เป็นลมใน MRT หลังบริจาคเลือด


ในชีวิตชั้นเคยบริจาคเลือดมาแล้ว2 ครั้ง และมีความตั้งใจจะบริจาคต่อไปเรื่อยๆเพราะรู้ว่าเลือดเป็นที่ต้องการมาก

ชั้นเลือกไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทยทั้ง2 ครั้ง ครั้งแรกที่ชั้นบริจาคเลือดคุณหมอที่ตรวจชั้นก่อนส่งไปบริจาคเลือดกำชับมากเรื่องการทานอาหารก่อนมาบริจาคเลือดซึ่งชั้นก็บอกความจริงไปว่าก่อนมาชั้นทานมาม่าไปเมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้วนี่เองซึ่งแน่นอนคุณหมอให้ชั้นไปหาอะไรที่มันเป็นประโยชน์ทานให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่ชั้นก็ทำตามที่คุณหมอสั่งแล้วกลับมาบริจาคเลือดครั้งแรกในชีวิตที่สภากาชาดมีเตียงสำหรับนอนให้บริจาคเลือดมากมายนั่งรอไม่นานก็ถึงคิวไปบริจาคได้เลย

ชั้นเป็นคนไม่กลัวเลือดเวลามองเลือดตัวเองไหลลงไปในถุงรับบริจาค ชั้นรู้สึกปริ่มใจยังไงก็ไม่รู้แฮะหลังบริจาคเสร็จ ก็ไปทานขนมปังและนมที่ทางสภากาชาดจัดเตรียมไว้ให้ หลังจากนั้นชั้นก็นั่งมอเตอร์ไซค์กลับคอนโดและทิ้งตัวลงนอนทันทีก็นับว่าการบริจาคเลือดครั้งแรกนี้ไม่ส่งผลข้างเคียงใดๆ อาจจะเป็นเพราะได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ

แต่การบริจาคเลือดครั้งที่2 นี้เกิดขึ้นจากการที่ชั้นรู้สึกว่างในที่ทำงานมาก เนื่องจากพี่ๆคนอื่นๆ ออกไปทำงานไปประชุมข้างนอกออฟฟิศกันซะส่วนใหญ่ชั้นเลยถือโอกาสเดินจากที่ทำงานช่วงบ่ายสามโมงไปที่สภากาชาดไทยซึ่งระยะทางนั้นก็ไกลพอสมควรสำหรับการเดินเท้า

การบริจาคครั้งนี้ก็เข้าสู่ขั้นตอนเช่นเดิมคือเข้าไปพบแพทย์สอบถามความพร้อมของร่างกายซึ่งครั้งนี้ชั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะทานอาหารมาก่อนเรียบร้อย

แต่หลังจากการบริจาคครั้งนี้ผลข้างเคียงเกิดหนักกว่าที่คาดไว้เนื่องด้วยที่ขากลับชั้นเลือกนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับไปที่ทำงานเริ่มที่สถานีสามย่าน แล้วจะไปลงที่สถานีลุมพินี ซึ่งระยะห่างเพียงแค่ 2 สถานีเท่านั้น

ณ ตอนนั้นรถไฟฟ้าใต้ดินคนเริ่มเยอะแล้วชั้นจึงจำเป็นต้องยืน เมื่อรถไฟฟ้าเริ่มเคลื่อนตัวชั้นก็เริ่มรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเป็น 2 เท่าสายตาเริ่มมองเห็นเป็นฟ้าๆ ขุ่นๆ ภาพที่มองเห็นเริ่มเลือนราง ในใจชั้นตอนนั้นคิดว่าเริ่มอาการไม่ดีแล้วแต่ก็ยังยื้อตัวเองให้ทนต่อไป เพราะเพียงแค่ 2 สถานีเท่านั้น

แต่ 2 สถานีของรถไฟฟ้า MRT ณ ตอนนั้นมันช่างล่าช้าจริงๆ เพราะร่างกายของชั้นมันเริ่มไม่ไหวแล้วชั้นรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหลับ หูเริ่มไม่ได้ยินสิ่งรอบข้าง มือที่ถือโทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์ก็อ่อนเปรี้ยทำให้มือถือและกระเป๋าตกลงพื้นเพราะชั้นไม่มีแรงแม้แต่จะถือมันไว้ชั้นรู้สึกได้ว่าของของชั้นตกลงพื้น ชั้นก็พยายามค่อยๆ ก้มลงไปเก็บแล้วก็ทรุดนั่งลงไปกับพื้น สักพักก็มีคนที่นั่งอยู่มาเสนอที่นั่งให้แต่ชั้นก็ปฏิเสธเพราะรถไฟฟ้ามาถึงสถานีลุมพินีแล้วชั้นพยายามเดินไปที่ประตูที่เปิดออกซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างช้าๆ เซไปเซมาแต่เมื่อชั้นไปถึง ประตูกลับปิดลงแล้วเคลื่อนตัวไปยังสถานีต่อไปในใจของชั้นตอนนั้นรู้สึกทรมานจริงๆ ก่อนหน้านี้ ชั้นภาวนาให้ไปถึงสถานีลุมพินีเร็วๆแต่เมื่อถึงชั้นกลับออกไม่ได้แถมยังต้องไปลงสถานีต่อไปแล้วรอเปลี่ยนขบวนกลับมาสถานีลุมพินีอีก

ชั้นหันหลังกลับไปมองเห็นคนที่อยู่บนรถไฟต่างมองมาที่ชั้น สภาพของชั้นนั้นคงเห็นชัดมากสินะ

มือของชั้นเริ่มอ่อนแรงอีกแล้วมือถือตกลงพื้นอีกครั้ง ในขณะที่ชั้นลงไปเก็บ ก็มีผู้หญิงใจดีคนนึงมาช่วยประคองชั้นเอาไว้เอายาดมใส่มาที่มือชั้น แล้วพาชั้นไปนั่ง เมื่อชั้นได้นั่งพัก ชั้นก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น

ผู้หญิงคนนั้นถามชั้นว่าชั้นจะไปลงสถานีไหนชั้นก็ตอบไปว่าสถานีลุมพินีแต่มันเลยมาแล้ว ณ ตอนนั้นรถไฟกำลังจะเข้าชานชาลาของสถานีสุขุมวิทผู้หญิงคนนั้นกำลังจะลงที่สถานีนี้พอดี เธอเลยพาชั้นออกมาจากรถไฟแล้วพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ให้พาชั้นไปห้องพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาช่วยเหลือทันทีผู้หญิงคนนั้นก็ขอตัวกลับ ชั้นก็ขอบคุณเค้า เค้าใจดีจริงๆนะ ถ้าไม่มีคนช่วยชั้นคงได้นอนสลบไปถึงสถานีปลายทางแน่ๆ

เจ้าหน้าที่นำรถเข็นมาให้ชั้นนั่งแล้วเข็นพาชั้นไปห้องพยาบาลในเส้นทางที่ต้องผ่านทางแตะบัตรโดยสารเพื่อเข้าสถานีซึ่ง ณ เวลานั้น ที่สถานีสุขุมวิท คนกำลังล้นหลามเลยทีเดียว แน่นอนว่าจังหวะที่ชั้นนั่งรถเข็นฝ่าฝูงคนไปนั้นชั้นรู้สึกเหมือนเป็นสตาร์จริงๆ ไม่มีคนไม่หันมามองชั้นเลยนะ

ห้องพยาบาลประจำสถานีเป็นห้องเล็กๆ มีหนึ่งเตียง มีเจ้าหน้าที่หญิงนั่งเฝ้าหนึ่งคนอาจจะเป็นเพราะชั้นเป็นผู้หญิงเค้าเลยหาเจ้าหน้าที่หญิงมาดูแล

นอนไปได้สักสองชั่วโมงรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆและคิดว่าควรจะกลับเข้าไปที่ทำงานได้แล้ว เลยขอตัวกลับด้วยการนั่งรถไฟฟ้าเนี่ยล่ะเจ้าหน้าที่ก็เป็นห่วงเลยเสนอแนะให้นั่งแท็กซี่กลับ แต่ชั้นก็ยืนยันจะนั่งรถไฟฟ้าเพราะหากนั่งรถแท็กซี่กลับจากสถานีสุขุมวิทไปยังแถวถนนสาทรชั้นว่ามันคงใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆเลยทีเดียว เจ้าหน้าที่ก็เอารถเข็นมาให้นั่งแล้วพาไปที่ชานชาลาเมื่อรถไฟฟ้ามาถึง เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปก่อนและขอความร่วมมือจากคนที่นั่งอยู่ช่วยสละที่นั่งให้ซึ่งชั้นเห็นว่าพากันลุกพรึ่บเลยทีเดียวชั้นก็เดินเข้าไปนั่งกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่และคนที่ลุกให้

ใครว่าอยู่ไทยแล้วลำบากที่จริงแล้วคนดีๆ มีน้ำใจเยอะแยะเต็มไปหมดเลยนะ

ถึงชั้นจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่สำหรับการบริจาคเลือดครั้งนี้แต่ชั้นก็ยังมุ่งมั่นจะบริจาคเลือดต่อไปเพียงแต่ครั้งหน้าชั้นแค่นอนพักผ่อนให้เพียงพอทานอาหารที่มีประโยชน์ก่อนเข้าบริจาคเลือด บริจาคเสร็จก็นั่งพักผ่อนให้ร่างกายปรับสภาพให้ดีเสียก่อนจะไปไหนมาไหนให้แน่ใจว่าจะไม่หน้ามืด เป็นลม ถ้ามีคนมาด้วยก็จะยิ่งดีอย่างน้อยก็มีคนดูแลระหว่างทางกลับบ้าน

การบริจาคเลือดนั้นชั้นไม่ได้หวังบุญอะไร ความตั้งใจนี้มันเกิดขึ้นจากการที่เคยเห็นสภาพเพื่อนของชั้นที่เคยวิ่งขวนขวายป่าวประกาศขอรับบริจาคเลือดให้คนในครอบครัวของเขาอย่างสุดชีวิต มันทำให้ชั้นได้คิดว่าถึงแม้ชั้นจะภาพคนมากมายไปบริจาคเลือด ทั้งตามสื่อ ตามท้องที่ จนชั้นหลงคิดว่าคงเยอะพอแล้วนั้นแท้ที่จริงแล้วมันไม่เคยพอต่อจำนวนคนที่ต้องการเลือดเลยจริงๆชั้นจึงหวังว่าการที่ชั้นไปบริจาคเลือดสักถุงทุกๆ 3 เดือน มันจะสามารถช่วยชีวิตคนๆ นึงได้ ถึงแม้ชั้นและเค้าจะไม่มีวันได้รู้จักกันเลยก็ตาม




Create Date : 02 กันยายน 2559
Last Update : 2 กันยายน 2559 22:47:46 น.
Counter : 639 Pageviews.

1 comments
  
ดีจังค่ะ แต่คราวต่อไปต้องดูแลตัวเองดีๆนะคะ เรายังไม่กล้าบริจาคเลือดเลยค่ะ ตอนตรวจเลือด เลือดเราหนืดมากๆ กว่าจะออกมา บางทีเจาะถึง 3 ครั้ง
โดย: vnv วันที่: 5 กันยายน 2559 เวลา:9:46:58 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

annabet
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 89 คน [?]



เป็นคนปลีกวิเวกค่ะ ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว แต่ชอบมองผู้คนหาแรงบันดาลใจให้กับชีวิต


กันยายน 2559

 
 
 
 
1
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog