Daisy Black story : ความฝันที่ไม่เลือนหาย แม้จะลืมตาตื่น คืนที่ 4 [เพราะ]
คืนที่ 4 : [เพราะ]

จะลืมตา หรือ หลับตา...

จะพูดคุย หรือ นิ่งเฉย...

จะยอมรับ หรือ ปฏิเสธ...

ต้น และ ฉัน นอนอยู่บนเตียงที่สำหรับนอนคนเดียวนี้ ตั้งแต่เมื่อคืน ฉันยังคงลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ไม่กระจ่างนัก

มันเกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมถึงเกิดขึ้น และเพราะอะไรฉันถึงไม่โกรธต้น...

.............

ฟ้าด้านนอก เริ่มมีแสงสว่างอ่อนๆปนขมุกขมัว เมฆสีเทาลอยต่ำ เคลื่อนคล้อยไปเอื่อยๆ เรื่อยๆ ช้าๆ หรือ ฟ้าก็กำลังคิดไม่ตกเหมือนกับฉัน ...

ต้น หลับสนิท แต่ก็ไม่คลายวงแขนที่กอดฉันไว้แน่น

ฉันไม่ได้รู้สึกอึกอัด แต่กลับรู้สึกสบาย สบายซะจน ฉันเริ่มเถียงกับตัวเองในใจว่า หรือ ที่เหตุการณ์ล่วงเลยมาถึงตอนนี้

เป็นเพราะฉันเอง ฉันเองที่ก็มีใจให้ต้นเช่นกัน

แต่ก็เหมือนมีเสียงของตัวเองอีกเสียงดังขึ้นมาจากบางส่วนในร่างกายว่าไม่ใช่ ถ้าเราคบกับต้น เมื่อเปลี่ยนสถานะมาเป็นแฟน

จะต้องเปลี่ยนตัวเองอีกแค่ไหน ต้องเรียกกันว่าอะไร ต้องหึงมั้ย หรือ ต้องงอลกันมั้ย

ยิ่ง 2เสียงในหัวฉันเถียงกันมากเท่าไร ฉันก็ยิ่งปวดหัวเท่านั้น

ฉันพยายามแกะมือของต้นออกจากเอวของฉันอย่างเบาที่สุดเพื่อไม่ให้ต้นตื่น

สิ่งแรกที่ฉันทำหลังจากหลุดจากวงแขนของต้นคือ หยิบกางเกงยีนที่กองอยู่ที่พื้นแล้วรีบสวมอย่างรวดเร็ว

จากนั้นเดินไปที่ริมระเบียงและหยิบบุหรี่ที่โดนทับแบนอยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาจุดสูบทันที

... เฮ้อ … ควันกลุ่มแรกที่หลุดออกมาจากริมฝีปากฉันมาพร้อมกับเสียงถอนหายใจนี้ ... ฉันต้องทำตัวยังไงนะ

ฉันมองออกไปที่ฟ้าเบื้องหน้า ลมเย็นๆเริ่มพัดมา เริ่มมีเสียงฟ้าร้อง ฟ้าคะนองเบาๆเหมือนเป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ ขมุกขมัว เมื่อกี้นี้

มันเริ่มรวมเป็นกลุ่มก้อนใหญ้และพร้อมจะระเบิดออกมาแล้ว ฉันคิด …

ต้น ตื่นมาตอนไหนไม่รู้ เพราะฉันเดินกลับเข้ามาที่ห้อง ต้นก็อยู่ในห้องน้ำซะแล้ว

ตายล่ะสิ ยังไม่ตั้งตัวเลยทำไงดี //-*-// กระโดดขึ้นเตียงทำเป็นนอนหลับดีกว่า คิดได้ดังนั้น ฉันก็กระโดดขึ้นเตียงแล้วหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง
แกล้งตายทันที

ฉันรู้ว่าความคิดนี้มันช่างไร้สาระ ปัญญาอ่อนสิ้นดี ใครที่ไหนก็รู้ว่า ไม่ ยัยนี่ไม่มีทางกลับจากดูดบุหรี่แล้วหลับภายใน 5 วินาที

แถมยังหลับเป็นตายอีกแบบนี้แน่นอน แต่ตอนนี้ความคิดฉันก็คือ ไม่อยากจะพูดอะไรทั้งนั้น ไม่รู้ว่าคำที่หลุดพูดออกไปคำแรกนั้น มันจะทำให้เกิดเรื่องอะไรตามมา

ปึง..เสียงต้นปิดประตูห้องน้ำ ฉันนอนนิ่งใต้ผ้าห่ม แถบจะไม่ได้หายใจ ..เงียบ...-------

ต้นทำอะไรนะ ...ในใจถึงจะคิดอยากรู้เท่าไร แต่ก็ไม่กล้าเปิดผ้าห่มออกมาดู

ยวบ..เหมือนปลายเตียงที่ฉันนอนอยู่นั้นมีบางอย่างทับมันทำให้ยวบลงไป ...ต้นหรอ! ...

“มีน” เสียงต้นดูแผ่วเบา เหมือนกึ่ง กล้าๆกลัวๆที่จะเรียก “มีน....มีน” เสียงนั้นถามซ้ำ

ฉันไม่ตอบอะไร นิ่งเงียบไว้ .... “มีน..” ครั้งนี้เสียงดูดังขึ้นและจริงจัง

ฉันคงต้องทำอะไรแล้วล่ะ ...ฉันทำเป็นงวงเงีย ค่อยๆส่งเสียง “หาวววว...หืมมมม....ว่ายังไง...”

“เมื่อคืน..” ต้นเริ่มพูดแต่ก็เงียบไป

ฉันไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยมันอึดอัด มันค้างคา เหมือนจะหายใจไม่ออกพิกล

ฉันเปิดผ้าห่มขึ้น ฉันตกใจมาก หน้าต้นอยู่ใกล้กับฉันเกินกว่าที่ฉันคิด ตอนแรกฉันคิดว่าต้นจะอยู่ที่ปลายเตียง

ฉันรีบเขยิบตัวขึ้นเอาหลังพิงหัวเตียง

ต้นก็พงะถอยหลังไปเพราะคงตกใจเช่นกัน

“เมื่อคืน ต้นขอโทษนะ ต้นแค่..ทำในสิ่งที่ใจคิดตอนนั้น.....เท่านั้นเอง” ต้นพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่จริงจัง

“อืม เข้าใจมึงเมานี่นะ กูก้อเมาด้วยแล่ะ ก็เอาเป็นว่าลืมมันไปกันเถอะเน๊อะ” ฉันตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มและทำท่าผ่อนคลายเหมืองไม่ได้คิดมากอย่างที่สุด

-----ความเงียบเริ่มครอบงำอีกครั้ง-------

ฉันอยากหลุดออกจากบรรยากาศนี้จึงจะลุกขึ้นจากเตียง

ต้นรีบเขยิบเข้ามาใกล้ฉันทันที “ แต่ต้นรักมีนจริงๆนะ “ ใบหน้าต้นอยู่ใกล้ใบหน้าฉันซะจนฉันต้องหันหน้าหนีไปทางอื่น

“แต่ต้นไม่รู้ว่ามันเรียกว่าความรัก ต้นแค่รู้ว่าเวลาเราอยู่ด้วยกัน ต้นมีความสุขมาก มีนคือคนที่รู้ใจ และเข้าใจต้นที่สุด แต่ต้นไม่กล้าจะบอกมีน
ต้นกลัวว่าถ้าเกิดต้นขอมีนเป็นแฟน ความเป็นเพื่อนของเราจะยังคงอยู่เหมือนเดิมมั้ย “
ต้นพูดต่อและแน่นอนเข้ามาใกล้ใบหน้าฉันยิ่งกว่าเดิมอีกคราวนี้

“เอ่อ ต้น กูว่านะมึงเขยิบไปหน่อยก็ได้นะ หูกูยังไม่ตึงน่ะ” ฉันพยายามดึงเข้าโหมดตลกทันที เพราะ ไม่รู้ว่าจะตอบสิ่งที่ต้นพูดกลับไปยังไง

ต้นเขยิบไปนั่งที่กลางเตียงอันที่จริงคือเขยิบไปแค่หนึ่งกระเถิบเท่านั้น

“ต้น กูว่าเพราะมึงเหงาน่ะ “ ฉันตอบกลับต้นไป

“มึงเชื่อเถอะเราเป็นแฟนกันไม่ได้หรอก ทะเลาะกันตายอ่ะ” ฉันตอบกลับไปเพราะอันที่จริงมันก็น่าจะเป็นแบบนั้น

“ไม่ลองแล้วจะรู้เหรอ” ต้นตอบกลับมาบ้าง

“แล้วถ้าลองแล้วเรากลับมาเป็นเพื่อนกันไม่ได้แล้วนะเว้ย” ฉันรีบตอบกลับไปให้ต้นได้ยั้งคิดในสิ่งที่พูดมา

ต้นเงียบไปเหมือนจะคิดอะไรได้ ตอนนั้นเองฉันรีบลุกแล้วจัดแจงเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วตรงดิ่งเข้าห้องอาบน้ำทันที

ช่วงที่ฉันอาบน้ำ ฉันก็หวังว่าต้น จะคิดได้ว่าที่จริงแล้วเราควรเป็นอะไรกัน

แล้วตัวฉันล่ะ อยากเป็นอะไรกับต้น......

----//----

ฝนตกลงมาหนักมากทีเดียว ลมเริ่มพัดแรง เราออกไปไหนไม่ได้ เพราะ สถานที่ก็คงไม่ได้ดูแล้ว แต่ถ้าจะกลับตอนนี้ก็ดูจะลำบากเกินไป

ตั้งแต่ฉันอาบน้ำเสร็จ เราไม่ได้คุยอะไรกันเป็นพิเศษ นอกจากคุยกันว่าคงต้องสั่งข้าวขึ้นมากินบนห้อง

ฉันดูนาฬิกาที่ข้อมือตอนนี้แค่ 11 โมงกว่าๆเอง แต่ท้องฟ้าที่บ้าคลั่งราวพายุนี้ทำให้บรรยากศช่างหนาวเย็น และ มืดครึ้มยิ่งนัก

เรากินข้าวไปดูทีวีไป ฉันเปิดช่องการ์ตูนดู เพราะ ฉันชอบดูมาก ส่วนต้น ก็นั่งดูอยู่ที่เตียงของเขาไปเงียบๆเช่นกัน

พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน ฉันหันไปต้นเองก็กำลังจัดแจงท่านอน เพื่อเตรียมพักสายตา

ฉัน ที่ไม่ได้นอนทั้งคืน ก็พร้อมจะปิดเปลือกตาลงแล้วเหมือนกัน

...............

อุ่น...ริมฝีปากอุ่นที่คุ้นชินนั้นอีกแล้ว....

....อยากเห็นหน้า.....

แต่ถ้าลืมตาสิ่งนี้จะหายไป หลับตาต่อไป ความอุ่นจากริมฝีปากของใครคนนั้น ค่อยๆปล่อยกระแสบางอย่างที่ทำให้ทั้งตัวก็เริ่มจะ อุ่นตามขึ้นมา .....

----//----

“มีน ...มีน” เสียงเรียกทำให้ฉันฉันลืมตาขึ้น

ต้นนั่งคุกเข่าอยู่ที่ข้างๆเตียงของฉัน ต้นกำลังพยายามจะโน้มตัวลงมาเพื่อประกบริมฝีปากของต้น ลงบนริมฝีปากของฉัน

“ทำอะไรน่ะ” ฉันรีบผลักต้นแล้วถามขึ้น

“รู้แล้วล่ะ ว่าต้นอยากเป็นอะไรกับมีน” ต้นตอบพร้อมทั้งจับมือที่ฉันผลักอกเค้านั้นมากุมไว้

“เอ่อ ต้นคือกูว่าเราคง..”ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบต้นก็ประกบปากมาที่ฉัน ฉันขัดขืนแต่ก็สู้แรงของต้นไม่ได้จริงๆ ต้นดึงตัวฉันไปกอดแน่นเช่นเคย

“ต้น ต้น ต้น !!!!” ฉันรีบเรียกสติต้น ทันที

“มีนทำไม มึงไม่ชอบกูหรอ “ ต้นเริ่มถามฉันด้วยเสียงที่ลังเล เหมือนจะร้องไห้

“มึงเข้าใจมั้ยว่ามันเป็นไปไม่ได้ เราเป็นเพื่อนกัน “

“เพื่อนกัน ก็ รักกันได้นะ เมือคืนกูมีความสุขมากนะ และกูก็คิดว่ามึงเองก็มีความสุขเหมือนกัน...กูคิดว่ากูอยากจะคบกับมึงเป็นแฟนมากกว่าแล้วล่ะ”

ฉันฟังสรรพนามที่ต้นเรียกฉัน ถึงแม้มันจะเหมือนเดิม เหมือนตอนเราเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่มันก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกแปลกๆที่ชวนอบอุ่นบางอย่าง ที่ทำให้คำที่เราเรียกกันปกตินั้นเปลี่ยนไป

แต่ใช่แล้วต้นพูดถูก ว่า ฉันเองก็มีความสุขมากเช่นกัน และอันที่จริงฉันเองก็ชอบต้นอยู่เช่นกัน

แต่เพราะอะไรทำไมฉันถึงยอมคบกับต้นไม่ได้ตัวฉันเองก็ไม่รู้

ต้นดึงฉันเข้าไปกอด อีกครั้ง คราวนี้เหมือนต้นจะแสดงความมั่นใจให้กับฉันว่า สิ่งที่เค้าพูดนั้นมันคือเรื่องจริง

ฉันนิ่งไม่พูดอะไร แต่ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกคิดถึงความฝันนั้นขึ้นมาอีกครั้ง

ริมฝีปากที่อบอุ่นนั้น ....คงเป็นเพราะริมฝีปากที่อบอุ่นนั้นสินะ

ฉันได้แต่คิดอย่างนั้น....


>>>>>>>>> To Be Continue Ka * <<<<<<<<<<<





Create Date : 25 พฤษภาคม 2554
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2554 16:25:06 น.
Counter : 293 Pageviews.

0 comment
Daisy Black story : ความฝันที่ไม่เลือนหาย แม้จะลืมตาตื่น คืนที่ 3 [รัก]
คืนที่ 3 [รัก]
“รักมีนนะ” เมื่อพูดจบเค้าก้อก้มตัวลงมา ประกบริมฝีปากที่บอบบางของเค้า ลงบน ริมฝีปากที่สั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกแปลกๆ
เหมือนจะหัวใจวาย แต่ก็เหมือนมีดอกไม้บานเต็มไปหมดอยู่ในหัว ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า แต่ริมฝีปากของเขาช่างอุ่นเหลือเกิน

เค้าจูบฉันอย่างแผ่วเบา ราวกับว่าถ้าแรงกว่านี้ ฉันคงแตกสลาย หายไป

มือทั้ง สอง ข้างของเขา ประสานเข้ากับมือทั้ง สอง ข้างของฉัน

ขาทั้ง สองข้างของฉัน รู้สึกหมดแรง แต่ได้ขาทั้ง สอง ข้างของเขา มาช่วยค้ำประคองไม่ให้ฉันทรุดตัวลง

เขาค่อยๆ ปล่อยให้ริมฝีปากฉันเป็นอิสระ

ตอนนี้ เราทั้งคู่ อยู่ในอ้อมกอดของกันละกัน ฉันรู้สึก อบอุ่นและคุ้นเคย เหมือนเป็นสัมผัส ที่เป็นของฉันมานานและฉันควรได้รับมัน

ฉันยิ้มจนรู้สึกว่าแก้มจะขึ้นมาปิดขนตาได้อยู่แล้ว

ฉันตอบกลับไปว่า “รักเหมือนกันนะ”

พร้อมทั้งเงยหน้าเพื่อจะพูดให้เขาได้ฟังชัดๆ ..

----//----

“เอ้ย ตื่นยังวะ“ โอ๊ย.....วันนี้วันเสาร์นะเนี่ย นอกจากจะโทรมาตอน 7 โมงเช้าแล้ว ยังทำเสียงสดใสอีก

“ไม่ตื่น มีไรมั้ยจะนอนต่อ แค่นี้นะ “ ฉันกดตัดสายทันที ไม่รุ้ด้วยซ้ำว่าใครโทรมา

แต่เสียงผู้ชายที่โทรมาหาฉันในตอนนี้มีคนเดียวเท่านั้นที่จะเสียมารนาทได้ขนาดนี้ คือ ไอ้ต้น ..

หลังจากเรื่องคืนนั้น เราไม่ได้เจอกันเลยอาทิตย์ นึงเต็มๆ แต่เราโทรคุยกันบ้าง และเฟสบุคคุยกันตลอด สาเหตุที่ไม่เจอเพราะเมื่อฉันว่างต้นจะไม่ว่าง และเมื่อต้นว่างฉันจะไม่ว่าง ซึ่งก็เป็นปกติในช่วงนี้ เพราะเรางานยุ่งกันทั้งคู่

แต่เราทั้ง 2 คนไม่มีใครพูดหรือถามในเรื่องของคืนนั้นเลย บางทีฉันอาจจะหูแว่ว ไปเองมั้ง ฉันคิดอย่างนั้นตลอดมา จนทำให้ฉันลืมไปแล้ว

ฉันกำลังจะหลับต่อ ด้วยความเบลอๆคล้ายๆว่ายังไม่ตื่น เสียงโทรศัพท์ก็ดังเข้ามาอีก

“โอ๊ย ก้อบอกว่ายังไม่ตื่นไง “ ฉันตอบกลับทันทีเพราะรู้ดีกว่าคือใคร แล้วตัวฉันเองเป็นประเภทที่ว่า มี 2 อย่างในโลกที่ถ้าหากเกิดขึ้นกับมีนแล้วอย่ามารบกวนคือ 1. หิว 2. นอน เพราะ เขาจะไม่ได้รับความเกรงใจใดๆกลับไป ขนาดหัวหน้ามีนที่บริษัทยังรู้ บัญญัติในข้อนี้ดี

“เออ กูกำลังขับรถไปหามึง “ ต้นตอบด้วยเสียงสดใส

“หะ!!” มาทำไม ทำไมมา เพราะอะไร ยังไง ไปไหน ที่ไหน ทำไม อ๊าก...ฉันคิด !!!!

“ไปนครสวรรค์กัน” ต้นตอบมา

“ไปนครสวรรค์???????” สถานที่ท่องเที่ยวรึก็ไม่ใช่ เพื่อนคนไหนอยู่หรอ ญาติใครหรอ แล้วทำไม ทำไมต้องเป็นกู
ความคิดทุกอย่างนี้แว่บเข้ามาภายในเวลาไม่ถึง 3 วินาที

“อืมใช่กูจะไปสำรวจพื้นที่ ทำงานน่ะ”

“แล้วกู ไปกับมึง เพื่อ????” ฉันตอบกลับไปด้วยเสียงสูงเพราะไม่เข้าใจจริงๆ

“ก็กูเห็นในเฟสบุคมึงบ่นทุกวันว่าเบื่อๆอยากไปเที่ยว พอดีกูจะไปดูพื้นที่กูเลยชวนมึงไง”

ชวน ?? นี่คือการชวน ขับรถมาถึงที่ตอน 7 โมงเช้า โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ นี่คือการชวน ....หรา ...-*-

“นี่คือกูต้องไปใช่มั้ย” ฉันลุกขึ้นมานั่งเพราะคิดแล้วว่ามันเอาจริงแน่ๆ

“เออดิ่ อาบน้ำเลยนะ ไปคืนนึงเตรียมชุดไปด้วย”

เตรียมชุดไป ไปคืนนึง O*0 งงยิ่งกว่าไก่ตาแตก ...

ในที่นี้ไม่ใช่ฉันรักนวลสงวนตัวไม่ไปค้างอ้างแรมกับผู้ชายนะ ฉันกับต้น เคยไปค้าง 2 คนบ่อยๆ บางทีเราเบื่อๆก็ไปทะเลกัน 2 คนซะงั้น
นอนเตียงเดียวกันแต่คนละมุม ก็นอนหลับสบายดี บางทีต้นเลิกดึกไม่กลับบ้านก็มานอนหอฉัน

แต่... คราวนี้มันคือการไม่ยินยอม ของ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นั่นคือฉัน!!

เพราะฉันวางแผนแล้วว่า อาทิตย์นี้จะนอนให้มากที่สุดเท่าที่คนทียังมีชีวิต จะนอนได้

....ดังนั้นฉันจึงหงุดหงิดที่มีคนมาทำลาย ความฝันอันสูงสุดของฉัน

“ไม่ไป มึงไปคนเดียวเถอะ กูไม่ค่อยสบายว่ะ” จากน้ำเสียงกราดเกรี้ยว ฉันลดเสียงต่ำลง ทำเป็นไอ ค่อกแค่ก เบาๆ

“กูไม่เชื่อ อย่ามาอำ ไปอาบน้ำไปกูเข้าซอยมาแล้ว” ต้นตอบกลับ ในน้ำเสียงปกติ เพราะคงเคยชินกับความไม่เนียนของฉัน

“เออ เออ “ ฉันได้แต่ตอบแค่นั้น แล้วลุกไปอาบน้ำ ...

----//----

“เมิงทำไรวะโคตรนานอ่ะ” ต้นยืนรอที่ลานจอดรถ แถวๆนั้นมีร้านค้า ต้นคงลงไปหาซื้ออะไรกิน

“ก้อกูยังไม่ตื่นนี่ สาดนี่ยังไม่ 8 โมงเลยนะ” ฉันพูดไปขยี้ตาไปถึงแม้น้ำที่ผ่านร่างกายฉัน จะเย็นแค่ไหนก็ไม่สามารถ กดความง่วงของฉันได้

“เออ งั้นมึงก็หลับไปบนรถแหล่ะ “ ต้นบอกพรางสตาร์ทรถเตรียมเดินทาง

ทำไมมันร่าเริงจังวะ ฉันคิด แต่แล้วเมื่อเราออกเดินทาง ไม่ทันพ้นซอยอพาร์ทเม้น ฉันก็ได้หลับไปอีกครั้ง

----//----

“รักนะ”

ฉันสะดุ้งตื่น เสียงนั่น ...

“ เป็นไรวะ กูตกใจหมดเลย “ ต้นถามฉัน น้ำเสียงดูเหมือนตกใจจริงๆ

“ป่าว ถึงไหนแล้ว” ฉันตอบกลับไปแต่ตอนนี้ในหัวกำลังรวบรวมความคิดว่าเมื่อกี้คือฝัน หรือเรื่องจริง

“อยุธยา” ต้นตอบน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย

“กี่โมงแล้ววะ “

“จะ 11 โมงแล้ว”

“แวะซื้อกาแฟกินหน่อย”

“เออ จะเติมน้ำมันเหมือนกัน”

ระหว่างที่ต้นเติมน้ำมัน ฉันก็เดิน ขยี้ตาท่ามกลางแดดจ้า ไปซื้อกาแฟ ต้นไม่ชอบกินกาแฟ เขาฝากซื้อ ชาเย็น
ต้น กับ ฉัน น่าจะสลับเพศกันนะ ถ้าฉันมีนิสัยเหมือนต้นคงจะเป็นผู้หญิงที่น่ารัก สดใส ห่างไกลโรคร้ายไปแล้ว

“เอ้า ไม่ต้องจ่ายหรอกเลี้ยงข้าวกูด้วย “ ฉันยื่นแก้วชาเย็นให้ต้น

“อะไรวะ น้ำมันกูก้อเติม โรงแรมกูก็จองมึงไม่คิดจะช่วยกูหรอ “ ต้นหันมาถามฉัน

“ช่วยหรอ งั้นมาที่นี่กูอยากมาเน๊อะ ว้าว อยากไปนครสวรรค์จังเลย รู้ตัวตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อนนะเนี่ยว่าจะไปนครสวรรค์ดูสิหาที่เที่ยวที่กินไว้เต็มเลย ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเพราะอยากมาดูงานของต้นมากเลย “ ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ถ้าคนไม่รู้จักกันคงคิดว่าฉันอยากมาจริงๆ

“เออ เออ กูล้อเล่นน่ะ กูเอามึงมาเองนี่หว่า” ต้นตอบพร้อมหัวเราะ

เราขับรถ คุยกัน เรื่อยเปื่อย ฉันไม่ถามว่าต้นคืนดีกับแฟนรึยัง และไม่ถามว่าเรื่องคืนนั้นคืออะไร เราแวะกินข้าวกันหลังจากนั้นเล็กน้อย พอช่วงบ่ายไม่เกินบ่าย 2 เราก็มาถึง นครสวรรค์ ต้นบอกว่านัดคนที่จะพาไปดูพื้นที่บ่าย 4 โมงเย็น ตอนนี้เราไปเก็บของที่พักกันก่อนเถอะ

----//----

ต้นขับมาจอดหน้า โรงแรม 3 ดาวแห่งหนึ่งดูภายนอกก็ปกติไม่น่ากลัวอะไร

แต่พอเข้ามาในห้อง ฉันไม่ชอบกลิ่นอับๆของพรมเก่าแบบนี้เลยให้ตายสิ >-< *

ห้องเป็นเตียงคู่ ฉันจองนอนเตียงริมระเบียง ต้น นอนเตียงริมประตู

ต้นบอกขออาบน้ำก่อนเพราะ เดี๊ยวจะออกไปพบผู้ใหญ่ ฉันปล่อยต้นตามสบาย ก็แน่สิ วางแผนมาเรียบร้อยแล้วนิ

ฉันนอนเปิดทีวี เปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆหาช่องเคเบิ้ลที่ถูกใจเรื่อยๆ

หืม... สัมผัสนี้ ริมฝีปากอุ่นๆที่ประกบกับริมฝีปากของเรานี้ .........ฉันงัวเงีย ตื่นขึ้นมา

มองเห็นต้นแต่งตัวอยู่ที่อีกมุมของห้อง

อันที่จริงเขายังไม่ได้แต่งตัวด้วยซ้ำ เขาพันผ้าเช็ดตัวไว้ที่เอว ส่วนตัวด้านบนเปลือยเปล่า ต้นกำลังค้นเสื้อในกระเป๋า

เมื่อกี้ใช่ต้นรึเปล่านะ ...แว่บนึงฉันคิดแบบนั้น แต่ฉันก็ลบมันออกจากสมองทันที เพราะคิดว่าไม่ใช่หรอก ไม่ใช่แน่ๆ

ฉันลุกไปกินน้ำ รู้สึกเหมือนฉันจะทำต้นตกใจเมื่อหันมา เห็นฉัน เปิดตู้เย็นอยู่ ฉันก็แค่มองไป และเดินกลับไปนั่งที่เตียงต่อ...

----//----

ต้นกำลังคุยกับคุณอา ศักดิ์ เรื่องพื้นที่ในโรงแรมของคุณอาที่จะปรับปรุง ต้นบอกว่า คุณอาศักดิ์คือเพื่อนของอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย อยากตกแต่งภูมิทัศน์ใหม่ ให้ดูทันสมัยขึ้น และ อยากจะให้ต้นช่วย รวมถึงตัวอาคารโรงแรมด้วย

“แล้วมาบอกว่าออกค่าโรงแรม ที่แท้ก้ออยู่ฟรี” ระหว่างที่ต้นเดินถ่ายรูปที่ต่างๆของโรงแรม ฉันก็เดินไปบอกต้น คล้ายกับจะให้ต้น จ่ายค่าโรงแรมคืนให้กับฉันเอง

“แต่ถ้าไม่ได้กูมึงก็ไม่ได้อยู่นะ” ต้นยิ้ม และเดินไปถ่ายรูปต่อ

ฉันหันควับ เหมือนต้นจะเข้าใจอะไรผิดอีกแล้วนะ -*- ช่างเถอะเดินเล่นดีกว่า

เย็นนั้นคุณอาพาเราไปทานอาหารที่สวนอาหารแห่งหนึ่ง และแน่นอน คุณอาพก เหล้ามาให้วัยรุ่น อย่างเราได้สังสรรค์ตามประสา

คืนนั้น ต้น ดื่มหนักมาก ไม่รู้เพราะคิดว่า นานๆทีได้มาต่างจังหวัด หรือ มีคนเลี้ยงเหล้าดีๆฟรีๆ แล้วยังไม่ต้องขับรถอีก หรือเรื่องอื่นฉันก็ไม่แน่ใจ

แต่ที่รู้ๆ ต้นเมามาก ฉันพาต้นไปคายของเสียที่ โคนต้นไม้ถึง 2 ครั้ง และตอนที่คุณอามาส่งที่ห้องพัก ต้นได้ ปรับปรุงภูมิทัศน์โรงแรมคุณอา
ไปอีก 1 ครั้ง ฉันอายมาก รีบพาต้นเข้าห้องทันที คุณอาคงไม่โกรธมั้ง เพราะตอนนั้นฉันนกล่าวลา ขอบคุณแล้วปิดประตูทันที

----//----

ต้นเหมือนกองผ้าขนหนูใช้แล้ว ปล่อยแหมะไว้ตรงไหน ก็ จะจมอยู่ตรงนั้น

กว่าฉันคนที่สูง 163 ซม.จะลากต้นที่สูงเกือบ 190 ซม. มาที่เตียงได้ ตอนนั้นฉันยากตัดขากับแขนที่เก้งก้างของต้นออกเพื่อให้จัดระเบียบร่างกายได้ง่ายกว่านี้มาก (ถึงแม้จะดู โหด แต่ตัวจริงฉันโหดกว่านี้ หึหึ)

ฉันมองนาฬิกา เวลา ตี 3 กว่าแล้วรึนี่ ไม่ไหวๆๆ ต้องนอนๆๆ อาทิตย์แห่งการนอนของฉันกำลังจะหมดแล้ว

คิดได้ดังนั้น ฉันจัดแจงล้างหน้าแปรงฟันนอนทันที ไม่อาบน้ำแล้ว ตอนนี้เดี๊ยว นอนไม่พอ

กระโดดขึ้นเตียงได้ ฉันก็ปิดไฟหัวเตียง เปิดทีวีแต่ปิดเสียงไว้ (ฉันป็นคนกลัวความมืดมาก ถ้าไม่นอนเปิดไฟ ก็ต้องเปิดทีวี ทุกคืน )

.......... สัมผัส "รักนะ" .....อุ่นจัง .....อบอุ่นจังนะอ้อมกอดนี้

ตอนที่ฉันยังเบลอๆ ตาเบลอๆ คนที่กอดฉันและมาซุกอยู่ที่เตียงฉัน คือ ต้น !!!

ฉันตกใจ และลืมตาขึ้น เพื่อจะมองว่าต้น ยังเมาอยู่รึเปล่า ต้น คงรู้ว่าฉันรู้ตัวแล้ว เขายิ่งกอดฉันแน่นขึ้น

“เอ้ย...ย” ฉันโดนกอดแน่นซะจนหน้าซุกไปอยู่ในหน้าอกของต้น ไม่มีเสียงฉันลอดออกมา
ฉันแทบจะไม่มีอากาศหายใจ ฉันต้องเขยิบหัวขึ้นเพื่อพอให้มีช่องว่างให้จมูก

"มีน ต้นขอกอดหน่อยนะ ต้นรักมีนนะ ความรู้สึกทุกครั้งที่ต้นอยู่กับมีนต้นไม่เคย ได้รุ้สึกแบบนั้นกับใครเลย "

เมื่อต้นพูดดังนั้นเค้าก็เริ่ม ไล่จูบไปทั่วทั้งหน้าและต้นคอของฉัน ฉันรู้สึก มึน งงไปหมด ในหัวมีแต่เครื่องหมาย คำถาม ??

ต้นค่อยๆมองหน้าฉันแล้ว พูดว่า ” ขอจูบนะ “ ตอนนั้นฉันได้แต่เงียบ และมองหน้าของต้น

ต้นไม่ถามต่อ บรรจงจูบลงมาที่ริมฝีปากฉัน .....

หลังจากนั้น เราก็มีอะไรกัน ฉันไม่แม้แต่จะขัดขืน ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงไม่หยุดต้นในตอนนั้น

ในหัวฉันเบลอไปหมด ไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว ฉันคิดอะไรกับต้นกันแน่...

.... แต่ที่รู้ .....

ริมฝีปากนั้น ไม่ใช่ริมฝีปาก ที่ฉันคุ้นชิน แน่นอน ......


>>>>>>> โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ<<<<<<<<






Create Date : 25 พฤษภาคม 2554
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2554 16:25:20 น.
Counter : 361 Pageviews.

0 comment
Daisy Black story : ความฝันที่ไม่เลือนหาย แม้จะลืมตาตื่น คืนที่ 2 [ใกล้]
คืนที่ 2 : [ใกล้]

“เมิงงงงงงอยู่หนายยยยยยยย” ปลายทางคือเสียงผู้ชาย ที่ผู้หญิงหลายคนบอก เท่ ถึงจะไม่หล่อที่สุดแต่ก็เป็นคนที่มีเสน่ห์คนนึง และ มีแฟนเป็นถึงนางแบบถึงแม้จะยังไม่ชื่อดังก็เถอะ แต่ก็ดูดีกว่าฉันหลายขุมนัก

“กูยังประชุมอยู่เลย เดี๊ยวโทรกลับนะ” ฉันรีบรับโทรศัพท์ขึ้นมา ป้องปากพูด เพราะโทรศัพท์มันสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงฉันซะจนขาจะชาแล้ว

“เออ เลิกแล้วรีบโทรมาอ่ะ กูมาธุระแถวสาธรพอดี ตอนเย็นหาไรกินกันดีกว่า” ปลายทางของเสียงไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความผิดแม้แต่น้อย แถมยังข่มขู่ให้รีบโทรกลับอีกตะหาก

“เออ เออ แค่นี้แล่ะ” ฉันรีบตกลงและกดสายทิ้งทันที และกลับมานั่งทำหน้าเข้าใจในสิ่งที่หัวหน้ากำลังบรีฟให้ฉันฟังถึงโปรเจคใหม่ที่ยักษ์ใหญ่ ไม่แพ้ ไอ้ 2 โปรเจคที่ฉันก็กำลังรับผิดชอบและจะทำลายชีวิตฉันอยู่ตอนนี้

.....เฮ้อ วันนี้ถ้าถอนหายใจแล้วได้เงินครั้งละ 100 ฉันคงมีเงินเป็นแสนแล้วจุดนี้ เฮ้อ อีก เฮ้อ..........

----//----

“เอ้ยยยยยยยยย ไหนมึงบอกจะโทรมาไง” น้ำเสียงที่คุ้นเคยตะโกนใส่ฉัน

เออ จิงด้วยเมื่อเย็น เราจะโทรหาไอ้ต้นนี่หว่า ตายห่านี่มันจะ 3 ทุ่มแล้วแม่งโกรธแน่เลย

“เอ่อ.. อ่อ..ใช่เพิ่งเลิกประชุมเมื่อกี้นี้เองอ่ะ ก้อเลยคิดว่ามึงกลับบ้านแล้วเลยไม่โทรไง” น้ำเสียงฉันพยายามบ่งบอกว่าไม่ได้ ลืม จริง จริ๊ง (ที่จริงเลิกตั้งแต่ 5 โมงเย็นแล้วแต่จุดนี้ มัวแต่ปั่นงานอ่ะ - *- )

“จะกลับได้ไงล่ะ ก้อมึงบอกจะโทรมา จะไปกินข้าวกันไง” ต้น รีบกระแทกเสียงพยายามให้ฉันรู้สึกผิด

“เออ แล้วมึงอยู่ไหนแล้วล่ะ “ ฉันทำเสียงนิ่งไม่แสดงออกว่ารู้สึกรู้สาอะไร (ถึงแม้จะรู้ว่าตัวเองผิด - - !)

“กูเดินรอมึงที่สยาม จนถึงเวลาทำงานของหนูท่อแล้วเนี่ย” ต้นบอกกลับมา

ทำให้ฉันนึกออก -*- จุดนี้ ใครที่ชอบไปสยามตอนกลางคืนจะรุ้ดี ยิ่งตอนนี้ ฝนก็ตกแทบจะทุกวัน ทั้งๆที่เพิ่งเข้าหน้าร้อน ตอนกลางวันก็แดดร้อนสมกับเป็น หน้าร้อนเมืองไทยล่ะนะ แต่พอเริ่มเย็นใกล้ถึงเวลาเลิกงาน ช่วงเวลาอันวุ่นวาย เอาและ เมฆมาครึ้ม ฝนเริ่มตก ก็เข้าคติประจำใจว่า “ฝนตก รถติด เหมือนชีวิต ติดแหง็ก”

“เออ เออ กูจะออกแล้วเก็บของก่อน ประมาณ ครึ่งชั่วโมง นะ เออ จะกินไรกันดีอ่ะ กูจะได้ไปเจอที่นั่นเลยแต่กูบอกไว้ก่อนกูไดเอทนะ” ฉันรีบบอกไป เพราะ ช่วงนี้เริ่มมีคนทักว่าฉันอ้วน น่ะสิ มันเจ็บมากเลยนะคำนี้ T_T

“เมิงเลิกเหอะเชื่อกู ไดเอทอ่ะ ไม่ทันแล้ว” ต้นตอบแล้วหัวเราะ

“ >-< !! เชี่ยรอบนี้กูเอาจริง “ ฉันรู้ว่าฉันพูดแบบนี้มาเป็นปีแล้วแต่ฉันเอาจริงทุกรอบแหล่ะ
(แต่บางทีเครียดมากก็ต้องกินนี่นา > // < มันเลยเหลวไม่เป็นท่าน่ะ เศร้าจิต)

“เออ เออ มึงรีบออกมาเจอกูที่สยามก่อนละกันเดี๊ยวค่อยคิด”

“คร่า” ฉันตอบเสร็จก็กดวางสายไป ปิดคอม เก็บของ จะว่าไปก็เริ่มหิวเหมือนกันนะ กินไรดีน๊า...

-----//-----

เกือบทุกเย็น ฉันต้องไปกินข้าวกับไอ้ต้นเพื่อนสมัยมัธยม เพราะ ที่ทำงานของต้น อยุ่ใกล้ๆกับ อพาร์ทเม้นที่ฉันเช่าอยู่ และที่ทำงานเราก็ไม่ไกลกันเท่าไร ถ้าไม่กินข้าวก็จะดูหนังกัน หรือไม่ก้อถ้าเบื่อจริงๆก็พากันไป ช็อปปิ้ง ตามตลาดนัดกลางคืน จนดึกดื่น ถ้าลองได้อยู่ด้วยกันกว่าฉันจะได้นอนก็ เที่ยงคืนล่วงไปแล้วโน่นแน่ะ

แต่ตั้งแต่ปีใหม่มา ฉันก็มัวยุ่งอยุ่กับงาน และเหมือนต้นก็ยุ่งเหมือนกัน เราเลยไม่ค่อยได้เจอกัน บางทีฉันก็ไปเที่ยวเริงร่า ตามประสาสาวๆ กับเพื่อนที่อ๊อฟฟิส บ้าง หรือเพื่อนเก่าตอนมัธยมที่เป็นแก๊งสาวๆบ้าง เลยยิ่งทำให้เราไม่ได้เจอกัน แต่ถ้าจะนับแล้วต้นก็เป็นเพื่อนผู้ชายที่ฉันสนิทที่สุดแล้วล่ะ และฉันก็เป็นเพื่อนผู้หญิงที่ต้นสนิทที่สุดเช่นกัน เพราะต้นเป้นคนมีเพื่อนน้อย อันที่จริงเพราะ นิสัยส่วนตัวต้น ไม่ค่อยจะเปิดเผยกับใครเท่าไร ชอบทำตัวเงียบๆ เหมือนมีอะไรอยู่ในใจแต่ก็ไม่พูด บางทีเดาไม่ออกว่ามีความสุขอยู่หรือโคตรวุ่นวายใจ

แต่ถ้าได้อยุ่กับฉัน 2 คนเมื่อไร ต้นจะพูดเยอะมาก จนฉันต้องขอให้หยุด บางทีก็ต้องด่าเพื่อให้หยุด แต่ถึงเรา 2 คน จะสนิทกันแค่ไหนก็ไม่เคยมีข่าวซุบซิบว่าเรากุ๊กกิ๊กกันแน่นอน เพราะ ต้นมีแฟนแล้ว ชื่อ แพร เป็นพิธีกร และนางแบบหน้าใหม่ถึงจะยังไม่ดัง แต่ก็สวยและมีงานอยู่เนืองๆ และที่สำคัญ ต้นและ แพร กำลังเรียนปริญญาโทด้วยกัน ฉะนั้น ไม่มีทางที่ใครจะคิดว่าเรากุ๊กกิ๊กกันได้ และรวมถึงฉันกับต้นด้วยที่ต่อให้ นั่งคิด นอนคิด ยืนคิด กี่กระบวนท่าก็ตาม ก็ไม่มีทางที่เราจะมีซัมติงต่อกันได้

----//----

ฉันจอดรถด้วยความหงุดหงิด บ้าไปแล้วเมืองไทย แค่สาธร มาสยาม ใช้เวลาเป็นชั่วโมง แถมยังวนหาที่จอดรถ อีกประมาณ 10 รอบ โอ๊ยแถบอ้วก ...ฉันเดินลงจากรถ กดโทรศัพท์โทรหาต้นทันที

“เออ มึงอยู่ตรงไหน” ปลายเสียงรีบพูดมาทั้งๆที่ฉันยังไม่รู้เลยว่ามีคนรับสายแล้ว

“เออ กูจอดรถแล้วเนี่ย ไปเจอกันร้านไหนดี” ฉันรีบวิ่งหาที่หลบ เพราะ ฝนเริ่มจะตกลงมาอีกรอบแล้วหลังจากที่ก็เพิ่งซัดกระหน่ำไปเมื่อช่วงเย็น

“ไปนั่งกินเบียร์กันดีกว่า เซงว่ะ” ต้นออกความคิด

“กินเบียร์ มึงเนี่ยนะ ชวนกินเบียร์” ฉันถามกลับไปด้วยความสงสัย เพราะ ต้นเป็นคนคออ่อนมาก กินเบียร์แค่แก้วเดียวก็หน้าแดง ตัวแดง อย่าว่าแต่ขวดเลย 2 แก้วก็พับแล้ว แล้วถ้ายิ่งเป็นเหล้านะ แก้วแรกก็จอด

“อืม ก็เซงๆว่ะ “

“แล้วจะไปกินที่ไหนค้ะ พี่น้อง นี่สยามนะคะไม่ใช่อาร์ซีเอ “

“เออ งั้นไปกินอาร์ซีเอ”

“มึงบ้ารึเปล่า กูขับรถติดมาเพื่อจะมาสยาม แล้วจะให้ฝ่ารถติด กลางฝนเพื่อไปอาร์ต่อเนี่ยนะ “

“งั้นมึงจอดรถไว้ไปรถกูก็ได้”

“คุณพี่คะ ค่าจอดหนูไม่อานเลยหรอคะ”

“เออน่าไม่ดึกหรอก เที่ยงคืนก็กลับมาเอารถก็ทัน”

ฉันก็ไม่ว่าอะไรอยุ่แล้วเพราะ ไอ้เรื่องสังสรรค์เฮฮา หรือ ชิลเอ้าท์ ที่มีแอลกอฮอล ฉันน่ะชอบนัก แต่แค่แปลกใจ บวกกับเหนื่อยเพลียทั้งกายและใจ จึงไม่ค่อยอยากจะบันเทิงไปในทางนั้นเท่าไร แต่ก็เอาน่ะ นานๆทีไอ้ต้นมันจะชวนเราเข้าผับเข้าบาร์ทั้งๆที่เมื่อก่อน ชวน สิบครั้งถ้าต้นออกมาสักครั้งก็ถือว่าโชคดีแล้ว มันคงมีอะไรในใจจริงๆ ไปนั่งฟังเพื่อนสักหน่อยละกันฉันจึงตอบตกลง

----//----

ฉันยืนรอต้นอยู่ตรงป้ายรถเมล์หน้าห้าง ไม่ถึง 5 นาทีหลังจากที่วางหู ต้นก้อขับรถมาเปิดไฟกระพริบแล้วจอดเลียบทางเท้า ฉันรีบวิ่งออกไปเอากระเป๋าสะพายขึ้นมาวางไว้บนหัวแล้วรีบมุดเข้าในรถของต้น

ปึง ปึง ปึง ....”เปิดสิวะ” ...ฉันทุบประตูรถเพราะ เพื่อนต้นของฉันไม่ยอมปลดล็อคประตู ต้นหันมาตกใจรีบเปิดล็อกให้เหมือนไม่ยังงงอยู่ว่าทำไมฉันเปิดประตูไม่ได้

“ฝนตกหนักนะเว้ย สาด..แล้วทำไมไม่ปลดล็อกรู้ก็รู้ว่ากูต้องรีบวิ่งขึ้นมา เนี่ยเปียกหมดแล้ว
ตายแล้ววว ช่วงนี้หมอหน้ายิ่งไม่ให้สกปรกอยู่ >0<
โอ๊ย.. ฝนกรุงเทพสกปรกจะตาย อย่างนี้สิวจะหายมั้ยเนี่ย -/-
ช่วงนี้กูก้อเครียดเกิ๊น สิว ขึ้นเต็มหน้า มีริ้วรอยด้วยนะ ตาย ตาย ทำงานหาเงินรักษาหน้าเลยทุกวันนี้ “

พอฉันขึ้นรถได้ฉันก็บ่นใหญ่ ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องปกติของฉัน และ ต้นก็จะด่าฉันกลับมาประมาณว่ามึงจะบ่นทำไม หรือไม่ก็ หัวเราะ แล้วบอกว่าไอ้เชี่ยให้มึงถูกหวยมึงก็รักษาไม่จบหรอกหน้ามึงอ่ะ

แต่วันนี้ไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อฉันพูดจบฉันก็รอว่าต้นจะด่าอะไรกลับมาแล้วฉันจะได้ตั้งรับและด่ากลับไปได้ทัน

“เออ เมื่อกี้ขอโทษนะคิดอะไรเพลินๆว่ะ” ต้น มองไปข้างหน้าผ่านสาสยฝนที่ตกกระหน่ำซึ่งตกหนักกว่าเดิมอีก และ ตอบกลับมาอย่างนั้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง

“เอ่อ...ไม่เป็นไรหรอก แล้วมึงกินไรรึยังล่ะ” ฉันตอบกลับไปแบบรู้สึกผิดนิด นิด

“ยังเลย กูเดินไปเรื่อยๆ รอมึงมาจะได้กินทีเดียว” ต้นตอบด้วยเสียงที่ราบเรียบเช่นเดิม

“หรอ” รู้สึกสยองนิดๆ แต่ก็ถามต่อไปว่า “เออ เราไปร้านไหนดี วะ เอาแบบเพลงเบาๆ มีข้าวกินด้วยนะ “

“ไม่รู้มึงอยากไปไหนล่ะ”

“เอ่อ..งั้นคิดก่อน” ฮ่วย!! มึงอยากไปเองนะ มาลำบากกูคิดอีกและ

“เออ งั้นไปร้านราตรีแล้วกัน กูอยากกินข้าวด้วย” ฉันไม่ได้คิดอะไรมากแต่แค่เลือกร้านที่เคยไปก็แค่นั้น

“เออ บอกทางกูละกัน”

ต้นดู เงียบๆไม่พูดอะไรฉันก็เลยไม่รู้จะพูดอะไร รถก็เงียบเหลือเกิน ไอ้ต้นมันไม่เปิดเพลงวะ

ฉันจึงยื่นมือไปเปิดวิทยุคลื่นที่ชอบ ซึ่งชั้นได้บังคับเพื่อนทุกคนให้ตั้งไว้เป็นช่องอัตโนมัติเรียบร้อย

ระหว่างทางฉันก็นั่งฟังเพลงไป ร้องคลอบ้าง แล้วก็มีโทรศัพท์จากลูกค้าบ้าง (ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ควรจะโผล่มาตอนนี้ แต่อย่างว่าแล่ะ โปรเจคพี่บิ๊กนี่นา ก็ต้องเต็มที่กะมันหน่อย)

เมื่อถึงอาร์ซีเอ เราขับไปจอดหน้าร้านได้เลยทันที เพราะวันนี้เป็นวันพุธ ไม่ค่อยมีคนเที่ยวเท่าไร บวกกับฝนที่ยังคงตกอยู่ถึงแม้มันจะเริ่มเบาลงแต่ก็ถือว่าเป็นฝนไล่แขกอยู่ดี

เมื่อจอดรถได้ฉันรีบวิ่งเข้าไปในร้านทันที และเริ่มเลือกโต๊ะที่น่าจะนั่งสบายที่สุด และแน่นอน ต้องสูบบุหรี่ได้ (เป็นผู้หญิงไม่ดีนะคะ แต่ด้วยงานที่เครียดขนาดนี้ ก็เลยต้องขอหน่อย –ที่จริงมันคือเหตุผลข้างๆคูๆนั่นแหล่ะ -*- )

ฉันได้ที่นั่งและหยิบเมนูมาดู พลางๆ จึงบอกเด็กเสิรฟไปว่า เอาเบียร์สดมาเหยือกนึงก่อนละกันเดี๊ยวค่อยสั่งอาหารรอเพื่อนก่อน เด็กเสริฟรับคำแล้วเดินกลับเข้าไป

ฉันมองไปที่รถ ต้นยังคงคุยโทรศัพท์อยู่ ฉันเริ่มคิดได้ว่า มีปัญหากะแฟนชัวร์ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเพราะ

ก่อนหน้านี้ ต้น กับ แพรก็เคยมีปัญหากัน ด้วยเรื่องความเอาแต่ใจของแพร ต้นจึงบอกเลิก แต่แพร ก็กลับมาอ้อนวอน ให้ต้นกลับไปคืนดี

โดยต้นเล่าให้ฉันฟังว่า แพร ถึงขั้นจะฆ่าตัวตาย และยอมทำร้ายตัวเอง เอามีดมากรีดขา ต้นเห็นแบบนั้นก็สงสาร และด้วยความที่ก็รักแพรด้วยอยู่แล้ว จึงกลับไปคบกันเหมือนเดิม

ตอนนั้นที่ฉันได้ฟังเรื่องราวฉันแอบตกใจว่า เฮ้ย คนหน้าตาดีๆ เขาทำไมต้องลงทุนเพื่อความรักขนาดนั้น คุณเลิกกัน หาคนใหม่ได้ไม่ยากหรอก

แต่ก็นะ “ความรัก” มันคือสิ่งที่ยากต่อความเข้าใจ แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะตกหลุมพรางของมัน

ฉันหยิบบุหรี่ ขึ้นมา จุด ต้นเดินมาพอดี

“ทำไมมึงยังไม่เลิกอีก กูบอกมึงแล้วใช่มั้ยว่ามันไม่ดีต่อตัวมึง” ต้นเดินมาถึงยังไม่ทันได้นั่งก็เริ่มด่าฉันก่อนเลย

“ก็ช่วงนี้มันเครียดอ่ะ มึงงานเยอะแยะ เอะอะอะไร ก็กู ไม่รู้จะทำยังไง นี่นา” ฉันก็ตอบไปแบบทุกครั้งที่ตอบต้น

“เมิงก็ร็ว่าร่างกายมึงไม่ดี มึงยังจะทำแบบนี้อีกนะ “

“เอาน่า กูคงไม่อยู่ไปจนแก่หรอก “

“เรื่องของมึง” ต้นตอบ พร้อมหยิบเมนูมาดู

ฉันค่อยดีใจว่าต้นกลับมาต่อปากต่อคำกับฉันได้ แสดงว่าเรื่องวุ่นๆในใจต้นคงเริ่งจางลงแล้วล่ะ

“ กูสั่งเบียร์ไปแล้วนะ มึงสั่งกับข้าวละกัน “ ฉันบอกให้ต้นสั่งอาหาร

เพราะฉันเริ่มกินเบียร์แก้วแรกแล้วรู้สึกว่า ควรจะต้องเลือกระหว่าง ยอดข้าว กับ กับข้าว เพราะฉะนั้น คนอย่างฉันต้องเลือก ยอดข้าวอยู่แล้ว หึ หึ

ต้นสั่งอาหารมาประมาณ 3 อย่าง พร้อมข้าวเปล่า 1 จานเพราะฉันปฏิเสธที่จะกินข้าว

ช่วงระหว่างรออาหาร ต้นก้อเริ่มกินเบียร์แก้วแรก ซึ่งตอนนั้นฉันเริ่มกินแก้วที่ 2ไปเรียบร้อยแล้ว

“ กูเลิกกับแพรแล้วนะ” อยู่ๆต้นก็พูดขึ้นมา ไม่มีการเกริ่นนำ ไม่มีบรรยากาศพาไป

“หา “ ฉันไม่รู้จะถามอะไรได้แต่ถามหา อะไรก็ไม่รู้ 0-o*

“แพร มันมีคนอื่น” ต้นตอบเสียงเรียบๆ

“คนอื่น !!! แพรเนี่ยนะ เฮ้ย มันบอกมันขาดมึงไม่ได้ไม่ใช่หรอ ชีวิตนี้อ่ะ “

“อืม ใช่ไง นั่นแหล่ะ ที่กูงง” ต้นก็เริ่มตอบแบบมีอารมณ์ร่วมบ้าง

“ที่จริงกูกับแพรก็เริ่มมีทะเลาะกันมาสักพักแล้ว แพรมันเริ่มตีตัวออกห่างกู กูโทรหาก็ชอบปิดเครื่อง หรือไม่ก็บอกนอนแล้ว บางทีเวลามันไปเที่ยวกลางคืน กูเป็นห่วงจะไปรับมันก็ไม่ยอม ช่วงหลังๆมานี่ มันก็ไม่ค่อยคุยกับกู วันนี้กูเลยแอบขับรถตามมันกลับบ้าน ไม่ให้มันรุ้ตัว แต่ก่อนออกจากมหาลัย กูก้อถามแล้วนะว่าแพรจะไปไหนต่อ มันบอกจะกลับบ้านนอนเลย พอกูขับตามไปมันไม่ได้ไปบ้านอ่ะดิ่ มันนัดเจอผู้ชายที่เมเจอร์ กูเห็นมันจอดรถแล้วก็ขึ้นไปนั่งบนรถเขาแล้วก็ขับออกไป “ พูดจบก็ซัดเบียร์ ต่อีกเฮือกใหญ่

“อ้าวแล้วมึงไม่ตามไปต่อล่ะว่าเขาไปไหนกัน” ฉันถามต้นกลับไป

“กูคลาดกันอ่ะดิ่ แม่ง เครียดฉิบ กูเลยยังไม่อยากกลับบ้านเบื่อ” ต้นตอบพลางซัดเบียร์ไปเรื่อยๆ

“อ่อ อย่างนี้นี่เอง ... เอาน่าเดี๊ยวมันก็กลับมา มึงแน่ใจหรอว่าผู้ชายใหม่มัน เพื่อนมันมั้ง” ฉันพยายามปลอบใจเพื่อนถึงรู้ว่าไปเปลี่ยนความคิดมันไม่ค่อยได้นัก

“ ไม่หรอก ไม่งั้นมันจะโกหกกูทำไม โอ๊ย เครียด ช่างแม่งเหอะ กูเบื่อแล้วถ้าอยู่กันไปแล้วไม่มีความสุขก็เลิกกันแหล่ะดีแล้ว” ต้นตอบ

ถึงแม้ความหมายของคำพูดต้นจะดูไร้เยื่อใย แต่ฉันรู้ดีว่าต้นไม่ใช่คนแบบนั้น ต้นเป็นคนรักใครรักจริง ไม่เคยมีเรื่องของมือที่ 3 หรือปัญหาเรื่องผู้หญิงเลย ถึงแม้จะมีผู้หญิงมาชอบต้นมากมาย มีอย่างเดียวคือเรื่องงาน เพราะต้นเป็นสถาปนิก ถึงแม้จะเป็นสถาปนิกฝึกหัดแต่ด้วยสาขาที่ต้นถนัดและต่อโทนั้น เป็นสาขาที่ยังไม่ค่อยจะมีในเมืองไทย ซึ่งแน่นอนแฟนของต้น แพรเองก็เรียนอยู่ด้วยเหมือนกัน ฉันจึงคิดว่าคู่นี้มันช่างเหมาะสมกันดีจริงๆ

ฉันไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบซักไซร้ใคร ถ้าเจ้าตัวบอกว่าช่างมัน ฉันก็จะช่างมัน ในเมื่อเค้าไม่อยากพูดถึงทำไมฉันต้องไปขุดคุ้ยด้วยล่ะ

เรานั่งกินเบียร์คุยกันเรื่องอื่นไม่นานต้นก็กลับมาอารมณ์ดี เราคุยกันเป็นปกติ ด่ากัน ถามเรื่องโน้นเรื่องนี้ คุยเรื่องหนังเข้าใหม่ที่เราอยากดู จนเวลาเลยมาถึงเที่ยงคืน

“เอ้ยกลับเหอะ พรุ่งนี้กูพรีเซ้นท์งานแต่เช้า “ ฉันเร่ง ให้ต้นรีบกินเพื่อที่เราจะได้กลับกันสักที

ต้นก็รับคำอย่างว่าง่าย รีบกินแล้วเช็คบิล เรากลับไปนั่งในรถของต้น

ฉันเปิดวิทยุเหมือนเดิม ต้นขับรถเหมือนเดิม ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว ต้นกำลังจะขับรถไปส่งฉันที่ที่จอดรถ .

“มึง เป็นแฟนกับกูมั้ย” ต้นพูดขึ้นมา

“หะ ...มึงว่าไงนะ “ ฉันตกใจ

เพราะตอนนั้น ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ บรรยากาศหลังฝนตกมันเย็นสบายจนฉันอยากจะร้องเพลงเพลินๆเรื่อย ๆ แต่คำถามของต้นมันเหมือน เสียงของไม้มะยมที่แหวกอากาศด้วยความเร็ว สมัยก่อนที่ตอนเด็กๆเราโดนคุณครูหวด เสียงเวลาที่มันแทรกผ่านอากาศก่อนที่จะถึงก้นเรานั้น มันฟังดูเป็นเสียงที่แม้จะเบาแต่ก็เจ็บปวดเหลือเกิน

ต้นนิ่งไม่ได้หันมามองฉันด้วยซ้ำ และไม่ตอบอะไร

ฉันจึงเงียบไม่พูดอะไรต่อ..

ต้นมาส่งฉันที่รถ เราจากลากันเหมือนเดิม คือ คำว่าเออ กลับบ้านดีๆล่ะ ไปและ

ฉันขึ้นมานั่งบนรถ ในหัวไม่รู้จะสับสน หรือไม่สนใจดี แต่ก็คิดถึงเสียงนั้นมาตลอดทาง ....


>>>>>> โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ <<<<<<<<







Create Date : 24 พฤษภาคม 2554
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2554 16:25:34 น.
Counter : 276 Pageviews.

0 comment
Daisy Black story : ความฝันที่ไม่เลือนหาย แม้จะลืมตาตื่น คืนที่ 1[ลืม]
ความฝันที่ไม่เลือนหาย แม้จะลืมตาตื่น

คืนที่ 1 : ลืม...

ความสุขที่แสนจะเรียบง่าย เราเดินไปด้วยกันบนฟุตบาทที่ทอดยาว เวลาประมาณ บ่ายโมงเศษๆ เดินไปเรื่อยๆคุยเล่นหยอกล้อ

ไม่เหน็ด ไม่เหนื่อย ไม่ร้อน ไม่หงุดหงิด แม้ว่ามันคือ กรุงเทพมหานคร ในเดือนเมษายน ไม่มีแผนที่ในการเดินทาง มีนัดหมายเดียวที่ตกลง

คือจุดนัดพบ ที่ร้านฟาสฟู้ดส์แห่งหนึ่ง ฉันจำได้ดีในทุกย่างก้าว เราเดินเคียงคู่กัน ไม่มีใครเดินนำ ไม่มีคนเดินตาม

เมื่อเดินเรื่อยไปเห็นอะไรที่น่าสนใจก็ไม่คิดที่จะลังเล เรานั่งเรือข้ามแม่น้ำ ไปในสถานที่ที่ไม้คุ้น

เราเดินข้ามสะพานถึงมันจะสูงแม้จะเต็มไปด้วยควันรถ

เราแวะพักนั่งทานข้าวเย็นที่แสนจะธรรมดาแต่อบอุ่น ท่ามกลางแสงสีส้ม ที่สะท้อนกับแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้ต้องขยี้ตาบ้างบางครั้ง แต่ฉันก็มีความสุข

เราสองคนไม่มีรถ หนทางเดียวที่จะส่งเราถึงบ้านอย่างปลอดภัยคือรถเมล์ เรานั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ คุยเล่นหยอกล้อ และเงียบบ้างเป็นระยะ

เหมือนเป็นการยืดเวลาให้มันยาวนานออกไป เรื่องบางเรื่องเราก็คุยกันแล้วแต่เราก็เอามาเล่าให้กันฟังได้อีก

ยังหัวเราะได้อีกเหมือนไม่เคยที่จะฟังมัน มาก่อนทุกสิ่งที่ฉันพูดดูจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเค้าด้วย และทุกสิ่งที่เค้าพูด ก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับฉันเช่นกัน

รถเมล์คันแล้วคันเล่าได้ผ่านไป ทั้งสายที่ตรงดิ่งไปบ้านฉัน และสายที่ตรงดิ่ง ไปบ้านเค้า ในที่สุดเราก็ไม่ทันรถเมล์คันสุดท้าย

ไม่รู้เพราะอะไรแต่เหมือนเราดีใจที่เราคุยกันเพลินจนรถเมล์ไม่เหลือแล้ว เขาอาสานั่งแท็กซี่ไปส่งฉันที่บ้าน แต่ฉันไม่ใช่คนขี้กลัวที่จะกลับบ้าน

คนเดียวไม่ได้ ฉันจึงขอให้เขาส่งฉันขึ้นรถก็พอ เมื่อฉันขึ้นแท็กซี่ ราคาแท็กซี่ยังไม่ทันเพิ่มขึ้น เราก็คุยโทรศัพท์กันจนกระทั่ง

ต่างฝ่ายต่างถึงบ้านตัวเอง ฉันและเขาทั้งเหนื่อย และ เพลีย เราส่งกันเข้านอนและหลับไปทั้งๆที่ตัวยังอุ่นๆ

ไม่ใช่เพราะแสงแดดในเดือนเมษา แต่เพราะความสุขที่มันกระตุ้นให้หัวใจ สูบฉีด และ อะดรีนาลีนแห่งความสุขที่ทำให้ร่างกายของเรารู้สึกตื่นเต้น

ตลอดเวลา ฉันรู้ว่าคืนนี้ฉันจะฝันดีและเขาเองก็เช่นกัน …..


“ฮัลโหลค่ะ” น้ำเสียงฉันดูสดใสร่าเริงกว่าความเป็นจริงมากเมื่อกดรับสาย

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองโรคจิตรึเปล่าแต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ (ยิ่งในช่วงนี้) ให้ความรู้สึกเหมือน จะพะอืดพะอม มีอะไรสักอย่างจุกๆอยู่บริเวณคอหอย

เหมือนจะคายเอาของเสียอะไรออกมาได้ตลอดเวลา

“ค่ะ ได้ค่ะ เดี๊ยวจะรีบจัดการให้ค่ะ ...อ่อใช่ค่ะ คอนเฟิมร์ไปแล้วค่ะ ทางอีเมลไงคะ... ค่ะ เมื่อวานตอน ประมาณ 5 ทุ่มที่เราสรุปกันทางโทรศัพท์ไงคะ .....

ค่ะโอเคค่ะ เดี๊ยว มีน ฟอร์เวิลด์ อีเมลที่ส่งไปแล้ว ให้คุณ พีรศักดิ์อีกรอบค่ะ ..ค่ะสวัสดีค่ะ”

เฮ้อ !! ฉันรีบกดวางสายปล่อยมือลง วางโทรศัพท์ไว้บนหมอนที่ฟูขึ้นมาเพราะไม่มีรอยกดทับจากหัวฉันแล้ว ฉันคิดในใจนี่มันเพิ่ง 8 โมงเช้า

จะไม่ให้นอนพักผ่อนกันเลยใช่มั้ย เมื่อคืนกว่าจะประชุมกับลูกค้าเสร็จ แล้วไหนยังต้องมานั่งสรุปการประชุมเพื่อที่จะได้รีบดำเนินงานต่อ

กว่าจะได้นอนก็เกือบตีสาม

เฮ้อ….

ฉันไม่สนใจอะไรแล้วจะไปทำงานสาย หรือจะโดนใครโทรตามอีกขอนอนต่ออีกสัก ครึ่งชั่วโมงเถอะน่า

ฉันนอนหลับตาลงบนหมอนใบเดิม ความฟูของหมอนหายไปเพราะน้ำหนักของหัวฉันที่กดทับลงที่เดิมอีกครั้ง

ฉันกำลังหลับตาพยายามนอนต่อ แต่ทำไมมันรุ้สึก จุกๆบริเวณช่วงหน้าอกนะ เหมือนเราลืมอะไรไป เหมือนขาดอะไรไปนะ....อืมมมม

......โอ๊ย !! ไม่ได้ นอนซะ!! เดี๊ยวมีประชุมอีกเช้านี้ ถ้าไม่นอนตอนนี้ เดี๊ยวขับรถ ก็ง่วงอีก เพราะ รถติดอย่างกับอะไร

ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย เย็น ไม่มีเวลาถนนโล่งบ้างเลย จะมีอีกทีก็โน่น เที่ยงคืนตีหนึ่ง ยิ่งตอนง่วงๆแล้วรถติดนี่อันตรายสุดๆเลยนะ นอน นอน นอนต่อ

...แต่ช่วงจะหลับนั้น ฉันก็ยังร็สึกว่า ฉันลืมอะไรไป ..


------------------------> เดี๊ยวตอน ที่ 2จะมาต่อนะคะ ทุกท่านที่ผ่านเข้ามา ช่วยคอมเม้นท์ด้วยนะคะ ตั้งใจจะลองเขียนเรื่องนี้ดู ติชมมาได้นะคะ <----------------------





Create Date : 24 พฤษภาคม 2554
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2554 16:25:45 น.
Counter : 290 Pageviews.

0 comment

Valentine's Month



~HiPpOKreA~
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ถ้าบางทีการมีชีวิตอยู่ของคน คนหนึ่ง มันไม่ได้ทำร้ายใคร ... คนคนนั้นก็ไม่สมควร ถูกทำร้ายนะ ....

แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป !!!!