอนที่ 12 ลุ้นระทึก (ต่อ)

~*~*~*~ *~*~*~*~ *~*~*~ *~*~*~*~ *~*~*~ *

กุมภาพันธ์  2003..........กรี๊ด......ว้าก......แว้ก


1 กุมภาพันธ์


เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่ออีกครั้งหนึ่งทีนี้หาข้อมูลอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับการเรียนต่อที่

ออสเตรเลีย ทั้งเรื่องคณะที่จะเรียน ,มหาวิทยาลัย,เมืองที่จะเรียน, ค่าครองชีพ, งานพิเศษ เพราะฉัน

มันเงินน้อย แถมออสเตรเลียเนี่ยจะขอทุนยากมากเพราะคนต้องการไปเรียนเยอะมากเพราะฉะนั้น

ด้วยคุณสมบัติของฉันที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น จึงยากที่แข่งขัน แต่ทว่า......

“ มันอาจจะยาก ...แต่มันก็เป็นไปได้ “ (It may be difficult,but it is possible)


5 กุมภาพันธ์


เหนื่อยจังเลย....ช่วงนี้ชีวิตฉันราวกับนักธุรกิจใหญ่....ไม่มีเวลาให้กับใครเลยตั้งแต่ต้นปีแล้ว


วันจันทร์ถึงวันเสาร์ทำงานทุกวันตั้งแต่ 8.00 น.ถึง 17.00 น. และทำต่อไปถ้างานไม่เสร็จบางวันก็ถึง

1ทุ่ม (ฉันทำงานโรงงานนะ)พอวันเสาร์เย็นก็นั่งรถบริษัทเข้ากรุงเทพ เพื่อมาเรียนภาษาเยอรมันวัน

อาทิตย์ (ซึ่งจะประหยัดตังค์เพราะรถบริษัทไม่ต้องเสียเงิน ) พอเรียนภาษาเยอรมันวันอาทิตย์เสร็จ

ประมาณเที่ยงก็ต้องรีบไปต่อรถที่หมอชิตเพื่อกลับบ้าน(อันนี้จ่ายตังค์เอง) จะถึงบ้านประมาณ 2-3

ทุ่ม วันจันทร์ก็ต้องทำงานต่อ โอ้...ชีวิต...ไอ้เรือง


ช่วงนั้นจะโดยอาจารย์ประนามเพราะภาษาเยอรมันไม่ค่อยกระเตื้องเลย...อยากแก้ตัวจังเลยว่ามัน

เหนื่อย....แต่ก็ไปให้แกประนามทุกอาทิตย์แหละ.....หนุกดี......ไม่ได้เป็นนักเรียนมานานแล้ว


แถมคนที่ไปเรียน...ส่วนใหญ่จะเป็นคนทำงานแล้ว แล้วมีจุดมุ่งหมายเหมือนกันคือไปเรียนต่อที่

เยอรมัน ก็เลยคุยกันถูกคอ....เพื่อนบางคนมาเยี่ยมลูกค้าที่จังหวัดที่ฉันทำงานอยู่ก็จะแวะมาเยี่ยม

 และในชั้นเรียนก็มีน้องที่ยังเรียนอยู่... ก็รู้สึกนับถือเขาเหลือเกิน รู้จักวางแผนอนาคตตัวเองแต่เล็ก

แต่น้อย...(ฉันเหมือนยายแก่เลย)


10 กุมภาพันธ์


ตอนนี้เริ่มร้อนรนอีกครั้ง ก็ตามข้อมูลของฉัน ทุน DAAD จะบอกผล ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์นี่

นา...นี่มันก็อีก 4วันก็จะกลางเดือนแล้วนี่นา ( ปีนี้เดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน)


“...สงสัย...ไม่ได้ ซะแล้วกระมั้ง...ไอ้เรือง...ส่งเอกสารไปมหาวิทยาลัยใหม่ได้แล้วมั้ง “ สมองของ

ฉันซึ่งจะใช้หลักตรรกยะในการคำนวณเสมอ พร่ำบอก


“ นี่...ยังไม่ถึงกลางเดือน อีกตั้ง 4วันถึงจะถึงกลางเดือน แกอย่าเพิ่งใจร้อนด่วนสรุปให้ไอ้เรืองมัน

หมดความมั่นใจซิ...ฟุตบอลเขายังทำคะแนนกันได้ในวินาทีสุดท้ายเลย”หัวใจซึ่งใช้หลักธรรมเสมอ

มาปลอบใจฉันกระซิบบอก


11 กุมภาพันธ์
นอนไม่หลับ


12 กุมภาพันธ์
เริ่มคิดถึงแผนหนึ่งแผนสองแผนสามด้วยหัวใจที่ร้าวรอน


13 กุมภาพันธ์
8.00 น.
วันนี้วันพฤหัสบดี...พรุ่งนี้ก็วันวาเลนไทม์แล้วนี่นา ....แต่ใจฉันมันเศร้าจัง


12.00 น.
เหนื่อย...กินอะไรไม่ค่อยลง
แต่มีโปรแกรมแล้วพรุ่งนี้ ฉันกับพี่ๆๆ เราจะไปฉลองความโสดกัน ....55555
ส่วนฉันจะไปฉลองความเศร้า.....


13.00-16.30 น.
ทำงานอยู่ในรายผลิต


17.00 น.
กลับมาที่ออฟฟิศ...ทันทีนั่งโต๊ะ....ก็เห็นซองเอกสารสีน้ำตาล
ด้วยความกลัว...ค่อยค่อย..มอง..เหลือบซ้ายเหลือบขวา...ไม่มีใครสนใจ
เอกสารลงทะเบียนจากสถานทูตเยอรมันแห่งประเทศไทย
...มือสั่นๆ.... ใจก็เต้นสั่นๆ..กลัวๆกล้าๆ
ตั้งสติอยู่ประมาณ5 วินาทีแล้วค่อยแกะซองเอกสารอย่างประณีต
ทันทีที่เห็นกระดาษแผ่นแรก....หน้าฉันที่เเดงมาจากความเหนื่อย......

เริ่มเเดงอีกครั้งด้วยความตื่นเต้น..


*-*-*-*-**-*-*-*-**-*-*-*-**-*-*-*-**-*-*-*--*-*-**-*-
RE: Your application for a scholarship inGermany


Letter 
of Award

Dear Miss. Dawrong Praditphausa


I take pleasure in letting you know that the selection committee of the German Academic

 Exchange Service (DAAD) has taken a positive decision on yourapplication. Upon its

 recommendation DAAD is granting you a scholarship……


*-*-*-*-**-*-


“ กรี๊ด...เเว้ก....ว้าก...ได้แล้ววววววววว............ฉันได้ทุนแล้ววววววววว”
“พี่ พี่ดำรง หนูได้ทุนแล้ววววว” ฉันตะโกนพร้อมกับวิ่งตุบตับไปที่พี่ที่เป็นผู้จัดการอีกเเผนกหนึ่งซึ่งได้
ให้ความเมตตาเเละคำปรึกษาเรื่อยมา
“หนูได้ทุน แล้ว หนูได้ทุนไปเรียเยอรมันแล้ว “
“ พี่ๆๆ ช่วยหนูดูหน่อยซิว่าหนูฝันไปหรือเปล่า นี่มันของจริงหรือเปล่า ” ฉันพูดเสียงสั่น พลางส่ง
เอกสารให้พี่ดำรงด้วยมือที่สั่นๆเช่นกัน พร้อมกันนั้นพี่ที่อยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ก็พามารุมล้อม แล้ว
ช่วยกันดูเอกสารที่ฉันรอมาเป็นเวลาร่วมหกเดือน

“นี่มันเอกสารจริงนี่ เธอได้ทุนแล้วล่ะ”
“นี่มันเป็น the document of award และอันนี้มันเป็น letter of award ซึ่งมันบอกว่าเขาให้ทุนเธอเท่าไร...นาน...2 ปีครึ่งแน่ะ..อันนี้ก็เป็นเอกสารที่เธอต้องเซ็นแล้วก็ส่งกลับไปให้เขาว่าเธอตกลงจะเอาทุน พี่ดีใจกับเรืองด้วย ,, เฮ้ยพวกเรา ต่อไปเราก็มีเพื่อนเรียนนอกแล้วนะเนี่ย..... ฮ่าฮ่าฮ่า อย่าง
นี้ต้องไปฉลองกันหน่อยแล้ว “

พร้อมกันนั้นทุกคนก็มาร่วมแสดงความยินดีกับฉัน พร้อมกับฉันที่น้ำตาเกือบไหลด้วยความ
ดีใจ....และหวั่นใจกับอนาคตที่มองไม่เห็นชัด....

14 กุมภาพันธ์

วันนี้เป็น“ วันแห่งความรัก “ ค่ะ
เมื่อคืนนอนไม่หลับเลย
วันนี้แต่งหน้ามาทำงานด้วย
มีแต่คนแปลกใจ...สงสัยฉันจะมี...ความรัก...ซะกระมั้ง
(เวลาโดยปกติ ..หน้าจะเต็มไปด้วยเหงื่อ...และจะมันย่อง เพราะเป็นวิศวะ-กรรม-กร เป็นที่รู้กันว่า
 เป็นวิศวกรฝ่ายวิจัยและพัฒนา หรือวิศวกรที่ทำงานเยี่ยงกรรมกรเพราะต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ)
มีแต่ฉันกับพี่ๆที่สนิทกันมันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน
จากเดิมที่วางแผนว่าจะไปฉลองความเศร้า
ฉันก็เปลี่ยนเป็นฉลองความสำเร็จ แทน

ปลายเดือนกุมภาพันธ์

ตอนแรกกะจะไม่บอกพ่อกับเเม่จะทำวีซ่าและเอกสารทั้งหมดแล้วเอาไปเซอร์ไพร์สทีเดียวเลย

แต่หัวใจฉันบอกว่า”..ฉันเหลือเวลาที่จะอยู่กับพ่อแม่อีกแค่เดือนครึ่งเท่านั้น เพราะฉันต้องไปเยอรมัน
ต้นเดือนเมษายน 2003....ควรจะใช้เวลาที่เหลือให้มีค่ามากที่สุด ให้เวลาท่านให้มากๆ .....เพราะอีก
เกือบสามปีกว่าฉันจะได้กลับมา “ ก็เลยไปบอกท่าน

“ แม่ พ่อ หนูเรื่องจะบอกจ้ะ คือหนูได้ทุนแล้ว หนูได้ไปเรียนแล้วที่ประเทศเยอรมัน แล้ว จ้ะ”

แม่ฉันถึงกับน้ำตาไหลด้วยความดีใจ ปนความสลดเล็กน้อย ที่ฉันต้องไปเยอรมันต้นเดือนเมษายน
 แต่ความดีใจมีมากกว่าแล้วจากวันพ่อกับเเม่ก็วุ่นวายกับการจัดการจัดของที่จะให้ฉันเอาติดตัวมา
เยอรมันด้วย พร้อมกับป่าวประกาศเรื่องของฉันให้ญาติๆฉันฟัง ช่วงนี้ชื่อของฉันจะดัง ติดข่าวดัง
10 อันดับของหมู่บ้านหนองงูหางกระดิ่งทีเดียว

ส่วนฉันก็ต้องมาวุ่นวายกับการไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลของรัฐทำวีซ่า ไปรับตั๋วเครื่องบิน เตรียม
ภาษาเยอรมันและอังกฤษ เสื้อผ้าเสื้อกันหนาว ยารักษาโรคหนังสือ หลักฐานเอกสารสำคัญต่างๆ รวม
ทั้ง ร่ำลาญาติพี่น้องเพื่อนฝูง อาจารย์ หัวหน้างานเพื่อนรวมงาน รวมทั้งนำ ช้างไม้ 1คู่ พวงมาลัย 5
พวงไปถวายพระพรหมด้วยนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ทำให้ต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่เยอรมันที่คน
เยอรมันเรียกว่าด้อยชลันท์

มีนาคม 2003 .........บทส่งท้ายก่อนหัวใจออกเดินทาง
3 มีนาคม

วันนี้ก็ครบหนึ่งปีพอดีของการตามหาความฝันอันแรกของฉัน ฉันถามตัวเองว่า....ฉันฝันหรือ
เปล่า....สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันเป็นความจริงหรือเปล่า จนแม้กระทั่งฉันได้วีซ่ามาแล้ว ได้ตั๋วเครื่องบิน
(ซึ่งทาง DAAD เป็นผู้จ่ายกะตังค์) ฉันก็ยังไม่แน่ใจ สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันนั้นเป็นเพราะ

- ฉันโชคดีมาก(ตามที่ได้ยินหลายคน...เวลาได้ยินข่าวฉัน..เขามักจะพูดว่าไอ้เรือง...เเกโชคดีจังเลย)
 หรือเป็นเพราะ

- ฟลุคมาก (เพราะโอกาสที่คนทำงานเอกชนแถมด้วยคุณสมบัติที่ไม่ค่อยเยอะอย่างฉันได้มา...มันก็
เป็นเรื่องที่ผิดปกติ )

- ฉันมีความพยายามมาก (คนใกล้ตัวฉัน พ่อแม่พี่น้องเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิด และที่ปรึกษาคนยาก
บอกมาเพราะเขาเหล่านี้มีส่วนร่วมและได้เห็นในการพยายามของฉันอยู่เสมอ)

แต่จากการกลั่นกรองด้วยหัวใจและสมอง(วันนี้สมองและหัวใจสามัคคีกัน :-D) ฉันคิดว่า ทุกอย่างที่
เขาพูด เขาให้ความเห็นนั่นแหละ ฉันมีหมดเลย ฉันมีทั้งความพยายาม ความโชคดี และก็ฟลุคด้วย
 ทุกสิ่งมารวมกัน ทำให้ฉันได้มีวันนี้ .....มันยาก....มันเหนื่อย ฉันเสียน้ำตา...เสียใจ....เสียเหงื่อมา
มากเพื่อให้ได้มาซึ่งวันนี้....ฉันไม่รู้หรอกว่าวันหน้าฉันจะเรียนสำเร็จหรือเปล่า..แต่ฉันเชื่อว่า..ตราบใด
ที่เรายังมีความฝันและพยายายามอยู่เสมอเพื่อไปให้ถึงความฝันนั้น เราก็จะประสบความสำเร็จอย่าง
แน่นอน

บางเวลาที่เราดูหนังดูละคร หรือดูโฆษณาครูเคท หรือนักกีฬาต่างๆ เกี่ยวกับการพยายาม ...ความ
เพียร ของคนอื่นๆ ในการสอบเอ็นทรานซ์ การพูดภาษาอังกฤษหรือการทำงานอะไรสักอย่างหนึ่ง
 แล้วประสบความสำเร็จ...หนังมักจะตัดเป็นบทละครสั้นฉากสองฉาก

แต่ในชีวิตของคนเรา.. ฉันเชื่อว่าคงต้องนานกว่านั้น....ขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายหรือความฝันของเรามัน
สูงแค่ไหน....สำหรับฉัน...ฉันตั้งเป้าหมายเป็นจิ๊กซอร์เล็กๆ...แล้วค่อยๆทำให้จิ๊กซอร์เล็กๆเหล่านั้น
เป็นความสำเร็จเล็กๆ...ทีละขั้นละตอน. (เนื่องด้วยความสามารถของฉันมีไม่ค่อยมาก)

เมื่อฝันให้ไกล....ก็ต้องไปให้ถึง.... จะถึงหรือไม่ถึงก็เพราะ....
เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย
ดังนี้แล้ว “ ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน ”
“ อย่ายอมแพ้... ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ ”

แต่ความสำเร็จของฉันเนี่ยฉันไม่ได้ทำมันตามลำพังหรอก มีคนอีกมากมายที่มีส่วนในความสำเร็จ
ของฉัน
*-*ขอบคุณหัวหน้าของฉันทุกๆคนที่เมตตาและให้โอกาสต่างๆเสมอมา
*-*ขอบคุณพี่ๆ ที่คอยด่าเสมอเวลาฉันเริ่มขี้เกียจอ่านหนังสือ….คอยให้กำลังใจและปลอบใจ เวลาที่
ฉันท้อแท้และอยากถอย รับฟังเรื่องราวความฝันของฉันอย่างตั้งใจ
*-*ขอบคุณเพื่อนๆที่ให้กำลังใจ คอยเลี้ยงข้าวเวลาไม่มีกะตังค์ คอยเป็นเพื่อนเวลาที่ร้องไห้และรู้สึก
ร้าวรอนกับสิ่งรอบตัว ให้ความรู้สึกดีดีทั้งหลาย

*-*ขอบคุณน้องๆ ที่มักจะให้กำลังใจ “ผมว่าเจ๊ต้องทำได้ หนูว่าพี่ต้องทำได้ค่ะ”
*-*ขอบคุณคนบางคนที่ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้เป็นสีชมพูนะไม่ใช่สีเทา..ดำหรือสีขาว เพียงด้านเดียว
*-* ขอบคุณครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิประสาทวิชาให้ฉัน ให้คติชีวิตฉันอยู่เสมอ
*-*ขอบคุณญาติพี่น้องที่เป็นแรงกระตุ้น...ให้ฮึกเหิมอยู่เสมอ
*-*ขอบคุณน้องสาวคนรองที่ไม่บ่นเวลาโอนเงินเดือนไปให้ช้าและช่วยใช้อย่างประหยัด :-D เป็น
เพื่อนคู่คิด...เป็นที่ปรึกษา....เป็นเพื่อน....ยามที่ถูกคลื่นสังคมกระหน่ำ

*-*ขอบคุณคนทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของฉัน...ทำให้ได้รู้ได้ซึ้งว่าชีวิตคืออะไร
*-*ที่ลืมไม่ได้ก็ต้องขอบคุณที่ปรึกษาคนยากของฉัน ที่คอยแนะนำข้อมูล ตักเตือน แนะแนวทาง
 คอยให้ข้อคิด และให้คำปรึกษาการเรียนต่ออย่างไม่เบื่อหน่าย
*-*และที่สำคัญที่สุดต้องขอบคุณ...พ่อเเม่..ที่ให้กำเนิด...ให้หัวจิตหัวใจ...ให้การศึกษา ...คอยยืน
เคียงข้าง...ให้กำลังใจฉันและรักฉันเสมอไม่เคยร้างลา ขอบคุณค่ะ

*-*เกือบลืม .... ขอบคุณ www.pantip.com & ชาวพันทิพย์ และชาวเน็ตทั้งหลายด้วยค่ะ...
ฮี่...ฮี่..ฮี่


สรุปความสำเร็จครั้งสุดท้ายก่อนหัวใจออกเดินทาง


1.ได้ไปเรียนเมืองนอก(ประเทศเยอรมัน) แล้ว ...เย้...เย้...เย้
2.ได้ทุน DAAD ซึ่งช่วยงบประมาณคลังของแม่ไปได้
3.ได้ชื่อเรื่องแล้ว...เรื่อง...”เมื่อฉันอยากเรียนเมืองนอก”
4.โปรเจ็คนี้ก็ปิดได้อย่างสวยงาม โปรเจ็คต่อไปอาจจะเป็น “เมื่อฉันมาเรียนภาษาที่สามเมืองเยอรมัน ”
*-*-*-*-**-*-*-*-**-*-*-*-**-*-*-*-**-*-


๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑.......จบแล้วจ้ะ.......๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
“เฮ้ย....น่ากลัวจังเลย ตอนเเรกก็อยากได้ทุนอยู่หรอก ....แต่พอได้แล้วก็กลัวจังเลย “ หัวใจบ่น
“ แกจะกลัวอะไร ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไปซิ” สมองปลอบ
“แต่ฉันมาคิดๆแล้วนะ ไอ้เรืองมันคงลำบากอีกเยอะเลยเนี่ย ” หัวใจพูด
“ทำไมล่ะ” สมองถาม
“เเหม....ถ้าแกมีรอยหยักมากกว่านี้...ฉันก็คงมั่นใจในตัวไอ้เรืองมันอยู่หรอก แต่นี่รอยหยักแกไปปรากฎอยู่ที่เส้นผมหมด ไอ้เรืองมันคงต้องขยันสุดชีวิตแน่...สงสารมันหว่ะ “ หัวใจพร่ำพูด
ฉันฟังหัวใจกับสมองทะเลาะกันแล้วก็เริ่มสงสารตัวเอง เนี่ยน้า.....หาเรื่องลำบากแท้ๆนะไอ้เรือง


สุดท้ายนี่ฉันหวังว่าเรื่องของฉันจะเป็นประโยชน์ให้กับใครๆบ้างนะคะ

~*~*~*~ *~*~*~*~ *~*~*~ *~*~*~*~ *~*~*~ *~*~*~*~ *~


อ่านเรื่องเล่า เมื่อฉันอยากเรียนเมืองนอก ทั้งหมด คลิกที่นี่ 

พูดคุยกันได้ที่   https://www.facebook.com/succeed.sasima





Create Date : 20 มีนาคม 2556
Last Update : 3 พฤษภาคม 2557 20:41:26 น.
Counter : 2726 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

เรียมเจ้าขา
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 143 คน [?]



" เรียมเจ้าขา หรือ เก๋ค่ะ "

เขียน blog จริงจัง ปลายปี 2555
Blog นี้ก็จะรวมสิ่งที่ชอบในชีวิต
และเรื่องที่อยากแบ่งปันทั้งเรื่อง
ลูกสาวน้องกล้วยหอม,เรื่องเรียน
ต่อเยอรมนี,Beauty, Skin
care,แฟชั่นสิ่งทอ,ท่องเที่ยว
และก็ตะลอนชิม ค่ะ


ก็ขีดๆเขียนๆข้อมูลต่างๆเอาไว้
และแชร์เผื่อจะเป็นประโยชน์
กับท่านอื่นๆด้วยนะคะ

contact me :
http://www.facebook.com/kimmyandmais
http://instagram.com/sasimamai
ss.suksawang@จีเมล์ดอทคอม

อุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายรูป

* Canon EOS 600D,
* Canon EF-S 15-85mm f3.5-5.6 IS USM
- Sigma 70mm F/2.8 DG Macro
- Canon EF-S 18-55mm 1:3.5-5.6 IS
- Canon EF-S 55-250 mm./4-5.6 IS
* Ipad 3
* Olympus compact camera.


Started at 5/1/2013
เรียมเจ้าขา Blog เนื้อหาของหน้าเว็บ
New Comments