+:+: Welcome to Tarokung Blog :+:+
Group Blog
 
All blogs
 

ไปเที่ยวเมืองโบราณกับ Segway

Segway คืออะไร บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน เพราะฉะนั้น เราลองมาทำความรู้จักกับเจ้า Segway กันก่อนดีกว่านะ ว่าเจ้านี่มันคืออะไรกันแน่



เครดิตรูปจาก //www.segwaytourthailand.comครับ


Segway คือ พาหนะชนิดหนึ่ง (Personal Transporter) มีสองล้อ ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้า ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ที่ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะว่ามันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2 ลิตร ต่อการใช้งาน 1 ไมล์ หรือเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจ 4-5 ครั้งเท่านั้น


มันมีสองล้อแบบนี้แล้วจะทรงตัวอยู่ได้ยังไง ไม่ล้มเหรอ

มันอเมซซิ่งมากครับที่ไม่ล้ม ตอนแรกก็จะเสียว ๆ นิดหน่อย แต่พอคุ้นเคยแล้ว ทรงตัวดี ๆ ก็ไม่ล้มครับ แถมยังปล่อยมือทั้งสองข้างได้เลยด้วยซ้ำ เรื่องเทคโนโลยีนี่ไม่ค่อยสันทัดเหมือนกันครับ รู้แต่มันอัจฉริยะข้ามคืนมาก ๆ


แล้วบังคับยังไง

อเมซซิ่งซ้ำซ้อน ตอนแรกนึกว่าจะมีปุ่มหรือคันบังคับเลี้ยวแบบจักรยานอะไรแบบนั้น แต่นี่ไม่มีครับ ใช้การทรงตัวล้วน ๆ คือถ้าอยากให้ไปข้างหน้าก็เอนตัว ถ่ายน้ำหนักไปข้างหน้า ถ้าอยากจะเบรกก็ถ่ายน้ำหนักมาข้างหลัง แค่นั้นเอง ยิ่งถ่ายน้ำหนักมากเครื่องก็ยิ่งวิ่งเร็ว การเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็ใช้การถ่ายน้ำหนักเหมือนกัน แม้แต่การกลับตัว หมุนตัว ก็ใช้การถ่ายน้ำหนักโดยที่ไม่ต้องอาศัยวงเลี้ยวเลย


พลังงานได้มาจากไหน

เจ้าเครื่องนี้ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน เหมือนมือถือแต่คงขนาดใหญ่กว่ามากอ่ะนะ โดยการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ใช้เวลา 12 ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ 39 กิโลเมตร คิดเป็นค่าใช้จ่ายก็ประมาณ 10 บาท หารออกมาตกกิโลเมตรละสลึงเดียวเท่านั้น O_o


ขับได้เร็วแค่ไหน

สามารถปรับได้ 2 ระดับ คือ แบบโชว์เต่า วิ่งได้เร็วสุด 10 ก.ม. / ช.ม. กับแบบปลดเต่า วิ่งได้เร็วสุด 20 ก.ม. / ช.ม. ถ้าเราบังคับให้มันวิ่งเร็วเกินไปมันก็จะมีแรงมาต้านอัตโนมัติครับ


ถ้าเราจอดไว้ มันจะหายมั้ย

ไม่หายครับ เพราะต้องใช้กุญแจในการเปิดปิดเครื่อง กุญแจก็คือเจ้าหน้าปัดกลม ๆ นี่แหละ จะมีปุ่มเปิดเครื่อง ล็อกเครื่อง ปรับความเร็ว โดยกุญแจนี้สามารถถอดออกมาบังคับระยะไกลได้ นอกจากใช้เป็นกุญแจแล้วก็เป็นหน้าจอแสดงผลการทำงานของเครื่องไปในตัว แถมยังรวมเอาระบบกันขโมยเข้าไปอีกด้วยแน่ะ คือถ้าเรากดล็อกเครื่องเอาไว้แล้วมีใครมาขยับ เครื่องจะล็อกล้อและส่งเสียงเตือนให้เรารู้ทันที เจ๋งป่ะล่า





คงพอรู้จักเครื่องนี้กันมากขึ้นแล้วนะครับ คราวนี้ก็ไปเที่ยวกันเล้ยยยย

ทริปนี้ผมไปกับบริษัท Segway Tour (Thailand) ครับ เนื่องจากทริปนี้เป็นมือใหม่หมดเลย มีผู้หญิงและเด็ก (อายุ 12) ด้วย เลยห่วงเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง จากเส้นทางปกติที่เค้าจะพาชมรอบเกาะรัตนโกสินทร์ เลยขอเปลี่ยนเป็นที่ ๆ ไม่ค่อยมีรถจะดีกว่า สรุปลงตัวที่เมืองโบราณครับ







ก่อนอื่นเราไปเจอกันที่ออฟฟิศของเค้า อยู่ตรงท่ามหาราชเลย (ใกล้ ๆ ท่าพระจันทร์) เพื่อดูวีดีโอสาธิตแล้วก็ลองขับเครื่องจริง ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด สอนกันตัวต่อตัวจนกว่าจะคล่อง ตอนแรกเห็นสาว ๆ ลองแล้วดูเกร็ง ๆ ผมก็เสียวไปด้วย แต่พอถึงตาตัวเอง เออแฮะ มันง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย วิธีขึ้นเครื่องนี้ก็ต้องสังเกตไฟ indicator ตรงที่เหยียบก่อน ถ้าเป็นสีเขียวก็คือพร้อมใช้งาน จากนั้นค่อย ๆ ก้าวขาขึ้นไป ทรงตัวนิดนึง แล้วก็เริ่มเล่นได้เล้ย ผมลองเดินหน้าถอยหลังอยู่สองสามรอบ พอกะน้ำหนักได้ก็ลองวิ่งวน ๆ ดู สนุกดีจัง





พอซ้อมกันคล่องแล้วถึงเคลื่อนขบวนไปเมืองโบราณ ใครเคยไปคงจะพอรู้อยู่แล้วว่าเมืองโบราณใหญ่โตขนาดไหน จุดแวะแต่ละจุดก็อยู่ห่างกันค่อนข้างมาก คนที่ไปเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะขับรถ เช่ารถกอล์ฟ หรือจักรยานเอา เพราะเดินคงไม่ไหวแน่ ๆ วันนั้นพวกเราเลยเป็นกลุ่มที่เท่ที่สุด ด้วยพาหนะหน้าตาไม่เหมือนใคร ขับไปทางไหนก็มีแต่คนมอง อิอิ





ระหว่างขับเจ้า Segway ก็ถ่ายรูปไปด้วย (ถ่ายมือเดียว) บางจุดที่ไม่ต้องลงไปเดินดู ก็ยืนบนเครื่องแล้วใช้สองมือถ่ายรูปได้เลย จุดไหนที่ต้องลงก็จอด Segway ไว้ โดยเอาส่วนฐานหรือตรง handle bar ก็ได้ พิงไว้กับอะไรซักอย่างแถวนั้น ฟุตบาท ก้อนหินใหญ่ กำแพง ต้นไม้ แล้วแต่ว่าอะไรใกล้ แล้วก็ไม่ลืมที่จะเอาตัวกุญแจไปด้วย แค่นี้ก็ไม่ต้องห่วงว่าเครื่องเล่นไฮโซของเราจะหายไปไหน





ระหว่างขับผ่านสถานที่ต่าง ๆ ก็จะมีไกด์คอยอธิบายให้ฟัง โดยใช้หูฟังแบบไวร์เลส หรือตอนขับ ๆ อยู่ เจ้าหน้าที่ก็จะคอยบอกว่าระวังรถด้วยนะคร้าบ เป็นอีกจุดนึงที่ประทับใจมากเลย อุปกรณ์ดีเด่นจริง ๆ





Segway นี่สามารถวิ่งได้บนหลายพื้นผิว เรียบ ๆ แบบคอนกรีตหรือลาดยาง คงไม่ต้องเป็นห่วง ขับขึ้นเนินแบบหลังเต่า หรือพื้นโรยหินละเอียดก็สบาย ๆ บนหญ้าก็ยังได้ แต่ถ้าพื้นที่ขรุขระมาก ๆ เป็นหลุมเป็นบ่อหรือเป็นโคลนก็ไม่แนะนำ เพราะอาจจะทำให้เสียการทรงตัวแล้วตกลงมาได้ ถ้าเจอบันได เครื่องนี้ไม่สามารถขึ้นได้นะครับ อันนั้นจะอัจฉริยะเกินไป ต้องลงจากเครื่องแล้วดึงยกเอาครับ น้ำหนักตัวเครื่องก็เอาการอยู่ ประมาณ 30 – 40 กิโลกรัม (จำตัวเลขแน่นอนไม่ได้แล้ว) ครับ





จากที่เล่นมา เรื่องความปลอดภัยไม่ต้องห่วงเลย น้องผู้หญิงที่ไปด้วยกันขับเล่นซะเพลิน คุณแม่ของน้องก็สนุกสนานไปด้วย ผมว่าเด็ก ๆ วัยรุ่น หรือคนที่ชอบอะไรผาดโผนหน่อย ๆ คงจะชอบ สาว ๆ จะไปกับหนุ่ม ๆ ให้มีอารมณ์แบบแอดเวนเจอร์นิดนึงก็ดีนะ หรือมีเพื่อนต่างชาติมาจะพาชมเกาะรัตนโกสินทร์ก็เก๋ไปอีกแบบ หรือถ้าอยากออกต่างจังหวัด ไปชมวัดที่อยุธยาเค้าก็จัดให้ได้นะ





จบทริปด้วยความประทับใจมาก ๆ ครับ ทั้งในส่วนของตัวเครื่องและการบริการของทาง Segway Tour (Thailand) ทริปนี้พิเศษตรงที่พี่บิ๊ก (คุณอิทธิชัย เบญจธนสมบัติ) ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ ตามมาเทคแคร์ด้วยตัวเอง เพราะรู้สึกว่าเป็นครั้งแรกที่เปิดรูทใหม่

ถามเรื่องค่าใช้จ่ายในการออกทริป ปกติ half day tour รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ราคาจะอยุ่ที่ 3,500 บาทต่อคน ส่วนถ้าเป็น one day tour แบบนี้ รู้สึกจะ 6,000 บาทต่อคนนะ พอดีไม่ได้จ่ายตังค์เองเลยจำไม่ค่อยแม่น แหะๆๆ แน่นอนว่าถ้าไม่มีคนออกให้คงต้องคิดหนักเหมือนกันครับ









ผมบอกพี่บิ๊กว่าผมเล่นแล้วติดใจมาก ๆ อยากซื้อไปเล่นที่บ้านบ้าง พี่บิ๊กบอกได้เลยครับ ซื้อได้เลยในราคาเครื่องละ 400,000 บาท (สี่แสนบาทถ้วน) เอิ๊กกกกกกกกกกก เป็นลม นี่ถ้าตูทำเครื่องเค้าเจ๊งขึ้นมาจะมีปัญญาใช้ม้ายยยย









ขอบคุณที่ติดตามชม ไว้เจอกันทริปหน้านะคร้าบ





 

Create Date : 13 มกราคม 2552    
Last Update : 13 มกราคม 2552 20:59:20 น.
Counter : 732 Pageviews.  

ไปเดินป่ากันดีกว่า

เดือนหน้ามีวันหยุดยาวหลายช่วงเลย ไปเที่ยวไหนกันรึปล่าวครับ พอดีคุยกับเพื่อนคนนึง เค้าจะไปโมโกจู ก็เลยระลึกขึ้นได้ว่า ตูก็เคยไปนี่หว่า จัดการค้นบันทึกเก่า ๆ ก็ได้มาเป็นอันนี้แหละ เขียนไว้ก่อนที่จะไป แต่สงสัยว่ากลับมาคงเหนื่อยจัดจนไม่ได้เขียนบันทึกไว้ เอาอันนี้แก้ขัดไปก่อนละกันเนาะ ก๊อปมาแปะกันแบบมักง่ายเลยนะ อิอิ รูปประกอบนี่เป็นรูปทริปโมโกจูทั้งหมดนะครับ

*************************************



หยุดวันพ่อนี้ไปไหนกันรึปล่าวครับเพื่อน ๆ

ผมจะไปเดินป่า พิชิตยอดเขา "โมโกจู" ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร ล่ะ ออกเดินทางคืนวันที่ 2 ธ.ค. กลับถึงดึก ๆ วันที่ 7 ธ.ค. ทริปนี้คงไม่เอามือถือไป เพราะฉะนั้น ใครอยากติดต่อก็จุดธูป เอ๊ย ส่งกระแสจิตเอานะ อุอุอุ



เพื่อน ๆ เคยเดินป่ากันรึปล่าว? ผมชอบมากเลยนะ

ผมเริ่มเดินป่าจริง ๆ จัง ๆ ก็ตอนเรียนป.โทแล้ว ปกติผมชอบเที่ยวธรรมชาติอยู่แล้ว ทะเล ภูเขา ไรเงี้ย ไปบ่อย พอดีว่าเจอเพื่อนคอเดียวกัน เที่ยวธรรมชาติแบบประหยัด ไปครั้งนึงก็ใช้เงินไม่เยอะเท่าไหร่ เข้าทางเลยทีนี้ พอรวมตัวกันได้ประมาณ 5-6 คน ก็เอาล่ะ หาเรื่องเที่ยวกันตอนปิดเทอม หรือช่วงเวลาว่าง ๆ จากทำรายงาน



เรียนโทสองปีนี่เที่ยวกระจาย ครั้งแรกสุด ที่เป็นการเดินป่าเล็ก ๆ แต่เหนื่อยสุด ๆ คือที่แก่งกระจาน ไปนอนเต๊นท์กันบนจุดกางเต๊นท์ แต่จุดมุ่งหมายของทริปนั้นคือน้ำตกทอทิพย์ ซึ่งอยู่ห่างไป 10 กิโลจากที่พัก ถ้ามีรถก็สามารถขับรถไปที่จุดจอดได้ แล้วเดินเข้าไปอีกประมาณ 4 กิโล แต่พวกผมไม่ได้เอารถไป เลยต้องเดินไป 6 กิโลแรก เป็นการเดินไปตามถนน อีก 4 กิโลก็เดินในป่า (โปร่ง ๆ) น้ำตกจะอยู่ต่ำกว่าตรงลานจอดรถ ขาเข้าก็เลยไม่เหนื่อยเท่าไหร่ แต่ขากลับนี่สิ เหนื่อยแบบรากเลือด เพราะเราออกเดินกันช้าเลยต้องแข่งกับเวลา จ้ำกันแบบหน้ามืด แถมมีทากมาคอยดูดเลือดอีก โชคดีที่ขากลับเจอนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น เลยขออาศัยรถกลับไปกะเค้า ไม่งั้นให้เดินกลับอีก 6 กิโล คงตายยยย



หลังจากนั้นก็มีไปกันอีก 4-5 ทริป มี
เขาสมอปูน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ. นครนายก
ดอยหลวงเชียงดาว จ. เชียงใหม่
ภูแว อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ. น่าน
ป่าปิดภูกระดึง จ. เลย (อันนี้ไปกะเพื่อนเกษตร)



แต่ละที่ก็มีความประทับใจต่าง ๆ กันไป พอไม่ได้เข้าป่านาน ๆ ก็คิดถึงบรรยากาศการเดินป่า ที่เหนื่อยแสนจะเหนื่อย เพราะไปแต่ละทริปพวกเราไม่จ้างลูกหาบ (ยกเว้นภูกระดึง) ต้องแบกกระเป๋าเอง รวมเสื้อผ้า ข้าวสาร อาหารกระป๋อง น้ำดื่ม ถุงนอน และเต๊นท์ ก็ราว ๆ 10 กิโลหรือกว่านั้น แล้วก็ไม่ใช่ทางเรียบเดินสบายซะที่ไหน แต่ละที่ต้องปีนป่าย แล้วระยะทางก็หลายกิโลอยู่ ทริปภูกระดึงเดินไปเหยียบ “ผาส่องโลก” ไปกลับก็ 70 กว่าโล แต่ระหว่างทางเราก็พูดคุย กระเซ้าเย้าแหย่กัน แวะถ่ายรูป แวะชมต้นไม้ดอกไม้ที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก บวกกับวิวทิวทัศน์ และอากาศสดชื่นมันก็ช่วยให้คลายความเหนื่อยไปได้บ้าง



คิดถึงอาหารการกินที่ถึงจะไม่มีอะไรเลยแต่ก็อร่อยจับใจ อาหารแต่ละมื้อก็มีข้าวสวย หุงจากหม้อสนาม หมูแดดเดียว กุนเชียง (สำหรับมื้อแรก ๆ) น้ำพริก อาหารกระป๋องจำพวก พะแนงทูน่า พะแนงหมู แกงเขียวหวานกระป๋อง เทือก ๆ นี้ มื้อเช้าก็อาจจะได้กินโอวัลติน กาแฟ ขนมปังปอนที่บี้จนแบน เพื่อลดพื้นที่บนกระเป๋า แบบว่าจะกินทีแทบจะต้องเอามีดตัด เพราะบี้มันจนสนิทแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน 555



คิดถึงการขับถ่ายแบบลูกทุ่ง ๆ แบบว่าไม่สามารถจะแอบไปอึเงียบ ๆ ได้ เพราะเวลาจะไปอึต้องเอามีดที่ค่อนข้างใหญ่หน่อยไปขุดหลุม ซึ่งมีดนี้ก็จะมีอยู่หนึ่งอัน เพราะฉะนั้น ใครมาขอยืมมีดก็รู้ได้เลยว่าต้องไปอึแน่นอน ขั้นตอนการอึ ก็ต้องมองหาทำเลที่ลับหูลับตา และอยู่ใต้ลมหน่อย แล้วก็เอามีดที่ว่าขุดหลุม ให้กว้างและลึกพอประมาณ กะว่าพอปล่อยลูกน้องไปแล้วมันจะลงไปนอนในหลุมอย่างสวยงาม ไม่เอนเอียงมาโดนรองเท้า พออึเสร็จก็ต้องกลบหลุม อาจจะใช้กระดาษทิชชู่ที่เช็ดปิดกันอุจาดก่อนก็ได้ การกลบก็ต้องพยายามกลบให้สนิท ไม่งั้นมันอาจจะส่งกลิ่นเรียกตัวอะไรมาคุ้ยเล่นได้ อ้อ ก่อนจะไปอึเนี่ย ต้องประเมินสถานการณ์ให้ดี เพราะถ้ารอจนปวดมาก ๆ แล้วค่อยหาทำเลล่ะก็ หุหุหุ หลุมเหลิมไม่ต้องขุดล่ะฮ่ะ มือไม้สั่น อาจทำให้เกิดความผิดพลาดทางเทกกะนิคขึ้นได้



คิดถึงบรรยากาศยามค่ำคืน ที่มีแต่แสงจันทร์กับแสงดาว หลังจากกินอาหารเย็นกันเสร็จ เราก็จะนั่งสุม ๆ กันบนผ้าใบ เอาถุงนอนมาปูมาห่ม แต่ขอบอกว่าแต่ละที่ที่ไปหนาว ๆ ทั้งนั้น ชุดที่ใส่ก็เรียกว่ามีอะไรก็เอามาห่อตัวให้หมด เสื้อสามสี่ชั้น กางเกงสองชั้น ถุงเท้าสองชั้น ถุงมือ หมวก ผ้าพันคอ ครบเซต แล้วก็ก่อกองไฟแก้หนาว นอนคุยกัน ร้องเพลงเรื่อยเปื่อย มองจันทร์มองดาวแล้วก็จินตนาการถึงใครบางคน โอ๊ยยยย โรแมนติกสุด ๆ แสงจันทร์แสงดาวเมื่อมองจากป่า มันช่างส่องแสงสุกใสมากกว่าในเมืองหลายเท่านัก แล้วก็รู้สึกเหมือนใกล้แค่เอื้อมเท่านั้นเอง



สำหรับทริป “โมโกจู” นี้ มีการวางแผนกันมาเป็นปี ๆ เพราะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปกัน แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเยือนแบบนับคนได้ เนื่องจากยอดโมโกจูนั้นมีความสูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศ กว่าจะเดินไปถึงยอดต้องใช้เวลาประมาณ 3 วัน รวมกับเวลาเดินลงอีก 2 วัน อย่างต่ำก็ต้องใช้เวลา 5 วันในการพิชิตยอดเขานี้ ศิริรวมระยะทางทั้งหมดก็ 100 กิโล ขาดเกินนิดหน่อย แล้วก็ไม่ใช่ว่าไกลอย่างเดียว แต่ต้องเดินข้ามลำธารหลายครั้ง และน้ำธรรมชาติก็มีเฉพาะช่วงแรกเท่านั้น บนเขาก็ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ที่หวังว่าจะมีร้านค้า ร้านอาหาร ห้องน้ำ อะไรแบบภูกระดึงนั้นไม่มีแน่ เรียกว่าต้อนรับเฉพาะขาลุยที่มีความอึดจริง ๆ เท่านั้น ซึ่งผมก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นภาระของคนอื่นรึปล่าว เพราะสังขารก็ล่วงโรยจากเดิมไปเยอะแล้ว 555
ไว้กลับมาจะมาเล่า พร้อมกับเอารูปมาอวดด้วยนะ




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2549 16:47:41 น.
Counter : 409 Pageviews.  

อ่าวไผ่ อีกซักรอบ

ไปอ่าวไผ่อีกแล้ว นี่เป็นครั้งที่ 3 ในรอบปี

ถามว่าเบื่อมั้ย ไม่เบื่อหรอก เพราะไปแต่ละครั้งมันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันไป ไปกะเพื่อน ไปกะแฟน ไปแต่ละฤดูมันก็บรรยากาศต่างกันไป

11-12 พ.ย. 49 อากาศดีสุด ๆ แดดแรงแต่ไม่ร้อน มีลมเย็น ๆ พัดเกือบตลอดเวลา นอนเล่นริมหาดสบายใจเฉิบ ไปช่วงกลางเดือนคนน้อยดีด้วย ไม่ต้องแย่งที่พัก ที่กิน รถ เรือ โอยยย สบายไปทุกอย่าง เสียอยู่อย่างเดียว คือไปได้แค่สองวัน

รูปวิวไม่ค่อยได้ถ่ายเท่าไหร่ เพราะมันก็เซม ๆ อ่ะนะ ถ่ายแต่รูปคนมา เอิ๊กๆๆๆ ฉลองแว่นใหม่ทรงเรแบน ที่ตามหามาชาติกว่า กว่าจะเจอที่เข้ากะหน้าบ้าน ๆ แบบเรา 555








 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2549 18:16:52 น.
Counter : 317 Pageviews.  

ผจญภัยในสายน้ำ

“เฮ้ย หยุด 3 วันนี้ไปไหนดีวะ ช่วยคิดหน่อยเดะ” คำถามเดิม ๆ ผุดขึ้นมาเมื่อดูปฏิทินแล้วพบวันหยุดยาว

“ช่วงปลายฝนแบบนี้ไปล่องแก่งดิ ปีที่แล้วกูไปลำน้ำว้ามา มันโคตร ๆ เลยนะมึง”


*********************************

พวกเรานัดเจอกันตอนทุ่มครึ่งของวันศุกร์ ช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ที่หมอชิตก็หนาแน่นไปด้วยนักเดินทางเช่นเคย กว่าจะรวบรวมสมาชิกได้ครบก็ได้เวลารถออกพอดี ใครว่าจังหวัดน่านอยู่ไกล ไม่จริงซักหน่อย เพราะแค่หลับตื่นนึงก็ถึงแล้ว ฮะฮ่า

พี่สมุนมารอรับเราที่ท่ารถ บอกว่าต้องรอเพื่อนร่วมทัวร์อีกสองกลุ่ม 5 คนกับ 2 คน อ้าว กลุ่ม 5 คนมารถคันเดียวกับเรานี่เอง รู้งี้น่าจะผูกมิตรกันไว้ตั้งแต่บนรถ อีก 2 คนมารถคนละเที่ยวแต่ก็มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่วนอีกคู่นึงขับรถมาเองจากเชียงราย

จากท่ารถพี่สมุนพาเราไปที่บริษัททัวร์ซึ่งก็เป็นบ้านแกด้วยนั่นแหละ ให้เราจัดข้าวของสำหรับล่องแก่งใส่ถุงกันน้ำใบใหญ่พอประมาณพร้อมถุงพลาสติกให้อีกชั้น ส่วนกระเป๋าและข้าวของอื่น ๆ ให้ทิ้งไว้ที่บ้านแกได้เลย

รถสองแถวคันใหญ่พาสมาชิกล่องแก่งเดินทางจากบ้านพี่สมุนไปบ้านสบมาง ผ่านเส้นทางเลาะเลียบเขา วิวสองข้างทางเรียกเสียงฮือฮาได้พอควร มองเห็นทิวเขาสลับทับซ้อนกันไปมา เห็นเส้นทางคดโค้งไปตามไหล่เขา แต่นั่งนานเข้าผู้โดยสารก็เริ่มผลอยหลับไปทีละคนสองคน เพราะใช้เวลาเดินทางกว่า 3 ชั่วโมง

หลังเติมพลังกันรอบเที่ยงแล้วก็ขนสัมภาระลงเรือ ชูชีพพร้อม หมวกกันน็อกพร้อม รับอาวุธคู่มือไว้ต่อสู้กับกระแสน้ำคนละอัน ฟังเจ้าหน้าที่แนะนำวิธีการปฏิบัติตัวเวลาอยู่บนเรือเรียบร้อยก็พร้อมออกผจญภัยบนสายน้ำกันแล้ว


*********************************


เส้นทางล่องแก่ง


เส้นทางล่องแก่งลำน้ำว้านี้มีแก่งตั้งแต่ระดับ 1-5 เรียกว่าทั้งระยะทางและความโหดหินกินขาดแก่งหินเพิงและลำน้ำเข็กขาดกระจุย ใครที่เคยไปล่องแก่งทั้งสองมาแล้ว คงเคยเจอช่วงที่นายท้ายตะโกน “จับเชือก” คือให้ก้มตัวลง จับเชือกให้แน่นที่สุด ประคองตัวไม่ให้ตกเรือเป็นพอ แต่ที่นี่ทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะบางแก่งก็เป็นโค้งหักศอก บางแก่งเป็นหลุม บางแก่งมีน้ำวน หากสมาชิกในเรือไม่ช่วยกันพายล่ะก็ งานนี้มีคว่ำแน่นอน

เรือเรามีพี่สมุนเป็นนายท้าย ส่วนนายหัวชื่อพี่เที่ยง ถ้าลำไหนคนน้อยก็จะมีนายหัวสองคน นายหัวนายท้ายมีความสำคัญมากกับการล่องแก่ง เพราะจะเป็นคนดูร่องน้ำ และบังคับทิศทางให้เรือไหลไปตรงตามกระแสน้ำ ถ้านายหัวสองคนไม่แข็งแรงพอ อาจทำให้เรือไม่ลงแก่งตรง ๆ ถ้าเอาด้านข้างเรือลง โอกาสที่เรือจะชนหินหรือเลี้ยวไม่พ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เรือพลิกคว่ำก็จะมีสูง การวางตัวคนนั่งก็สำคัญเหมือนกัน ต้องเฉลี่ยน้ำหนักสองข้างให้เท่า ๆ กัน และความแข็งแรงของคนพายก็ควรจะเท่าเทียมกันด้วย เรือจะได้ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
*********************************



หนึ่งในหลาย ๆ แก่ง


ช่วงแรกยังไม่มีอะไรก็ฝึกพายและหาท่านั่งที่แต่ละคนถนัดกันไป แก่งแรก ๆ เป็นแก่งเล็ก ๆ จิ๊บ ๆ พอให้กิ๊วก๊าวกันสนุก ๆ แก่งใหญ่แก่งแรกที่เจอรู้สึกจะอยู่ระดับ 3-4 ได้ ก็เล่นเอาใจหายแว้บ ไอ้ที่คิดว่าจะกรี๊ดก็กรี๊ดไม่ออก ตกใจกับความแรงของกระแสน้ำเหมือนกัน แต่หลังจากผ่านไปหลายแก่งก็เริ่มชินและสนุกมากขึ้น วันแรกจะเจอแก่งระดับ 4-5 อยู่หนึ่งถึงสองแก่งเท่านั้น แต่ก็เล่นเอาคนนั่งหน้ากระเด็นตกเรือไปได้เหมือนกัน

ที่พักคืนแรก


ถึงห้วยลอย จุดพักแรมคืนแรก ประมาณสี่โมงเย็น แยกย้ายกันอาบน้ำตามอัธยาศัย จะอาบในลำธารหรือในห้องน้ำก็ได้ ส่วนตัวผมขอเลือกอาบในลำธารดีกว่าได้อารมณ์ธรรมชาติ ๆ ดี อาบน้ำเสร็จก็มาช่วยกันทำกับข้าว จริง ๆ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่เค้าทำก็ได้ แต่กลัวว่าจะอร่อยเกินไปเลยช่วยทำดีกว่า ไม่นึกว่ากับข้าวอย่างผัดผักกูด (ที่แวะเก็บกันริมน้ำนั่นแหละ) ผัดมะเขือยาว น้ำพริก น้ำแกง บ้าน ๆ จะอร่อยได้ขนาดนี้ ปกติอยู่ในเมืองมื้อเย็นกินนิดเดียวหรือแทบไม่กินเลย แต่เจอกับข้าวแบบนี้กลับฟาดไป 2 จาน เจริญอาหารกันถ้วนหน้า พร้อมกับคิดปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ออกแรงไปตั้งเยอะ -_-"

ผักกูดสุดอร่อย


*********************************



ริมตลิ่ง


วันที่สองเป็นวันที่เหนื่อยที่สุด จุดหมายอยู่ที่ห้วยลอยซึ่งห่างไปอีก 40 ก.ม. แถมแต่ละแก่งยังอยู่ห่างกัน เลยต้องออกแรงพายกันเยอะหน่อย แต่ถึงจะมีน้ำนิ่ง ๆ อยู่หลายช่วงแต่ก็ไม่เบื่อ เพราะทิวทัศน์สองข้างทางช่วยให้เราเพลิดเพลินและลดความเหนื่อยล้าลงได้มาก เลี้ยวผ่านโค้งน้ำทีเราก็จะอู้หูอ้าหากับวิว ที่ บางครั้งเป็นน้ำนิ่งสะท้อนภาพทิวเขาสลับซับซ้อน บางทีเป็นทุ่งนาและกระท่อมบนเขา สองข้างทางทั้งซ้ายขวาก็จะมีน้ำตกเล็ก ๆ อยู่เป็นระยะ ๆ ดูได้ไม่เบื่อเลย

“นั่นเค้าโบกให้เราจอดทำไมน่ะพี่”

“สงสัยในแก่งคงมีอะไรแน่ ๆ”

จากริมฝั่งที่เราจอดเรือ มองลงไปในแก่ง เห็นเรือลำนึงตั้งตะแคงขึ้น มีหินก้อนใหญ่ดันอยู่ด้านหลัง ทำให้เรือไม่ลอยไปตามกระแสน้ำ เจ้าหน้าที่จากเรือหลาย ๆ ลำช่วยกันเอาเชือกผูกทั้งดึงทั้งลากทั้งขย่ม ใช้เวลานานพอสมควรกว่าเรือจะหลุดออกจากแก่งได้ พี่สมุนที่ไปช่วยเค้าด้วย บอกว่า

“เรือตะแคงข้างลงแก่งแล้วไปเกยกับหินก้อนใหญ่เรือมันเลยเอียง เค้ามัวแต่หัวเราะกันไม่ยอมช่วยกันพาย น้ำเลยดันให้เรือมันตั้งขึ้นแบบนั้นแหละ”

อืมม ถ้าไม่อยากลงไปว่ายน้ำเล่นเราคงต้องร่วมมือร่วมใจกันหน่อยนะ

กลางวันวันนี้เราหาตลิ่งเหมาะ ๆ แวะกินข้าวเที่ยงกันแบบง่าย ๆ กับน้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ปลากระป๋อง และปลากรอบ (เยอะจัง) น้ำพริกฝีมือหนุ่มเหนือแท้ ๆ นี่มันอร่อยจริง ๆ กินกันจนพุงกางแทบจะหลับคาเรือกันเลย


โต๊ะอาหาร


ที่พักคืนที่สองนี้ตั้งอยู่หน้าแก่งระดับ 5 เรามีเวลาศึกษาร่องน้ำกันทั้งคืนเลย 555


ความสงบยามเย็น


วันนี้ทุกคนไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะอาบน้ำที่ไหน ข้าง ๆ ที่พักมีลำธารไหลผ่าน ถ้าเดินย้อนขึ้นไปหน่อยก็จะเป็นน้ำตกเล็ก ๆ นี่ล่ะ ห้องอาบน้ำธรรมชาติโดยแท้ แหม แต่พี่ฮะ น้ำเย็นไปนิ้ดส์นึงนะฮะ

ระหว่างพี่ ๆ เค้าทำกับข้าว เราก็ทำตัวเนียนโดยการไปช่วยหั่นผักหั่นหอมไปตามเรื่อง แล้วตะล่อมขอเหล้าขาวพี่เค้ากิน โอยยย สะเด็ดสะเด่าดีจริง ๆ กินไม่กี่เป๊กก็หายหนาวแล้ว เราแนะนำเหล้าขาวแกล้มเกลือกะมะนาวให้ พี่บางคนถึงกับติดใจไปเล้ย หุหุหุ

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จะได้อยู่ในป่า เหมือนทุกคนจะรู้สึกได้ เราเลยใช้เวลาคุยกันนานกว่าคืนที่แล้ว จากการพูดคุยทำให้เราได้รู้ว่าเพื่อนร่วมทริปของเราเป็นหมอฟัน เป็นเจ้าของกิจการ เป็นผจก.แผนกบัญชี ฯลฯ ส่วนพี่เที่ยงนายท้ายของเราเคยบวชเรียนจนได้เปรียญ 5 เชียวนะ ความสุขยามค่ำคืนในป่าแบบนี้หาได้ง่าย ๆ แค่การนั่งคุยกันรอบกองไฟก็เพียงพอแล้ว



หลับกลางสายหมอก


*********************************



ลงแก่ง


“กรี๊ดดดดดดดดดดดด”

เสียงกรี๊ดจากเรือที่ลงแก่งหน้าที่พัก เร่งให้เรารีบเก็บข้าวของมาผจญภัยวันสุดท้ายกันอีกครั้ง

“กรี๊ดดดดดดดดดดดด”

ตาพวกเรากรี๊ดมั่ง กรี๊ดเพราะตื่นเต้น กรี๊ดเพราะน้ำที่เย็นจัดทะลักทลายเข้ามาในเรือ ระยะทางวันนี้ 20 ก.ม. เท่ากับวันแรก แต่จำนวนแก่งเท่าเมื่อวาน หมายความว่าวันนี้เราจะเจอแก่งติด ๆ กันไปตลอดทาง ฮ่า แบบนี้สิที่เราต้องการ

“ลำหน้าเค้าดูอะไรกันน่ะ ตามไปดูเร็วพี่”

“อ๋อ ไอ้นี่นี่เอง” งูเหลือมตัวขนาดเขื่องขดตัวสงบนิ่งอยู่บนขอนไม้ริมน้ำ แต่พอเราพายเรือเข้าไปเจ้างูที่ว่าดันคลายตัวแล้วพุ่งลงน้ำข้าง ๆ เรือเรา

“กรี๊ดดดดดดดดดดดด”


แก่งยาว แก่งสุดท้าย


แก่งสุดท้ายเป็นแก่งระดับ 5 พอลงไปแล้วต้องเลี้ยวซ้าย แต่คนนั่งด้านขวาดันทำงานมากเกินไปหน่อย ทำให้เรือเบนไปทางซ้ายแล้วกระแทกหิน เรือเอียงวูบ แต่ก็ช่วยกันจ้ำพ้นเหลี่ยมหินนั้นมาได้ แว้กกกกกก เรือกระแทกหินก้อนที่สองแล้วเอียงวูบอีกครั้ง แต่เราก็ช่วยกันพายจนหลุดออกมาจนได้ เฮ่อ ใจหายใจคว่ำหมด นึกว่าจะคว่ำส่งท้ายซะแล้ว

น้ำแตก


สุดท้ายแวะนมัสการพระธาตุแช่แห้งและพระธาตุเขาน้อยเป็นศิริมงคล พร้อมกับเป็นกำลังใจให้มีแรงต่อสู้กับงานต่อไป ฮึบๆๆ

พระธาติแช่แห้ง



วัดพระธาตุเขาน้อย


*********************************


ข้อมูลการเดินทาง
บริษัททัวร์ที่จัดแพคเกจล่องแก่งแบบนี้มีหลายบริษัท เช่น ม่วนม่วนทัวร์ ไทยลองสเตย์ สบายดีทัวร์ ฯลฯ แพคเกจล่องแก่ง 3 วัน 2 คืน ราคาไล่เลี่ยกันประมาณคนละ 3,500-4,000 บาท ราคานี้ไม่รวมค่ารถจากกทม. แต่รวมค่ารถรับส่งจากบขส. ค่าเช่าเรือและอุปกรณ์ เช่น เสื้อชูชีพ หมวกกันน็อก เต๊นท์ ฯลฯ อาหารทุกมื้อระหว่างการเดินทาง ทัวร์ของพวกเรารวมพาไปไหว้พระธาตุแช่แห้งกับพระธาตุเขาน้อยด้วย

ค่ารถทัวร์ป.1 (32-36 ที่นั่ง) จากกทม. ไปน่านราคา 461 บาท ที่นิยมก็จะมีสมบัติทัวร์กับวิริยะทัวร์

ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดสำหรับทริปนี้อยู่ที่ 4,500 บาท




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2549 13:11:08 น.
Counter : 166 Pageviews.  

อ่าวไผ่ เกาะเสม็ด

ไปมาเมื่อต้นปีครับ ฉลองวันเกิดที่นี่เลย หลังจากนั้นก็ไปอีกเมื่อวันแรงงานนี่เอง (เป็นคนใช้แรงงานเลยได้หยุด) พักที่เดิมอีกตะหาก แต่บรรยากาศผิดกันลิบ ตอนเทศกาลกะวันธรรมดาเนี่ย มีโอกาสไปตอนสงบ ๆ ก็ดีนะครับ จะได้รู้สึกว่ามันสวยขึ้นอีก 50% เลย


ใช้โฟโต้ชอปแต่งสีสุด ๆ เลยนะรูปนี้


ลูกฝรั่ง อารมณ์ดี น่าร้ากกกกกกกก (แต่ไม่ใช่มือผมนะ ผมเกลียดเด็ก!)



...แสงรำไร ส่องแสงแรงเพียงไหน ก็ไม่มีวันถึงเธอ...


ดูดีเหมือน The Dog เลยเนอะ แต่จริง ๆ เป็นหมาพันธุ์ทางแถว ๆ ท่าเรืออ่ะ ไปอีกทีไม่เจอแล้ว สงสัยโดนอุ้ม


โคลสใกล้ไปป่าวเนี่ย ต้องอาศัยแว่นอันเท่าบ้านช่วยอำพราง




 

Create Date : 26 เมษายน 2549    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2549 21:28:53 น.
Counter : 446 Pageviews.  


supertarokung
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีต้อนรับสู่ blog ของผมคร้าบบบ
Friends' blogs
[Add supertarokung's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.