ไม่รักดี...by....Kati

ฉันพยายามแล้ว... จริงๆ 

ฉันพยายามแล้วที่จะรักเธอ

ฉันพยายามแล้วที่จะคิดถึงแต่เธอ

แต่................

ทั้งๆ ที่รู้ ว่าเธอดีแค่ไหน

ทั้งๆ ที่รู้ว่าใครอีกคนทำร้ายแค่ไหน

แต่ก็ไม่รู้ทำไม คนที่ฉันทำร้าย

กลับเป็นเธอ คนที่แสนดี...พี่ชายที่แสนดี

 

"พี่กาย...." ทั้งๆ ที่ฉันควรฝืนตัวออกไปให้ห่าง แต่หัวใจอ่อนแอของฉันกลับเลือกที่อยู่ตรงนั้น ที่พักพิงของฉัน

 

"เลิกร้องไห้ซะทีได้ไหม ไอ้หมอนั่นไม่มีค่าพอที่จะเสียน้ำตาขนาดนั้นหรอก กะทิมีค่ามากกว่านั้น" พี่กายพูดเพียงเท่านั้น ความอบอุ่นของพี่กาย และอ้อมแขนที่พร้อมที่จะโอบกอดฉันเสมอ ฉันรู้ มันเป็นแบบนี้มาตลอด ใช่ ฉันรู้ ฉันถึงได้เลือกที่จะซุกตัวเข้าหาไออุ่นแทนที่จะถอยห่าง แม้รู้ว่าผิด รู้ว่าไม่สมควรทำ รู้ว่าควรหยุด แต่ฉันก็ไม่ ฉันยังเรียกร้องความรักของพี่กาย ทั้งๆ ที่ ฉันไม่เคยให้....ไม่เคยรัก

 

  "กะทิก็รู้ว่า พี่จริงจังแค่ไหน พี่จะไม่ทำให้กะทิเสียใจ พี่สัญญา"

  "แต่กะทิทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ตอนนี้กะทิกำลังอ่อนแอ กำลังสับสน  ต้องการที่พึ่ง กะทิยังไม่พร้อมจะรับปาก หรือให้ความหวังกับใครหรอกค่ะ ตอนนี้กะทิเจ็บเหลือเกิน"

  

น่าตลก ฉันมันคงเป็นนางมารร้าย เหมือนที่ริมาเคยพูด คนอย่างฉันถ้าเป็นของฉัน ต่อให้ฉันไม่ต้องการ ฉันก็จะไม่ยกให้ใคร แต่วันนี้ วันที่ฉันโดนทำร้ายอย่างเจ็บปวดที่สุด ถึงฉันอยากจะรั้ง "พี่กายของฉัน" แต่ฉันกลับอยากจะปล่อยพี่กายไป ที่ผ่านมาฉันทำร้ายพี่กาย พี่ชายที่แสนดี และริมา......เพื่อนผู้เป็นโลกทั้งใบของฉัน ฉันทำร้ายพวกเขามากมายเหลือเกิน................

 

 

พี่กาย เป็นรุ่นพี่สายรหัสของฉัน  และ ปาริมา เพื่อนสนิทคนเดียวของฉัน

 

เป็นฉันเองที่เข็ญพี่กายไปเชียร์ปาริมาในการแข่งขันบาสเก็ตบอลระหว่างทีมมหาวิทยาลัยของพวกเรากับทีมมหาวิทยาลัยของ.....รเมศ 

 

ปารเมศ พี่ชายของริมา ผู้ชายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม รักแรก และรักเดียวของฉัน

 

 

 

"ริมา ริมา ดีใจด้วยน๊าาาา ลูกปิดท้ายอ่ะ สวยสุดๆไปเลย"  

 

"เฮ้ ริมา แฟนน่ารักนี่หว่า" เสียงเพื่อนๆ ริมาเอ่ยแซว ถ้าหากเป็นวันอื่นฉันคงแกล้งแสดงละครเป็นแฟนริมาเต็มที่ แต่คงไม่ใช่วันนี้ วันที่มีสายตาของรเมศจับจ้องมา

 

รเมศเดินเข้ามาทักทายเพื่อนๆ ของริมาอย่างรู้จักสนิทสนมกันดี ก่อนจะหันมาทักทาย พี่กาย ฉัน และริมา

"สวัสดีครับพี่กาย หวัดดีกะทิ เนื้อเย็นจะกลับบ้านพร้อมพี่รึเปล่า?" ริมาหันมาสบตาฉันและแลสบกับพี่กาย 

 

"โอเค ไม่ดึกนะวันนี้พี่จะแสดงฝีมือทำกับข้าวฉลองความพ่ายแพ้" มือหนาๆ ที่วางบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อของริมา พลางยื่นผ้าขนผืนเล็กให้ กริยานุ่มนวลนั้นมันทำให้ฉันอยากเข้าไปสิงร่างริมาเหลือเกิน  ริมารับผ้าขนหนูพร้อมทั้งโยกศรีษะให้หลุดจากอุ้งมือหา ทำไมฉันอิจฉาริมาจังเลย หลังจากร่ำลาจากรเมศ ริมาก็หันมาชวนฉันและพี่กาย

 

"ไปหาไรกิน" ริมาบางมือไว้บนศรีษะฉัน แบบเดียวกับที่รเมศทำกับตัวเอง แล้วโยกเบาๆ มันทำให้ฉันเผลอไผลเอนศรีษะไปอิงตรงหัวไหล่ของริมา มันเป็นแบบนี้เสมอ เป็นมาตลอด ไม่ต้องมีคำพูดมากมาย แต่ริมาก็เป็นแบบนี้ เอาใจใส่ความรู้สึกของฉันเสมอ ขอบคุณนะปาริมา

 

"รักริมา........" ริมารู้เหมือนที่ฉันรู้ คำรักของฉันที่เอ่ยออกไป มันคือคำรัก ที่ส่งไปถึงอีกคน 

 

"พี่เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่า เอ่อ...กะทิ มีแฟนแล้ว"  พี่กายเอ่ย ทำให้ฉันสึกรู้ตัว เมื่อเห็นสายตาของพี่กายและ....เสียงโห่แซวของคนอื่นๆ มันทำให้ฉันอายมากๆ ที่แสดงกริยาแบบนั้นออกไป ยิ่งรอยยิ้มระริกอย่างล้อเลียนในแววตาของริมา ยิ่งทำให้ฉันอายจนต้องระบายด้วยการทุบเบาๆ ที่แขนเพื่อนที่ชอบยิ้มยั่วทางแววตา

 

"ริมา! โอ๊ย กะทิโกรธริมา โกรธพี่กายด้วย มาล้ออะไรเนี่ย ไม่ใช่สักหน่อย"

 

"พี่ชักจะอิจฉาแฟนกะทิซะแล้วสิ ยิ่งเขิน ยิ่งน่ารัก" คำพูดพี่กาย ทำให้ริมาชะงัก และมองฉันกับพี่กายแปลกแปร่งไป 

 

จากวันนั้น ริมาก็เหมือนจะเว้นที่ว่างกับฉัน ถ้าฉันจะกอด ริมาเริ่มถอยห่าง โดยเฉพาะ เวลาที่พี่กายอยู่ด้วย

 

.

.

.

.

"ริมา ริมาโกรธอะไรกะทิริเปล่า"

 

ฉันพยายามจะถามเพื่อไขข้อข้องใจ แต่ริมายังเหมือนเดิม ปล่อยความเงียบ ทิ้งไว้อึดใจ ก่อนจะจับศรีษะฉันโยกเข้าหาตัว

 

"กะทิเหมือนน้องสาว"

 

แล้วอะไร ทำให้ริมาห่างจากน้องสาวคนนี้ล่ะ ฉันได้แต่สงสัย 

.

.

.

 

 "ริมา ริมาชอบพี่กายเหรอ" 

 

ในตอนนั้น อะไรทำให้ฉันหลุดคำถามที่น่าจะไร้สาระแบบนั้นออกไป ฉันจำไม่ได้ หลังจบคำถาม ความเงียบที่เข้ามาครอบคลุม ทำให้ฉันสะดุดใจ ปาริมาที่ในสายตาของฉันเป็นผู้หญิงที่หาเสน่ห์ของความเป็นผู้หญิงไม่ได้ เป็นผู้หญิงที่มีสีหน้าแบบเดียว คือเหนื่อยหน่ายเย็นชา ฉันซึ่งตอนแรกไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบอะไรจากริมา แต่ความเงียบแบบนั้น ทำให้ฉันต้องหันกลับมามองริมา 

 

 

"ริมา...."

 

"ชอบ แต่ยังไม่มีเวลาคิด ว่าชอบแบบไหน"

 

คำตอบสมเป็นปาริมา แต่ฉันเป็นรู้จักริมามาตั้งแต่อนุบาล ถึงจะไม่สามารถมองตาแล้วรู้ความคิดทุกอย่างเหมือนรเมศ แต่บรรยากาศรอบตัวฉัน  และแววตาของริมา ....วูบไหว แค่นั้น ใจฉันก็เจ็บปวดแบบแปลกๆ 

 

"อย่าเอาความรู้สึกของเรา ไปเกี่ยวกับการตัดสินใจของกะทิ"

 

"ริมาคิดว่ากะทิจะมีโอกาสไหม รเม...."

"ไม่!" 

 

คำตอบของริมา ทำฉันเจ็บ เจ็บยิ่งกว่าสิ่งใด ทำไมฉันต้องบ้าหลงรักผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่มีความรักเหลือเฟือที่จะเผื่อแผ่ให้คนทั้งโลก ยกเว้นฉัน ผู้ชายที่สามารถยิ้มให้ทุกคนยกเว้นยิ้มให้ฉัน 

 

"อุ่นก็เหมือนกะทินั่นแหละ ไม่รักก็คือไม่รัก...."

 

อ้อมกอดของริมา กลิ่นที่คล้ายผู้ชายคนนั้น ทำฉันสะอื้นไห้ยิ่งกว่าเดิม นั่นสินะ ไม่รัก ก็คือไม่รัก แล้วฉันจะรั้งพี่กายไว้ทำไม อนาคตริมาจะเป็นยังไง จะลงเอยกัยพี่กายรึเปล่า แล้วเขา......ปารเมศ จะมีใจให้ใคร ฉันไม่อยากรับรู้ เพียงความเจ็บปวดที่ประเดประดังเข้ามาตอนนี้ ฉันก็ไม่อาจต้านทานไหว ฉันอยากจะหยุด อยากจะพอ แต่ฉันไม่ได้เข้มแข็งเลย ฉันอ่อนแอ ฉันจึงเจ็บปวด ฉันจึงเกาะริมา ฉันจึงเก็บพี่กายไว้ อย่างน้อยการที่รู้ว่าฉันยังเป็นที่ต้องการของใคร เพื่อวันหนึ่ง ที่ฉันเข้มแข็งพอที่จะก้าวเดินต่อไป ฉันจะปล่อยวาง แค่ตอนนี้นะริมา แค่ตอนนี้เท่านั้น....

 

 

                                         

 

วันนี้ วันที่ฉันเข้มแข็งพอ ฉันก็รู้ว่าฉันควรที่จะปล่อยคนดีๆ  คนที่ฉันรักสองคนนี้ไป

 

ไม่อยากให้เธอต้องเจ็บ

ไม่อยากให้เธอร้องไห้อีก

เพราะฉันเอง ไม่ได้รักเธอ

อย่างที่เธอนั้นเข้าใจ

 

แค่อยากให้เธอเข้าใจสักหน่อย

กับสิ่งที่เธอทุ่มเททุกอย่าง

ให้กับฉันไม่มีค่าอันใด

ไม่มีทางจะทำให้ฉันนั้นรักเธอ

 

ได้โปรดเดินไปจากฉัน

จงทิ้งฝันที่มี ไม่รักดี คนๆ นี้

โปรดอย่ามองกลับหลัง อย่าฝังฉันไว้ในหัวใจ

และคงไม่นานเท่าไหร่ เธอจะเจอคนที่ดี

 

เดินทางออกไปค้นหาวันใหม่

เจอใครสักคนที่ดีคนหนึ่ง

ที่จะรัก ที่จะเข้าใจเธอ

ให้ได้เจอวันนั้น ที่ดีกว่า

 

ได้โปรดเดินไปจากฉัน

จงทิ้งฝันที่มี ไม่รักดี คน ๆ นี้

โปรดอย่ามองกลับหลัง อย่าฝังฉันไว้ในหัวใจ

และคงไม่นานเท่าไหร่ เธอจะเจอคนที่ดี

 

อย่าทนกับฉัน ลืมคืนและวันที่ผันผ่าน

จะทรมานหากเธอไม่คิดกลับหลัง

ลืมคน ๆ นี้ จบไปเสียทีทุกทาง

อย่าค้างคาอย่าเสียดาย

 

ได้โปรดเดินไปจากฉัน

จงทิ้งฝันที่มี ไม่รักดี คนๆ นี้

โปรดอย่ามองกลับหลัง อย่าฝังฉันไว้ในหัวใจ

และคงไม่นานเท่าไหร่ เธอจะเจอคนที่ดี

 

 

 

 

"พี่กาย กะทิเข้าใจพี่กายนะ ก็คนมันรัก แม้รู้ว่าคนที่รักจะไม่รักเราแล้วก็ตาม เราจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานไหม รักคนที่ไม่รักเรามันเจ็บนะคะ ถ้าพี่เลิกรักกะทิได้บางที กะทิอาจจะเลิกรักเขาก็ได้ เรามาสู้ด้วยกันได้มั๊ย ทำเพื่อน้องสาวคนนี้นะคะ..."

 

 

ขอให้โชคดีนะ ริมา ผู้เป็นทั้งเพื่อนและพี่สาว

ขอให้โชคดีนะคะ พี่กาย....ได้โปรดเดินไปจากฉัน จงทิ้งฝันที่มี คนที่ไม่รักดีคนนี้ อย่าฝังฉันไว้ในหัวใจ และคงไม่นานเท่าไหร่ พี่จะเจอคนที่ดี แค่พี่หันไปมอง พี่ต้องเจอแน่นอน.... ต้องเจอแน่ๆ

 

 

 




Create Date : 14 สิงหาคม 2562
Last Update : 14 สิงหาคม 2562 13:31:15 น.
Counter : 375 Pageviews.

0 comment
โอ้ใจเอ๋ย.....By...Guy

"ฤดูฝน...ฤดูแห่งความเศร้า ฉันยืนอยู่ตรงนี้ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ ฉันมองไม่เห็นทางข้างหน้า เพราะพรายน้ำตา...

เสียงสะอื้นสอดผสานเสียงฝน เสียงกรีดร้องร่ำไห้ ดั่งเสียงครั่นครืนของฟ้าเบื้องบน เพราะรักใช่ไหมใจจึงเจ็บอย่างนี้....

อยากเดินออกไปอยู่ท่ามกลางสายฝน เผื่อความเย็นเยียบของฝนจะช่วยล้างน้ำตาอุ่นได้บ้าง...

ความเจ็บปวดนี้มาจากไหนกันนะ  เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก กับคำถามซ้ำๆ ไปมาในหัวใจ ทำไม เพราะอะไร....

คำถามที่ไม่มีคำตอบ..............

กว่าจะเช้าไม่รู้ไม่รู้อีกนานไหม

จะผ่านพ้นคืนนี้ยังไง ไม่รู้เลย

อดทนไว้ ได้ไหม ได้ไหม

โอ้ใจเอ๋ย อย่างให้เปลืองอีกเลย อีกเลย น้ำตา"

 

 

 ..........ผมได้แต่มองอยู่อย่างนี้ห่างๆ มองคนที่รักหมดใจเจ็บช้ำ ไหล่บางสั่นสะท้านที่อ้อมกอดของผมไม่สามารถทำให้มันหยุดสั่นได้ อยากให้เธอหยุดเศร้า หยุดเสียใจ หยุดร้องไห้ให้กับคนเลวคนหนึ่ง ซึ่งเธอคงไม่เห็นว่ามันเลว

  "พี่กาย...." แววตาเจ็บช้ำ กับน้ำตาคลอ มองผ้าเช็ดหน้าในมือ ที่ผมยื่นให้ เธจะรับรู้บ้างไหม  ว่าผมรู้สึกยังไงกับเธอ ผมอยากบอกกับเธอเหลือเกินว่าลืมได้ไหม แล้วผมพร้อมที่จะเยียวยาหัวใจที่เจ็บช้ำนี้ ผมสัญญา

  "เลิกร้องไห้ซะทีได้ไหม ไอ้หมอนั่นไม่มีค่าพอที่จะเสียน้ำตาขนาดนั้นหรอก กะทิมีค่ามากกว่านั้น" ผมพูดได้เพียงเท่านั้น ร่างบางสั่นไหวก็โผเข้ากอดผมไว้ ผมโอบกอดเธอไว้ด้วยความเต็มใจ

  "กะทิก็รู้ว่า พี่จริงจังแค่ไหน พี่จะไม่ทำให้กะทิเสียใจ พี่สัญญา"

  "แต่กะทิทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ตอนนี้กะทิกำลังอ่อนแอ กำลังสับสน  ต้องการที่พึ่ง กะทิยังไม่พร้อมจะรับปาก หรือให้ความหวังกับใครหรอกค่ะ ตอนนี้กะทิเจ็บเหลือเกิน" น้ำตาอุ่นซึมเข้าไปถึงหัวใจ ผมรู้ดีว่าตอนนี้ใจเธอเป็นของใคร ผมได้แต่กอดเธอไว้ซึมซับเอาความเจ็บปวดของเธอ อย่างน้อยผมก็อยากจะช่วยเธอแบ่งเบามันบ้าง

 

 

         ร่างบางที่หลับไหลทั้งยังมีรอยน้ำตา ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่รู้ว่าไปเอาน้ำตามาจากไหน กะทิร้องไห้ทั้งวัน นับตั้งแต่ไอ้ผู้ชายคนนั้นบอกเลิก ผมซึ่งทำอะไรไม่ได้นอกจากอยู่เคียงข้างเธอเหมือนทุกครั้ง

         ผมรู้จักกะทิครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน วันที่เธอเป็นเฟรชชี่ หลานรหัสของผม แม้ว่าหมดกิจกรรมรับน้องแล้วเทอมที่สองผมซึ่งอยู่ปี 4 จะต้องไปฝึกงานที่ต่างจังหวัด แต่ผมก็เฝ้าทักทายวนเวียนอยู่ที่เธอ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เข้ามาอยู่ในหัวใจ  ไม่ว่าผมจะเรียนจบมีงานทำ แต่ผมก็มันจะแชทคุยกับเธอเสมอๆ ทั้งๆ รู้ว่าเธอไม่คิดอะไร แต่ก็ยังไม่อาจตัดใจจนวันที่เธอมีใคร ผมก็พร้อมที่จะรอ แม้รู้ว่าไม่มีความหวัง  แต่ผมก็อยู่เคียงข้างเธอ  ในวันที่เธอเสียใจ น้อยใจผู้ชายคนนั้น ผมก็พร้อมจะรับฟัง และให้กำลังใจ ก็ทำอย่างอื่นไม่ได้นี่  เคยมีบ่อยครั้ง ที่ผมอยากมีใครอื่น แต่จนแล้วจนรอด ใจมันก็ไม่เคยเปลี่ยน เจ็บ แต่ก็ยังเหมือนเดิม ยังรักเธอเหมือนเดิม...

 

         "พี่กาย  อย่าใสใจกะทิไปมากกว่านี้ได้ไหมคะ กะทิรู้สึกผิด เพราะมันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ คนไม่ใช่ ยังไงมันก็ไม่มีทางหรอกค่ะ พี่ควรจะมีคนที่ดี ที่รักพี่ อย่า..."

         "ถ้าพี่ทำได้พี่ก็อยากทำเหมือนกันแหละ แต่รักก็เพราะรัก มันห้ามกันได้ซะเมื่อไหร่" ผมตัดบทเมื่อกะทิพูดเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าผมปิดโอกาสตัวเองแต่ผมรักใครไม่ได้จริงๆ

 

         "พี่กาย  กะทิเข้าใจพี่กายนะ ก็คนมันรัก แม้รู้ว่าคนที่รักจะไม่รักเราแล้วก็ตาม เราจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานไหม รักคนที่ไม่รักเรามันเจ็บนะคะ ถ้าพี่เลิกรักกะทิได้บางที  กะทิอาจจะเลิกรักเขาก็ได้ เรามาสู้ด้วยกันได้มั๊ย ทำเพื่อน้องสาวคนนี้นะคะ..."

ผมไม่รู้จะตอบตำพูดนั้นยังไงดี แต่ผมเจ็บที่ใจจังเลย มันปวดหนึบ ทั้งๆ ที่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มันไม่เคยพัฒนาเป็นอย่างอื่น แต่ผมก็ยังดันทุรังเรื่อยมา ผมต้องทำยังไงดี มีหนทางไหนบ้างที่ผมจะตัดใจจากผู้หญิงตัวเล็กคนนี้ได้  อยู่ดีๆ น้ำอุ่นๆ ก็ไหลจากตา....

 

          อย่าไปเฝ้าคิดถึง แต่เขาคนนั้น ได้หรือเปล่า

สายน้ำไม่หวนทวนกับคืนย้อนมา

อย่าไปพูดคำนั้นอีกเลย เมื่อเขาไม่เห็นค่า

ได้อะไรขึ้นมา เล่าใจ.....

 

         หลับเถอะนะเข้านอนเถอะนะมันดึกแล้ว

จบไปแล้วไม่ต้องไปจำให้ช้ำใจ

ไม่มีเขาอีกแล้ว อีกแล้ว ได้ยินไหม

เก็บน้ำตาเอาไว้ล้างใจตัวเอง

 

         กว่าจะเช้าไม่รู้ไม่รู้อีกนานไหม

จะผ่านพ้นคืนนี้ยังไง ไม่รู้เลย

อดทนไว้ ได้ไหม ได้ไหม

โอ้ใจเอ๋ย อย่างให้เปลืองอีกเลย อีกเลย น้ำตา

 

         อย่าไปเฝ้าคิดถึง แต่เขาคนนั้น ได้หรือเปล่า

สายน้ำไม่หวนทวนกับคืนย้อนมา

อย่าไปพูดคำนั้นอีกเลย เมื่อเขาไม่เห็นค่า

ได้อะไรขึ้นมา เล่าใจ

 

         หลับเถอะนะเข้านอนเถอะนะมันดึกแล้ว

จบไปแล้วไม่ต้องไปจำให้ช้ำใจ

ไม่มีเขาอีกแล้ว อีกแล้ว ได้ยินไหม

เก็บน้ำตาเอาไว้ล้างใจตัวเอง....

 

 

ผมมองเครื่องบินที่โผขึ้นบนท้องฟ้า เธอไปแล้ว ผู้หญิงตัวบางที่อยู่ในหัวใจ จากไปแต่ความเจ็บปวดยังคงวนเวียนอยู่ในหัวใจผม  ที่ได้แต่รอ เมื่อไหร่จะลืม....

 




Create Date : 14 สิงหาคม 2562
Last Update : 14 สิงหาคม 2562 13:46:35 น.
Counter : 228 Pageviews.

0 comment
เรื่องของนายอุ่น 2

 

 

 

 

ผ่านวันเกิดผมไปแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น (จะให้เกิดอะไรล่ะวะ??) พรุ่งนี้มีการจัดงานเลี้ยงรุ่นที่โรงเรียนซึ่งผมในฐานะโต้โผใหญ่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ต้องตื่นไปจัดเตรียมสถานที่ติดต่อประสานงานกับอาจารย์คณะกรรมการนักเรียนและรุ่นน้องที่ว่างมาช่วยกันจัดกิจกรรมครั้งนี้ผมเลยต้องตื่นแต่เช้าแต่ก็ยังช้ากว่าเนื้อเย็นและ……….. พิณ

ช้า เนื้อเย็นเงยหน้ามาสบตาผมก่อนลงมือกินข้าวต่อ ผมซึ่งปกติจะไม่กินข้าวเช้าก่อนไปโรงเรียนก็ต้องหย่อนตัวลงนั่งตรงข้ามกับเนื้อเย็น ซึ่งก็คือ ตรงข้ามกับพิณวันนี้พิณใส่เสื้อตัวยาวสีส้มสดกับกางเกงขาสามส่วนแนบเนื้อสีดำ (อืมมมเค้าเรียกว่าอะไรผมไม่แน่ใจนัก อ้อ เลกกิ้ง อืมไม่แน่ใจ น่าจะใช่แหละ แหะๆ) ผมยาวสวยมัดเป็นทรงทวินเทลไว้ง่ายๆด้วยโบว์สีส้มเช่นกัน ดูน่ารักสดใสกว่าทุกที

“พ่อกับแม่ไปไหน” ผมชักสายตากลับมาที่จานข้าวเอ่ยถามเนื้อเย็นแก้เก้อ เมื่อเผลอสบตาดาวพิณเข้า หูเริ่มร้อนอีกแล้วช่วงนี้รู้สึกเหมือนหน้าแดงไวมากเกินไปรึเปล่า ผมชักสงสัยตัวเอง

……..

ผมละสายตาจากจานข้าว

……..

“อืม ไปตั้งแต่เช้าเลยเหรอ”

“แล้วเอาไงล่ะ เราน่ะ”ผมบุ้ยไปทางพิณซึ่งกำลังจ้องการสื่อสารระหว่างผมกับเนื้อเย็นตาไม่กระพริบ

“ทำไม ยังไม่ชิน อีกเหรอ”ผมถามเมื่อเห็นสายตาทึ่งๆ ของพิณ แต่คำตอบที่ได้รับคืออาการส่ายหน้าเร็วๆ

“เป็นไร อยู่ใกล้เย็นมากๆ ติดเชื้อรึไงรึยังไม่แปรงฟัน ปากเหม็นมากงั้นสิ” ผมเห็นพิณหน้าหงิกลงทันทีส่วนเนื้อเย็นกำลังยิ้มอยู่แน่ๆ นัยน์ตาระริกเชียว

“ไม่ต้องมาหัวเราะเลยเย็น ไม่เอาละไม่คุยด้วยละ”ผมหันไปสนใจจานข้าวแล้วจัดการให้มันลงไปอยู่ในกระเพาะอย่างรวดเร็ว

“พี่อุ่นรู้ได้ไงอ่ะว่าพี่เย็นกำลังหัวเราะ” พิณถามอย่างอดไม่ได้

“ก็ดูตาเย็นสิ”ผมเหลือบมองปฏิกิริยาดาวพิณ ที่ละจากจ้องผมหันไปเอียงคอจ้องคนข้างๆ แทน

“ไม่เห็นมีอะไรเลยอ่ะ พิณว่าพี่อุ่นกับพี่เย็นต้องเป็นพวกพิเศษ สื่อสารกันทางโทรจิตแน่ๆ เลย” ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมและเนื้อเย็นโดนตั้งข้อสังเกตแบบนี้แต่ยังไงก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ดี เหมือนโดนว่าบ้ายังไงไม่รู้

“ไม่ต้องเลยเย็น กินอิ่มรึยังไปกันได้แล้ว เออ แล้วเราน่ะ ยังไม่ตอบเลยเอาไง” ผมพูดพลางลุกขึ้นเก็บจานของตัวเองไปล้าง

“ตะกี้พี่เย็นพูดว่าอะไรคะ?”รู้สึกเหมือนความสงสัยของดาวพิณจะไม่หมดไปง่ายๆ ยังไม่สนใจคำถามของผมเหมือนเดิม

“ถามเย็นเอาสิ ตอบพี่มาก่อนจะอยู่เฝ้าบ้านรึจะยังไง”

“พี่เย็นตอบพี่อุ่นว่าไงอ่ะคะพี่อุ่นถึงบอกว่าไม่ต้องเลย” เอ๊ะยัยดาวตก สนใจคำถามพี่บ้างสิคร๊าบบบบ

.....มันเป็นการสื่อสารระหว่างยานแม่น่ะ” ดูคำพูดที่ยัยน้องสาวเปล่งออกมาโคตรจะได้สาระเลย ขำตายล่ะแม่คุณ แต่ไอ้ที่ผมบอกว่าไร้สาระ ผมกลับได้ยินเสียงหัวเราะคิก จากยัยพิณ ดูสิยิ้มตาหยีน่ารักเชียว เห็นแล้วอดยิ้มตามไม่ได้ ถ้า…..

น่ารักล่ะสิมองตาเยิ้มเชียว’ ……………ถ้าผมไม่ได้รู้ความคิดยัยน้องสาวผู้หญิงอะไร เก็กจั๊งงงงงงง

“ให้พิณไปด้วยได้ป่ะคะอยู่บ้านคนเดียวเหงาจะตาย ไม่มีคนคุยด้วย” เฮอะยังกะอยู่กับเนื้อเย็นแล้วอีกฝ่ายคุยด้วยงั้นแหละ ผมชักจะขวางๆ แม่เนื้อเย็นเข้าแล้วล่ะสิ

“งั้น เย็นจะเอาคันไหนไป” ทำเป็นพูดไปงั้นแหละความจริงไม่ได้มีให้เลือกมากหรอกครับที่บ้านผมมีกระบะสี่ประตูของพ่อ (ที่ ตอนนี้ไม่อยู่ในโรงรถ) รถซิตี้คาร์คันเล็กของแม่และมอเตอร์ไซต์อยู่ 2 คันคือรถสกุ๊ตเตอร์เกียร์ออโตเมติกที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ กับ เจ้าฮอนด้า เอ็นเอสอาร์ คันใหญ่ แน่นอนอยู่แล้วว่าคันเล็กคือคันที่ผมขับซ้อนเนื้อเย็นไปโรงเรียนเกือบทุกวันส่วนคันใหญ่ เป็นรถพ่อ แต่ตอนนี้กลายเป็นรถเนื้อเย็นไปเรียบร้อยแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่าไม่ผิดหรอกครับ เจ้าเล็กคือของผม ส่วนเจ้าใหญ่ของเนื้อเย็น …………..

“เฮ้อ ก็ถามไปงั้นแหละ โอเคงั้นพิณไปขึ้นรถกับพี่” ผมอดจะค้อนยัยน้องสาวไม่ได้ที่ไม่พูดตอบผมแต่ดันเดินไปที่เจ้าใหญ่แทนคำตอบ ผมเลยต้องเดินไปที่เจ้าเล็กบ้างแต่ดาวพิณยังคงยืนนิ่งอยู่

“พิณจะไปกับพี่เย็น” พิณบอกความตั้งใจก่อนจะเดินตามเนื้อเย็นไป

“เนื้อเย็นหวงรถคันนั้นจะตายไม่ให้ใครซ้อนหรอก ไม่เชื่อถามดูได้” แต่ไม่ทันละครับ เนื้อเย็นสตาร์ทรถ ออกจากบ้านไปแล้ว ปล่อยให้ดาวพิณยืนเหวออ้าปากค้าง ผมหัวเราะเบาๆ เพราะรู้ว่านอกจากเนื้อเย็นจะหวงรถแล้วยังอยากให้ผมได้ใกล้ชิดดาวพิณอีกด้วย ก็อวยพรมาแล้วนินะว่า จีบให้ติดล่ะ หึหึหึหึหึ

 

 

 



Create Date : 31 มกราคม 2556
Last Update : 14 สิงหาคม 2562 13:13:06 น.
Counter : 194 Pageviews.

0 comment
เรื่องของนายอุ่น 1

วันนี้วันเกิดของผม 

 

วันที่อยู่ๆ ก็เกิดรู้สึก แปลกๆกับใครบางคน.....

ที่กำลังนั่งทำหน้าเคลิ้มไปกับเสียงกีต้าร์ของเนื้อเย็น

เอ่อ.... หมายถึง พิณ ...........ก็น่ะนะ หมายถึงยัยนั่นแหละ เพลงพิณ...........................

 

555555+ เขินแฮะ แค่คิดผมก็รู้สึกร้อนๆ บริเวณหูยังไงไม่รู้ ผมคงบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่รู้สึกแปลกๆ แบบนั้นกับยัยนั่น

 

เพลงพิณชื่อที่ผมได้ยินทีไรก็คิดถึงตำนานเทศกาลทานาบาตะ คิดถึงเจ้าหญิงทอผ้า(แต่ผมไม่ได้อยากจะเป็นเจ้าคนเลี้ยงวันนะ)และโอริฮิเมะ นางเอกมังงะ Bleach ที่ผมชอบเธอมากๆ (โดยเฉพาะ คัพD)

 

ยัยเด็กข้างบ้านที่สนิทกับน้องสาวผมความจริงแล้วผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าสนิทกันจริงรึเปล่าเพราะน้องสาวผมเป็นพวกชอบทำตัวเป็นสิ่งมีชีวิตที่มืดมนวันๆ ไม่พูดไม่จากับใคร ชอบทำหน้าเฉยชา แต่เพลงพิณกลับชอบตามติดไปทุกที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าสองคนนี้เค้าสื่อสารกันยังไง อาจจะเป็นเพลงพิณฝ่ายเดียวก็ได้นะที่สนิทส่วนเนื้อเย็น คำว่าสนิทเป็นยังไงผมก็คิดไม่ออกเหมือนกัน

 

ครอบครัว เพลงพิณ ย้ายเข้ามาอยู่ข้างบ้านผมเมื่อปีที่แล้วตอนนั้นยัยเด็กนั่นเพิ่ง13 ...

...

...

...

...

13!!!!!!!!!!!!!!!

 

ตอนนี้ก็.............

ตายหอง! สำนึกผมพึงระลึกได้ว่า ยัยนั่นเพิ่ง 14 นิผมรู้สึกแปลกๆกับยัยเด็ก 14 เนี่ยนะ

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ผมมันบ้าไปแล้ววววววววววว

 

 

อ๊ะ ออกทะเล 55555+

 

 

คือ วกกลับไปตรงไหนดี อ้อ เรื่องรู้สึกแปลกๆ มันก็ไม่มีอะไรมากมาย แค่เช้าวันนี้ผมถูกปลุกแต่เช้าเพื่อลงมาใส่บาตรวันเกิดแล้วเจอยัยนั่นยืนอยู่ข้างๆ เนื้อเย็น (ที่ประจำนินะ) ตอนแรกผมแปลกใจที่จู่ๆ ยัยนั่นมาอยู่บ้านผมได้ไง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานพ่อแม่ยัยนั่นต้องไปธุระต่างประเทศนัยว่า พ่อของแม่...ตาอืมมม ตาของเพลงพิณเสียเลยไปร่วมงานศพ (งงเหมือนกันทำไมไม่เอาลูกสาวไปด้วยทั้งๆ ที่ปิดเทอมแท้ๆ ยังไงก็น่าจะไปไหว้ตาครั้งสุดท้ายอาจจะได้รับมรดกด้วยตามประสาพวกเศรษฐีฝรั่ง) เลยฝากลูกสาวไว้กับครอบครัวผม

 

ผมไม่รู้สาเหตุว่าทำไมถึงคิดอะไรแปลกๆ กับยัยนั่น ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดว่าน่ารักมาก่อน..............

 

น่ารัก อ๊ากกกกกกกกกผมกำลังคิดว่ายัยนั่นน่ารักอยู่เหรอเนี่ยยยยย

 

หลังจากใส่บาตรให้จิตใจผ่องแผ้วผมกลับเข้าห้องเพื่อจับดูหัวใจตัวเองแค่ร่วมใส่บาตร จู่ๆ หัวใจผมก็เต้นแรงขึ้นมาซะงั้น

 

แค่เห็นยัยนั่นยิ้มผมก็รู้สึกร้อนที่ใบหู

 

เพิ่งสังเกตว่ายัยนั่นยิ้มสวย

 

ยิ้มแล้วตาวิบๆ เป็นประกาย

 

ยิ้มแล้วปากเซ็กซี่ จนอยากแตะดูว่าจะนุ่มไหม............

 

อืมมมมมมม 14 ยัยนั่นเพิ่ง 14 ท่องไว้ๆไอ้อุ่น นั่นมันเด็ก 14!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

**********************************

สายวันนี้ หลังจากอาหารเช้าผ่านไป แม่ก็ชวนสาวๆ ไปตลาด เพื่อทำอะไรกินกันตอนเย็น ผมเจ้าของวันเกิดร่วมก็ไปช่วยถือของตามประสาลูกชายที่ดี อย่างน้อยก็ไปช่วยออกความคิดเห็นว่าวันนี้ผมอยากกินอะไร ความจริงแล้วผมไม่ได้เชิญเพื่อนๆ มา  เพราะวันเกิดผมตรงกับช่วงปิดเทอมพอดี  เลยคิดว่าจะจัดกินกันในครอบครัวมากกว่า เนื้อเย็นก็เช่นกัน เอ๊ะ ...ยัยน้องมีเพื่อนรึเปล่าวะ???  

พอพาสาวๆ ไปช๊อปกลับมาผมก็ไปนอนเอ้อละเหยบนห้อง จนได้ยินเสียงกีต้าร์ครวญเพลง สุดใจ เพลงของศิลปินคนโปรดของผม เสียงกีตาร์แบบนี้ต้องเป็นเนื้อเย็นแน่ๆ ผมจึงลงไปเพื่อพบกับคนทำหน้าเคลิบเคลิ้ม ที่น่ารักจนใจผมสั่น

เพลงจบพร้อมกับเสียงปรบมือของผู้ชมคนเดียวในที่นั้น ผมจึงเดินเข้าไปทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกันกับเพลงพิณ พลางเอื้อมมือข้ามคนตัวเล็กไปหยิบหนังสือโน๊ตเพลง 

"อ่ะ" เนื้อเย็นยื่นกีตาร์ให้ผม ผมรับมาแล้วเริ่มเล่นเพลงโปรดอีกเพลง

"ไม่ได้เรื่องเลยเหรอ?" ผมถามเพลงพิณเมื่อผมเล่นเพลงจบ แต่ไม่เห็นมีเสียงปรบมือเหมือนทีเนื้อเย็นเล่นเลย 

"พะ เพราะค่ะ ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ" เสียงไม่น่าเชื่อทำผมยิ้มแก้มแทบปริ ก่อนจะละสายตาไปสบกับยัยน้องสาวที่นัยตาริกๆ ล้อเลียน ผมรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว จึงยื่นกีต้าร์คืนให้เนื้อเย็นก่อนจะผุดลุกเตรียมชิ่งขึ้นห้อง

"อ้าว ไม่เล่นต่อเหรอคะ"

"ไม่ละ พี่เล่นได้เพลงเดียว" ว่าแล้วก็โดดขึ้นบันไดไปก่อนที่ตัวผมจะสุก

 

 

เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูที่เปิดอ้าทิ้งไว้ดึงผมจากภวังค์ความคิด หันไปมองต้นเสียงผมพยักหน้าอนุญาตพลางทำทีหันมาสนใจกองหนังสือตรงหน้าเสียงเลื่อนเก้าอี้และร่างสูงโปร่งที่นั่งลงตรงข้ามตามมาด้วยเสียงถอนหายใจหลายครั้งดึงผมให้เงยหน้าขึ้นมองอย่างอดไม่ได้

 

เป็นอะไรเข้ามาก็มานั่งถอนหายใจเฮือกๆๆๆ

“.....”

ผมมองหน้าเรียบเฉยแล้วต้องถอนหายใจลุกขึ้นไปปิดประตูก่อนจะนั่งลงบนเตียงหนานุ่มอย่างรอคอย

เอ้า มีไรก็ว่ามา

นายว่าพิญ น่ารักมั๊ยเฮ้ย! ผมมองหน้านิ่งๆ อีกฝ่ายอย่างตกใจ นี่อย่าบอกนะว่า.....

ปละ เปล่า พี่มะ ไม่ได้หน้าแดง.....ผมรีบปฏิเสธ

หากสบตายิ้มได้ของเนื้อเย็นถึงรู้สึกตัวว่า ‘กรูร้อนตัวนิหว่า’ ยัยน้องสาวตัวแสบ……..

ไม่รู้ว่าเพราะเราเป็นแฝดกันรึเปล่าที่ทำให้ผมรู้ว่าเนื้อเย็นจะพูดอะไรหรือกำลังคิดอะไรอยู่แค่มองตา ผมก็เหมือนได้ยินเสียงตัวแสบพูดออกมาเป็นประโยคยาวๆ เช่นเมื่อกี้ในหัวผมเหมือนได้ยินเสียงตอบโต้ว่า

นายว่าพิญ น่ารักมั๊ย’ 

ผมตกใจจนต้องอุทาน  ‘เฮ้ย’ 

จนเนื้อเย็นส่งสายตาเป็นคำถามว่า ‘ถามแค่นี้ทำไมหน้าแดง’ 

ผมเลยต้องปฏิเสธแบบร้อนๆ ตัว  ‘ปละเปล่าพี่มะ... ไม่ได้หน้าแดง

เนื้อเย็นก็ยิ้ม คือในสายตาคนอื่นอาจจะคิดว่ามันก็ทำหน้านิ่งๆ เฉยๆ เหมือนเดิมน่ะแหละแต่ผมรู้ว่ายัยน้องสาวกำลังยิ้มอยู่ (อ่ะแต่ตอนนี้มันเปลี่ยนจากยิ้มเป็นกำลังหัวเราะขำผมแน่ๆ เลย อ๊ากกกกกกกกกกก)

เลิกใช้สายตาพูดได้แล้วเย็นพี่ไม่ชอบมีไรก็พูดออกมาเลยสิ ปากอ่ะ มีไว้ทำไม” 

ผมพูดอย่างหัวเสีย แล้วมองเมินไปทางอื่น ทั้งๆที่เริ่มร้อนหูแล้วเพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดไม่ต้องรู้ว่าเนื้อเย็นกำลังคิดอะไรอยู่ แต่บรรยากาศความเงียบ รึอะไรก็แล้วแต่ล่ะมันเหมือนกับมีโทรจิตส่งมาถึง

พูดทำไม นายเข้าใจที่ฉันคิดอยู่แล้วนิ’ 

กลายเป็นผมที่ถอนหายใจอย่างยอมแพ้

ก็ไม่รู้ทำไมเย็นถึงไม่ชอบพูดน๊าแล้วอย่างนี้จะมีเพื่อนได้ไง

อย่ามาเฉไฉ’ ง่ะ  ผมรู้สึกเหมือนสายตาเนื้อเย็นบอกแบบนั้นนะ

ก็.... น่ารัก เพิ่งน่ารักวันนี้แหละถามทำไมตอนนี้ระดับความร้อนลามจากหูลงไปถึงคอแล้วครับ

 

อืมมมเสียงเนื้อเย็นตอบรับแต่ผมดันเหมือนได้ยินยัยน้องสาวพูดว่า ‘เราก็ว่างั้นแหละ

อึก...ผมชะงักคือถึงผมจะโอเคบ้างไม่โอเคบ้างเวลาที่ผมกับเนื้อเย็นจะคิดเข้าใจชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไรเหมือนกัน แต่มันคงจะไม่ดีแน่ๆ ถ้าเราจะ......ชอบ’ คนเดียวกัน

........

........

ชอบ....อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกเขินนะเว้ยยยยยยย

 

เอ๊ะ แต่เดี๋ยวก่อน ถ้า....  ผมพยายามสบตาเนื้อเย็น

ไม่ต้องหันมามอง ฉันไม่ได้คิดแบบนาย’ สายตาเนื้อเย็นบอกแบบนั้น จนผมถอนหายใจอย่างโล่งอก

 

อ๊ะ......ไม่ได้คิดแบบนาย..............

 

เฮ้ย!!!!!!” 

 

ไอ้นัยน์ตาที่เต้นริกๆนั่น  ทำผมหมั่นไส้สุดๆ จะหัวเราะอะไรนักหนาวะ

 

 

ผมผินหน้าหนี พยายามเก๊กขรึม ข่มความอายสุดฤทธิ์ เนื้อเย็นลุกจากเก้าอี้มาทรุดนั่งลงตรงข้างๆ พร้อมชะโงกหน้าเข้ามาจ้องหน้าผมใกล้ๆ เหมือนจะให้ผมอ่านใจอีกละ

“อะไรอีก” ผมไม่หลงกลหรอกนะ ถึงจะรู้ว่าเนื้อเย็นจะพูดอะไร ผมก็จะพยายามไม่สนใจ

 

“สุขสันต์วันเกิดนะ จีบให้ติดล่ะพ่อเนื้ออุ่นของเย็น” สุดท้ายเนื้อเย็นก็พูดยิ้มๆ แล้วเอนตัวลงนอนซะงั้น ผมเลยเอนลงนอนมั่ง

 

“ก็พูดยาวๆ ได้นิ ทำไมไม่ค่อยพูด ปากก็ไม่เหม็นนินะ” ผมทำทีชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ เหมือนดมกลิ่น แล้วเย็นก็ส่งสายตาพิฆาตตอบกลับมา เงียบ ไม่พูด แต่เหมือนผมได้ยินเสียงเนื้อเย็นว่า ทะลึ่ง

 

“สุขสันต์วันเกิดเหมือนกันนะ คิดอะไร รู้สึกยังไงก็พูดๆ ให้คนอื่นรู้บ้าง คนอื่นไม่เหมือนพี่นะ จะได้รู้ว่าเย็นคิด รู้สึกยังไง ไม่พูดออกมาใครจะรู้ ถึงคนอื่นจะรับรู้ ก็ใช่ว่าจะตรงกับที่เย็นต้องการสื่อรึเปล่า”

 

“ก็รอเจอคนที่เหมือนนายไง เราจะได้ไม่ต้องพูด”

 

“โว๊ะ” หมด ไม่รู้จะตอบโต้ยังไง เนื้อเย็นก็คือเนื้อเย็น สิ่งมีชีวิตที่ทำตัวเหมือนอยู่ในความมืดมนตลอดเวลา 

 

    ทุกๆ วันผมพยายามจะลากเนื้อเย็นตามไปโน่นมานี่ ไปปฏิสัมพันธ์กันคนทั่วไป แต่เนื้อเย็นก็ยังเงียบ ทำหน้าเบื่อโลก ทำหน้าเฉยชา จนใครๆ ไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเนื้อเย็นออกจะป๊อบในหมู่สาวๆ ออกจะตายไป................. อืม ฟังไม่ผิดหรอก เนื้อเย็นป๊อบจริงๆ ด้วยรูปร่างสูงโปร่ง ผิวเข้ม หน้าตาคมเฉี่ยว นิสัยเย็นชา เสือยิ้มยาก แต่เรียนดี กีฬาเด่น เน้นกิจกรรม ทำงานพิเศษ หึ นี่มันMr.Perfect ชัดๆ น่าอิจฉาชะมัด  ซึ่งๆๆๆๆ โคตรตรงกันข้ามกับผม ที่นอกจากสูงเท่ากันแล้ว ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยจนไม่น่าเชื่อว่าเราเป็นแฝดกันจริงๆ 

 

 

 




Create Date : 30 มกราคม 2556
Last Update : 14 สิงหาคม 2562 13:42:03 น.
Counter : 239 Pageviews.

0 comment
พ่อเนื้ออุ่นเอยยยยย.............
"อุ่น...นายอุ่น"

    ฉันพยายามอย่างมากที่จะตะโกนเรียกไอ้คนขี้เซา จนคอแทบแตก แม่ที่อยู่ข้างล่างก็เลยตะโกนบอกว่าห้ามตะโกนปลุก ให้ไปเรียก ไม่ใช่ตะโกน มันรบกวนคนข้างบ้าน ทำเอาฉันเซ็งไปเลยทีเดียว แหม ฉันตะโกนเรียกแค่ 'อุ่น' แต่แม่ตะโกน 'เย็น จะตะโกนปลุกพี่เค้าทำไม แม่ให้ไปปลุกนะ ตะโกนโวยวายมันรบกวนคนข้างบ้านนะลูก' ฮึ ถ้าจะรบกวนคนข้างบ้านก็เพราะแม่น่ะแหละ ชิชิ

"คนข้างบ้านจะหนวกหูก็เพราะเสียงแม่น่ะแหละ ไม่ใช่เสียงเจ้าเนื้อเย็นมันหรอก" 

    เสียงพ่อเอ่ยขึ้น แสดงว่าพ่อกลับมาจากสวน ซึ่งหมายความได้อีกอย่างคือ ตอนนี้ไม่เช้าซะแล้ว ฉันต้องรีบปลูกเจ้าตัวขี้เกียจขี้เซา เอาแต่อ้อนแม่เดี๋ยวนี้ก่อนที่จะไปเรียนสาย แต่แค่คิด ไอ้นายอุ่นที่คงนอนฟังถ้อยสนทนาจะรู้ว่าสาย ถึงได้โผล่หน้าหล่อเนี๊ยบออกมาจากห้อง

โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม...................

    ฉันมีพี่ชายอยู่คน ที่เกิดก่อนฉันเพียงไม่กี่นาที แต่ช่างเป็นไม่กี่นาทีที่สร้างความแตกต่างกันมากมายเหลือเกิน นายอุ่นเป็นผู้ชาย แต่ได้รูปลักษณ์ที่ดีดีจากแม่และพ่อมาหมดไม่เหลือให้ฉันบ้างเลย ตั้งแต่ผมหยักศกสีน้ำตาลเข้ม ผิวขาวใสยังกะกินไฟนีออนเข้าไป ตาคมๆ ขนตายาวเป็นแพ จมูกโด่งเป็นสันเขื่อน ริมฝีปากหยักหนาสีชมพูระเรื่ออย่างคนมีสุขภาพดี ไหล่กว้างหนา แถมหุ่นก็ดี สมาร์ท ทอลแอนด์แฮนซั่ม ไม่แปลกใจเลยที่สาวๆ รุมกรี๊ด  อย่างตอนนี้ก็เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เพิ่งตื่นนอนแท้ๆ หน้าตายังดูดีสุดๆ มันน่าหมั่นไส้จริงๆ ให้ตาย งือออออ

"เย็น ลงไปกินข้าวก่อนเลยไป เดี๋ยวพี่ขอเวลา 5 นาที" 

    เสียงทุ้มๆ นุ่มๆ นั่นอีก ทั้งเสียงและหน้าตามันคุณชายชัดๆ ฉันซึ่งต้องตื่นแต่เช้า ลุกขึ้นมาช่วยแม่ทำงานบ้าน สารพัด กว่าจะได้ไปแต่งตัวหน้าตาก็กลายเป็นยายแจ๋วแล้ว ส่วนนายอุ่น ก็รอเวลาตื่นสายๆ แต่งตัวเนี๊ยบๆ แล้วก็ทำหน้าหล่อไปรอที่รถ เพื่อไปเรียน ปกติอุ่นจะไม่กินข้าวเช้า แต่พอไปถึงโรงเรียนเหรอ ชิส์... ฉันไม่อยากจะเซดดดด

    5 นาที ไม่ขาดไม่เกิน ทำฉันหมั่นไส้อีกละ ฉันกินข้าวยังไม่อิ่มเลยต้องวิ่งตามพ่อคุณขึ้นรถ คือความจริงก็ซ้อนมอเตอร์ไซต์กันไปโรงเรียน ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ฉันไม่ชอบเอาซะเลย คิดดูสิไอ้ผู้ชายหล่อลากที่ขับอยู่น่ะ พี่ชายฉันนะ ฉันอายมากเวลาที่คนมองเพื่อเปรียบเทียบระหว่างฉันกับนายอุ่น ถึงฉันจะไม่ได้ขี้เหร่มาก แต่ถ้าเทียบกับเทพอุ่น ฉันมันก็ธุลีดินดีดีนี่เอง 

    ฉันเรียนอยู่ ม.6 โรงเรียนเดียวกันกะนายอุ่น แต่คนละห้อง ฉันเรียนสาขาวิชาศิลป์-ภาษา (ฝรั่งเศส) ส่วนนายอุ่นเรียนคณิต-วิทย์ ความจริงแล้วเรื่องการเรียนเนี่ยเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ ของฉันเอง ที่ฉันชนะนายอุ่น เกรดทุดตัว....เอ่อ เกือบทุกตัว เอ่อคือมีแค่ตัวเดียวแหละที่ฉันได้เกรดไม่ดีนัก (ซึ่งเป็นวิชาที่อุ่นเป๊ะมาก) คือคณิตศาสตร์ ฉันเลยเลือกเรียนทางด้านภาษาซึ่งพ่อที่คาดหวังกับการเรียนของฉันมากผิดหวัง ส่วนนายอุ่นที่เลือกเรียนวิทย์-คณิต ก็คงไม่คิดอะไรมาก สองวิชานี้นายอุ่นเค้าเก่งอยู่แล้ว (แต่วิชาอื่นก็เกรดถูลู่ถูกังมาก) ฉันจึงอยู่ ห้อง 8 ห้องที่นายอุ่นค่อนว่าห้องพวกเด็กอาร์ต ส่วนนายอุ่นอยู่ห้อง 7 ห้องที่ฉันเรียกว่าห้องบ๊วยวิทย์ หึหึหึหึหึหึ

    พอถึงโรงเรียน ขบวนการโปรยเสน่ห์ของพ่อเนื้ออุ่นก็เริ่มต้นขึ้น

เริ่มตั้งแต่ยาม... “หวัดดีครับ พี่ชัย แนวอีกแล้วนะครับพี่”

พี่ ม.6 เวรโรงจอดรถ...... “อ้าววันนี้เวรพี่นิดเหรอครับ มาแต่เช้าเลยนะครับ” 

แม่บ้าน... “สวัสดีตอนเช้าครับป้าจี๊ด คนสวย สวยตลอดเวลาเลยนะคร๊าบบบบ” 

ภารโรง ..... “ลุงแช่ม หวัดดีครับ ทานข้าวเช้ารึยังครับ” 

อาจารย์ที่เดินผ่าน........ “อาจารย์วิทย์คร๊าบ หวัดดีครับ” 

หรือ “อาจารย์หนุ่ย สวัสดีครับ ท่าทางจะหนักนะครับ ผมช่วยถือนะครับ”

แล้วก็โยนกระเป๋านักเรียนให้ฉันถือ แล้วตัวเองก็อาสาไปถือของให้อาจารย์ และที่สำคัญ ฉันจะแยกตัวเดินเข้าห้องเรียนไปเลยไม่ได้เด็ดขาด นายอุ่นจะต้องหนีบให้ฉันเดินตามกันไปถึงห้องพักครู ส่งอาจารย์เสร็จ แวะไปทักป้าๆ น้าๆ อาๆ แม่ๆ ลุงๆ แถวๆ โรงอาหาร

“ป้าแมว วันนี้ทำไรอร่อยๆ บ้างอ่ะครับ มีของโปรดผมรึเปล่า” 

ป้าแมวก็ดีใจหายมักจะตอบกลับมาเป็น

“มาแต่เช้าอีกแล้วนะอุ่น กินข้าวรึยังลูก มาๆ มาชิมแกงส้มชะอมไข่ ฯลฯ ของป้าก่อน” 

แล้วนายอุ่นก็นั่งโจ๊ะ คุยกะบรรดาแม่ค้าโรงอาหาร ส่วนฉันที่ได้อานิสงค์จากพ่อคุณอุ่น ได้กินแกงส้มของโปรด ก็นั่งกินไปเงียบๆ ฟังนายอุ่นโอภาปราศรัยจนอิ่ม แล้วก็มีน้ำใบเตยหอมๆ มาเสิร์ฟจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้า (นี่แหละอีกสาเหตุที่นายอุ่นไม่กินข้าวเช้า) กินเสร็จเสียงออดดังให้ไปเข้าแถว นายอุ่นก็ลากฉันไปเข้าแถว ทั้งๆ ที่ยังไม่เอากระเป๋าไปไว้ที่ห้อง (เพราะเวลาช่วงเช้าหมดไปกับการทักทายคนทั่วโรงเรียน) ถึงแถวนายอุ่นก็จะมายืนเข้าแถวข้างๆ ฉัน แล้วถ้าวันไหนแดดแรงๆ ก็จะยกกระเป๋าแบนๆ ของตัวเอามากันแดดให้ฉัน โดยนายอุ่นบอกว่า เดี๋ยวฉันหน้าดำกว่าเดิมจะขายไม่ออกเอา เชอะๆๆๆๆๆ หมั่นไส้ว๊อยยยยยยยยยยย

    หลังจากเลิกแถวนายอุ่นก็จะเดินแถมาเล่นกับสาวๆห้องฉัน (ห้องที่นายอุ่นชอบเรียกลับหลังว่าห้องเด็กอาร์ตนั่นแหละ) โดยฐานที่มั่นก็คือโต๊ะเรียนฉันนั่นเอง นายอุ่นจะยืนพิงโต๊ะ ด้วยท่าทางเท่ๆ แล้วรอบๆ โต๊ะก็จะมีทั้งหนุ่มและสาวรุมล้อมคุยเสียงดัง ซึ่งก็อีกเช่นกันที่ ฉันต้องนั่งที่โต๊ะเพราะไม่ว่าฉันจะเดินไปทางไหนนายอุ่นก็จะตามไปยืนใกล้ๆ แล้วมันก็จะเหมือนกับแม่เหล็กดึงดูดเหล่าสาวกให้ตามไป เคยเล่นกันมั๊ยเอาแม่เหล็กไว้ใต้กระดาษแล้วเคลื่อนที่ไปไหน เหล่าเหล็กทั้งหลายก็จะตามไป เด๊ะๆ เลย จนฉันเบื่อ ก็เลยไม่ไปไหนละ อยู่ที่โต๊ะนี่แหละ 
พออาจารย์สอนวิชาแรกเดินเข้าห้อง นายอุ่นก็จะเดินเข้าไปสวัสดี แล้วก็ขอตัวไปเรียน โดยไม่วายทิ้งท้ายด้วยคำว่า

“ฝากเนื้อเย็นด้วยนะครับอาจารย์”

แรกๆ อาจารย์อาจจะงงๆ  แต่หลังๆ มาอาจารย์จะยิ้มรับแล้วก็สรรเสริญพ่อเนื้ออุ่นไปทีว่า 

“จ่ะ เป็นพี่ชายที่ดีจังน๊าเนื้ออุ่น” 

ฉันได้แต่ถอนหายใจ เฮ้อไปซะที พ่อคุณ พ่อทูนหัว พ่อเทพบุตร พ่อเนื้ออุ่นของบ่าว!!!!

---------------------------------

                                                         จาก.....แม่เนื้อเย็นของนายอุ่น




Create Date : 28 มกราคม 2556
Last Update : 22 ตุลาคม 2556 13:39:55 น.
Counter : 518 Pageviews.

0 comment

ไม่รู้เรื่องมั๊ง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เป็นคนขี้มึน ขี้ดื้อ เอาแต่ใจตัวเอง
(แต่ปกติจะเป็นคนอารมณ์ดีตอนกลางคืนนะ)