ถ้าทุกคนยืนอยู่ฝั่งพระเจ้ากันหมด โลกคงน่าเบื่อแย่..!!
Group Blog
 
All blogs
 
เพราะอะไรโลกนี้จึงต้องมีสงคราม?

เพราะอะไรโลกนี้จึงต้องมีสงคราม?

“มนุษย์” เป็นสิ่งมีชีวิที่อ่อนแอเสียยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์สัตว์ชนิดไหนๆที่มีอยู่ในโลก ซึ่งถ้ามนุษย์ไม่พึ่งพาสิ่งประดิษฐ์อันล้ำสมัยจากธรรมชาติแล้วมนุษย์นั้นก็หาจะมีชีวิตรอดต่อไปได้ไม่

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสาร ไม่สามารถแม้แต่จะดำรงชีวิตอยู่ได้โดยตัวคนเดียวโดยปราศจากซึ่งการปติสัมพันธ์กับผู้อื่น แม้การปติสัมพันธ์นั้นจะส่อไปในแง่ของการแสวงหาผลประโยชน์ก็ตามที มันเป็นการติดต่อขอความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันในการทดแทนและกลบเกลื่อนจุดด้อยให้แก่กันและกัน

หากยกตัวอย่างง่ายๆก็เฉกเช่นมนุษย์ที่อ่อนแอก็ย่อมต้องการที่จะต้องการผู้ที่แข็งแกร่งกว่ามาคอยปกป้องตนเองจากสัตว์ร้ายหรือภัยอันตรายต่างๆ ในทางกลับกันผู้ที่แข็งแกร่งนั้นก็ต้องการให้ผู้ที่อ่อนแอปลูกข้าวให้ตนเองกินเพื่อเสริมแรงกายไว้ต่อสู้กับสัตว์ร้ายต่อไปได้ และสองสิ่งที่ต้องการซึ่งกันและกันจนแยกไม่ออกนี่ละที่จะค่อยๆกลายเป็นความสัมพันธ์ของหมู่มนุษย์ในสังคมสังคมหนึ่งขึ้นมา...

โลกใบนี้มันช่างกว้างใหญ่ เพราะเช่นนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีสภาพภูมิประเทศในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไปด้วย มีทั้งอากาศร้อน,อบอุ่น.หนาวเหน็บ แม้แต่ฝนตกตลอดทั้งปี แต่ประเด็นสำคัญจริงๆนั้นมันกลับอยู่ที่ความสำคัญของสินทรัพย์และแร่ธาตุมีค่ามากมายที่มีกระจัดกระจายไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ต่างหาก... เพราะโลกมันกว้างและสภาพภูมิประเทศแตกต่างกัน ดังนั้นสภาพ ความต้องการในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละส่วนของโลกจึงไม่เท่ากันไปด้วย ดังนั้นมนุษย์ที่อยู่อย่างแตกแยกเป็นหมู่เหล่านี้จึงมีลักษณะที่เด่นด้อยไปตามความยากลำบากในดำรงชีวิตของตนเอง... แต่จะมีใครคาดคิดบ้างไหมเล่าว่า? คำว่าสิ่งที่เด่นด้อยแตกต่างกันนี้ มันจะกลายเป็นสาเหตุสำคัญในการแสงหาปัจจัยพื้นฐานที่ตนเองขาดหายไป แม้ว่ามันจะหาไม่ได้จากผืนดินของตนเอง แต่มันก็สามารถหาได้จากผืนดินของผู้อื่น....

เมื่อความสัมพันธ์ของมนุษย์ในแต่ละพื้นที่แน่นเฟ้นดีแล้วมันก็จะกลายเป็นสังคม โลกมันกว้างมากดังนั้นเราคงจะมีสังคมอยู่หลายล้านสังคม แต่ละสังคมจะมีผู้นำเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งหากมีผู้นำที่ดีก็ดีไป.. แต่ถ้ามีผู้นำที่ทะเยอทะยานไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีแล้ว เขาก็จะเริ่มพาสังคมของเขาไปแสวงหาสิ่งที่ต้องการนั้นๆจากสังคมอื่น... โดยที่ไม่รับการยินยอม!!

จะลองยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ!... สมมุติว่าพื้นดินของท่านและเพื่อนฝูงไม่ได้ปลูกต้นมะม่วงไว้ แต่ท่านอยากที่จะต้องการลิ้มชิมรสมะม่วงมาก เมื่อมองไปยังสวนข้างๆกลับพบว่ามีมะม่วงถูกปลูกไว้เต็มต้น เมื่อท่านเห็นอย่างนั้นก็ชักชวนเพื่อนข้ามรั้วไปเพื่อหมายชิมรสมะม่วงนั้นทันที.. แน่นอนว่ากลุ่มเจ้าของสวนๆนั้นจะต้องไม่พอใจและเกิดการต่อต้านการรุกล้ำเข้ามาของท่านเป็นแน่... ตอนแรกอาจจะเป็นเพียงการมีปากเสียงกันเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจของทั้งสองฝ่าย ต่อมาก็อาจจะเป็นเพียงการกระทับกระทั่งกันเล็กน้อย แต่สุดท้ายเมื่อเกิดซ้ำๆบ่อยๆเข้าความอดทนของทั้งสองฝ่ายก็จะหมดลง กลายเป็นความก้าวร้าวรุนแรงหมายเข่นฆ่าเอาชีวิตเข้ามาแทนที่... แล้วทั้งหมดทำไปเพื่ออะไร? เพียงเพื่อครอบครองสวนมะม่วงโดยไม่สนใจเหตุผลเท่านั้นหรือ!!

ตอนนั้นล่ะเขาถึงจะเรียกว่าสงคราม.....!!

แล้วหลังสงครามจะมีผลกระทบอะไรบ้าง?.. จะไปมีอะไรนอกจากกองซากศพของสัตว์สังคมผู้สูงส่งทั้งสองสังคมที่นอนตายเกลื่อน บางคนโชคดีหน่อยก็แค่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดไปมาอยู่บนพื้นดินด้วยพิษบาดแผล... หลังสงครามจบจะมีอะไรซะอีกนอกจากซากขี้เถ้าของสวนมะม่วงที่ถูกแผดเผาด้วยไฟสงคราจนสิ้น มีทั้งเสียงร้องไห้ด้วยความหิวที่ไม่มีมะม่วงให้กินอีกต่อไป เสียงผู้คนที่รอดตายร้องด้วยความหวาดกลัวนาทีแล้วนาทีเล่า... และความเหนื่อยอ่อนของทั้งสองฝ่ายที่ลืมไปแล้วว่าตนเองทำสงครามกันเพื่ออะไร?... นาทีนั้นทั้งสองฝ่ายคงไม่ได้รบกันเพื่อมะม่วงแล้ว แต่เป็นเพียงสัญชาตญาณที่คาดคั้นจิตใจเอาไว้ว่าถ้าไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า หรือเพราะฝ่ายเราถูกฆ่าฝ่ายเราเลยฆ่ากลับ! มันก็จะซ้ำๆอบ่างนี้ไปมาโดยไม่จบไม่สิ้น...

แล้วสุดท้ายตอนที่สงครามจบลงแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะได้อะไรบ้าง?... คงไม่ได้อะไรนอกจากซากศพที่เน่าเต็มพื้น กลุ่มคนที่อดอยากจากที่เคยเพียงมีมากขึ้นกลับกลายเป็นอดตายกันมากขึ้น... เหล่าผู้ที่บุกรุกเข้าไปหมายชิงมะม่วงแทนที่จะเอาของที่มีในที่ดินของตนเองไปแลกมะม่วงนั้นมา ก็จะได้แต่โศกเศร้าเพราะสวนมะม่วงมันกลับกลายเป็นทุ่งขี้เถ้าสีดำไปหมดแล้ว... สงครามมันไม่เคยให้อะไรใครเลยนอกจากความตาย,ความเศร้า,โศกเสียใจ,ความเคียดแค้นชิงชังและความอดอยากสำหรับผู้ที่รับเคาระห์เท่านั้น... มันต่างหากที่เป็นผู้ที่คอยรับ! รับเอาชีวิต,ความพินาศ และเสียงร่ำไห้ ตราบใดที่มนุษย์ยังโง่เขลาทำสงครามประหัตประหารกันต่อไป สงครามันก็ยังคงยินดียิ่งที่จะได้สูบเลือดเนื้อและชีวิตของมนุษย์ผู้อ่อนแอต่อไปตราบนานเท่านาน...!!



Create Date : 10 มิถุนายน 2550
Last Update : 10 มิถุนายน 2550 16:31:09 น. 0 comments
Counter : 200 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อัจฉริยะมืด
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อัจฉริยะมืด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.