ถ้าทุกคนยืนอยู่ฝั่งพระเจ้ากันหมด โลกคงน่าเบื่อแย่..!!
Group Blog
 
All blogs
 

บันทึกข้อความจากใจ ของพี่ชายที่แสนดี ตอนที่ 2 (จบ)

ในวันที่มีเมฆหนา ตอนผมอยู่ปีสาม และ เธออยู่ชั้น ม.ห้า

ในวันนั้น ผมเผลอหลับกลางวันอยู่ใต้ต้นมะม่วงต้นใหญ่ในสวนหย่อมหน้าบ้าน อยู่ๆผมก็รู้สึกว่าร่างกายถูกอะไรเย็นๆบางอย่างพ่นเข้าใส่ ความเย็นชื้นจนผิดธรรมดา บวกกับความตกใจมันถึงกับทำให้ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างลนลาน

และสิ่งที่ผมได้พบหลังจากตื่นนอนนั้นก็คือ ภาพของเธอที่ยืนใช้มือข้างหนึ่งพยายามกลั้นหัวเราะในทีท่าของผม ส่วนในมืออีกข้างของเธอกลับกุมสายยางที่ใช้รดน้ำสวนหย่อมอยู่ในมือ ผมมองตามสายน้ำใสๆที่รินไหลลงจากสายยางนั้น แล้วก็พอจะเดาออกว่าสิ่งที่มากระทบร่างของผมจนเปียกโชกตอนนี้คืออะไร

“หลับเพลินเลยนะคุณปู่ วันนี้ไม่มีเรียนหรือยังไง?” เธอเย้ามา แต่ผมกลับรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าที่มีคนมาปลุกเอาจากนิทราอันแสนสบายเช่นนี้

“วันนี้ไม่มีเรียน ว่าแต่เราเถอะวันนี้วันจันทร์นะ ตอนนี้จะเที่ยงอยู่แล้วทำไมยังไม่ไปโรงเรียน” ผมรู้สึกประหลาดใจที่ยังเห็นเธอเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนนี้ทั้งๆที่ไม่ใช่วันหยุดราชการ มิหนำซ้ำเธอยังสวมชุดลำลองอีกต่างหาก

เธอทิ้งสายยางบนมือลงบนพื้นสนามหญ้า ก่อนจะเดินเข้ามานั่งชันเขาลงที่ข้างๆตัวผม ผมมองตามท่าทางของเธอด้วยสีหน้าแสดงความฉงน แต่สิ่งที่ได้รับตอบมาจากเธอนั้นกลับมีเพียงแต่รอยยิ้มเท่านั้น

“วันนี้โรงเรียนหยุดวันสถาปนาโรงเรียนจ้า แถมพรุ่งนี้หนูจะได้ไปทัศนะศึกษาที่หาดใหญ่กับทางโรงเรียนด้วยล่ะ” เธอยิ้มอย่างภูมิใจ

“อย่าบอกนะว่าที่อุตส่าห์เดินมาจากบ้าน เพื่อมาอวดเรื่องแค่นี้!?” ผมยิงคำถามไปทันทีด้วยความเคยชิน

“ถูกต้องแล้ว” แล้วเธอก็ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมจนผมสามารถเห็นลักยิ้มเป็นรอยบุ๋มบนแก้มทั้งสองข้างของเธอได้อย่างถนัด “แต่หนูมีเรื่องที่น่าภูมิใจมากกว่านั้นมาอวดด้วยล่ะ”

ตอนแรกผมเองก็กะจะไม่ถามต่อในสิ่งที่เธออยากจะนำมาเล่าสักเท่าไหร่นัก แต่เมื่อดูท่าทางที่เหมือนอยากเล่าเรื่องนี้ให้ใครซักคนร่วมภูมิใจไปกับเธอแล้ว ผมจึงอดไม่ได้ที่จะแกล้งทำเป็นไม่สนใจบทสนทนาของเธอ แล้วยิ่งถูกสายตาใสๆของเธอเร่งเร้าให้ผมเอ่ยถามเธอด้วยแล้ว ในที่สุดผมก็ต้องยอมแพ้กับแววตาของเธอตามเคย

“เรื่องอะไรล่ะ!?” ผมถามออกไปคล้ายเป็นมารยาท

“หนูได้เป็นเหรัญญิกห้องด้วยนะ ดูสิที่ห้องเขาไว้ใจให้หนูเก็บเงินไว้เป็นกองกลางตั้งหลายพันบาทสำหรับการทัศนะศึกษาครั้งนี้ด้วยล่ะ” เธอยิ้มอย่างดีใจ พร้อมยกถุงไหมพรมสีชมพูที่ดูท่าจะหนักอึ้งด้วยน้ำหนักของเงินนานาชนิดขึ้นมาอวดให้ผมดู

ผมรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องอยากมาอวดอะไรบางสิ่งบางอย่างให้ผมดู เพราะผมคงเป็นคนเพียงคนเดียวในโลกนี้ที่จะไม่หัวเราะในการกระทำของเธอ ต่อให้เรื่องดังกล่าวที่เธอนำมาด้วยมันจะไร้สาระซักเพียงใดในสายตาของคนอื่นๆก็ตามที

“เก่งนี่เราน่ะ... แล้วอย่าทำหายล่ะ” ผมกล่าวพร้อมขยี้หัวเธอแรงๆด้วยความรักใคร่ ในขณะที่เธอเองก็ได้แต่พยายามปัดป้องทรงผมของตัวเองไม่ให้ถูกผมขยี้แรงจนเสียทรงไปมากกว่านั้น


สามทุ่มครึ่งของคืนนั้น ผมกำลังนั่งพิมพ์รายงานอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องของตัวเองตามปกติ อยู่ๆเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างๆตัว มันก็ดึงความสนใจของผมไปจากหน้าจอ แล้วยิ่งตอนผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหมายเลขเรียกเข้า ผมก็ยิ่งต้องแปลกใจหนักเข้าไปอีก เพราะเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอนั้นคือเบอร์ของเธอนั่นเอง

“อืม มีอะไรโทรมาดึกๆดื่นๆ!?” ผมหนีบโทรศัพท์มือถือไว้กับต้นคอพร้อมกับกล่าวทักทายเธอตามปกติ ถึงอย่างนั้นสองมือของผมก็ยังง่วนอยู่กับการพิมพ์ข้อมูลลงไปในคอมพิวเตอร์อย่างชำนาญ

“ปู่..............” เสียงของเธอแผ่วเบา และสั่นเครืออย่างที่ผมไม่ได้เคยได้ยินมาก่อน ผมถึงกับหยุดมือทั้งสองข้างที่กำลังรัวกดแป้นพิมพ์ยิกๆนั้น พร้อมเปลี่ยนมาเป็นจับหูโทรศัพท์เพ่งฟังคำกล่าวของเธออย่างตั้งใจแทน

“ทำไมทำเสียงแบบนั้น เกิดอะไรขึ้น!?” ผมกรอกเสียงถามเธอไปอย่างเร่งร้อน จะไม่ให้ผมเร่งร้อนได้เช่นไรกัน ก็ในเมื่อหูของผมนั้นตอนนี้ได้ยินแว่วเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นมาจากคู่สนทนาได้อย่างชัดเจน

“หนูทำเงินกองกลางหาย”

คำกล่าวนั้นทำให้ใจของผมตกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที!!


จากการสนทนาทางโทรศัพท์กับเธอทำให้ผมทราบว่า เงินกองกลางที่ว่านั้นมันหายไปจากกระเป๋าของเธอตอนช่วงที่เธอออกไปซื้อของ ณ ตลาดตรงข้ามกับป้ายรถโดยสารประจำทางหน้าปากซอย แต่กว่าเธอจะรู้ตัวมันก็มือค่ำขนาดนี้แล้ว ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังยืนยันอย่างแข็งกร้าวว่าจะออกไปค้นหา ถึงผมจะทักท้วงว่ามันไม่ปลอดภัยก็ตามที

สุดท้าย ผมจึงต้องใช่ไม้ตายในการห้ามเธอออกมาจากบ้านในตอนนี้เด็ดขาด โดยแลกเปลี่ยนกับการที่ผมจะเป็นคนขันอาสาออกไปค้นหากระเป๋าใส่เงินกองกลางนั้นให้เธอเอง

ผมเริ่มออกค้นหาตั้งแต่ถนนหน้าบ้านของเธอ จนไปถึงตัวตลาดอย่างละเอียดลออจนแทบเรียกได้ว่าต่อให้มีเงินเหรียญบาทตกอยู่ในเส้นทางการค้นหานั้นซักกี่เหรียญ ผมก็สามารถหามันได้ครบทุกเหรียญ ถึงผมจะค้นหาขนาดนั้น ผมกลับไม่พบกระเป๋าใส่เงินที่ว่านั้นเลย

นาฬิกาในมือบอกว่าตอนนี้เวลาล่วงเลยเข้าไปถึงตีหนึ่งกว่าๆแล้ว ขืนผมไม่รีบค้นหาให้เจอมีหวังหลานสาวตัวดีของผมคงได้ร้องไห้จนตาบวมแดงยันเช้าเป็นแน่ และถ้าขืนผมปล่อยให้เป็นเช่นนั้น มีหวังเอต้องเอาตาที่บวมแดงบากหน้าไปบอกข่าวร้ายกับเพื่อนๆในชั้นในสภาพอดหลับอดนอนเป็นแน่

ผมสะบัดหัวพยายามขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ผมยอมให้เรื่องเช่นนั้นมันเกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด

เวลาล่วงเข้าตีสาม ผมก็ยังคว้าน้ำเหลวในการค้นหา ตอนนี้ตัวผมเองเปียกชื้นไปด้วยคราบไคลของหยาดเหงื่อที่ผลัดกันผุดขึ้นมาตามร่างกายราวทำนบแตก ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่คิดจะละความพยายามในการค้นหา ผมเดินวนเวียนอยู่อีกสองถึงสามรอบ แล้วในที่สุดผมก็บังเอิญไปพบถุงใส่เงินของเธอเข้าโดยบังเอิญในถังขยะที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ในตอนที่ผมกำลังจะเอากระป๋องน้ำอัดลมไปทิ้งนั่นเอง

ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นไปตามที่ผมคาดไว้ ว่าถึงจะได้ตัวถุงใส่สตางค์นั้นกลับมาก็ใช่ว่าผมจะได้เงินที่ใส่ไว้ข้างในนั้นกลับมาด้วย ข้างในถุงว่างเปล่าไม่เหลือเงินซักแดงเดียวตามที่คาดไว้จริงๆ

ถ้าไม่มีเงินไปให้เพื่อนๆพรุ่งนี้ เธอจะทำหน้าอย่างไรนะ!?............. ผมรำพึงในใจอยู่คนเดียว

ผมยืนนิ่งอยู่หลายนาทีโดยพยายามตรึกตรองเรื่องนี้อยู่ในหัว จนในที่สุดผมก็สามารถตัดสินใจชั่งใจได้ระหว่างเรื่องของเงินตรา กับ ภาพใบหน้าที่เศร้าหมองของเธอ พอคิดได้เช่นนั้นผมจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วกดหมายเลขโทรออกไปหาเธอ

“เจอรึเปล่าค่ะคุณปู่!?” เสียงเร่งร้อนของเธอดังตอบกลับมาทันทีที่เสียงรอสัญญาณหายไป ผมหัวเราะเบาๆแสร้งทำเป็นดีใจ

“เจอแล้ว” พอผมตอบไปเช่นนั้น ผมก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงที่ดีใจอย่างสุดซึ้งดังแว่วมาเบาๆจากเธอ

“โชคดีจังเลย ถ้าเงินจำนวนนี้หายไปหนูก็ไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกัน ขอบคุณมากค่ะคุณปู่ ขอบคุณจริงๆ” ผมยิ้มน้อยๆ ต่อให้ผมไม่ได้เห็นว่าตอนนี้เธอกำลังทำสีหน้าอย่างไร ผมก็พอจะเดาออกได้จากน้ำเสียงของเธออยู่ดี

“เงินในถุงมีอยู่เท่าไหร่!?” ผมพยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติที่สุด

“เอ่อ... สี่พันห้าร้อยสามสิบบาทค่ะ มีอะไรหรือคะคุณปู่หรือว่าเงินในถุงหายไป!?” น้ำเสียงแสดงความกังวลของเธอดังขึ้นอีกครา แต่คราวนี้ผมคาดไว้ก่อน และเตรียมคำตอบไว้พร้อมแล้วจึงไม่ยากที่จะปกปิดความจริงนี้กับเธอ

“เปล่าหรอก แค่จะลองนับดูว่าครบหรือเปล่าเท่านั้น คืนนี้ดึกแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนเช้าปู่จะเอาไปให้ก็แล้วกัน ตอนนี้เรารีบนอนได้แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะไม่มีแรงไปเที่ยวหรอก” ผมพยายามพูดเบาๆให้เธอรู้สึกไม่เป็นกังวล

“ค่ะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะคุณปู่” เสียงตอบรับอย่างโล่งใจของเธอถูกตัดไปด้วยเสียงสัญญาณที่ขาดไปจากการเลิกสาย ถึงอย่างนั้นผมก็ยังยืนนิ่งฟังเสียงสัญญาณที่ดัง ตู๊ด! ตู๊ด! ซ้ำไปซ้ำมานั้นอยู่เช่นนั้นอย่างเนิ่นนาน จนกระทั่งผมนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองก็ต้องรีบกลับไปที่บ้าน และหาเงินจำนวนสี่พันห้าร้อยสามสิบบาทมาใส่ไว้ในถุงนั้นเช่นกัน ผมจึงกล่าวคำว่า “ราตรีสวัสดิ์” ลงไปเบาๆในหูโทรศัพท์มือถือ ทั้งๆที่ผมเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีทางที่จะได้ยินในสิ่งที่ผมพูดก็ตามที

ผมยังจำได้ดีในตอนรุ่งเช้าของวันต่อมา ถึงใบหน้ายิ้มแย้มอย่างดีใจเป็นที่สุดของเธอในขณะที่ผมยื่นถุงใส่เงินที่ควรว่างเปล่าแต่กลับมีเงินครบเต็มจำนวนใส่เอาไว้ โดยที่ที่เธอเองไม่มีวันจะรู้หรอกว่าเงินจำนวนนั้นมันมาจากทีไหนกัน




ในวันที่อากาศแจ่มใส ตอนผมอยู่ปีสี่ และ เธออยู่ชั้น ม..หก

จากเด็กผู้หญิงที่เคยมีแต่คราบมอมแมมของโคลนดินจากการทำสวนผักของโรงเรียน มาตอนนี้กลับทอแสงประกายของสาวรุ่นเต็มตัว แถมประกายแสงที่กล่าวมานั้นมันก็ช่างเจิดจ้าจนถึงขนาดทำให้หนุ่มที่เดินผ่านไปมาเหลียวมองตามทุกครั้งที่เธอย่างก้าวไปยังที่ใด เผลอแปบเดียวตอนนี้น้องสาวคนนี้ ก็กลายเป็นดาวประจำโรงเรียนไปเรียบร้อยแล้ว

ถึงเธอจะถูกยกย่อง และมีเพื่อนๆ และคนที่อยากรู้จักใกล้ชิดเข้ามาห้อมล้อมซักเพียงใดแล้ว ผมก็ยังเห็นว่าเธอยังคงสามารถคงความเป็นตัวตนของตนเองเอาไว้ได้เช่นเดิม เธอยังคงหัวเราะ พร้อมทั้งยิ้มแย้มเล่นหัวอยู่กับผมเหมือนสมัยก่อนอย่างไม่ถือตัว กลับกันที่แปลกออกไปจากเดิมนั้นเห็นจะเป็นผมมากที่ตีตนออกห่างจากเธอมาก้าวหนึ่งด้วยเหตุผลที่ว่า เธอคือน้องสาวคนหนึ่ง!!

ยิ่งตอนช่วงเทอมสองที่ผมต้องไปฝึกงานนั้น สามเดือนของการฝึกงานมันทำให้ผมไม่มีโอกาสได้พบหน้า และพูดคุยทักทายกับเธอซึ่งๆหน้าเลยซักครั้ง จะมีก็แต่เธอเองที่ยังคงโทรศัพท์มาเล่าเรื่องราวต่างๆที่เธอได้พบเจอมาแต่ละวันให้ผมฟังเสมอๆ ส่วนใหญ่ผมจะเป็นฝ่ายปล่อยให้เธอพูดในสิ่งที่เธอต้องการจะบอก โดยจะมีการตอบรับจากผมบ้างเล็กน้อยพอให้เธอรู้ว่าผมยังคงตั้งใจฟังอยู่ เธอทำเช่นนี้เสมอๆจนบางครั้งเธอยังเคยเผลอหลับในขณะที่ยังคุยอยู่กับผมด้วยซ้ำไป

แล้ววันหนึ่งในช่วงออกฝึกงานต่างจังหวัดของผมใกล้จะเสร็จสิ้น ผมก็ได้รับฟังเรื่องเล่าจากเธอที่ทำให้ผมรู้สึกว่าฟ้าดินมันกลับตาลปัตรไปหมด

“หนูมีแฟนแล้วนะคุณปู่” เสียงใสๆนั้นดังเข้าโสตประสาทของผมผ่านทางโทรศัพท์อย่างร่าเริง ถึงผมจะตกใจกับการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ขนาดไหน ผมก็ยังมีสติพอที่จะพูดคล้ายคนที่ไม่ใส่ใจในเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธออยู่ดี

“อำกันเล่นรึเปล่า!? ไร้เสน่ห์แบบเราใครเขาจะมาชอบ” ผมกล่าวทั้งๆที่ใจตัวเองยังเต้นตุ้มๆต่อมๆไม่เป็นจังหวะ

“เรื่องอะไรที่ต้องไปโกหกปู่กันล่ะ ตอนนี้หนูมีแฟนแล้วจริงๆเป็นเพื่อนห้องเดียวกันชื่อพล” เธอหัวเราะคิกคัก ท่าทางคงคิดว่าตอนนี้ผมพูดกับเธอด้วยอารมณ์กวนบาทาตามนิสัยยามปกติของผม แต่เธอเองกลับไม่รู้เลยว่าเสียงที่สั่นเครือของผมนั้นมันหมายถึงอะไร!?

“พลเขาเป็นคนดีมากเลยคุณปู่ แถมยังใจดีมากด้วย อ้อ…!! ลืมบอกไปเขาเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียนด้วยนะ” เธอยังคงเล่าต่อไป ถึงเรื่องพวกนั้นผมไม่อยากมีส่วนรับรู้เท่าใดนักนัก แต่ด้วยคล้ายหน้าที่ ที่ผมเป็นตู้รับร้องทุกข์ของเธอมานานหลายปี ผมก็คงจะมาปฏิเสธไม่อยากรับรู้เรื่องที่เธอนำมาเล่าเอาป่านนี้ก็คงไม่ได้

คืนนั้นผมคิดว่าเธอพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงมากกว่าปกติ และคิดว่าเธอกล่าวถึงคนที่ชื่อว่าพลมากกว่าปกติด้วยเช่นกัน...!!


“เฮ้ย!ยศ เป็นยังไงบ้างสบายดีไหม!?” เสียงของเพื่อนเก่าร่วมรุ่นสมัย ม.ปลาย ของผมทักขึ้นทันที่ทีเห็นหน้าผมในผับแห่งหนึ่ง คืนนี้ผมนัดเจอเขาเป็นการส่วนตัวด้วยเหตุผลบังหน้าว่าให้มาร่วมฉลองที่ผมฝึกงานเสร็จ แต่ผมมีเหตุผลที่สำคัญแฝงไว้ในการพบกันครั้งนี้อีกข้อหนึ่งเช่นกัน

“ก็เรื่อยๆ” ผมพูดพลางจิบเบียร์ในแก้วไปพลาง ผับแห่งนี้ผมชอบมานั่งกินดื่มกับเพื่อนๆมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆแล้ว เนื่องจากราคาถูก เป็นกันเอง และที่สำคัญคือเจ้าของร้านนิยมเปิดเพลงเบาๆให้ไม่หนักทำให้เหมาะกับการมานั่งสนทนากันเป็นอย่างยิ่ง

เวลาผ่านไปนานพอสมควรหลังจากที่ผมมอมเบียร์เพื่อนคนนี้จนเริ่มมึนๆ ผมจึงเริ่มแผนขั้นที่สองโดยการแอบล้วงถามข้อมูลที่อยากรู้จากเพื่อนที่เหมือนเจ้าพ่อกรมข่าวของโรงเรียนเก่าของผม อาจกล่าวได้ว่าไม่มีเรื่องอะไรที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำไป

“เออ มึงรู้จักคนที่ชื่อพลรึเปล่า!?” ผมเริ่มต้นถามเรียบๆ เหมือนถามขึ้นลอยๆ

“พล!? ตัวสูงๆ ที่ตอนนี้อยู่ ม.หก แล้วเป็นนักกีฬาบาสโรงเรียนใช่ไหม!?” เพื่อนของผมตอบมาเสียงอ้อแอ้ท่าทางเขาคงเริ่มเมาได้ที่แล้ว สภาพเพื่อนของผมที่คออ่อนใกล้พับเต็มทนนั้นทำให้ผมยิ้มกริ่ม ถ้าลองได้เมาขนาดนี้แล้ว ต่อให้ถามชื่อโคตรตระกูลของเขา เขาก็คงพล่ามออกมาหมดตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นแน่

“คนนั้นล่ะ กูอยากรู้ว่ามันเป็นคนยังไง” ผมแกล้งจิบเบียร์ เพื่อหวังใช้แก้วเบียร์นั้นบดบังแววตาที่กระสันใคร่รู้ของผมไว้ ถึงแม้คนตรงหน้าจะเมาก็ตามที่ผมก็ยังไม่อยากเสี่ยงให้ตกเป็นเป้าสนใจของเพื่อนคนนี้เท่าใดนัก

“อ้อ..!! ไอ้พลน่ะรึ มันก็หล่อ........................” เขาพูดเสียงยาว แต่คำตอบนั้นมันกลับทำให้ผมหงุดหงิดมากกว่า เนื่องจากมันเป็นคำตอบที่ไม่ตรงกับคำถาม

“กูอยากรู้ว่ามันเป็นคนนิสัยยังไงเว้ย ไม่ใช่อยากรู้ว่ามันหล่อรึเปล่า” ผมเริ่มพูดด้วยเสียงมีอารมณ์อย่างปิดไม่มิด ในขณะที่คนเมาตรงหน้าเริ่มหัวเราะเบาๆ

“อะไร!? มึงสนใจมันรึยังไง หรือว่า.................................” เขาลากเสียงยาวอีกครั้งพร้อมชี้นิ้วมาที่ผม

“มึงเป็นเกย์รึเปล่าว้า!?” ถึงโบราณกล่าวไว้ว่าอย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา แต่ตอนนี้สำนวนของคนเมาตรงหน้าผมนั้น มันทำให้ผมรู้สึกอยากลุกขึ้นถีบเขาเสียเต็มประดา

“ใจเย็น........... กูล้อเล่น” สงสัยคนเมาเบื้องหน้าคงอ่านสีหน้าของผมออก จึงรีบออกปากแก้ตัวไว้ก่อน

“เอาดีๆสิ” ผมกอดอดท่าทางจริงจังขึ้นทันที พอเพื่อนของผมเห็นว่าผมซีเรียสเขาจึงเริ่มพูดอย่างจริงจังขึ้นบ้าง”

“บอกได้คำเดียวว่านิสัยมันแย่ ถ้าเป็นตอนอยู่กับเพื่อนผู้ชายก็ไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้หมอนี่มันเสือผู้หญิงเจ็มขั้น แถมมือไวอีกต่างหาก” คราวนี้คนเมาพูดอย่างกับไม่เมาเลยซักนิด

ประโยคนี้เล่นเอาผมที่กำลังครึ้มๆด้วยฤทธิ์เบียร์ถึงกับตาสว่าง ถ้าคนที่กำลังคบหาอยู่กับเธอเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ ผมก็คงจะทำเป็นมองไม่เห็นแล้วปล่อยเรื่องแบบนี้ไว้เฉยๆไม่ได้ ผมคงต้องลงมือทำอะไรซักอย่างแล้ว

“ขอบใจมาก แล้ววันหลังกูจะเลี้ยงตอบแทน” พูดจบผมก็รีบหุนหันออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว โดยปล่อยให้คนขายข่าวนอนน็อกอยู่บนโต๊ะเพียงลำพัง


“ปู่เอาที่ไหนมาพูด พลไม่มีทางเป็นคนแบบนั้นไปได้หรอก” นั่นเป็นประโยคที่ตอบกลับมาจากเธอเมื่อสิบวันก่อน และผลที่ตามมาจากประโยคนั้นก็คือ การที่เธอไม่ยอมพูด หรือ โทรศัพท์มาหาผมเลยตลอดสิบวันที่ผ่านมา ใช่ว่าผมเองจะนิ่งดูดายให้เวลาที่ผ่านมาเสียเปล่า ผมพยายามติดต่อขอปรับความเข้าใจกับเธอทั้งทางโทรศัพท์ แม้กระทั่งไปหายังที่บ้านก็แล้ว แต่สิ่งที่ได้รับฝากมาจากปากป้าอรแม่ของเธอก็คือการบ่ายเบี่ยง อ้างว่าไม่สบายบ้าง ทำรายงานบ้าง หรือพูดง่ายๆก็คือ เธอไม่อยากพบหน้าผมแล้วนั่นเอง

ผมกลายเป็นหมาแก่หัวเน่า ไปด้วยเพียงการพูดความจริงเพียงไม่กี่คำ...!!

ในใจลึกๆของผมเองก็แอบหวั่นไหวเสียใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ที่อยู่ๆคนที่เคยคบหากันมาด้วยมิตรภาพนานหลายปี กลับถูกคนที่พึ่งถมที่ว่างแทรกเข้ามาในหัวใจของเธอมาทำลายลงไปอย่างง่ายดาย ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่โทษที่เธอจะโกรธผมหรอก เพราะอย่างไรก็ตามผมก็รู้ตัวดีว่าตัวผมนั้นอยู่ใกล้ชิดตัวเธอด้วยฐานะอะไร


แล้วตอนค่ำของวันที่เธอจบการศึกษาชั้น ม.ปลาย นั่นเอง ผมก็ได้พบกับเธอโดยบังเอิญที่ป้ายรถโดยสารประจำทางหน้าปากซอยในตอนที่ผมเดินกลับมาจากการไปซื้อของที่ตลาด วันนั้นเธอแต่งตัวสวย และเป็นสาวมากกว่าปกติ เธอสวมกระโปรงสั้น สายเดี่ยวสีขาว แถมยังแต่งหน้าอ่อนๆอีกต่างหาก ซึ่งผมดูแล้วมันก็ดูเหมาะดีกับเธออยู่หรอก แต่..... ผมรู้สึกว่าชอบเธอในรูปแบบเดิมมากกว่า!!

“จะไปไหนน่ะ แต่งตัวซะสวยเชียว!?” ผมทักขึ้นก่อนโดยไม่ได้หวังว่าจะได้คำตอบจากเธอเลยซักนิด ผมรู้ดีว่าเธออาจยังรู้สึกโกรธผมอยู่ แต่ยังไงๆผมก็ยั้งเผลอทักเธออกไปตามประสาคนคุ้นเคยไม่ได้

“อ้าว….!? คุณปู่ วันนี้หนูจะไปเที่ยวฉลองเรียนจบกับเพื่อนๆค่ะ” ผมรู้สึกผิดคาดที่เธอตอบกลับมา แถมเธอยังยิ้มให้ผมเหมือนอย่างที่เคยๆทำตามปกติ ท่าทางวันนี้เธอคงอารมณ์ดีที่จะได้ออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาเลยทำให้ลืมไปเสียสนิทว่ายังโกรธผมอยู่

“เพื่อนที่ว่านี่ร่วมพลด้วยรึเปล่า!?” ผมถามไปอย่างนั้นล่ะ แต่มันกลับทำให้เธอก้มหน้านิ่งคล้ายรู้สึกผิดในสิ่งที่ผมพึ่งพูดออกไป

“ค่ะ พลด้วย” ในที่สุดเธอก็พูดออกมาจนได้ แววตาของเธอตอนนี้แสดงความรู้สึกผิดออกมายังผมที่ยืนอยู่เบื้องหน้า พอผมเห็นแววตานั้นทีไรมันก็สามารถทำให้ผมใจอ่อนได้ทุกครั้งไป ในที่สุดผมก็ยิ้มกว้างให้เธอเพื่อเป็นตัวช่วยในการลบแรงกดดันจากจิตใจของเธอให้หมดไป

“แล้วจะไปเที่ยวแถวไหนกัน!?” ผมพยายามชวนเธอคุยให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้าง

“แถวๆ ซอยแปดค่ะ เป็นผับของเพื่อนพลเขา” เธอพูดเบาๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้สนุกนะ.........” ผมตบบ่าเธอเบาๆ เธอเงยหน้าขึ้นมองผมอย่างประหลาดใจ สงสัยเธอคงคิดว่าผมจะห้ามไม่ให้เธอไปเที่ยวกับพวกเพื่อนๆ เมื่อเห็นว่าผมกลับมาเป็นพวกเดียวกับเธออีกครั้ง เธอจึงยิ้มกว้างอย่างร่าเริงเช่นเดิมตอบกลับผมมา

มันเป็นรอยยิ้มอย่างจริงใจที่ผมไม่ได้เห็นมาเนิ่นนานแล้ว........

ปี๊น! ปี๊น!

รถเก๋งคันงามวิ่งเข้ามาเทียบป้ายรถที่เรายืนอยู่พร้อมส่งเสียงแตรเรียกร้องความสนใจ พอพวกผมหันไปมองยังชายคนขับที่เลื่อนกระจกรถลงมาร้องเรียกเธอ ผมก็เห็นรอยยิ้มแบบที่เธอพึ่งยิ้มให้ผมไปหยกๆหันไปยิ้มให้คนในรถเก๋งคันนั้นแล้ว เธอหันมาโบกมือลากับผมอย่างร่าเริง

ในวินาทีนั้นเอง หากผมมองไม่ผิดแล้ว ผมคิดว่าได้เห็นรอยยิ้มแวบหนึ่งจากชายที่นั่งอยู่ในรถเก๋งคันนั้น

“ไปก่อนนะค่ะคุณปู่” แต่ผมทำได้เพียงยกมือขึ้นรับการโบกมือนั้นเท่านั้น

ผมยืนอยู่ที่ป้ายรถโดยสารประจำทางนั้นจนรถเก๋งที่มีเทพธิดาตัวน้อยนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถแล่นจากไปจนลับสายตา ผมถึงหมุนตัวกลับเดินเข้าไปในซอยอย่างช้าๆด้วยความคิดที่สับสนมากมายข้างในหัว




สี่ทุ่มกว่าแล้ว แต่ผมพยายามข่มตาให้หลับลงอย่างไร ผมก็ไม่มามารถหลับได้ลง ตอนนี้ผมกลิ้งไปมาบนเตียงด้วยอาการกระสับกระส่าย สาเหตุก็ใช่ว่าอากาศจะร้อน แต่... มันเป็นเพราะว่าผมยังติดใจกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แวบหนึ่งจากคนที่มารับเธอไปจากป้ายรถโดยสารมากกว่า มันเป็นรอยยิ้มอันคล้ายดูเย้ยหยันที่ต่อให้เธอมองดูเป็นรอยยิ้มที่เขายิ้มให้ผมตามมารยาทการทักทายซักเพียงใด แต่สำหรับผู้ชายด้วยกันแล้ว พวกเราย่อมรู้กันดีว่ารอยยิ้มแบบนั้นมันหมายความว่าอะไร!?

มันเป็นรอยยิ้มแบบห้วงก้าง ที่จะแสดงออกมาเมื่อมีใครเข้ามายุ่มย่ามกับของๆตนเอง.......!!

ยิ่งคิดผมก็ยิ่งเครียด ยิ่งเครียดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน ในที่สุดผมก็ยอมแพ้กับเสียงเร่งเร้าในจิตใจจนต้องลุกขึ้นมาแต่งตัวในชุดนักเที่ยวราตรี แล้วรีบขี่รถบึ่งออกจากบ้านไปยังแหล่งเริงรมย์ทันที

เป้าหมายของผม คือ ซอยแปด สถานที่ๆเธอบอกผมไว้ก่อนที่จะไป....

มันไม่ใช่งานง่ายๆเลยที่จะตามหาคนๆเดียวจากผับที่นิยมทำแสงไฟสลัวๆนับสิบๆแห่งในย่านนี้ ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเที่ยวเดินเข้าเดินออกผับแล้วผับเล่าอย่างไม่ย่อท้อ ไปๆมาๆก็เหลือแค่ผับเดียวที่ผมไม่เคยคิดจะเข้าไป เนื่องจากชื่อเสียงของผับที่ไม่ค่อยดีนัก กล่าวคือผับๆนี้เป็นสถานที่ๆมักจะมีพวกเด็กมามั่วสุมกัน และขึ้นชื่อเรื่องมีการทำลามกอนาจารกันอยู่ในผับอยู่บ่อยๆจนขึ้นชื่อ

ถึงอย่างนั้น ยังไงวันนี้ผมก็ต้องเข้าไปอยู่ดี....

ในผับมืดสลัวจนเกินปกติของผับทั่วไปเล่นเอาผมปรับสายตาแทบไม่ทัน พอซักพักตาของผมเริ่มชินกับแสงสลัวๆที่ว่าแล้ว ผมก็เริ่มสามารถมองเห็นบรรยากาศในร้านได้อย่างถนัดๆ แต่สิ่งที่ผมเห็นมันทำให้ผมแทบช็อก เพราะภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า คือภาพของเด็กวัยรุ่นชายหญิงที่นั่งล้วง นั่งควักกันอยู่ตามมุมต่างๆในร้านนั้นอย่างไม่เกรงสายตาใคร บางคู่เริ่มเลยเถิดจนถึงขนาดถลกระโปรงกันแล้วด้วยซ้ำ

ผมกลืนน้ำลายลงคอคำโต พร้อมทั้งแอบภาวนาในใจว่าขอให้เธอไม่ได้อยู่ในสถานที่ๆแปดเปื้อนแบบนี้เลย

การสำรวจชั้นแรกเป็นไปอย่างเร่งรีบ ถึงจะบอกว่ารีบผมก็ยังตรวจอย่างละเอียดและถี่ถ้วนพอให้แน่ใจว่าร่างของเธอไม่ได้ปนอยู่ในกลุ่มของเด็กวัยรุ่นที่กระหายในกามพวกนั้น หลังจากนั้นผมก็เดินขึ้นไปบนชั้นลอยข้างบนอย่างช้าๆ และพอผมเดินขึ้นมาถึงข้างบนผมก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นกลุ่มวัยรุ่นชายสามสี่คนกำลังพยายามรุมเร้าร่างของเด็กสาวที่ดิ้นเร่าๆอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่บนโต๊ะ

“พล ปล่อยนะ” เสียงที่ผมคุ้นเคยพยายามตะโกนแข่งกับเสียงเพลง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้เข้าหูของร่างคนที่พยายามคืบคลานขึ้นไปทับร่างของเธอเลยซักนิด พอผมเห็นภาพการกระทำอันอุบาทนั้นเต็มตาสติของผมก็ขาดผึง จนพุ่งเข้าไปใส่ร่างของคนที่เธอรัก และไว้ใจหนักหนานั้นพร้อมด้วยขวดแก้วเปล่าในมือ

เพล้ง!

เสียงขวดแก้วที่แตกกระจายเมื่อกระทบถูกหัวของคนที่เธอเรียกว่าแฟนเต็มแรง คนถูกฟาดสะดุ้งขึ้นสุดตัวพร้อมกับกุมศีรษะที่ไหลอาบไปด้วยเลือดอย่างเจ็บปวด แต่ผมไม่ได้สนใจจะดูผลความเสียหายที่เกิดขึ้นกับมันหรอก ผมรีบส่งหมัดตามน้ำใส่หน้าของพรรคพวกอีกคนหนึ่งของมันเต็มแรง พอคนที่สามที่พยายามกดร่างของเธอไว้กับโต๊ะหันมาดูเหตุการณ์ ก็ถูกผมใช้ขวดปากฉลามที่ทุบแตกจากหัวของคนที่ลงไปนอนดิ้นบนพื้นชี้ที่คอหอยท่าทางเอาเรื่องเต็มที่ เล่นเอาอีกฝ่ายถึงกับยืนนิ่งไม่กล้าผีผาม

“มึงจะแก่ตายรึตายวันนี้เลือกเอา!?” ผมกัดฟันกรอดขณะที่พูด ตอนนี้สติของผมมันจวนเจียนจะไปอยู่มะรอมมะร่อแล้ว ถ้าหากผมจะหน้ามืดใช้ขวดที่แตกนี้แทงใครตายซักคนขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องยาก

อีกฝ่ายถึงคนจะมากกว่า แต่เมื่อเห็นท่าทางเอาจริงถึงตายของผมก็ไม่กล้าจะเข้ามาฉะเหมือนกัน....!!

“พรรณกลับบ้านเดี๋ยวนี้” ผมหันไปบอกเธอที่ยังนั่งตัวสั่นอยู่บนโต๊ะในสภาพที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมรู้สึกสมเพศกับความงี่เง่าของตัวเองที่ไม่ยอมขอตามมาด้วยตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นมันคงไม่มีเรื่องบ้าๆแบบนี้เกิดขึ้นเป็นแน่ ถึงอย่างนั้นก็ยังดีที่อย่างน้อยฟ้ายังดลใจให้ผมมาช่วยเธอไว้ได้ทันเวลา

ในที่สุดผมก็พาเธอขึ้นรถแล้วจากมาจากสถานที่ๆโสมมแห่งนั้นได้สำเร็จ ตอนนี้เรากำลังนั่งรถกลับบ้าน ผมเงียบกริบไม่พูดอะไรซักคำเนื่องจากโทสะในใจยังไม่หมดไป ส่วนเธอเองก็ยังคงเงียบอยู่เช่นกัน ท่าทางเธอคงยังช้ำใจ ปละตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่หาย

“คุณปู่ หนูขอโทษ” ในที่สุดเธอก็เป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบที่ชวนอึดอัดนี้ขึ้นมาก่อน ผมใช้หางตาเหลือบไปมองเธอเล็กน้อย ก็เห็นว่าแววตาของเธอสะท้อนประกายแสงจากถนนเป็นประกาย มันเป็นลักษณะพิเศษของคนที่กำลังจะร้องไห้

“ขอโทษเรื่องอะไร!?” ผมพูดเสียงเย็นชา ผมรู้ดีว่าการพูดแบบนั้นจะยิ่งกระตุ้นให้เธอร้องไห้เร็วขึ้นไปอีก ถึงอย่างนั้นผมก็จำเป็นต้องพูด

“หนูอยากขอโทษเรื่องที่หนูไม่เชื่อคุณปู่ตั้งแต่ต้นว่าพลเป็นคนไม่ดี” เสียงของเธอฟังดูคล้ายเสียงสะอื้น แล้วทุกครั้งที่เธอทำเสียงแบบนี้ผมก็มักที่จะใจอ่อนเสมอๆ ตอนนี้ก็เช่นกัน

“เอาเถอะ....... คิดได้ก็พอแล้ว คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ ถ้าบอกอะไรไปแล้วก็ช่วยเชื่อฟังกันมั่ง” ผมพยายามพูดให้ราบเรียบที่สุด

“ค่ะ” เป็นคำตอบที่สั้นๆง่ายๆ และเต็มไปด้วยน้ำตาของเธอ

รถที่ผมขับกำลังเลี้ยวเข้าซอยบ้านของเรา ผมตั้งใจว่าจะขับเข้าไปส่งเธอที่บ้านก่อน แล้วค่อยวนรถออกมาเข้าบ้านของผมเอง แต่พอผมกำลังขับรถจะผ่านหน้าบ้านของตัวเองนั่นเองเธอก็ดึงแขนเสื้อผมไว้ให้จอดรถ

“มีอะไรอีกล่ะคุณหญิงยอมยุ่ง!?” ผมหันหน้าไปถามเธอเมื่อจอดรถแอบเข้าข้างทาง เธอทำอึกๆอักๆคล้ายไม่กล้าขอในสิ่งที่จะพูด

“อ้าว มีอะไรก็ว่ามาเร็วนี่ก็จวนจะตีสองอยู่แล้ว ถ้าจะขอให้ไม่ให้เล่าว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นให้ป้าอรฟังก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆเธอ

“ปากหนักอยู่แล้ว รับลองไม่เล่าแน่นอน” แล้วผมก็หัวเราะโดยหวังให้เธอหัวเราะตาม ถึงผมจะทำเช่นนั้นเธอก็ไม่ยักกับหัวเราะ

“คุณปู่ค่ะหนูมีเรื่องอยากจะขอเรื่องหนึ่ง” ผมเลิกคิ้วสงสัยกับใบหน้าที่เริ่มแดงเรื่อขึ้นมาของเธอ

“รับสั่งมาเลยฝ่าบาท ข้าน้อยจะทำตามพระประสงค์ทุกประการ” ผมพยายามเล่นมุข และคราวนี้มันก็ดูได้ผล เพราะเธอยิ้มออกมาได้แล้ว

“คืนนี้ขอให้หนูค้างกับคุณปู่นะค่ะ”

“อะไรนะ!?” คำขอที่เกิดคาดนี้เล่นเอาผมตั้งตัวไม่ติด ผมไม่เคยคิดมาก่อนด้วยซ้ำว่าเธอจะกล้าขออะไรห่ามๆแบบนี้

“ไม่ดีมั้ง” ผมรีบปฏิเสธไปทันทีตามสัญชาติญาณ (ถึงในใจจะแอบดีใจเล็กๆก็ตามที) ถึงผมจะปฏิเสธแต่เธอก็ยังส่ายหัวไม่ยอมรับคำตอบอยู่ดี

“ขอร้องล่ะค่ะ ขืนหนูเขาไปในสภาพที่เครื่องสำอางเปรอะด้วยคราบน้ำตาขนาดนี้มีหวังคุณแม่ต้องซักไซ้ว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ” เธอยังคงดื้อดึง แถมคำดื้อดึงของเอนั้นก็ฟังดูมีเหตุผลอันยากจะปฏิเสธซะด้วย

มารู้สึกตัวอีกทีผมก็มานั่งแกวอยู่บนเตียงของตัวเองเรียบร้อยแล้ว แถมข้างๆตัวก็มีหญิงสาวที่นอนหลับสนิทอยู่บนตัวอย่างไร้การระมัดระวังตัวอีกต่างหาก เสียงหายใจเบาๆดังเป็นจังหวะขึ้นลงตามหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลง แต่ที่สำคัญที่สุดคือใบหน้าที่ไร้เดียงสาตอนหลับของเธอนั้น มันทำให้ผมถึงกับเผลอนั่งจ้องมองอยู่นานอย่างไม่รู้ตัว

ใบหน้าที่เกลี้ยงเกลา จมูกสันเป็นคม ดวงตาที่ปิดสนิท และริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเนื่องจากลิปสติกสีชมพูที่เผยน้อยๆของเธอช่างเป็นภาพที่ตราตรึงนัก ผมเพ่งดูภาพตอนหลับของเธออย่างใกล้ชิด พอรู้ตัวอีกทีใบหน้าของเราทั้งสองก็เข้าใกล้ชิดกันมากจนริมฝีปากของเราแทบจรดกันแล้ว ผมรีบสะบัดหน้าหนีจากการกระทำที่เคลิบเคลิ้มจนเกือบลืมตัวของตนเองแทบไม่ทัน

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ วันนี้ผมอุตส่าห์ไปช่วยลูกแกะออกมาจากคมเขี้ยวของหมาป่า ไปๆมาๆตัวเอง จะแปลงร่างกลายเป็นหมาป่าเสียเอง ไม่รู้อะไรมาดลใจให้ผมคิดอะไรหมาๆแบบนี้กันหนอ...........

พอหันกลับไปดูร่างที่นอนนิ่งของเธออีกครั้งผมก็พึ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองรู้สึกกับเธออย่างไร ถึงผมจะเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองมีความรู้สึกที่แปลกแยก แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะโมเมเอาเองว่าเธอเองก็มีความรู้สึกที่แปลกแยกออกไปจากคำว่าพี่น้องเช่นเขาด้วย ไปๆมาๆผมเองเริ่มรู้ตัวว่าตนเองกำลังฟุ้งซ่าน และสิ่งที่ดีที่สุดในการดับความฟุ้งซ่านดังกล่าวก็คือการข่มตานอนไปเท่านั้น

ผ้าห่ม กับหมอนถูกรื้อออกมาจากตู้เสื้อผ้าของผมอีกชุดหนึ่ง ตอนนี้ผมขอเลือกนอนอยู่ข้างๆเตียงดีกว่า เพราะขืนขึ้นไปนอนข้างๆเธอบนเตียงแล้ว ก็ไม่รู้ว่าผมจะเผลอตัวทำอะไรไปบ้าง

“ฝันดีนะพรรณ” ผมหันไปกล่าวกับเธอเบาๆ ก่อนเอื้อมไปปิดสวิทซ์ไฟเหนือโต๊ะข้างเตียงปล่อยให้ความมืดมิดของราตรีเข้าครอบคลุมห้องไว้ดั่งที่ควรเป็น




เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ แต่ผมก็ต้องลืมตาที่หนักอึ้งตื่นขึ้นมาด้วยเสียงร้องของนกที่ออกหากินตอนเช้าด้วยความหนวกหู แสงแดดยามเช้าสาดทะลุผ่านเข้ามาทางม่านกันแดดสีครีมช่วยทำให้ห้องสว่างไสวขึ้นทันตา และสิ่งที่เป็นองค์ประกอบของยามเช้าเหล่านั้นมันก็มากพอที่จะทำให้ผมงัวเงียลุกขึ้นมานั่งเบลออยู่ริมเตียงที่เดิม

พอความคิด และสติเข้าที่เข้าทางแล้ว ผมก็พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ผมไม่ได้นอนอยู่ในห้องเพียงลำพัง แต่พอหันไปมองที่เตียงแล้ว ผมก็เห็นเพียงผ้าห่มที่ถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบ และไม่เห็นร่างของเธออยู่บนนั้น ผมเองก็ไม่ได้แปลกใจอะไรซักเท่าไหร่หรอก เพราะบ้านของเธอก้อยู่เพียงเท่านี้เอง เอคงกลับไปบ้านตั้งแต่เช้าแล้ว

ถึงอย่างนั้นผมก็อดผิดหวังเล็กน้อยไม่ได้ เนื่องจากอดได้เห็นหน้าเธอยามหลับเป็นครั้งสุดท้าย...

สุดท้ายเรื่องทุกอย่างก็จบลงเหมือนๆเดิม ระหว่างเราไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนทุกครั้งที่ผมเข้าไปช่วยเหลือเธอ แต่ก็ช่างมันเถอะเพราะถึงอย่างไรสิ่งที่ผมทำไปทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้หวังอะไรเป็นสิ่งตอบแทนจากเธออยู่แล้วตั้งแต่แรก และตลอดไปด้วย

ผมเดินลงไปที่ห้องน้ำชั้นล่างพร้อมกับหาวหวอดๆเป็นระยะเนื่องจากนอนไม่พอ พอผมเข้าไปยืนสะลึมสะลือหน้ากระจกพร้อมกับพยายามบีบยาสีฟันใส่แปรงสีฟันอยู่นั้นเอง พอผมเงยหน้าขึ้นมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก ผมก็ต้องตะลึงจนปล่อยให้แปรงสีฟันนั้นหลุดมือลงไปกลิ้งอยู่ในอ่างล้างมือ

ก็จะไม่ให้ผมรู้สึกประหลาดใจขนาดนั้นได้เช่นไรกัน ก็ในเมื่อภาพของตัวผมเองในกระจกนั้นบนแก้มข้างซ้ายปรากฏรอยเป็นรูปริมฝีปากสีชมพูทาบไว้แน่น แล้วที่สำคัญใครมันจะบ้าทารูปสติกแล้วมาประทับรอยจูบลงบนแก้มของผมได้ถึงในห้องนอน

ถ้าจะมีก็แต่............................

ผมใช้มือลูบรอยลิปสติกนั้นอย่างแผ่วเบาเหมือนกลัวว่ามันจะเลือนหายไป ตอนแรกผมก็นึกว่าตัวเองฝันไปจึงได้ร้องหยิกตัวเองดูจนผมต้องร้องซี๊ด!ด้วยความเจ็บปวด พอผมลองขยี้ตาแรงๆแล้วลืมขึ้นมาดูใหม่โดยเกรงว่าจะเป็นเพียงตาผมฝาดไปเอง ก็ปรากฏว่ารูปรอยจูบนั้นยังคงชัดเจนแจ่มแจ้ง......... ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าสิ่งที่ผมกำลังเห็นอยู่นี้มันเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน

ผมดีใจอย่างลืมตัวจนเผลอชูสองมือขึ้นทำท่าเหมือนนักฟุตบอลที่พึ่งสามารถทำประตูครั้งสำคัญในชีวิตได้สำเร็จ ในขณะเดียวกันภาพในกระจกเบื้องหน้าของผมเองก็ฉายภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังยิ้มดีใจจนแก้มแทบปริ พร้อมกับกระโดดโลดเต้นไปมาในห้องน้ำอย่างไม่แคร์สายตาของแม่ที่เดินเข้ามาเห็นท่าทางอันลิ่งโลดคล้ายคนบ้าของลูกชาย





◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙◙




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2550    
Last Update : 10 มิถุนายน 2550 16:20:09 น.
Counter : 202 Pageviews.  

บันทึกข้อความจากใจ ของพี่ชายที่แสนดี ตอนที่ 1

บันทึกข้อความจากใจ ของพี่ชายที่แสนดี

แกะนิทรา


-----------------------------------------------------------

มันอาจจะดูแปลก! เมื่อผมจะบอกเล่ากับคุณว่า หลังจากที่ผมได้พบกับเด็กผู้หญิงอายุเพียง 13 ปี มันกลับทำให้ผมที่มีอายุมากกว่าเธอถึง 4 ปี ต้องหันเหเปลี่ยนชะตาชีวิตของตัวเองไปได้มากถึงขนาดนี้ มันอาจจะเป็นเรื่องน่าขำสำหรับคนที่มีโอกาสได้อ่านบันทึกชุดนี้ แต่ผมขอกล่าวแก้ตัวให้ตัวเองเสียตรงนี้อย่างสั้นๆว่า เรื่องนี้กลับเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้




“สวัสดีตอนเช้าค่ะปู่ยงยศ” คำทักที่แปลกประหลาดแบบนี้มักจะสร้างความประหลาดใจให้กับคนที่มารอรถโดยสารบริเวณนี้เป็นประจำทุกๆวันเป็นประจำ แต่สำหรับผมแล้วคำทักนี้ผมกลับได้ยินมันบ่อยครั้งจนชินหู มันเป็นคำทักพร้อมกับรอยยิ้มสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งที่สวมชุดนักเรียนหญิง ม.ต้น อย่างเรียบร้อย พร้อมกับมักจะรวบผมเป็นรูปห้างม้าเสมอๆ

ในตอนเช้าตรู่บริเวณป้ายรถโดยสารประจำทางหน้าปากซอยของหมู่บ้านผม เสียงใสๆเสียงนี้จะเข้ามาทักผมอย่างร่าเริงอยู่เสมอ และผมก็มักจะหันไปยิ้มนิดหนึ่งให้เธอเป็นการตอบรับอยู่เป็นประจำเช่นกัน

วรพรรณ คือชื่อจริงของเธอ แต่ผมไม่ค่อยเรียกเธอด้วยชื่อเต็มนักหรอก ผมมักจะเรียกเธอว่าหลาน เนื่องจากอายุของเรานั้นมันห่างกันหลายปีผมเรียกเธออย่างนั้นด้วยความรักใคร่ ในขณะที่เธอก็จะเรียกผมว่าคุณปู่คล้ายเป็นการเอาคืนอยู่เป็นประจำเช่นกัน

สำหรับผมที่เป็นลูกคนเดียวแล้ว เธอเสมือนกับเป็นน้องสาวที่สนิทกันมากจริงๆทีเดียว เนื่องจากบ้านของเราสองคนอยู่ใกล้กันมาก ขนาดพ่อแม่พวกเราเองก็สนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยที่เธอย้ายเข้ามาอยู่แถวนี้เมื่อหนึ่งปีก่อน พ่อของผมเคยบอกว่าที่บ้านเราสนิทกันมากขนาดนี้ เป็นเพราะแม่ของผมกับแม่ของเธอเป็นเพื่อนที่เคยเรียนชั้นมัธยมปลายมาด้วยกัน ตอนแรกๆ ผมก็ไม่สนใจเธอหรอก เพราะตอนนั้นเธอยังอยู่ชั้นประถมหกอยู่ซึ่งเรียกว่าดูเป็นเด็กอมมือมากในสายตาของผมที่พึ่งขึ้นชั้น ม.สี่ ในตอนนั้น

แต่หลังจากนั้นหนึ่งปี ตอนเธอเลื่อนชั้นขึ้นมาเรียนอยู่ในระดับมัธยมต้นแล้วนั่นล่ะ ความน่ารักของเธอถึงหลุดพ้นจากช่วงของเด็กหญิงขึ้นมาเป็นเด็กสาว ซึ่งนั่นมันทำให้คนอย่างผมที่เคยเพียงมองข้ามหัวเธอไปต้องหันกลับมามองเธออีกครั้ง โปรดอย่าได้เข้าใจผิดไปว่าสิ่งที่คุณจะได้พบหลังการอ่านเรื่องนี้ไปแล้ว ว่ามันเป็นเรื่องราวความรัก มันไม่ใช่ความรักอย่างที่คุณเข้าใจ อันที่จริงมันอาจเรียกว่าความรักก็ได้เหมือนกันเพียงแต่ว่า ความรักที่ผมกำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้มันเป็นความรักที่ผู้ชายคนนี้ มีให้ต่อผู้หญิงคนหนึ่งในฐานะของพี่ชายที่แสนดีก็เท่านั้น...

ผมเริ่มลงมือบันทึกเรื่องราวพวกนี้ไว้ในกระดาษสีหลายแผ่นที่เก็บไว้ในกล่องสีเขียวใบใหญ่ตั้งแต่เมื่อไหร่ผมเองก็ยังไม่ทราบได้ ผมมักจะเขียนเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับเธอทุกครั้งที่มีเรื่องที่ทำให้เธอไม่สบายใจ หรือทุกข์ใจ พอผมเขียนมันเสร็จหนึ่งแผ่นต่อหนึ่งเรื่องแล้ว ผมก็จะเก็บมันไว้ในกล่องใบนี้ พร้อมกับตั้งใจไว้ว่าจะเก็บกล่องที่บันทึกเรื่องราวพวกนี้ไว้ในที่ๆลึกที่สุด มิดชิดที่สุด และผมหวังไว้ว่า เรื่องพวกนี้คงไม่มีวันที่เธอจะได้อ่าน ตราบใดที่ผมยังสามารถเป็นกำลังในการปกป้องอยู่ข้างกายของเธอได้..... โดยที่ความรู้สึกของผมยังไม่เปลี่ยนแปลงไป!!




ในวันฝนตกหนัก ตอนผมอยู่ชั้น ม.สี่ และ เธออยู่ชั้น ม.1 .....

วันนั้นผมจำได้ดีว่าสายฝนที่เทลงมาอย่างโหดร้ายช่างหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าวันไหนๆ ผมกำลังนั่งอยู่ที่ป้ายรถโดยสารในตอนเย็นหลังจากกลับจากโรงเรียนด้วยร่างกายที่ชุ่มโชกไปกว่าครึ่งตัว ที่จริงหากผมเปียกปอนถึงขนาดนี้แล้ว ผมก็สมควรจะวิ่งฝ่าสายฝนกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกลนัดไปเลยเสียยังจะดีกว่า แต่ผมก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะในกระเป๋าที่ผมทนใช้ร่างรับแรงน้ำฝนไว้แทนนี้มีกระดาษแบบทดสอบของเพื่อนทั้งห้องอยู่ข้างใน มันเป็นคะแนนของเพื่อนทั้งห้องดังนั้นผมจะยอมให้มันเปียกไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ผมรอให้พายุร้ายแห่งความหนาวเย็นนั้นผ่านไปเอง ตอนนั้นมันคล้ายฟ้าจะแกล้งให้ผมต้องรอเวลาอยู่อย่างนั้นนานนับชั่วโมงๆโดยมันไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกเลยซักนิด ถ้าผมไม่ได้อุปทานไปเองผมคิดว่ายิ่งทีมันยิ่งตกหนักลงมามากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

ตอนที่ผมกำลังนั่งตัวสั่นอยู่ในศาลารอรถนั่นเอง รถโดยสารประจำทางสีเขียวขาวคันหนึ่งก็ตีไฟเลี้ยววิ่งปาดเข้ามาจนชิดขอบถนน ผมมองตามรถที่จอดนิ่งมันกำลังเปิดประตูที่กำลังอย่างเชื่องช้า พอประตูเปิดจนสุดในพริบตาต่อมาร่างเล็กๆของหญิงสาวที่ผมคุ้นเคยดีก็วิ่งถลาเข้ามาในศาลาที่ผมนั่งอยู่อย่างรวดเร็วด้วยความกลัวเปียกจากไอฝนนั่นเอง

เธอวิ่งเข้ามาเร็วมากเกินไป มิหนำซ้ำรองเท้ายางสีดำแบบที่นักเรียนหญิงใส่กันนั้น เวลาพื้นลื่นๆแบบนี้มันก็หาได้ช่วยยึดกายให้ผู้สวมใส่ไม่ เธอวิ่งเข้ามาพร้อมกับกระโดดหลบน้ำฝนที่รินไหลลงมาจากหลังคา และนั่นมันทำให้เธอเสียหลักล้มหัวทิ่มข้ามาในศาลา

โชคยังดีที่ผมไวพอเข้าไปคว้าร่างเธอไว้ได้ทัน....

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายอย่างหนักหน่วง จนผมสามารถมองเห็นได้เพียงสัญญาณไฟเลี้ยวออกสู่ถนนใหญ่จากท้ายรถโดยสารประจำทางที่เธอพึ่งลงมาเท่านั้น ตอนนี้เราสองคนอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าโอกกอดกันอย่างน่าเข้าใจผิดยิ่งนักสำหรับคนที่ไม่รู้สถานการณ์ ผมคิดว่าตอนนั้นเราสองคนอยู่ชิดกันมากจนผมได้ยินเสียงหัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ ...

ผมรีบผลักเธอออกจากอกทันที ก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่าตอนนี้หัวใจของผมเองก็เต้นแบบนั้นอยู่เช่นกัน...

“หนาวไหม!?” ผมแกล้งถามเปลี่ยนเรื่อง แต่เธอกลับพยักหน้าน้อยๆตอบรับโดยไม่ยอมมองหน้าผม สถานการณ์แบบนั้นมันอึดอัดมากสำหรับผมที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ถึงอย่างนั้นผมก็พอเดาได้จากอาการกอดอก และตัวสั่นของเธอว่าเธอคงหนาวจริงๆ ก็ชุดนักเรียนหญิงเมืองร้อนย่างประเทศเรานี่มันก็ออกแบบมาแค่ใช้ในหน้าร้อนนี่นะ ถ้าอากาศหนาวจากไอฝนมากขนาดนี้ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน

ผมมองซ้ายมองขวา หาสิ่งที่พอจะใช้บังฝนให้เธอสามารถกลับเข้าบ้านได้โดยไม่เปียกโดยเร็วที่สุด แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังมองไม่เห็นทางอื่นนอกจากการลุยฝนกลับไปบอกให้พ่อของเธอช่วยเอารถยนต์ หรือร่มออกมารับก็เท่านั้น

พอผมคิดได้อย่างนั้น ผมก็รีบลงมือทำทันที...

“ฝากกระเป๋าไว้แปบหนึ่งนะ เดี๋ยวมา” ผมพูดจบก็ทิ้งกระเป๋าไว้ที่เธอก่อนวิ่งฝ่าสายฝนออกไป พอร่างกานของผมถูกสายฝนกระทบเข้าจนเต็มแรงแล้ว ผมก็พึ่งรู้ว่าแรงจากสายฝนที่ตกหนักนั้น มันช่วยไล่ความคิดไร้สาระในสมองออกไปได้จนหมด แถมสมองก็รู้สึกปลอดโปร่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

วันนั้นจบลงด้วยการที่พ่อของเธอขับรถออกมารับ ซึ่งมันก็คุ้มค่าที่ผมลุยฝนมา เพราะเธอจะได้ไม่เป็นหวัด แต่... ผมดันเป็นปอดบวมแทนเสียชิบ!!








ในวันที่อากาศร้อนมากตอนผมอยู่ชั้น ม.หก และ เธออยู่ชั้น ม.สอง

ตอนนั้นผมอยู่ชมรมดูแลระเบียบ และวินัยของทางโรงเรียน ซึ่งชมรมของผมนั้นนับได้ว่ามีสมาชิกอยู่น้อยมาก และแถมยังเป็นชมรมที่ถูกรังเกียจจากนักเรียนคนอื่นๆ เนื่องจากขึ้นชื่อในเรื่องของความโหด พร้อมทั้งไร้ปราณีต่อผู้ทำผิดกฎโรงเรียนอย่างที่สุด ตัวผมเองมีหน้าที่เดินตรวจความเรียบร้อยภายในรั้วโรงเรียนและหากผมพบคนที่กระทำความผิดใดๆก็ตาม ผมก็มีสิทธิ์หิ้วปีกคนๆนั้นเข้าห้องปกครองได้ทันที อำนาจที่ผมมีเทียบเท่ากับอาจารย์คนหนึ่ง

ถึงมีหลายจุดที่มักจะมีการกระทำผิดบ่อยๆอย่างข้างกำแพงโรงเรียน หรือหลังห้องน้ำชาย แต่ผมกลับชอบมาเดินตรวจอยู่ข้างๆแปลงเกษตรของโรงเรียนที่แทบจะมีอัตราการทำผิดกฎโรงเรียนเป็นศูนย์มากกว่า

วันนั้นแดดแรงมากตั้งแต่ช่วงเช้า แถมท้องฟ้าเองก็ยังใสแจ๋วชนิดแบบที่ไม่มีก้อนเมฆมาลอยอยู่ให้เห็นบนท้องฟ้าเลยซักก้อน มันเป็นวันที่เลวร้ายอย่างที่สุดสำหรับเธอที่อยู่ในชมรมการเกษตรที่มีหน้าที่คอยตักน้ำมารดผักนานาชนิดอยู่ทุกวันๆ โดยต้องระวังไม่ให้ผักได้รับแดด และน้ำจนมากเกินไป เพราะเดี๋ยวมันจะเหี่ยวเฉาตายไปจนหมด ....

ผมชอบเดินมาดูเธอที่ไม่เกรงกลัวแดดเลยซักนิดบ่อยๆ และหลายครั้งที่ผมมักจะซื้อน้ำมาวางไว้ให้เธอโดยที่เธอไม่รู้ตัว บางครั้งผมเองยังเคยแม้แต่แอบเข้าไปใช้มือแทนพลั่วขุดตะกุยเอาดินร่วนมาใส่กระถางไว้แบ่งเบาภาระช่วยเธออยู่บ่อยๆ ถึงผมจะชอบมอเธอที่ปาดเหงื่อที่เป็นประกายภายใต้แสงพระอาทิตย์ด้วยมือเล็กๆที่ดำเปื้อนไปด้วยคราบดินก็ตาม ผมอยากเป็นกำลังให้เธอบ้าง เพราะผมรู้ว่าเธอเหนื่อยมาก....

“ ขุดดินนี่สนุกนักรึ?” ผมถามขึ้นในวันหนึ่งบนรถโดยสารประจำทางที่มุ่งหน้ากลับบ้านของพวกเรา เธอนั่งอยู่ข้างๆสีหน้าไม่ค่อยดีนัก แต่ถึงอย่างนั้นเอก็ยังมีรอยยิ้มเต็มใบหน้าเช่นเคย

“สนุกสิปู่ หนูชอบขุดดินที่สุดเลยล่ะ..... ปู่จะไม่ลองมาขุดดูบ้างเหรอ!?” เธอพูดอย่างร่าเริง ฟังจากน้ำเสียงแล้วผมคิดว่าเธอคงสนุกจริงๆเหมือนที่ปากว่า

“ไม่ล่ะ ปู่แก่แล้วไขข้อมันก็ไม่ค่อยดี” ผมตอบไปพร้อมกับแหย่เธอไปด้วย ซึ่งมันก็ได้ผลพอเรียกเสียงหัวเราะมาจากเธอได้บ้าง


เหตุการณ์แบบนี้ก็ยังคงดำเนินไปเป็นกิจวัตร จนวันหนึ่งในช่วงที่ผมใกล้จะจบการศึกษาชั้น ม.หกจากโรงเรียนแห่งนี้แล้ว ในขณะที่ผมเดินตรวจตราตามปกตินั่นเอง ผมก็ไปพบร่างของเธอนอนนิ่งอยู่ข้างๆแปลงเกษตร ผมตกใจมากเพราะเรียกเธอเท่าไหร่เธอก็ไม่ฟื้น ผมเลยต้องถือวิสาสะรีบอุ้มเธอไปส่งห้องพยาบาล

ปรากฏว่าเธอแค่เหนื่อยเกินไป และอาจารย์ประจำห้องพยาบาลก็กำชับให้เธอพักผ่อนมากๆ อย่าทำอะไรที่เป็นการออกแรงหักโหมซักหนึ่งอาทิตย์....

ผมโล่งใจที่เธอไม่เป็นอะไร แต่เธอที่นอนนิ่งๆอยู่บนเตียงที่บ้านกลับดูไม่สบายใจอย่างประหลาด.....

“นี่หลาน ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็บอกคนแก่คนนี้สิ เก็บเงียบไว้คนเดียวไม่ดีนะ” ผมพูดกับเธอตอนที่พาเธอมาส่งบ้านในวันนั้น ตอนแรกพ่อแม่ของเธอก็ทำท่าตกใจใหญ่ที่ผมบอกว่าวันนี้เธอไม่ค่อยสบาย แต่พอผมบอกว่าเอแค่เหนื่อยเกินไปท่านทั้งสองถึงค่อยเบาใจลงไป

แต่...คราวนี้กลายเป็นผมเองที่ไม่สบายใจกับอาการกระสับกระส่ายของเจ้าหญิงแสนดื้อตรงหน้าแทน...

“ถ้าหนูหยุดเรียนอาทิตย์หนึ่ง ผักจะตายหมดไหม!?” เธอพลิกตัวไปนอนตะแคงหันหลังให้ผมก่อนที่จะถามด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ พอผมได้ยินอย่างนั้นก็คงจะทำอะไรไม่ได้มากกว่าจะยิ้มให้เธอแล้วลุกไปนั่งบนเตียงพร้อมกับลูบหัวองค์หญิงตัวน้อยๆของผมอย่างรักใคร่เท่านั้น

“แค่อาทิตย์เดียว พวกผักไม่มีทางตายหรอก พวกนั้นแข็งแรงจะตายก็หลานปลูกพวกมันมาเองกับมือนี่นา” ผมปลอบโดยพยายามหาคำพูดที่ดีที่สุดมากล่าวกับเธอ ท่าทางของเธอดูสบายใจขึ้นเล็กน้อย

“แต่แดดแรงมากเลยนะ ถ้าหนูไม่ไปปิดเรือนเพาะชำมีหวังพวกมันคงแห้งตาย” เธอยังคงพร่ำตามภาษาของคนที่ไข้ขึ้น ผมยังคงลูบหัวเธอเบาๆอย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมา

“พวกนั้นไม่เป็นอะไรหรอก หลนปลูกมันมาเองกับมือ ก็น่าจะรู้นี่นาว่าพวกมันแข็งแรงพอๆกับหลานนั่นล่ะ...... เพราะอย่างนั้นหลานเองก็ต้อรีบหายไวๆนะ” ผมยิ้มกว้างให้เธอ เวลานี้ผมต้องทำให้เธอสบายใจเพื่อผ่อนคลายความเครียดทั้งหมดให้ได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่อาจพักผ่อนได้อย่างเต็มที่

“ค่ะ หนูจะพยายาม” กล่าวจบเธอก็หลับตาลงก่อนจะหลับไปด้วยฤทธิ์ยา

เมื่อผมเห็นว่าเธอส่งเสียงกรนน้อยๆแล้ว ผมจึงเดินออกจากห้องของเธอ พร้อมกับค่อยๆปิดประตูอย่างแผ่วเบาโดยกลัวว่าเธอนั้นจะตื่นขึ้นมา

หลังจากวันนั้นหนึ่งอาทิตย์ นอกจากหน้าที่ของชมรมที่ผมปฏิบัติมาโดยตลอดแล้ว ผมก็ยังพ่วงอีกหน้าที่หนึ่งเข้าไปด้วย นั่นคือ หน้าที่ดูแลแปลงผักแทนเจ้าของที่ไม่สามารถมาดูแลพวกมันได้ ผมยอมรับว่าช่วงแรกๆนั้นงานดูแลสวนผักตรงๆนั้นมันหนักมาก เพราะผมไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นจากอะไร และทำสิ่งไหนก่อนจนผมร่ำๆจะเลิกล้มจะทำต่อก็หลายครั้ง แต่...พอคิดถึงรอยยิ้มของเธอแล้ว ผมกลับรู้สึกฮึดสู้ขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาดเสียหลายครั้ง

และพวกผักเองก็ไม่ทรยศต่อความตั้งใจของผม พวกมันผลิดอกออกผลอย่างสดใสในวันที่เจ้าของผักกลับมาดูแลมันได้จริงๆหลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์.....







ในวันที่หมอกลงหนาตอนผมอยู่ ปีหนึ่ง และ เธออยู่ชั้น ม.สาม

ผมสอบติดที่มหาวิทยาลัยใกล้บ้านตามดังคาด และถึงแม้การเรียนในมหาวิทยาลัยที่ใครๆต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่างานแสนจะยุ่ง แถมเวลาการนอนก็ไม่ค่อยเป็นเวลา ดังนั้นเด็กมหาวิทยาลัยจึงสมควรยิ่งนักที่ต้องแยกออกมาเช่าหอพักอยู่ให้ใกล้มหาวิทยาลัยให้มากที่สุด เพื่อจะได้สามารถจัดการชีวิตอันไร้แบบแผนนี้ได้อย่างทันท่วงที ผมก็ยังเลือกที่จะอาศัยอยู่ที่บ้านเหมือนเดิม

ส่วนเหตุผลสำคัญน่ะรึ!? ถึงไม่ต้องเดาพวกคุณเองก็น่าจะรู้อยู่แล้ว...

วันนั้นหมอกลงจัดมากในตอนเช้า จนมองทางข้างหน้าแทบไม่เห็น แถมลมหายใจเข้าออกของผมก็กลายเป็นไอหมอกไปเสียอย่างนั้น มันน่ารำคาญไม่น้อยเลยสำหรับเด็กมหาวิทยาลัยที่มักจะมีชั่วโมงเรียนสาย แต่กลับต้องมาตื่นตั้งแต่ไก่โห่เพื่อไปเรียนวิชาที่อาจารย์เขานัดไปชดเชยของอาทิตย์ก่อน ถึงอย่างนั้นอย่างน้อยก็ยังดีที่ตอนนี้ผมมีรถยนต์เป็นของตัวเองแล้ว มันเลยช่วยให้ผมประหยัดเวลาไปได้โขจากการเดินทางตอนเช้าที่มีคนจำนวนมากแออัดกันตอนนี้ รถคันนี้เป็นของขวัญจากพ่อผมให้เป็นรางวัลที่ผมสอบติดมหาวิทยาลัย

แต่....อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ผมได้ออกจากบ้านพร้อมกับเธอเป็นครั้งแรกในรอบปี...

“ฝากน้องด้วยล่ะ” เสียงของพ่อที่เดินออกมาส่งผมที่หน้าบ้านส่งเสียงเจื้อแจ้วมา ผมหันไปยกมือไหว้พ่อ ครู่หนึ่งผมก็เห็นเธอรีบวิ่งออกมาจากบ้านเหมือนกลัวว่าผมจะแอบไปก่อนอย่างหน้าตื่นๆ ผมนึกขำกับท่าทางของเธอที่วิ่งโดยสวมเสื้อกันหนาวตัวหนานจนต้องวิ่งโดยกางแขนออกทั้งสองข้าง มันทำให้เธอดูเหมือนนกแพนกวิน

พอเธอวิ่งมาถึงข้างหน้ารถ เธอก็รีบร้อนยกมือไหว้พ่อของผมก่อนรีบขึ้นรถอย่างรวดเร็ว...

“อ้วนขึ้นรึเปล่าเราน่ะ!?” ผมถามขึ้นมาทันทีที่เธอสามารถปิดประตูรถเข้ามาได้อย่างยากเย็น ที่มันยากก็เพราะเสื้อกันหนาวตัวดีของเธอนั้นมันใหญ่มากจนมันไปเบียดประตู จนประตูปิดยังไงก็ปิดไม่สนิทซักที

“ไม่มีทางหรอกคุณปู่ ไม่เจอกันแค่สองอาทิตย์ไม่มีทางน้ำหนักขึ้นได้ขนาดนั้นหรอก” เธอหันมาแลบลิ้นใส่ผม ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกขบขันจนต้องใช้มือดันหัวเธอที่เอียงใกล้เข้ามาออกไปเบาๆ

ตอนนี้เธอก็อยู่ชั้น ม.สามแล้ว เป็นช่วงที่กลิ่นอายของเด็กสาวรุ่นกำลังแย้มออกมาให้ผู้ที่ผ่านไปมาอยากนักที่จะเข้ามาสัมผัส แถมผมยังได้ข่าวมา (จากปากเจ้าตัว) อีกว่า เธอโด่งดังมาก จนถึงขนาดมีกลุ่มแฟนคลับคอยติดตามเธอเลยเสียด้วยซ้ำ ผมเองก็เตือนเธอหลายครั้งแล้วว่าไอ้การที่มีคนมาคอยเฝ้าตามตลอดแบบนั้นมันจะไม่อันตรายหรือ!?

เธอก็มักจะหัวเราะแหะๆ แล้วบอกว่า “อะไรกันคุณปู่หึงเหรอ?” ซึ่งมันก็สามารถทำให้ผมยอมแพ้ไปได้ทุกครั้งไป

สำหรับคนอื่นๆที่มองเธอตอนนี้ คงเห็นเธอเป็นเพียงสาวน้อยแรกแย้ม ที่มีหน้าตาน่ารัก แถมผิวก็ขาวเหมือนกับไข่มุก แต่ขอโทษเถอะ.... สำหรับผมแล้ว เธอเหมือนเป็นทั้งน้องสาว และเป็นทั้งเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมด้วยซ้ำไป

อย่าหวังเลยว่า พวกรินจะได้ไต่ แมลงจังไรจะได้ตอม..... ไม่มีทาง!!

แต่แล้ว... มันก็เป็นเรื่องจนได้ เมื่อมีข่าวเชื่อถือได้ว่าเธอถูกรุ่นพี่ชั้น ม.ปลายคนหนึ่งในโรงเรียนตามตื๊อ ทั้งๆที่เธอเองก็ปฏิเสธความรู้สึกของเขาไปอย่างชัดเจนแล้ว แต่คนๆนั้นก็ยังตามเธอไม่เลิก ยิ่งนานไปจากการตามเฉยก็กลับกลายเป็นการคุกคามทั้งทางวาจา และการกระทำ จนบ่อยครั้งที่ผมแอบเห็นเธอเดินแอบมารับโทรศัพท์ที่หน้าบ้านพร้อมกับร้องไห้อยู่คนเดียว ผมคิดว่าเธอคงกลัวพ่อแม่จะรู้ว่าเธอมีเรื่องไม่สบายใจที่โรงเรียน เธอคงไม่อยากให้พ่อกับแม่ไสบายใจไปด้วยจึงยอมทนแบกรับเรื่องบ้าๆแบบนั้นไว้เพียงคนเดียว

ผมมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของเธอจากเงามืดของสวนหย่อมหน้าบ้านผม เรื่องแบบนี้มันไม่สมควรเกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิงอายุเพียง 15 ปีเสียด้วยซ้ำ....... ผมต้องทำอะไรซักอย่างให้รอยยิ้มของเธอกลับคืนมา!!

“ใครชื่อวีรชน” ผมเดินเข้าไปในห้องเรียนของเด็กหนุ่มที่มีข่าวลือในทางไม่ดีกับเธอ เด็กนักเรียนทั้งห้องหันมามองผมอย่างงุนงงกับการบุกเข้ามาของบุคคลภายนอกในชุดลำลอง ถึงอย่างนั้นก็มีใครคนหนึ่งชี้ไปยังเด็กหนุ่มหน้าตากวนประสาทคนหนึ่งที่นั่งเอาหูฟังเสียบหูอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่หลังห้อง ผมหันไปกล่าวขอบใจกับเด็กคนที่ชี้ แล้วรีบก้าวเข้าไปหาไอ้เด็กคนนั้นทันที

พอถึงตัวเท่านั้นสติของผมก็ขาดผึง จนเผลอลืมตัวกระชากคอเสื้อให้เด็กเวรนั่นตัวลอยเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด ผมคิดว่าวันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมทำหน้าจริงจังจนเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อคนเป็นครั้งแรก ซึ่งมันก็คงจะน่ากลัวมากจนทั้งห้องเรียนเงียบกริบทันที

“อย่ายุ่งกับวรพรรณอีก...ถ้าไม่อย่างนั้น” ผมยกมือขึ้นปาดคอตัวเองเป็นสัญญาณบอก ไอ้เด็กคนนั้นหน้าซีดกลืนน้ำลายคำโต ใจจริงผมอยากซัดมันตามน้ำไปอีกหมัดหนึ่งด้วยซ้ำโทษฐานที่มันมาแย่งชิงรอยยิ้มไปจากหน้าของเธอ แต่ขืนมาก่อเรื่องรุ่นแรงในโรงเรียนเก่าตัวเองแบบนี้ สงสัยเรื่องมันคงจะจบไม่สวยเท่าไหร่ผมจึงยั้งมือไว้...... ทั้งๆที่ในหัวของผมจำลองภาพที่กระหน่ำชกมันครั้งแล้วครั้งเล่าซ้ำไปซ้ำมาก็หลายรอบแล้ว

พอผมที่พอใจกับผลงานของตัวเองหันหลังจะเดินกลับไป ไอ้เด็กคนนั้นก็ดันทำเป็นเก่งขึ้นมาร้องตะโกนป่าวๆตามหลังผมอย่างกลัวเสียฟอร์มว่า

“มึงเก่งนักเหรอ มึงคิดเหรอว่าเข้ามาทำแบบนี้กับกูแล้วจะได้กลับไปครบสามสิบสอง” พอมันพูดจบ ก็มีเด็กนักเรียนท่าทางเอาเรื่องสิบกว่าคนเดินเข้ามาในห้อง ตอนนี้ผมโดนล้อมกรอบเรียบร้อย

“กูเพื่อนเยอะเว้ย....ฮ่าๆๆๆ” มันหัวเราะอย่างอารมณ์ดีกับสถานการณ์ของผมตอนนี้ แต่สำหรับผมเหตุการณ์ขณะนี้มันไม่ค่อยสู้ดีนัก ผมถอดแว่นตาออกและกำหมัดตั้งท่าจะมีเรื่องได้ทันที

“เฮ้ย!!....พวกเราหยุดก่อน” พวกเด็กนักเรียนที่เข้ามาล้อมกรอบผมคนหนึ่งพูดขึ้นดังๆจนทั้งวงล้อมหยุดชะงัก พอทุกคนหยุดตามคำสั่งแล้วเด็กคนที่สั่งก็กระโดดข้ามโต๊ะมายืนมองหน้าผมไปมาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วอยู่มันก็ยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร

“โธ่ พี่ยงยศเองเหรอ ผมยาวขนาดนี้นึกว่านักเลงที่ไหนบุกเข้ามาเปรี้ยว...สวัสดีพี่!!” แถมเด็กคนนั้นก็ยกมือไหว้ผมอีกต่างหาก พอเห็นเพื่อนยกมือไหว้ผมพวกที่เหลือก็บ้าจี้ยกมือไหว้ผมตามไปด้วย

เล่นเอาผมงวยงงเนื่องจากตามสถานการณ์ไม่ทัน ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีเพียงแต่ผมที่ไม่เข้าใจกับเรื่องตรงหน้า เพราะไอ้เด็กหัวโจกที่พึ่งผมขู่ไปตอนนี้มันก็ยืนทำหน้าเอ๋อไปไม่น้อยกว่าผมเหมือนกัน

“ผมเป็นรุ่นน้องในชมรมดูแลระเบียบ และวินัยไงครับ พี่จำผมไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอก แต่ผมจำพี่ได้แม่นเลยล่ะ” ผมแทบร้องอ๋อ นี่ขนาดผมจบไปปีกว่าแล้วยังอุตส่าห์มีรุ่นน้องจำผมได้อีก

“แล้วไหงพี่เข้ามาหาเรื่องไอ้วีรชนเพื่อนผมล่ะพี่ มีเรื่องอะไรบอกผมได้ เดี๋ยวผมเคลียร์ให้” เด็กรุ่นน้องในชมรมของผมพูดอย่างอารมณ์ดี ผมที่พึ่งรอดตายมาจาการโดนสะกรัมหมู่ก็เลยต้องหาทางออกที่ดีกว่าการข่มขู่ที่ท่าทางจะไม่ทำให้ไอ้เด็กผีนั้นหลาบจำได้เป็นทางอื่นแทน

ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้รุ่นน้องฟังจนหมด พอเขาได้ฟังจบแล้วก็หันหน้าไปทางคนที่ก่อเรื่องพร้อมกับพูดเสียงเฉียบขาดใส่อย่างไม่ไว้หน้า

“ถ้ามึงยังขืนไปทำหมาๆกับน้องสาวรุ่นพี่กูอีก ไม่ต้องให้ถึงมือพี่เขาหรอก พวกกูนี่ล่ะจะเล่นมึงเอง”

คำขู่นี้เล่นเอาคนถูกขู่รีบพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว......................

หลังจากสิ้นสุดคำขู่ในวันนั้น ผมก็เริ่มเห็นเธอยิ้มบ่อยขึ้น หัวเราะมากขึ้น จนเหมือนเธอจะกลับเป็นคนเดิมแล้ว มันทำให้ผมดีใจที่อย่างน้อยผมก็ยังมีประโยชน์ต่อเธอบ้างถึงไม่มากก็น้อย…




ในวันที่ลมพัดแรงตอนผมอยู่ ปีสอง และเธออยู่ชั้น ม.สี่

ระยะนี้ผมแทบจะไม่ได้เห็นหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของเธอเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากงานทั้งการเรียน และกิจกรรมของทางมหาลัยมีแต่เรื่องที่ยุ่งจนปวดหัว ถึงอย่างนั้นในช่วงเช้าก่อนเธอจะไปปฐมนิเทศขึ้นเป็นนักเรียนชั้น ม.ปลาย เธอก็ยังอุตส่าห์ขึ้นมาปลุกผมที่งัวเงีย เพราะมัวแต่ตัดแต่งรูปภาพจนดึกดื่นให้ลุกขึ้นมาดูเธอในชุดนักเรียนหญิง ม.ปลายเป็นครั้งแรกก่อนใครๆ เผลอๆ ผมคงได้เห็นเธอในชุดนี้ก่อนพ่อเธอซะอีกกระมัง

“เป็นไงสวยหนูไหมปู่ ตอนนี้หนูเป็นนักเรียน ม.ปลายแล้วนะ!?” เธอหัวเราะ พร้อมกับหมุนตัวโชว์ผมหนึ่งรอบอย่างร่าเริง ถ้าจะถามผมว่าเธอในชุดนี้สวยน่ารักไหม!? สำหรับผมแล้วหากให้ตอบจริงๆผมก็คงจะบอกว่า “สวย” ไปอย่างไม่รีรอแน่ๆ แต่ผมเฝ้าเตือนตัวเองเสมอว่าผมนั้นอยู่ในฐานะอะไร และเธอนั้นอยู่ในฐานะอะไร!? ผมคิดว่าตัวเองนั้นเป็นผู้ใหญ่มากพอแล้วที่จะรู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับฐานะของตนเอง

ต่อให้ความรู้สึกที่แสดงออกมานั้นมันจะดูเฉยชา และปิดกั้นความรู้สึกลึกๆของตัวผมเองก็ตาม

“กระโปรงไม่สั้นไปหน่อยรึ!?” ผมพูดกลบเกลื่อนไปเรื่องอื่น พร้อมทั้งพยายามขยี้ตาที่ยังไม่ชินกับแสงให้กลับมาชัดเจน เธอทำหน้าบึ้งทันทีที่ได้ยินคำทักทวงของผม ท่าทางผมคงไปพูดอะไรสะกิดใจเธอเข้าให้

“คุณแม่ก็พูดอย่างนั้นเหมือนกัน แถมคุณปู่ก็ยังมาพูดแบบนี้อีก ท่าทางหนูคงต้องไปหาซื้อกระโปรงที่มันยาวกว่านี้มาใส่แล้วล่ะ” เธอนั่งลงที่เตียง ผมเลยถือโอกาสเขกหัวเธอไปหนึ่งทีเบาๆ

“เราอยากใส่แบบสั้นๆตามสมัยนิยมว่างั้น!?” เธอพยักหน้า ผมถอนหายใจกับท่าทางเซ็งกับชีวิตของเธอที่เธอกำลังทำอยู่ตอนนี้ ถ้าผมเลือกได้ ผมอยากเห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มร่าเริงของเธอมากกว่า..

“ที่ปู่บอกว่ามันสั้นไป ก็เพราะช่วงนี้ลมมันแรง เดี๋ยวกระโปรงไม่ยาวพอก็มีหวังโดนลมพัดกระโปรงเปิดให้อายพวกหนุ่มๆแผนก ม.ปลาย กันไปเปล่าๆ เอาไว้เดี๋ยวปู่บอกคุณป้าให้ ว่าเครื่องแบบสั้นๆแบบนี้ค่อยใส่ตอนหน้าร้อนโน้นจะได้ไม่ร้อน” ผมพูดยกเหตุผลมาบอก พอเธอได้ยินก็รีบทำตาใสแป๋วพยักหน้าหงึกๆให้ผมอย่างรวดเร็ว

ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะไปกับท่าทางน่ารักเหมือนลูกหมาของเธอ....




สามสัปดาห์ผ่านไปหลังจากที่เธอได้เข้าไปเริ่มชีวิตของชั้นมัธยมปลายอันมีกลิ่นอายที่แปลกใหม่ ต่อให้ชีวิตที่ว่านั้น จะดำเนินต่อไปในรั้วโรงเรียนเดิมก็ตาม แต่สำหรับหญิงสาววัยแรกรุ่นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตของเธอช่วงนี้ผมรู้ดีว่ามันล้วนแปลกใหม่สำหรับเธอ เพราะอย่างน้อยเมื่อสมัยที่ผมยังเป็นเด็กแรกวัยรุ่น ผมเองก็เป็นเช่นนั้น

และสิ่งที่แปลกใหม่ที่มีแนวโน้มกับคนซื่อๆอย่างเธอมากที่สุด ก็คงเห็นจะไม่พ้นกลุ่มเพื่อนใหม่ในห้องนั่นเอง




“ยศ... พักนี้ได้คุยกับหนูพรรณบ้างไหมลูก!?” เช้าที่มีลมพัดแรงในวันหนึ่งหลังจากที่เธอเลื่อนชั้นเป็นนักเรียน ม.ปลายได้ราวหนึ่งเดือนเศษ แม่ของผมก็ถามขึ้นลอยๆในขณะที่ผมกำลังตั้งหน้าตั้งตาซดข้าวต้มในถ้วยของตัวเองก่อนออกไปเรียนตามปกติ

“พักนี้ผมยุ่งครับแม่ เลยไม่ค่อยได้เจอกับน้องเขาเท่าไหร่ แม่มีอะไรเหรอครับ!?” ผมตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนเงยหน้าขึ้นมาจากชามของตัวเองที่หมดเกลี้ยงไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ผมกำลังพยายามจะตักข้าวต้มถ้วยที่สองจากหม้อมาใส่ถ้วยของตัวเองอีกครั้ง

“ก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญหรอกนะ แต่ป้าอรเขาบ่นๆว่าพักนี้หนูพรรณแกกลับบ้านดึกทุกวัน แม่เลยลองถามเราดูเผื่อเราจะรู้อะไรบ้าง” แม่พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่สามารถกลบซ่อนแววตาที่กังวลของแม่ที่ฉายออกมาจากส่วนลึกๆของหัวใจได้ มาถึงตอนนี้ผมเองก็เริ่มสนใจกับประโยคสนทนาในตอนเช้าที่ไม่ธรรมดาของเราแล้ว

“น้องเริ่มกลับดึกตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ!?” ผมถามลอยๆ โดยพยายามกลบเกลื่อนเสียงที่แสดงความต้องการรู้ไม่ให้ออกนอกหน้าจนเกินไป

“ก็ซักอาทิตย์หนึ่งได้แล้ว ตั้งแต่วันจันทร์ก่อนนั่นล่ะจ้ะ” แม่ตอบพร้อมเอามือเท้าคาง แม่เองก็คงรู้สึกไม่สบายใจนัก เพราะสำหรับแม่แล้วพรรณก็เปรียบเสมือนลูกสาวอีกคนหนึ่งทีเดียว

“แม่เองก็เป็นห่วงหนูพรรณ แกเองก็พึ่งเป็นวัยรุ่น แม่กลัวจะเผลอตามเพื่อนไปทำอะไรไม่ดีไม่งามโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์” น้ำเสียงของแม่สั่นเครือแฝงไปด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยจนผมสัมผัสได้

แต่ผมกลับหัวเราะออกมาอย่างขันๆ เป็นการแก้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความกังวลนี้ แม่มองผมอย่างฉงนในท่าทางของผมที่หัวเราะคล้ายเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่นๆ พอผมหยุดหัวเราะได้แล้วจึงค่อยลุกจากโต๊ะก่อนหันไปบอกกับแม่เบาๆ

“วันนี้ช่วงบ่ายผมไม่มีเรียน ถ้ายังไงเดี๋ยวผมไปดูน้องให้ซักวันก็แล้วกันครับ แม่สบายใจได้” ผมกล่าวจบแม่ถึงได้ยิ้มออกมาได้

ในขณะที่ผมกำลังไขกุญแจเปิดประตูรถที่จอดไว้หน้าบ้าน ป้าอรก็เดินมาจากไหนไม่ทราบมาแตะบ่าทักผมจากข้างหลังเบาๆ เล่นเอาผมสะดุ้งเนื่องจากไม่ทันตั้งตัว

“อ้าว...!! สวัสดีครับป้าอร” ผมยกมือไหว้ทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ป้าอรยกมือรับไหว้ผมก่อนยิ้มให้อย่างเป็นกันเองอย่างที่ป้าชอบทำเสมอๆ

“นี่ยศ แม่เราโทรไปบอกป้าว่าวันนี้เราจะไปช่วยดูว่าทำไมน้องกลับบ้านดึกให้ใช่ไหม!?” ป้าอรยิ่งคำถามก่อนหนึ่งหมัด เล่นเอาผมจุกจนต้องเกาหัวแกรกๆไม่รู้ว่าแม่แอบโทรศัพท์ไปบอกป้าอรตอนไหน

“ครับ ผมก็คาดไว้อย่างนั้น ช่วงบ่ายๆผมคงแวะไปดูน้องที่โรงเรียนหน่อย” ผมตอบไปตามความจริง เนื่องจากไม่ค่อยอยากโดนคาดคั้นซักเท่าใดนัก

“ถ้าอย่างนั้น เวลายศรู้แล้วว่าพรรณไปทำอะไรตอนเย็นขนาดนั้น ยศช่วยมาบอกป้าด้วยนะ” ป้าอรเน้นย้ำคำช่วงประโยคนี้ มันดูเหมือนเป็นคำพูดธรรมดาๆ แต่พอผมได้ฟังแล้วมันกลับรู้สึกว่าโทสะของตัวเองพุ่งปรี๊ด

เพราะผมฟังยังไง ก็คล้ายกับป้าอรกำลังบอกผมว่าให้ไปช่วยจับผิดลูกสาวเพียงคนเดียวของตัวเองให้หน่อย....!!

ผมพยายามข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านนั้นไว้ในใจให้ลึกที่สุด ก่อนหันไปถามป้าอรอย่างช้าๆ

“พรรณไม่ได้บอกอะไรป้าหรือครับ ว่าทำไมเธอถึงกลับดึก!?”

“เปล่าหรอก แกก็ไม่ได้บอกอะไรมาก นอกจากบอกว่าให้ป้าไม่ต้องเป็นห่วงแกนักหรอก เพราะแกไม่ได้ไปทำเรื่องอะไรไม่ดีไม่งามแน่นอน” ป้าอรพูดเบาๆเหมือนกลัวใครได้ยิน

ผมได้ยินประโยคนี้แล้ว มันทำให้ผมอมยิ้มได้ทันที...

“ถ้าเธอบอกว่าไม่ได้ไปทำเรื่องไม่ดีไม่งาม เท่านั้นก็น่าจะพอแล้วนะครับป้า” ผมหัวเราะเบาๆ แต่ป้าอรกลับส่ายหน้า

“เฮ่อ....!! แค่คำพูดใครๆก็พูดได้นะยศ ป้าเองก็ไม่อยากคิดเลยเถิดหรอก ถึงอย่างนั้นหากเรากันไว้ก่อนมันย่อมดีกว่ามาตามแก้ทีหลังใช่ไหมล่ะ!?”

ผมฟังคำสนทนาระหว่างเราท่อนนี้เสร็จ ผมก็เปิดประตูรถแล้วเอียงตัวเขาไปนั่งบนเบาะคนขับอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้สนใจป้าอรอีก แต่พอผมสตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว ผมก็พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีอะไรบางอย่างที่ยังไม่ได้บอกกับป้าอร ผมจึงเลื่อนกระจกรถลงทันทีก่อนโผล่หัวออกมาหาป้าอรที่ยังคงยืนอยู่ข้างๆรถเช่นเดิม

“ป้าอร ครับผมมีอีกเรื่องหนึ่งที่ลืมบอกป้าไป” ป้าอรเดินเข้ามาใกล้ๆประตูด้านที่ผมนั่งอยู่

“มีอะไรหรือยศ!?” ป้าอรทำหน้าสงสัย ผมยิ้มให้ท่านเล็กน้อยก่อนกล่าวอย่างช้าๆ ด้วยความมั่นอกมั่นใจว่า

“ผมเชื่อใจพรรณนะครับ ผมรู้จักเธอดีว่าถ้าเธอบอกว่าไม่ก็คือไม่ ถ้าเธอบอกว่าจะทำก็คือทำ”

ผมกล่าวทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก่อนบังคับรถคู่กายบ่ายหน้าออกไปตามถนนใหญ่ โดยปล่อยให้ป้าอรยืนฉงนกับคำพูดของผมอยู่เช่นนั้น




“พรรณ.........” ผมร้องเรียกเธอทันทีที่เห็นเธอเดินออกมาจากประตูหน้าของโรงเรียน เธอกำลังเดินอยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงสองสามคนด้วยท่าทางสนุกสนานทีเดียว พอเห็นว่าผมเป็นเรียกเธอก็หันมือไปโบกมือลากับเพื่อนแล้วรีบวิ่งมาหาผมยืนรออยู่บนทางเท้าทันที

“พรรณ นั่นแฟนเหรอ!?” มีเสียงตะโกนอย่างอารมณ์ดีดังตามหลังเธอมาจากกลุ่มเพื่อนเหล่านั้น เธอรีบหันหน้ากลับไปทางเพื่อนแล้วตะโกนสวนไปทันทีว่า

“ไม่ใช่..!! คนนี้พี่ย่ะ” พร้อมทั้งแลบลิ้นใส่กลุ่มเพื่อนกลุ่มนั้นที่กำลังหัวเราะคิกคักกันอยู่อย่างร่าเริง

คำว่า “พี่” ของเธอ มันทำให้หัวใจของผมถึงกับกระตุกเสียจังหวะไปวูบหนึ่ง.......

“วันนี้คุณปู่คิดยังไงถึงมารับหนูได้เนี่ย!?” เธอถามทันทีหลังจากจัดการไล่ตะเพิดเพื่อนฝูงที่ยังส่งเสียงแซวไม่เลิกพวกนั้นไปได้ ผมยิ้มน้อยๆให้เธอพร้อมทั้งกล่าวช้าๆเป็นคำตอบ

“พอดีว่าง” ผมตอบเรียบๆ ซึ่งมันก็ได้ผลพอที่ทำให้เธอไม่ถามซอกแซกต่อไปอีก พอเห็นว่าเธอเงียบผมเลยชี้นิ้วไปที่รถเป็นเชิงบอกให้เธอขึ้นรถเสีย แต่เธอกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

“หนูยังกลับไม่ได้คุณปู่ หนูต้องแวะอีกที่หนึ่งก่อน” เธอทำหน้าเชิงอ้อนวอน

“เราจะไปแวะที่ไหนกัน ตอนนี้ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว นี่กว่าเราจะเข้าชมรมเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงเย็นแล้ว ขืนเหลวไหลแบบนี้ระวังเถอะจะเสียการเรียนเอา” ผมพูดเตือน

“แปบเดียวนะคุณปู่ หนูขอเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็พอ คุณปู่ไปเดินเล่นฆ่าเวลาก่อนก็ได้ เดี๋ยวหนูก็กลับมาแล้ว” เธอยังยืนกรานว่าจะต้องไปทำอะไรบางอย่างให้ได้ ยิ่งเธออ้อนวอนเสียขนาดนี้มันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอยากที่จะรู้เสียแล้วว่า ไอ้สิ่งที่เธอไปทำหลังเลิกเรียนจนฟ้ามืดทุกๆวันนี้มันเป็นอะไรกันแน่!?

ต่อให้ผมเชื่อใจเธอก็เถอะ แต่ความอยากรู้อยากเห็นมันก็ไม่เกี่ยวกันเสียหน่อย....

“ถ้าอย่างนั้นให้ปู่ไปด้วยก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นก็ต้องกลับด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย” แล้วคำขาดของผมก็สามารถทำให้เด็กผู้หญิงตรงหน้านี้ต้องยอมเดินนำหน้า พาผมเข้าไปในตรอกมืดๆหลังโรงเรียนอย่างเสียมิได้

ตรอกที่พวกผมกำลังผ่านนั้น มันทั้งมืด และแคบจนคนสามารถเดินได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ตรอกนี้ซ่อนอยู่บริเวณหลังตึกที่พึ่งสร้างใหม่ของโรงเรียนโดยมีพื้นที่เกือบชิดกับโรงแรมด้านหลัง ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นบริเวณหลงการสำรวจไปโดยปริยาย ถึงอย่างนั้นสำหรับทางลับที่หน้าตื่นตานี้จะเป็นทางเดินที่ดูลึกลับชวนแก่การผจญภัยยิ่งก็ตาม แต่ผมดูยังไงพื้นที่แถวนี้ก็ไม่เหมาะกับการให้เด็กผู้หญิงมาเดินอยู่คนเดียวตอนมืดๆค่ำๆเด็ดขาด มันอาจจะมีอันตรายที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้จากพื้นที่ๆห่างไกลจากสายตาผู้คนเช่นนี้ก็ได้

“ถึงแล้วคุณปู่ ขอเวลาหนูแปบเดียวนะ” เธอหันมายิ้มเจื่อนๆให้ผมทันทีเมื่อเราสามารถเดินทะลุออกมาจากตรอกได้ ตอนนี้ ณ ที่ๆเรายืนอยู่นั้นมันเป็นพื้นที่กว้างที่รวมพวกเครื่องไม้เครื่องมือ และพวกท่อปูน เสาซีเมนต์ที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ที่ยังไม่แล้วเสร็จของโรงเรียนนั่นเอง

ผมรู้สึกแปลกใจ เธอมีธุระอะไรกับสถานที่แบบนี้กัน...!?

กว่าผมจะรู้สึกตัวจากการสังเกตภูมิทัศรอบๆตัว เธอก็เริ่มเทเอาพวกเศษอาหารออกจากถุงพลาสติกที่ถือมาด้วยลงในชามเก่าๆใบหนึ่ง แล้วเริ่มเป่าปากเรียกอะไรบางอย่างที่ผมเดาว่ามันคงอยู่แถวๆนั้น

ไม่นานผมก็เห็นลูกหมาสีน้ำตาลพันทางตัวหนึ่งเดินกล้าๆกลัวๆออกมาจากในท่อซีเมนต์ที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย พอเห็นว่าคนที่มาเป่าปากเป็นใครมันก็กระดิกหางอย่างดีใจวิ่งรี่เข้ามาหาเธอทันที และตอนนี้ท่าทางของเธอเองก็ดูดีใจไม่น้อยไปกว่ามันเลยซักนิด

เผลอแปบเดียวเจ้าลูกหมาตัวนั้นก็ฟาดอาหารในชามข้าวนั้นจนหมดเกลี้ยง โดยมีเธอนั่งยองๆจ้องดูท่าทางอิ่มอร่อยของมันด้วยรอยยิ้ม ผมเฝ้าดูเหตุการณ์นั้นอย่างเงียบๆจนเธออุ้มลูกหมาที่กินอิ่มจนหลับปุ๋ยขึ้นมาไว้บนตักนั่นล่ะผมถึงเริ่มเปิดปากพูดในสิ่งที่สงสัยออกมา

“ที่เรากลับบ้านดึกๆทุกวันนี่อย่าบอกนะว่าเรามาขลุกอยู่กับเจ้าสีน้ำตาลตัวนี้!?” เธอพยักหน้าตอบรับ พร้อมกับลูบหัวเจ้าหมาน้อยบนตักไปมาเบาๆ

“เจ้าตัวเล็กนี่มันหลงทางมาเมื่อซักอาทิตย์ก่อนนี้เอง ครั้งแรกหนูมาเจอมันเข้าตอนมันแอบเข้าไปขโมยเศษอาหารในโรงอาหารกินจนถูกแม่ครัวไล่เอาไม้ตีจนหลังมันแทบหัก หนูสงสารมัน.... หนูเลยเอาเศษอาหารจากตอนพักกลางวันมาให้มันบ่อยๆ” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่อง และผมเองก็ไม่ได้รังเกียจที่จะรับฟังมัน

“แต่หนูก็ว่างแวะมาหามันได้แค่ตอนเย็นก่อนกลับบ้านเท่านั้นเอง หนูเลยต้องกลับบ้านดึก” เธอเล่าจบก็ทำสีหน้าเศร้าๆ เล่นเอาผมต้องแอบถอนหายใจไปกับความใจอ่อนของเธอไปด้วย

“แล้วทำไมเราไม่บอกแม่ไปตรงๆ อีกอย่างหนึ่งถ้าขืนเราเข้ามาในที่ลับตาคนเดียวบ่อยๆแบบนี้ ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นมากับเราแล้วใครจะเข้ามาช่วยเรากัน!?” ผมพยายามเตือนสติเธอ แต่เธอกลับส่ายหน้า

“ต่อให้หนูบอกไปตรงๆคุณแม่ก็คงไม่เชื่อหรอก” เธอพึมพำ

ผมพยายามคิดหาวิธที่น่าจะเป็นทางออกของปัญหาเรื่องนี้ให้ดีสำหรับทุกฝ่ายได้ เพราะขืนผมทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับเรื่องแบบนี้ก็คงเสียมิได้ ซึ่งทางเลือกที่ว่านั้นมันก็มีเหลืออยู่เพียงไม่กี่ทางนัก วิธีที่ง่ายที่สุดเห็นจะเป็นการบังคับไม่ให้เธอเข้ามาที่นี่อีกอย่างเด็ดขาดโดยการรายงานป้าอรเสียเพื่อเป็นการตัดปัญหา แต่......

ผมมองดูร่างของลูกหมาตัวเล็กๆท่าทางไร้เดียงสาที่หลับอยู่บนตักของเธอด้วยความไม่สบายใจนัก เพราะถ้าผมห้ามเธอเข้ามาที่นี่อย่างเด็ดขาด นั่นก็หมายความว่าสำหรับลูกหมาที่มีอายุไม่เท่าไหร่ตัวนี้ มันหมายถึงความตายทีเดียว และผมเองก็ยังไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้น

ที่สำคัญ ท่าทางที่ดูเหมือนจะพร้อมร้องไห้ได้ทุกเมื่อของเธอนั้น มันทำให้ผมต้องตัดสินใจทำอะไรซักอย่างโดยเร็ว...!!

ผมโน้มตัวลงไปช้อนเอาลูกหมาตัวนั้นจากตักของเธอมาไว้ในวงแขน ก่อนยิ้มกว้างให้เธอ

“เอาอย่างนี้ เดี๋ยวพี่เอาเจ้าตัวเล็กนี้ไปเลี้ยงไว้ที่บ้านเอง เราจะได้ไปหามันได้ทุกเวลาที่อยากไปตกลงไหม!?” ผมเสนอทางออกที่คิดว่าดีที่สุด

“คุณปู่พูดจริงเหรอ!?” น้ำเสียงของเธอนั้นแสดงความดีใจ และประหลาดใจเป็นอย่างมาก ผมพยักหน้าให้เธออีกครั้งเป็นการยืนยันคำตอบ พอเธอเห็นเช่นนั้นก็ดีใจจนลืมตัวกระโดดเข้ามากอดทั้งผมทั้งลูกหมาตัวนั้นไว้พร้อมๆกันโดยที่ผมแทบเสียหลัก

“รักคุณปู่ที่สุดเลย” เธอพูดอย่างยินดีที่สุด ในขณะที่สองมือของเธอนั้นกอดรอบอกของผมไว้แน่นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

การกอดรัดครั้งนั้น มันถึงกับทำให้หัวใจของผมเต้นสะดุดผิดจังหวะไปอีกครั้ง.......




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2550    
Last Update : 10 มิถุนายน 2550 16:19:11 น.
Counter : 102 Pageviews.  


อัจฉริยะมืด
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อัจฉริยะมืด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.