การค้นพบฟอสซิลในอำพัน ที่เปลี่ยนมุมมองโลกดึกดําบรรพ์




ในโลกล้านปีที่แล้ว พืชเมื่อล้านปีจะผลิตยางไม้ที่ไหลเยิ้มจับทุกสิ่งที่มันสัมผัส เปลี่ยนมันเป็นพลอย หรืออำพันจะเคลือบพืชและสัตว์ให้หลับใหลข้ามกาลเวลา ซึ่งการค้นพบสิ่งเหล่านี้ใหม่ๆทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เราเคยรู้เกี่ยวกับโลกยุคดึกดำบรรพ์ และอาจจะเปลี่ยนภาพในอดีตที่เราเคยรู้ไปตลอดกาล

10. จูราสสิค พาร์ค ฝันสลาย



หลังจากลองทุกเทคโนโลยีที่มีหมดแล้วมนุษย์ยังไม่สามารถสกัด DNA ผึ้งออกจาก Copal (ก้อนอำพันที่อายุยังไม่มาก) นักวิทยาสตร์จึงสรุปออกมาว่าเป็นไปไม่ได้ ยิ่งมาจากเลือดไดโนเสาร์จากยุงซึ่งเป็นพล็อตหลักของหนังเรื่องจูราสสิคพาร์ค “ไม่มีดีเอ็นเอหลงเหลือในก้อนอำพันซึ่งมีอายุแค่60-10,600 ปี แค่นั้น ถ้าเป็นล้านปีแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยไม่มีใครรู้ว่าอายุของดีเอ็นเอเท่าใดแน่แต่ถ้าถูกแช่แข็งและอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมก็อาจมีทางเป็นไปได้”

//www.sci-news.com/paleontology/science-dinosaur-dna-amber-01383.html


9. พฤติกรรมแปลกๆ ของแมลง ไปไหนไปด้วย



จากการพบแมลงชีปะขาวในก้อนอำพัน อายุ 16ล้านปี นักวิทยาศาสตร์นำมันเข้าเครื่อง CT SCAN กลับพบแมลงหางดีดตัวเล็กๆ เกาะอยู่ข้างๆแมลงชีปะขาว ซึ่งแดงถึงพฤติกรรมเกาะติดแบบไปไหนไปด้วยถึงแม้ว่าแมลงชีปะขาวถูกยางไม้เกาะติด แต่แมลงหางดีดตัวนี้ก็ไม่ไปไหนแสดงให้เห็นว่าเกาะแน่นมากซึ่งพฤติกรรมนี้เราเห็นได้กับสิ่งมีชีวิตบางชนิดในปัจจุบัน หรือมันคือบรรพบุรุษของเห็บ เหา หมัด เมื่อ 16 ล้านปี

//phys.org/news/2012-10-million-year-old-amber-specimen-reveals-unknown.html


8. ปริศนาของออกซิเจน


ฟองอากาศที่ติดอยู่ในก้อนอำพัน ถูกส่งมาจาก 16แห่งทั่วโลก เพื่อตรวจหาระดับออกซิเจนโดยเครื่องสเป็คโตรสโคป พบว่ามีระดับออกซิเจนสูงกว่าปัจจุบันมาก

ยุคครีเตเชียส เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้วสิ่งมีชีวิตสูดอากาศเข้าปอดที่มีระดับออกซิเจนมากว่าปัจจุบัน 14% จากการศึกษาจากก้อนอำพันที่อายุน้อยกว่าระดับออกซิเจนจะลดลงเรื่อยๆ ในปลายยุคหรือนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการตายเป็นอย่างมากของสัตว์ที่มีขนาดยักษ์ที่ต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมากเพื่อดำรงชีวิต

//geology.com/usgs/amber/


7. ราประหลาดบนหญ้าล้านปี มีสารเสพติด LSD


ไดโนเสาร์กินพืชอาจจะต้องมีจิตหลุดเมื่อได้กินเชื้อราบางชนิดที่มีผลต่อจิตประสาทที่ชื่อว่า Palaeoclaviceps parasiticus เป็นสารชนิดเดียวกับยาเสพติด LSD (ออกฤทธิ์สร้างภาพหลอน, อาหารเป็นพิษ, การส่าย)

อำพันอายุ100 ล้านปี ชิ้นนี้ได้มาจากพม่า แสดงให้เห็นถึงหญ้าในยุคเริ่มแรกที่ถูกเชื้อราเกาะซึ่งมีฤทธิ์หลอนประสาทเป็นอย่างมากถ้าสัตว์กินพืชบริโภคเป็นประจำแม้นักวิจัยไม่ได้มีหลักฐานว่ามันมีผลต่อไดโนเสาร์แต่มีผลแน่กับสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน เช่นการเสียสมดุลร่างกาย ปวดขั้นรุนแรง ชัก ซึ่งในยุคกลางหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตกับเชื้อราชนิดนี้ที่ขึ้นบนขนมปัง

//oregonstate.edu/ua/ncs/archives/2015/feb/amber-fossil-links-earliest-grasses-dinosaurs-and-fungus-used-produce-lsd


6. แมงโหย่ง สิ่งพิสูจน์ว่าอุกาบาตชนโลก


แมงโหย่ง (harvestman spider) สิ่งมีชีวิตคล้ายแมงมุมแต่ไม่ใช่แมงมุม ขายาว ไม่มีเอว ติดอยู่ในอำพันที่มีอายุหลังการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีการถกเถียงกันอย่างยาวนานว่าอุกาบาตเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่

การสูญพันธุ์เกิดเมื่อ 65 ล้านปี ซึ่งก่อนหน้านั้นเมื่อประมาณ100 ล้านปี เราสามารถเห็นฟอสซิลแมงมุมได้ทั่วไป แต่เมื่อหลัง 65 ล้านปีเมื่ออุกาบาตชนโลกฝุ่นปกคลุมไปทั่ว ปิดกั้นแสงอาทิตย์ พืชสัตว์ล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่กลับพบ แมงโหย่ง เป็นสัตว์ที่กินพืช กินซาก และอาศัยในถ้ำรอดตายจากภัยพิบัติครั้งนี้เป็นการยืนยันว่าอุกาบาตเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก

//news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/4555835.stm


5. อินเดียไม่เคยแยกจากเอเชีย


อนุทวีปอินเดียแยกจากแอนตาร์คติกาเมื่อ 150ล้านปี แล้วค่อยมาเชื่อมกับเอเชียเมื่อ 50 ล้านปีที่แล้ว ตามหลักฐานทางภูมิศาสตร์แต่การค้นพบอำพันจำนวนมากในอินเดียพบว่า อินเดียไม่เคยโดดเดี่ยว

นักวิจัยคิดว่าสิ่งมีชีวิตที่พบในอำพันช่วงทวีปอินเดียอยู่โดดเดี่ยวจะต้องมีการวิวัฒนาการไปในแนวทางของตัวเองแต่กลับพบว่าแมลง แมงมุมกว่า 700 ชนิดก็เหมือนกับทวีปอื่นทั่วโลกเช่นเดียวกับยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกา

4. แมลงตัวแรกกำเนิดในอาฟริกา


จากการรวบรวมฟอสซิลของนักชีววิทยาสัตว์ดึกดำบรรพ์พบว่า มีหลักฐานมากมายชี้ว่า แมลง กำเนิดมาจากทวีปอเมริกา และเอเชียใต้

แต่จากการค้นพบตัวอย่างมดยุคเริ่มแรกเมื่อ95 ล้านปีที่แล้วในก้อนอำพันที่ส่งมาจากเอธิโอเปีย ทำให้ความคิดเปลี่ยนไป แล้วยังพบฟอสซิลเฟิร์นเชื้อรา สปอร์ ที่เกิดบริเวณนี้ซึ่งในยุคเดียวกันยังไม่มีสิ่งเหล่านี้

//www.nytimes.com/2010/04/06/science/06obamber.html


3. พืชดอกชนิดแรกของโลก กลับกลายเป็นกล้วยไม้


ภาพผึ้งที่ตายในหน้าที่ขณะกำลังเก็บน้ำหวานโดยมีเกสรดอกไม้ติดอยู่ตามลำตัวเสียชีวิตใต้ต้นไม้ค้นพบในอำพันในปี 2005

เกสรดอกไม้นั้นถูกระบุว่าคือเกสรกล้วยไม้การค้นพบนี้สร้างความประหลาดใจให้กับวงการวิทยาศาสตร์อย่างมากเพราะมันอยู่ในยุคที่โลกยังไม่มีดอกไม้ ซึ่งดอกไม้เริ่มมีเกสรในช่วง 15-20ล้านปีที่แล้ว แต่สิ่งนี้ย้อนกลับไปถึง 70 ล้านปี

//www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9500000102955


2. ปีกนกเมื่อ 100 ล้านปี



การค้นพบอำพันในพม่าเกิดขึ้นมากมายซึ่งตัวอย่างอำพัน 30%มาจากยุคครีเตเชียสก่อนที่ไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์ไปจากโลก แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญถูกทำลายโดยนักค้าอัญมนีเพราะติดว่ามันสกปรก

หลักฐานที่สมบูรณ์ที่สุดของปีกนก กระดูกกล้ามเนื้อ และขน คล้ายกับนกในปัจจุบัน แต่เป็นของไดโนเสาร์เมื่อ 100 ล้านปีที่แล้วคาดว่าเป็นของ enantiornithes กลุ่ม avian dinosaurs. โดยที่ส่วนตัวถูกนักค้าพลอยทำลายไปแล้ว

//news.nationalgeographic.com/2016/06/dinosaur-bird-feather-burma-amber-myanmar-flying-paleontology-enantiornithes/


1. T-Rex อาจมีขนคล้ายเป็ด


จากการได้ศึกษาชนิดของปีกในก้อนอำพันเมื่อ80 ล้านมีการค้นพบขนน้อยๆ ที่ออกมาจากกิ่งของขนเส้นหลักซึ่งคล้ายกับสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันแต่ขนแบบนี้มันไม่ได้สร้างมาเพื่อการบินแต่มันสร้างเพื่อว่ายน้ำคล้ายกับนกที่อาศัยในบริเวณแหล่งน้ำ

เป็นการเพิ่มหลักฐานว่าไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นกมีขนมีสีสดใส ซึ่งต่างจากผิวที่เป็นสัตว์เลื้อยคลานตามที่คิดในปัจจุบัน

//www.bbc.com/news/science-environment-14933298




Create Date : 30 สิงหาคม 2559
Last Update : 30 สิงหาคม 2559 18:05:10 น.
Counter : 6069 Pageviews.

1 comment
การพบ Gravity Waves ลวงโลก??

 

หลายทฤษฎีจักรวาลต้องยอมรับว่าทุกทฤษฎีย่อมมีข้อโต้แย้ง ทฤษฎีบิ๊กแบงก็เช่นกัน  มันไม่สมเหตุสมผลที่จะยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดจากจุดจุดเดียว

 

ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากที่บอกว่า  “มีแสงก็เพราะพระเจ้าบอกให้มีแสง”  เพราะถ้ายอมรับว่าบิ๊กแบงคือจุดเริ่ม

แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ เราจะเรียกว่าอะไร  จากนี้ต่อไปหลังจาก  LIGO (Advanced Laser Interferometer Gravitational Wave Observatory) ประกาศว่าสามารถตรวจจับ Gravity Waves  ลวงโลกได้ เราก็จะพบกับ ทฤษฎีบิ๊กแบงใหม่ๆ พาเราหลงทางไปอีก

เมื่อไอน์สไตน์กล่าวทำนายในทฤษฏีสัมพันธภาพทั่วไป และสัมพันธภาพพิเศษว่าวัตถุใหญ่ๆ ในจักรวาล จะมีผลต่อ Space-Time (กาลอวกาศ)  ทำให้เกิดการกระเพื่อมเหมือนโยนหินลงไปในน้ำ  แล้วสิ่งที่ใหญ่ในจักรวาลอะไรล่ะที่ใหญ่ก็คงไม่แคล้วหลุมดำซึ่งมันก็หายากอยู่แล้วในจักรวาล  และเพื่อความอลังกาลต้องให้มันมาชนกันด้วย

           


 

 

 

 

 

 

 

แล้ววันนี้เราเอาวิทยาศาสตร์ลวงโลก

(pseudoscience)  ขยะมาเป็นข้อเท็จจริง ‘facts’ ไม่ต่างอะไรกับ GT200 เหรียญควันตั้ม น้ำปรับโมเลกุล เพราะทุกอย่างขององค์กรนี้มีเงื่อนงำ แล้วยิ่งได้อ่านรายงานที่บริษัทที่เรียกตัวเองว่า Jason DAG รายงานต่อ US DIA (สำนักข่าวกรองกระทรวงกลาโหมสหรัฐ) 

//www.fas.org/irp/agency/dod/jason/gravwaves.pdf

องค์กรนี้ตัวแสบเหมือน CIA แต่ขึ้นตรงกับทหาร มีสายลับและสร้างสถานการณ์มาแล้วทั่วโลก สโนเดน เผยว่างบลับเป็นพันๆ ล้านดอลล่า แต่มาเกี่ยวข้องกับองค์กรทางวิทยาศาสตร์












เงื่อนงำที่สองเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยคอลัมน์ของ
Stuart Clark เผยว่าเหตุการณ์ในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์ได้จับสัญญาณนี้ได้ และทำการวิเคราะห์ในอีก 1 เดือนต่อมา พบว่าสิ่งนี้จริง เตรียมทำการตีพิมพ์  และพร้อมแถลงการณ์การค้นพบนี้  นักวิจัยกว่าสามร้อยคนร่วมลงชื่อ วีดีโอกว่าอีกร้อยพร้อมที่จะพรีเซ้นต์

แต่ผู้จัดการออกมาบอกว่ามันเป็นเรื่องหลอก มันคือการยิง blind injection (สัญญาณหลอก) เพื่อทดสอบศักยภาพของทุกคนว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อพบจริง 

https://www.theguardian.com/science/across-the-universe/2016/jan/12/gravitational-wave-detection-could-be-a-false-alarm

 

เงื่อนงำที่สามคนรู้เรื่องนี้มีแค่สี่คน

จากเหตุการณ์ปล่อยสัญญาณหลอกนั้น จากการเปิดเผยของผู้พบคลื่นคนแรกนั้นกล่าวว่า มีแค่สี่คนเท่านั้นที่รู้และมีศักยภาพที่ทำได้

//www.sciencemag.org/news/2016/02/here-s-first-person-spot-those-gravitational-waves

นักวิจัยทั้งหมดในองค์กรนี้แทบอยู่ใต้เท้าของผู้บริหารจะปล่อยสัญญาณหลอกให้เป็นเรื่องเมื่อไรก็ได้ ซึ่งองค์กรนี้  14 ปีผลาญงบประมาณของผู้เสียภาษีอากรไปกว่าพันล้านดอลล่า แต่ยังไม่มีผลงานอะไรออกมาชัดเจนยังไม่รวมผลงานในอนาคตที่จะส่งเครื่องตรวจจับออกไปจับคลื่นกันนอกอวกาศ ซึ่งใช้งบประมาณอีกมหาศาล และกำลังถูกโจมตีอย่างหนักกับผู้เสียภาษี












เงื่อนงำที่สี่ สัญญาณเกิดเฉพาะบนแผ่นดินสหรัฐ
เครื่องจับคลื่นแรงโน้มถ่วงนี้ทั่วโลกมี 3 แห่ง อเมริกาสองแห่ง อิตาลีหนึ่งแห่ง และที่ผ่านมามีการอัปเกรดอุปกรณ์ให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้เซ้นซิทีฟมากขึ้น  โดยมีโครงการอัปที่อเมริกาก่อน  แล้วค่อยไปอิตาลี  หลังจากที่อัปเกรดที่อเมริกาได้ไม่นาน ก็สามารถจับสัญญาณได้ทั้งคู่ ก่อนที่จะไปอัปเกรดที่อิตาลี ซึ่งมีโครงการอัปในเดือน มกราคม ปีหน้าอีกไม่กี่เดือน  ยิ่งน่าสงสัยขึ้นไปอีกกับมาตรฐานของอเมริกากับยุโรป  เพราะถ้าอัปเกรดที่ยุโรปสำเร็จแล้วกลัวสัญญาณไม่ขึ้นที่อิตาลีแล้วจะไม่เนียนเลยต้องรีบแถลง

ทำไมน่ะหรือโครงการแนวคิดของไอน์สไตน์มันคือธุรกิจ ที่สร้างผลกำไรมหาศาลทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักการทหาร  โลกรู้จักแรงโน้มถ่วงจากนิวตัน กาลิเลโอมานานนับร้อยปี และมีนักวิทย์อีกหลายท่านที่เสนอทฤษฎี  แต่ปัจจุบันกลับถูกผูกขาดกับแนวคิดเดียวคือของไอน์สไตน์ เพราะมันต่อยอดธุรกิจได้ แม้กระทั่งฮอลลีวูด 

 

 




Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2559 14:03:53 น.
Counter : 1697 Pageviews.

0 comment
จะเป็นยังไงถ้าคุณยิงปืนใต้น้ำ

Andrew Tuohy เป็นอดีตเสนารักษ์โรงพยาบาลของกองทัพเรือสหรัฐ และใช้เวลา 11 เดือนในฟาลูจาห์, อิรักในปี 2006 แอนดรูได้ทดสอบยิงปืนใต้น้ำและ ใช้กล้องดิจิตอลกันน้ำ Pentax WG-2 กล้องที่มีความสามารถในการถ่ายภาพความเร็วสูง มันน่าสนใจตรงที่ว่ากระสุนไม่ได้พุ่งออกไปไกลมากเวลายิงอยู่ใต้น้ำ แล้วลูกกระสุนที่ยิงออกมายังคล้ายดอกไม้บานอีกด้วย
แอนดรูเล่าว่าแรงกดของน้ำตอนที่ยิงปืนออกไปนั้นเหมือนมีใครมาต่อยที่หน้าอก แต่สำหรับปืนพกนั้นอนุภาพมันเบากว่า ซึ่งเขายังกล่าวอีกว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดของการยิงปืนใต้น้ำคือ เสียง และแรงกดของน้ำซึ่งสามารถทำลายหัวหรือหูของคุณ ซึ่งเขาไม่แนะนำให้ทำการทดลองที่อันตรายเช่นนี้





Create Date : 02 ตุลาคม 2555
Last Update : 2 ตุลาคม 2555 10:17:16 น.
Counter : 4860 Pageviews.

2 comment
เกิดอะไรขึ้นกับคนที่ไม่เล่นเฟสบุค เป็นคนที่ไม่ปกติ?

เป็นเรื่องฮือฮาในต่างประเทศที่หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง Daily Mail ได้พาดหัวข่าวว่า “การไม่เล่นเฟสบุคเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเป็นโรคจิต? นายจ้างและนักจิตวิทยาบางคนกล่าวว่า คนที่ปฏิเสธ โซเชี่ยลมีเดียเข้าข่าย “น่าสงสัยจะมีปัญหาทางจิต"

เนื่องจากข่าวนี้ทำให้มีนายจ้างหลายรายที่ปฏิเสธจะรับพนักงานที่ไม่มี โปรไฟล์อยู่บนเฟสบุค ซึ่งไม่เหมือนคนปกติโดยทั่วไป ซึ่งดันไปตรงกับรายงานของหนังสือพิมพ์เยอร์มันฉบับหนึ่งที่รายงานว่า ฆาตกรนักฆ่าอย่าง James Holmes  กับ Anders Behring Breivik ก็ไม่ได้มีบัญชีบนเฟสบุค ซึ่งอาจจะทำให้ดูเหมารวมไปว่า "อาจจะเป็นสัญญาณแรกว่าคุณอาจจะกลายเป็นฆาตกร"

James Holmes ผู้ต้องหากราดยิงขณะฉายหนังแบทแมน  ซึ่งพบว่าเขาเป็นคนไม่มีเพื่อน และไม่เล่นเฟสบุค

แล้วมันจะเป็นอย่างที่ว่าหรือไม่  นักวิจัยทางจิตวิทยาอย่าง Scott McGreal  ได้ให้ความเห็นว่า  จากการวิจัยพบว่าการที่ไม่ได้เล่นเฟสบุคในบัจจุบันไม่ได้บ่งบอกถึงความผิดปกติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการที่เล่นเฟสบุคก็ไม่ได้รับประกันว่าจะเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดี ซึ่งปัญหาทางจิตนั้นจะเป็นปัญหาที่เกิดกับแต่ละคนมากกว่า

ที่ออสเตรเลีย มีการทดลองศึกษาบุคลิกภาพระหว่างคนที่เล่นเฟสบุค กับคนที่ไม่เล่นเฟสบุค (Ryan & Xenos, 2011) พบว่า เป็นคนเปิดเผย และหลงตัวเอง แต่สำหรับคนที่ไม่เล่นเฟส กลับเป็นคนที่ ค่อนข้างมี มโนธรรม และขี้อาย พวกเขายังพบว่าคนที่ไม่เล่นเฟสบุค จะเป็นคนที่ “เหงาในสังคม” แต่คนที่เล่นเฟสบุคจะเป็นคนที่ “เหงากับครอบครัว” ทางทีมงานยังวิจัยไปถึงเวลาที่หมดไปกับเฟสบุคพบว่า คนที่ใช้เวลากับมันมากเท่าไร ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่ไม่มีความมั่นคงในอารมณ์ และเป็นคนขี้เหงามากขึ้นเท่านั้น แต่ทางตรงข้ามถ้าเล่นน้อยมักจะเป็นคนที่มีความยุติธรรม การวิจัยยังเปรียบเทียบคนที่ใช้เฟสบุค กับทวิตเตอร์ พบว่า คนที่ใช้เฟสบุคเป็นคนที่เปิดเผย และเจ้าสังคมมากกว่า ทวิตเตอร์ แต่จะมีโอกาสที่จะเป็นโรคประสาท และเทียบระดับความสามารถทางสติปัญญาจะน้อยกว่าคนที่เล่นทวิตเตอร์ (Hughes, Rowe, Batey, & Lee, 2012)

ซึ่งสิ่งที่แนะนำมานี้อาจจะทำให้นายจ้างวิตกกังวลคนที่เล่นเฟสบุค? ไม่เลยนายจ้างอาจจะเลือกพนักงานทั้งสองกลุ่มมาเพื่อให้เหมาะสมกับงาน ซึ่งคนที่มีเฟสบุคมักเป็นคนที่ไม่ค่อยขี้อายควรจัดการให้เขาทำงานเกี่ยวกับการออกสื่อ หรืองานที่ต้องเผชิญหน้ากับลูกค้า ส่วนคนที่ไม่มีเฟสมักเป็นคนที่ซื่อสัตย์ มีมโนธรรม และเป็นคนที่มุ่งมั่น กับงาน และมักสนใจศึกษาหาความรู้ ซึ่งในความเป็นจริงคนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ มักจะทำงานหลายๆ อย่างได้ดี

นอกจากนี้คนที่ใช้เวลากับเฟสบุคมาก มักมีเวลาทำงานได้น้อย และมักมีปัญหาส่วนตัว  ส่วนคนที่ไม่เล่นเฟสบุค มักเป็นคนที่ไม่ค่อยหลงตัวเอง ทำให้เป็นคนที่มีอีโก้ต่ำ และไม่ค่อยชอบออกงาน

 Scott McGreal




Create Date : 29 กันยายน 2555
Last Update : 29 กันยายน 2555 12:04:40 น.
Counter : 4776 Pageviews.

2 comment
รวมภาพที่ชนะเลิศ การประกวดภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์

เป็นปีที่ 9 แล้วที่บริษัท Olympus America Inc. ได้เป็นสปอนเซอร์สนับสนุนการแข่งขัน BioScapes International Digital Imaging ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันถ่ายภาพโดยกล้องจุลทรรศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งของโลกสำหรับวงการวิทยาศาสตร์

The Olympus BioScapes Digital Imaging มีเกณฑ์การแข่งขันโดยให้ส่งภาพที่ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะเป็นยี่ห้ออะไรก็ได้ เทคนิคการส่องสว่างใดๆ ก็ได้ สามารถส่งภาพยนต์ ภาพ แต่ทุกอย่างต้องมีจะต้องระบุเรื่องราวที่มาที่ไป

1. Rotifer Floscularia ringens กำลังกิน


2. green brain coral (Goniastrea sp.)


3. ไข่แมลง


4. รังไข่และมดลูก Fruitfly


5. สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว helysia Mediopyxis


6. Spherical colonies of Nostoc commune

7. ปลาเทราท์ alevin

8. Hydroid ที่ได้จากการเก็บตัวอย่างสาหร่ายทะเล


9. Tintinnid ciliate of the marine plankton, Petalotricha ampulla

10. แมลง damsel (Nabis sp.)

 

11. โปรโตซัว crispum Elphidium


12. หอยเชลล์  irradians Argopecten

13. ภาพตัดขวางของ bulrush (Juncus sp.)

14. Young sporangia of slime mold Arcyria stipata

15. Sporangium of the slime mold Physarum leucophaeum


16. ตาของแมลง damselfly

17. รายละเอียดของ pod of flowering legume Scorpius muricatus

18. ภาพตัดขวางของฟันแมว





Create Date : 28 กันยายน 2555
Last Update : 28 กันยายน 2555 10:59:08 น.
Counter : 3511 Pageviews.

1 comment
1  2  3  

jo guevara
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments