พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะยังคงอยู่กับเราตลอดไป ตราบเท่าที่ยังมีการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
วันนี้วันดีเป็นวันเพ็ญแห่งอาสาฬหมาส เพื่อเป็นการระลึกถึงวันบูชาที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา ตรงกับวันพระจันทร์เต็มดวง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ คือ เดือนอาสาฬหะ เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะ หลังจากได้ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ ๒ เดือน ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา ทรงประกาศพระธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี

ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม รู้ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา”

โดยสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเปล่งพระพุทธวาจาให้เป็นท​ี่ประจักษ์ว่า "อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ" คือ "โกณทัญญะได้รู้แล้วหนอ"

วันนั้นจึงเป็นวันที่พระรัตนตรัยเกิดครบองค์ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระสงฆ์องค์แรกที่เกิดขึ้น คือ ท่านโกณฑัญญะ

พระธรรมที่ทรงแสดงในวันนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า "ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ" แปลว่า "ธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู​้มานั้น พระพุทธองค์ไม่เคยทรงได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน"

พระพุทธองค์จึงทรงประกาศตนเองว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ชอบด้วยองค์เอง เป็นการแสดงให้เห็นว่าฌานในสัมมาสมาธิที่ทรงตรัสสั่งสอนไว้ในอร​ิยมรรคมีองค์ ๘ นั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค​์เอง ไม่ใช่เป็นการต่อยอดความรู้มาจากรูปฌานหรืออรูปฌาน ซึ่งเป็นฌานสมาบัติที่มีปรากฏอยู่ ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงอุบัติข​ึ้นมาเสียอีก ฉะนั้นสัมมาสมาธิจึงไม่ใช่สมาธิแบบทั่วๆ ไป และฌานในสัมมาสมาธินั้น ก็ไม่ใช่ฌานสมาบัติเช่นกัน


เมื่อกล่าวถึงเนื้อธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในวันอาสาฬหมาสนั้น คือ อริยสัจ ๔ หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง ทำให้ท่านพระอาจารย์โกณฑัญญะ เกิดดวงตาเห็นธรรม เปล่งวาจาว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา”

เมื่อนำมาพิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่า หัวข้อธรรมที่ท่านพระอาจารย์โกณฑัญญะ ได้กล่าวมานั้น เป็นเรื่องของสัตว์ (จิต) ที่ติดข้องด้วยความยึดถืออยู่ในโลกทั้งสิ้น หรือก็คือ จิตที่ติดข้องอยู่ในอารมณ์นั่นเอง

ตรงตามที่พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ไว้ว่า "โลกคือหมู่สัตว์ อันอวิชชาคือความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงปิดบังไว้ จึงหลงงมงายอยู่ในความมืด เพราะความทะยานอยาก(ตัณหา) มีประการต่างๆ" นั่นเอง

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้อธรรมที่ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” นั้น หมายความเกี่ยวเนื่องกับ จิตที่ติดข้องยึดถืออยู่ในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายนั่นเอง

แต่กลับมีพวกอิ๊กคิวที่ชอบตีความไปตามจริตที่ติดความง่ายๆ สบายๆ ลัดสั้น ไหลตามกิเลสว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นนั้น" ให้รู้ก็พอ ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่พยายาม ไม่สามารถบังคับ เพราะบังคับมันไม่ได้ เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นทั้งปวงจะดับของมันไปเองเป็นธรรมดา (ตามยถากรรมนั่นเอง) ซึ่งทำให้พระธรรมบทของท่านพระอาจารย​์โกณฑัญญะนี้เสียหายไปหมด

คำกล่าวที่ว่า "เป็นธรรมดานั้น" ล้วนกล่าวถึงเรื่องของโลก ของหมู่สัตว์ทั้งหลาย หรือจิตที่ติดข้องในอารมณ์ ที่ควรต้องละ ควรสละคืน ความยึดถือออกไปให้หมดสิ้น เป็นธรรมดา

เมื่อรู้แล้ว ละเรื่องที่รู้ไม่เป็น ได้แต่ดูเฉยๆ ก็คือความไม่รู้นั่นเอง เพราะเป็นธรรมดาอยู่เองของสัตว์โลก (จิต) ผู​้ติดข้องยึดถืออยู่ในอารมณ์ทั้งหลาย รู้แล้วไม่ยึดติดอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นเป็นไม่มี

ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เมื่อรู้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของโลก รู้แล้วละสิ่งนั้นทั้งปวง เป็นก็เย็นได้ สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเองเป็นธรรมดา

ไม่ใช่อย่างที่พยายามครอบงำให้เชื่อตามๆ กันไปว่า "เมื่อราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น ให้รู้ ไม่ต้องทำอะไร ให้รู้เฉยๆ(เฉยโง่) เดี๋ยวมันก็ดับไปของมันเอง"

การรู้แบบนี้ก็เปรียบเสมือนว่าไม่รู้จักอารมณ์ เพราะละสิ่งที่รู้ไม่เป็น ปล่อยให้ราคะ โทสะ โมหะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามยถากรรมดีๆ นี่เอง นานวันไปก็กลับกลายเป็นถิรสัญญา คุ้นชินกับอารมณ์ความรู้สึกนึกค​ิดเหล่านั้น

อารมณ์ราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเร็วขึ้น ไม่ใช่เกิดจากการฝึกฝนอบรมจิต ให​้รู้จักปล่อยวาง(ละ)อารมณ์ทั้งหลาย แต่เป็นสัญญาที่จดจำธรรมารมณ์ (ถ​ิรสัญญา) ดังกล่าวไว้ได้อย่างแม​่นยำนั่นเอง ประกอบกับว่า เมื่อจดจำธรรมารมณ์ดังกล่าวที่ว​่ามานี้ได้อย่างยาวนาน ทำให้ธรรมารมณ์ดังกล่าวเหล่านั้น จืดจางไปจากความรู้สึกของตนเอง จนตนเองเข้าใจผิดไปว่าธรรมารมณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเอง

โดยไม่ได้นำมาพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่า ธรรมารมณ์ในส่วนที่ประทับใจหรือที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น ก็ยังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในธรรมารมณ์เหล่านั้น แบบปุถุชนคนหนาด้วยกิเลสทั่วๆไป วนเวียนเป็นวัฏฏะ ไม่รู้จักจบสิ้น ธรรมารมณ์เก่าดับไป ธรรมารมณ์ใหม่เกิดขึ้นๆๆ ตลอดไป

เนื่องจากไม่ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ทำให้ไม่เกิดปัญญา(ทางธรรม) รู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงว่า

ทุกข์ต้องกำหนดรู้ และต้องรู้จักเหตุแห่งทุกข์ที่กำหนดรู้นั้นด้วย เมื่อกำหนดรู้แล้ว ต้องละให้เป็น จึงจะเย็นได้(ดับ) และจะละสิ่งที่รู้ให้เป็นจึงจะเย็นได​้นั้น ต้องเดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่มีสัมมาสมาธิเป็นประธานในองค​์มรรคนั่นเอง

เมื่อปฏิบัติได้ตามนี้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่บริบูรณ์ จะยังคงอยู่กับเราตลอดไป



เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 15 กรกฎาคม 2554
Last Update : 19 มกราคม 2558 20:20:05 น.
Counter : 556 Pageviews.

6 comments
  


Orkut Myspace Good Morning Scraps Graphics and Comments



อรุณสวัสดิ์วันอาสาฬหบูชาค่ะ เ้ข้าวัดทำบุญ ฟังเทศน์กันนะค่ะ
โดย: KeRiDa วันที่: 15 กรกฎาคม 2554 เวลา:6:19:08 น.
  
อนุโมทนาสาธุ สาธุ ค่ะ
โดย: DESTINYee วันที่: 15 กรกฎาคม 2554 เวลา:8:13:35 น.
  
อนุโมทนาสาธุ วันอาสาฬหบูชาครับ ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมครับ
โดย: shadee829 วันที่: 15 กรกฎาคม 2554 เวลา:8:46:39 น.
  
อนุโมทนาสาธุ สาธุ ด้วยอีกคน
โดย: MonkeyGod (imagewing_zero ) วันที่: 15 กรกฎาคม 2554 เวลา:9:03:48 น.
  
โดย: ลำตะคอง วันที่: 15 กรกฎาคม 2554 เวลา:9:34:23 น.
  
สวัสดี และ อนุโมทนาค่ะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 23 กรกฎาคม 2554 เวลา:19:11:48 น.

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์