เดินตามรอยพระบาท (โอวาท) ในวันวิสาขบูชา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ล้วนมีวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน เกิดขึ้นในวันเดียวกัน และทุกๆพระองค์ล้วนทรงสอนธรรมเพื่อความหลุดพ้นเช่นเดียวกัน ทรงสอนหัวใจพระพุทธศาสนาเหมือนกันทุกๆ พระองค์

หัวใจพระพุทธศาสนา คือ อะไร ???

เราชาวพุทธทั่วทุกตัวคน ย่อมรู้ดีว่า หัวใจพุทธศาสนานั้นมีอะไรบ้าง พวกเราท่องจำกันจนขึ้นใจและตอบได้คล่องปาก แต่กลับนำไปปฏิบัติได้ไม่ครบทั้ง ๓ ข้อ

ส่วนใหญ่แล้วมักจะปฏิบัติกันเพียงข้อ ๑ และข้อ ๒ เท่านั้น แล้วก็คิดกันไปเองว่าพอเพียงแล้วกับการปฏิบัติ เพียงแค่นี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนดีศรีสังคมแล้ว แถมบางคนยังหลงภูมิอกภูมิใจในความดีนั้น ถึงกับมองคนที่ไม่ได้ทำเหมือนตน ว่ามีภูมิธรรมต่ำกว่าตนเสียอีก

มักพากันเมินข้อ ๓ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา เพราะอะไร?
เพราะเกียจคร้านที่จะลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอย่างจริงจังนั่นเอง จิตจึงไม่มีพลังเพียงพอที่จะควบคุมอารมณ์ต่างๆ ที่เป็นอุปกิเลสที่เข้ามาเป็นแขกจร ทำให้จิตถูกครอบงำและหลงใหลไปตามอารมณ์อุปกิเลสต่างๆได้ง่าย แถมยังหลงใหลได้ปลื้มไปกับภูมิธรรมที่เกิดจากการฟัง ที่ไม่มีจริงในตน หลงใหลได้ปลื้มเฉพาะกับธรรมที่ตนรู้ตนเข้าใจจากความคิดที่ตกผลึกแล้วเท่านั้น โดยไม่เคยพิจารณาเปรียบเทียบกับผลที่เกิดขึ้นจริง กับพระสูตรและพระวินัยเลย ...ฯลฯ...


พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่ทรงอุบัติขึ้นมานั้น ล้วนทรงสอนหัวใจพระพุทธศาสนา เหมือนกันหมดดังนี้ คือ

๑.สพฺพปาปสฺส อกรณํ คือ การไม่ทำบาปให้เกิดขึ้นด้วยประการทั้งปวง
๒.กุสลสฺสูปสมฺปทา คือ การทำกุศลให้ถึงพร้อม
๓.สจิตฺตปริโยทปนํ คือ การชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
เอตํ พุทฺธาน สาสนํ นี่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทุกๆ พระองค์

สำหรับผู้ที่ได้ผ่านการปฏิบัติตามพระโอวาทมาอย่างจริงจัง ย่อมพอที่จะแยกออกได้ว่าเป็นเรื่องของ "จิตกับอารมณ์" เท่านั้น ในพระพุทธศาสนาไม่มีอะไรอื่น นอกเหนือไปจากการสอนเรื่อง "จิตกับอารมณ์" นี้เลย

ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้เองว่า หัวใจพระพุทธศาสนาในข้อ ๑ และข้อ ๒ นั้น พูดถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นที่จิตที่เป็นฝ่ายอกุศล (อกุศลจิต) และอารมณ์ที่เกิดขึ้นที่จิต ที่เป็นฝ่ายกุศล (กุศลจิต) ตามลำดับ

ส่วนในข้อ ๓ นั้น พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า “จิต” ของผู้ปฏิบัติ สามารถชำระให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากอุปกิเลสทั้งหลาย(กุศลและอกุศล) ได้จริง และพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ก็ตรัสเช่นเดียวกัน


ปัญหาหลักอยู่ตรงที่ว่า เราจะทำอย่างไร? จึงจะชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว หลุดพ้นจากการถูกครอบงำด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทานที่ทำให้จิตของเราเศร้าหมอง

เหตุเพราะจิตของเราชอบแส่ส่าย กวัดแกว่ง กลอกกลิ้ง ดิ้นรน ฯลฯ ออกไปรู้รับอารมณ์ต่างๆ และยึดถือเข้ามาสู่จิตของตน จนเกิดความความเศร้าหมองขึ้นที่จิตนั่นเอง

การปฏิบัติเพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้มากเพียงไร จิตของเราก็จะมีพลังอำนาจมากยิ่งขึ้นในการที่จะต่อสู้ฟาดฟันกับอุปกิเลสทั้งหลาย อันนี้คือผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาเพื่อชำระจิตของเรา ในข้อที่ ๓ นั่นเอง


มีพระพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า เดิมทีนั้น จิตมีสภาพประภัสสรผ่องใส ที่เศร้าหมองไป เหตุเพราะมีกิเลสเป็นแขกจรเข้ามาในภายหลัง

จะทำอย่างไร ให้จิตไม่เศร้าหมองเพราะกิเลสเป็นแขกจร ???

ผู้ที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนามาพอสมควร ย่อมรู้ดีว่ามีพระพุทธพจน์ที่กล่าวถึง ทางอันเอกเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ (คือผู้ที่ติดข้องในอารมณ์) ทั้งหลาย ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง เมื่อยังมีผู้เดินตามทางนี้ (อริยมรรค ๘) อยู่ โลกย่อมไม่ว่างเว้นจากพระอรหันต์

ในการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น พระองค์ทรงกล่าวไว้ในมหาจัตตารีสักกสูตร ทรงเชิดเอา สัมมาสมาธิ เป็นใหญ่เป็นประธานในมรรคทั้งหลาย และที่เหลือจากนั้นอีก ๗ องค์ ทรงให้สัมมาทิฐิ (รู้เห็นตามความเป็นจริง) เป็นใหญ่เป็นประธาน

องค์แห่งสมาธินั้น ประกอบไปด้วย สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นั่นคือ เมื่อทั้ง ๓ องค์ทำหน้าที่ร่วมกัน จิตย่อมรวมตัวลงเป็นสมาธิ ตั้งมั่นชอบโดยลำพังตนเองได้ โดยไม่ต้องอิงอาศัยอารมณ์ใดๆ (รูปฌาน อรูปฌาน) ทั้งสิ้น


เมื่อได้พิจารณาองค์ประกอบแห่ง องค์สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ หรือ อธิจิตตสิกขา) เทียบเคียงกับพระโอวาทซึ่งเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา (ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องแผ้ว) แล้ว ด้วยความรอบคอบไม่ประมาท จะเห็นว่าลงกันได้เป็นอย่างดี ดังรายละเอียด ต่อไปนี้


สัมมาวายามะ เป็นไฉน???
ย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองตั้งจิตไว้เพื่อที่จะ
-ละบาปที่ยังไม่เกิดขึ้น-ไม่ให้เกิด
-ละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
-ยังกุศลที่ยังไม่เกิด-ให้เกิดขึ้น
-ยังกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว-ให้เจริญงอกงาม


เราพอจะเห็นเค้าเงื่อนได้ว่า องค์แห่ง สัมมาวายามะ นั้น เป็นการปฏิบัติตามหัวใจพุทธศาสนา
ในข้อ ๑ ละบาปทั้งปวง (ละชั่ว)
และข้อ ๒ สร้างกุศลให้เกิดขึ้น (ทำดี)



สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติภาวนาต้องมีเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อทำให้จิตของเราเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น และเพื่อให้เข้าถึงหัวใจพระพุทธศาสนาในข้อที่ ๓ ซึ่งต้องอาศัยองค์ธรรมอีกสององค์ประกอบด้วย คือ สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ (หรือ อธิจิตตสิกขา)


สัมมาสติ เป็นไฉน???
ตั้งสติไว้ ณ ที่ฐานกาย เวทนา จิต ธรรม หรือที่เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ คือ ฐานที่ตั้งของสติที่ต้องเจริญให้เกิดขึ้นที่จิตอย่างต่อเนื่อง เนืองๆไม่ขาดสาย ในที่สุด โดยต้องเริ่มต้นด้วยการนั่งปฏิบัติสมาธิภาวนา อานาปานสติ พิจารณาจากกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า ?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์
ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

เพื่อให้เข้าถึงจิตที่เป็นธรรมอันเอก ณ.ภายใน ผุดขึ้นมาให้ประจักษ์ชัด


สัมมาสมาธิ เป็นไฉน??? หรือ อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มี”สติ”อยู่เป็นสุข
เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส
โทมนัสก่อนๆได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
อันนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ ฯ หรือ อธิจิตตสิกขา ฯ



มีพระพุทธพจน์รับรองไว้อย่างชัดเจนว่า
“สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถา ภูตํ ปชานาติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ) ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว (สัมมาสมาธิ) ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง (สัมมาทิฐิ) ดังนี้”


นั่นคือ เมื่อจิตของผู้ปฏิบัติได้รับการฝึกฝนอบรมอย่างจริงจัง จากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามา จนจิตของตนมีฐานที่ตั้งสติ(สติปัฏฐาน) อย่างมั่นคงหรือมีกรรมฐานแล้ว ย่อมต้องคอยประคองจิตของตนไม่ให้แส่ส่าย กวัดแกว่ง กลอกกลิ้ง ดิ้นรนฯลฯ ออกไปหาอารมณ์อุปกิเลสทั้งหลาย ที่ทำให้จิตของตนเศร้าหมอง ยิ่งประคองจิตของตนได้มากเท่าไหร่ ยิ่งปล่อยวางอารมณ์ได้มากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น

ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยความเพียรอย่างยิ่งในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาให้เกิดความชำนาญ เพื่อจะได้รู้เห็นตามความเป็นจริง (ปัญญา) เมื่อมีปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงแล้ว (สมาธิอบรมปัญญา) ก็อาศัยพลังปัญญาที่เกิดขึ้นจากการได้รู้เห็นตามความเป็นจริงนั้น นำมาเพื่อปล่อยวางอารมณ์อุปกิเลสทั้งหลายออกไปจากจิตของตน (ปัญญาอบรมสมาธิ)


สรุป พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่ทรงอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ล้วนทรงสอนเรื่องอธิจิต (อธิจิตฺเต) หรือการชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งสิ้น โดยการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา (อธิจิตตสิกขา) เพื่อให้จิตเกิดปัญญา หลุดพ้นจากการครอบงำของอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ไม่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสเป็นแขกจร


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 17 พฤษภาคม 2554
Last Update : 19 มกราคม 2558 20:23:49 น.
Counter : 558 Pageviews.

4 comments
  
สวัสดียามเช้า กับวันแห่งโลก
วันนี้เป็นวันที่ทำให้หมื่นโลกธาตุ สะเทือนเลื่อนลั่น
เป็นวันที่ทำให้โลกรูจักความสุขที่แท้จริง...........

เรามาทำใจให้สงบกันนะ..
โดย: พันคม วันที่: 17 พฤษภาคม 2554 เวลา:7:59:32 น.
  
ธรรมะสวัสดีค่ะ
ขอตามรอยพระบาทฯ ค่ะ
โดย: พ่อระนาด IP: 183.89.250.193 วันที่: 17 พฤษภาคม 2554 เวลา:9:31:13 น.
  
อนุโมทนาสาธุ ท่านในฝัน ครับ
โดย: shadee829 วันที่: 17 พฤษภาคม 2554 เวลา:10:20:31 น.
  
อาทิตย์ที่แล้ว กำลังคิดถึงอยู่พอดีครับ คุณธรรมภูติ
เห็นหายไปนานหลายเดือนทีเดียว

การให้ธรรมทานเหนือการการให้ทั้งปวง
สาธุครับ
โดย: นมสิการ วันที่: 17 พฤษภาคม 2554 เวลา:12:19:45 น.

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์