Group Blog
 
All Blogs
 

ผักต่างสี.....มีดีต่างกัน

ผักสีเขียว เป็นผักธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่มีมากที่สุดในโลก สีเขียวมาจากคลอโรฟิลล์ ซึ่งดีสำหรับดวงตา ผักสีเขียวส่วนมากเป็นผักกินใบ ผักตระกูลบวบ (Gourd) ซึ่งรวมผักจำพวกแตง และซูกินีด้วย ผักประเภทนี้มีสรรพคุณในการขับปัสสาวะ

ผักสีขาว กะหล่ำปลี ถือเป็นผักสีขาว (แม้จะมีสีเขียวอยู่บ้างก็เป็นสีเขียวอือนตรงโคนกาบ) เป็นผักที่รู้จักบริโภคกันทั่วโลก เป็นผักที่มีสารต้านมะเร็ง และมีคุณสมบัติในการย่อยอาหาร
ในเกาหลี ปลูกกะหล่ำปลีมากที่เกาะเซจู กะหล่ำปลีชอบดินทราย และอากาศเย็น (ระหว่าง 15 - 20 องศา) ปัจจุบันที่เกาะเซจูแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตกะหล่ำปลีที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่ปลูกประมาณ 1,500 เฮคแตร์ หรือ ประมาณ 9,375 ไร่ และสามารถจะปลูกกะหล่ำปลีได้ตลอดทั้งปี

ผักสีแดง มะเขือเทศจัดอยู่ในประเภทผักสีแดง สีแดงมาจากไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งช่วยชะลอความแก่ และเมื่อหลายปีก่อนมีบทความทางวิชาการยืนยันว่า ไลโคปีน สามารถป้องกันมะเร็งในตับอ่อนได้ ทำให้ผู้คนหันมาสนใจบริโภคมะเขือเทศกันมากขึ้น

ผักสีม่วง สีม่วงในมะเขือม่วง ซึ่งเป็นผักในตระกูลมะเขือยาว (Aubergines) จะมีสีม่วงเข้ม บางครั้งดูเหมือนจะเป็นสีดำ สีม่วงเข้มดังกล่าว มาจากสีของแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ที่อยู่ในผัก แอนโธไซยานินมีคุณสมบัติในการป้องกันสารอันตรายไม่ให้สะสมในเส้นเลือด ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดในสมองแตก สารที่มีอยู่ในมะเขือม่วงนี้เรียกว่า "สโคโพเลติน" (Scopoletin) และ "สโคโพเลติน" ช่วยยับยั้งการเกร็งของกล้ามเนื้อในร่างกาย ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำให้รับประทานมะเขือม่วงเพื่อรักษาอาการทางประสานด้วย

ผักสีเหลือง พริกยักษ์หรือพริกหวาน มีหลายสี ทั้ง เขียว แดงและเหลือง สีเหลืองของพริกหวานประกอบด้วยเบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) ซึ่งเป็นตัวควบคุมการเพิ่มออกซิเจน หรือ Oxidation ของสารในร่างกาย ซึ่งจะมีผลต่อการชะลอความแก่ และ ป้องกันมะเร็ง

นอกเหนือจากพริกหวานแล้ว ผักที่มีสีเหลือง หรือผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงอีกบางชนิดที่น่าจะจัดอยู่ในผักสีเหลืองได้ คือ ฟักทองและแครอท โดยเฉพาะแครอทนั้น แม้ไม่ใช่ผักของไทย แต่ก็มีปลูกกันมากแล้ว โดยเฉพาะทางพื้นที่ที่สูงในภาคเหนือ

ที่มา: ข่าวสารสมาคมพืชสวน ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม - เมษายน 2549

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 กันยายน 2551 15:18 น.




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2551    
Last Update : 6 ตุลาคม 2551 22:32:06 น.
Counter : 1113 Pageviews.  

อร่อยส่งท้ายเทศกาลเจ 2551

กินเจแบบไม่จำเจ

ปีนี้ เทศกาลกินเจ ตรงกับวันที่ 29 กันยายน - 7 ตุลาคม ซึ่งเมื่อก่อนนี้การกินเจถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนเชื้อสายจีนที่มีอายุมาก พอเข้าช่วงเทศกาลกินเจก็จะต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลและงดรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์

แต่เดี๋ยวนี้ใครกินเจกลายเป็นคนอินเทรนด์ไปแล้ว เพราะเชื่อว่าอาหารเจซึ่งปราศจากเนื้อสัตว์และมีแต่พืชผักผลไม้นั้น อุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการหลากหลาย ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย และดีต่อสุขภาพ เรียกได้ว่านอกจากจะได้กุศลผลบุญกันแล้ว ยังทำให้ผู้ปฏิบัติมีจิตใจผ่องใส สุขภาพกายแข็งแรงกันถ้วนหน้า

ทราบหรือไม่ว่าพืชผักผลไม้นั้น ประกอบด้วยคุณค่าสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พืชตระกูลถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วต่างๆ ก็ล้วนอุดมไปด้วยโปรตีนมากมาย ไม่แพ้เนื้อสัตว์ และที่สำคัญถั่วมีปริมาณไขมันน้อยกว่า ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้พอดิบพอดี ไม่เหลือเป็นส่วนเกินในร่างกายให้ต้องรำคาญใจ อีกทั้งยังมีกากใยช่วยระบบขับถ่าย และที่สำคัญคือไม่มีคอเลสเตอรอลเหมือนเนื้อสัตว์ทั่วไป

ผู้รับประทานพืชผักผลไม้เป็นประจำยังลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอีกนานาชนิด อาทิ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ไขข้ออักเสบ โรคเบาหวาน โรคเกาต์ โรคมะเร็ง เป็นต้น


การกินเจมีหลักง่ายๆ คือ ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ 5 สีตามหลักโภชนาการ คือ ขาว ดำ แดง เขียว และเหลือง เพื่อให้ร่างกายเกิดสมดุลได้รับสารอาหารสูงสุด และที่สำคัญต้องแน่ใจด้วยว่า วัตถุดิบที่นำมาปรุงเป็นอาหารเจนั้นได้คุณภาพ
สด สะอาด ปลอดภัย ผ่านกรรมวิธีการผลิตได้มาตรฐาน

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่คนรุ่นใหม่นิยมกินเจกันมากขึ้น เนื่องจากบรรดาร้านอาหารตั้งแต่แผงลอยไปถึงห้างสรรพสินค้า ต่างแข่งขันกันคิดเมนูอาหารเจที่แปลกใหม่และอร่อยมาบริการคนกินเจกันมากมาย จนกลายเป็นสีสันที่กินเจแบบไม่จำเจ เพราะตลอดช่วงเวลา 9 วันของการกินเจนั้น สามารถตระเวนไปชิมอาหารเจรสอร่อยๆ ตามที่ต่างๆ ได้มากมาย

เยาวราช ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอาหารเจที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ดังนั้น ทุกปีของงานเทศกาลกินเจเยาวราชจะจัดให้มีการประกวด “สุดยอดอาหารเจ” ทุกปี ทำให้ตลอด 2 ฟากฝั่งถนนคึกคักไปด้วยอาหารเจสไตล์แปลกใหม่ในชื่อมงคล อย่าง ร้านลิ้มอ่วงซุย ขายซาลาเปามาตั้งแต่รุ่นอาม่าหรือ 60 กว่าปีมาแล้ว ร้านนี้ตามปกติทำทั้งขนมจีบ ซาลาเปาขายดีมากชนิดที่นึ่งไม่ทันขายเลย พอหน้าเจก็ทำซาลาเปาเจไส้ผักกะหล่ำปลีและไส้เห็ดหอมหมี่กึง รสชาติหอมอร่อยแถมสะอาดเพราะทำหมี่กึงเอง กินแล้ววางใจได้ว่าเป็นเจบริสุทธิ์

ร้าน “ตั้งเองกวง” เฮียกวง ตามปกติร้านนี้จะขายหอยจ๊อ อยู่ที่ตรอกอิสรานุภาพ พอหน้าเจก็เปลี่ยนมาทำหอยจ๊อเจแทน และ“หมูแดงเจ” สูตรพิเศษที่ทำหมี่กึงเองและทำวันต่อวัน

ร้านกั๋มหล่ง เป็นภัตตาคารจีนไสตล์ฮ่องกง ซึ่งพอเข้าช่วงเทศกาลกินเจจะทำ 20 กว่าเมนูมาเอาใจคนรักเจกัน, ร้านเล่งหมวย อยู่ซอยเจริญกรุง 16 ตรงข้ามศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี้ย เป็นเจ้าแห่งเจเพราะขายตลอดทั้งปีกว่า 50 อย่าง

แนะนำแต่เยาวราชแห่งเดียว เดี๋ยวที่อื่นจะน้อยใจ ยังมีย่านสวนหลวง ที่มีอาหารเจขึ้นชื่ออย่าง ขนมครกแม่พลอย ที่ทำร้อนๆ รสชาติหวานมันกำลังดี หรือจะเป็น เกี๊ยวซ่าเจ จากร้านเกี๊ยวซ่า-สามแสบ

แต่ถ้าอยากจะไปหาอาหารเจกินยามค่ำคืนต้องแวะไปสะพานเหลือง ที่คึกคักไม่แพ้เยาวราชเลย เริ่มตั้งแต่ ก๋วยเตี๋ยวหลอด ผัดหมี่ ไปจนถึง ขนมจีบ ซาลาเปาเจ บัวลอยน้ำขิง แป๊ะก้วย ข้าวเหนียวดำ เต้าส่วน เดินแวะชิมได้ตามอัธยาศัย

ขณะที่บรรดาห้างสรรพสินค้าทุกแห่งก็เข้าร่วมเทศกาลนี้ ด้วยการจัดทำเมนูอาหารเจแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร อาทิ ท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์ นำเสนอเมนูสลัดเต้าหู้ พล่าทูน่าเจ ผัดผงกะหรี่เจ เป็นต้น

และถ้าใครไม่อยากจะตระเวนกินเจ ลองแวะไปที่ Home Fresh Mart เดอะมอลล์ ทุกสาขา , Gourmet Market ห้างดิ เอ็มโพเรียม ,พารากอน เพราะที่นี่จะรวบรวมร้านอาหารเจกว่า 300 ร้านย่านดัง อย่างเยาวราช สี่พระยา ที่ยกขบวนการปรุงกันให้เห็น ๆ รวมทั้งเมนูเจต้นตำรับ ที่เปิดตำนานโดย 9 ตระกูลดังของเมืองไทย ในวันที่ 30 กันยายนนี้ โดยรายได้

แต่เมื่อดูเมนูของ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์แล้ว อดกลืนน้ำลายกับสารพัดเมนูพิเศษไม่ได้ อาทิ ข้าวห่อใบบัว ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ขนมจีนน้ำยา แกงเขียวหวาน ห่อหมกมะพร้าวอ่อน แกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงเทโพ แกงส้มผักรวม แกงคั่วฟัก ปลาเค็มเจ น้ำพริก-ผักต้ม

หรือใครอยากจะลิ้มลองอาหารเจแบบหรูหน่อย ตามร้านอาหารหลายแห่งก็เข้าร่วมเทศกาลนี้ อย่าง คริสตัลเจด โกลเด้น พาเลซ ภัตตาคารจีนระดับ 5 ดาว เชิญเชฟบินตรงจากฮ่องกงเพื่อมาทำเมนูชุดพิเศษ ทั้งในสไตล์กวางตุ้งและแต้จิ๋วแท้ๆ ให้เลือกกว่า 50 เมนู ไม่ว่าจะเป็นติ่มซำ เป็ดย่างเจ ซุปเสฉวนเจ ผักหั่นลูกเต๋าในรังเผือกทอด ฟองเต้าหู้ผักเปรี้ยวหวาน พายกรอบไส้กรอบ และขนมหวานเพื่อสุขภาพ อาทิ พุดดิ้งสมุนไพรจีน พุดดิ้งมะม่วง พุดดิ้งเก๋ากี้เกษรดอกไม้จีน เป็นต้น

ส่วน ร้านสีฟ้า เจ้าถิ่นย่านราชวงศ์ที่มาเปิดสาขาตามห้างสรรพสินค้า จัดเมนูเจจานเดียวมากมาย อาทิ ซาลาเปาเจ, ข้าวผัดปลาเค็มเห็ดหอมเจ, ราดหน้ากุ้งผัดรวมมิตรเจหม้อดิน,บะหมี่น้ำลูกชิ้นเห็ดหอมเจ, ข้าวอบเต้าหู้หมูแดงเจ หรือจะเป็นอาหารแบบสำรับ มีทั้ง แกงเขียวหวานลูกชิ้นเห็ดหอมเจ, เต้าหู้ผัดพริกเสฉวนเจ, บล็อกโคลี่ผัดกุ้งเจ, ผัดจับฉ่ายเจหม้อดิน รวมมิตรเจจานร้อน และอาหารว่างเจเรียกน้ำย่อยชุดพิเศษที่ดัดแปลงมาจากรายการอาหารปกติที่ลูกค้าคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น ปอเปี๊ยะสดเจ, เกี๊ยวซ่าเจทอด, ขนมผักกาดเจทอด, เต้าหู้เจทอด เป็นต้น

มีความสุขกับการตระเวนลิ้มลองอาหารเจอร่อยๆ เพื่อสุขภาพกันแล้ว ก็อย่าลืมถือศีลทำบุญและทำจิตใจให้แจ่มใส อย่าโลภ โกรธ หรือหลง จะได้อิ่มทั้งกายอิ่มทั้งใจ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 กันยายน 2551 15:11 น.




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2551    
Last Update : 6 ตุลาคม 2551 22:33:45 น.
Counter : 376 Pageviews.  

เห็ดหูหนูดำ แก้ปวดท้ายทอย

อาการ ปวดตึงบริเวณท้ายทอย เกิดจากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่แล้ว มาจากเลือดขึ้นไปหล่อเลี้ยงในส่วนดังกล่าวไม่เพียงพอ อันเนื่องมาจากไขมันในเส้นเลือดสูงเกินไป หรือเกิดจาก อาการเครียด พักผ่อนน้อยก็เป็นได้เช่นกัน เมื่อเป็นแล้ว อยากจะนอนท่าเดียว ทำให้ขี้ เกียจ ไม่อยากทำงานทำการอะไร ต้องกินยาที่แพทย์จ่ายให้สม่ำเสมอจึงจะหาย ในส่วนของสมุนไพร มีสูตรแก้อาการปวดท้ายทอยหลายสูตร เช่น สูตรการ ใช้ กระเทียม เป็นหลัก รวมอยู่ในหนังสือ “สมุนไพรไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 4 ของ “นายเกษตร” ได้ผลดี

ส่วนสูตร “เห็ดหูหนูดำ” มีวิธีปรุงเพื่อรับประทาน บำบัดแบบง่ายๆ คือ เอา “เห็ดหูหนูดำ” กะจำนวนตามต้องการ พุทราจีน ชนิดแห้ง และ หมูเนื้อแดงไม่ติดมัน 3 อย่างเท่ากัน ตุ๋นกับน้ำให้ได้ ประมาณ 1 ถ้วย ไม่ปรุงรสอะไร กินเฉพาะน้ำตอนเช้ามืดวันละครั้งทุกวัน จะช่วยให้ อาการปวดท้ายทอย หรือท้ายทอยเย็นค่อยๆทุเลาลงและดีขึ้น สามารถทำรับประทานได้เรื่อยๆ ไม่อันตราย อะไร

เห็ดหูหนูดำ หรือ AURICULARIA AURICULARIS อยู่ในวงศ์ AURICULARIACEAE มีสรรพคุณ เฉพาะ ทั้งดอกรสหวานเย็น กินแก้ร้อนในกระหายน้ำ ต้มกับน้ำตาลกรวดจิบแก้ไอ บำรุงร่างกายให้ ชุ่มชื่นหายเพลีย และ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่ สึกหรอ มีชื่อเรียกอีกคือ “เห็ดหูชัวะ”

ref : //www.thairath.co.th/news.php?section=agriculture03&content=106613




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2551    
Last Update : 6 ตุลาคม 2551 21:53:41 น.
Counter : 3332 Pageviews.  

มัลลิกา อาหารใต้ ชุมพรใจกลางกรุง

แซบเพื่อ (รส) ชาติ มัลลิกา อาหารใต้ ชุมพรใจกลางกรุง [5 ต.ค. 51 - 15:51]

เอกลักษณ์ของอาหารใต้คือ “ความจัดจ้าน” เอกลักษณ์ของคนใต้คือ “ความจริงจัง” ทั้งสองอย่างมีครบพร้อมอยู่ใน “มัลลิกา” ร้านอาหารใต้ที่ส่งตรงมาจากชุมพร มีเจ้าของเป็นหญิงไทยใจกล้าหาญ พูดจริง ทำจริง ไม่ทิ้งลูกค้า “คุณพี่แมว” ผู้หญิงแถวหน้า (เตา) ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และพลังในการทำอาหาร ด้วยหนึ่งสมองและสองมือ ยึดถือความแซบเป็นสรณะ ค่อยๆก่อร่างสร้างฐานความนิยมสะสมแฟนคลับจนขยับจากร้านเล็กๆ ขึ้นมาเป็นร้านขนาดกลางอยู่ในถนนรางน้ำ มีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนมาโซ้ยไม่ขาดสาย แต่ถึงเหนื่อยแค่ไหนพี่แมวก็ไม่เคยท้อ ขออย่างเดียว... “อย่าเรียกพี่...ว่าป้า”!!!

“พี่ยังไม่แก่นะคะ เพราะฉะนั้นเรียกป้าไม่ได้ ต้องเรียกพี่!!” คุณพี่แมว ย้ำหนักย้ำหนาว่าห้ามเจ๊แซบเรียกป้าเด็ดขาด มีโอกาสเคืองสูง (หุหุ)

จากพื้นเพชาวชุมพรแต่กำเนิด เปิดร้านอาหารเล็กๆอยู่ในอำเภอเมืองมากว่าสามสิบปี ก่อนจะหอบผ้าหอบผ่อนตามลูกชายที่ย้ายเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ หลังจากเตร็ดเตร่ไปมาสักพัก จึงตัดสินใจลงหลักปักป้ายขยายสาขามาอยู่ในถนนรางน้ำ ทำอาหารใต้แท้ๆให้คนกรุงได้หม่ำอย่างหนำใจ “ตอนแรกเป็นแค่ร้านเล็กๆค่ะ มีประมาณ 10 โต๊ะเอง ตอนนั้นอยู่ตรงข้ามคิงส์พาวเวอร์ แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่เยื้องๆ ห่างจากร้านเก่าแค่ 50-60 เมตร” ลูกค้าที่หายหน้าไปนาน ถ้าไปร้านเก่าแล้วไม่เจอ ไม่ต้องตกใจ คุณพี่แมวยังไม่ไปไหนเดินมาไม่ไกลก็เจอ



ขาโซ้ยที่เคยแวะเวียนมาร้านคุณพี่แมวรู้ดีว่า ร้านนี้นอกจากความอร่อย สะอาด แล้ว เจ้าของร้านยังอัธยาศัยใจคอดีเลิศ คอยดูแลลูกค้า บอกวิธีการหม่ำ แนะนำอาหาร รวมทั้งผักเคียงที่เรียงสลอนอยู่เต็มจาน แนะนำจนคนที่ไม่ชอบทานผักซัดซะเกือบหมด (ฮา)

เมนูแรกที่ประทับจิตติดใจเจ๊อย่างแรง จนต้องกลับไปซ้ำในวันรุ่งขึ้นคือ “แกงส้ม” ของคนใต้ หรือ “แกงเหลือง” ของคนกรุง รสชาติจัดจ้าน แต่ทานง่าย ซดสบายๆ ไม่ทำร้ายกระเพาะ คุณพี่แมวตำพริกแกงเอง กระหน่ำใส่ทั้งพริกแห้ง พริกขี้หนูสด หัวหอม กระเทียม ขมิ้น โขลกจนได้ที่นำไปตั้งไฟละลายน้ำ ปรุงรสด้วยมะขาม เปียก ส้มแขก เกลือ ตัดด้วยน้ำตาลมะพร้าวเล็กน้อยให้พอกลมกล่อม ก่อนจะใส่สารพัดผักปิดฝาต้มแค่พอเดือด แล้วยกลงส่งไปเสิร์ฟทีละชามตามสั่ง ไม่ทำค้างให้ผักเหี่ยวเสียอารมณ์ เสน่ห์ของแกงเหลืองพี่แมวอยู่ที่ “ทางคูน” ผักพื้นบ้านหาทานยาก มีลักษณะคล้ายก้านบอน ไม่มีรสชาติ แต่จะดูดซับน้ำแกงเข้าไปไว้ในเนื้อ เวลาเคี้ยวจะชุ่มฉ่ำ กรุบกรอบ เจ๊ชอบมากมาย ซื้อกลับบ้านเก็บไว้ในตู้เย็น สองวันผ่านไปเอามาอุ่นยังกรอบเหมือนเดิมแจ่มสุดๆ !!

อีกหนึ่งเมนูชูใจไปแล้วต้องสั่งคือ “คั่วกลิ้ง” รสจัด ผัดแห้ง ไม่มีมัน หอมพริกแกง ร้อนแรงทุกคำ พี่แมวมี 3 เมนูกลิ้งให้เลือกทั้งหมู ไก่ เนื้อ แต่ที่โดนใจเจ๊อย่างแรงต้อง “คั่วกลิ้งหมูชิ้น” เป็นหมูหั่นบางๆ ขนาดกำลังดี ผัดกับเครื่องแกงรสจัดอัดแน่นไปด้วยตะไคร้ ข่า หอม กระเทียม พริกแห้ง พริกสด พริกไทย ขมิ้นและผิวมะกรูด ก่อนจะแต่งรสอีกเล็กน้อย ผัดแห้งๆเก็บได้นาน ซื้อกลับไปคลุกข้าวกินที่บ้านแสนสำราญใจ



แซบกันต่อกับ “น้ำพริกกุ้งเสียบ” ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับผักสารพัดชนิด รสชาติกำลังดี กะปิหอมหวนชวนโซ้ย สาวก 'สะตอ' เจ๊แซบขอแนะนำ “สะตอผัดกะปิ” ต้องยอมรับว่ากะปิของเค้าดีจริงๆ ส่งตรงมาจากชุมพรสั่งมาทีละ 20-30 กิโล ใช้ไม่กี่วันก็หมด คุณพี่แมวใช้สะตอข้าวเม็ดกำลังน่าเคี้ยว ผัดกับกะปิจนหอมกรุ่น วางปุ๊บจ้วงปั๊บตักเข้าปาก เคี้ยวมันจนลืมกลิ่นที่จะบังเกิด (ฮา)

พลพรรคนักโซ้ยปลามาแล้วต้องสั่ง “ปลาอินทรีแดดเดียว” ปลาสดๆ รสว้าน...หวาน เนื้อแน่น แฟนๆติดใจ มาทีไรต้องสั่งทุกที ถ้าปลาหมดมีงอน ปลาทุกตัวส่งตรงมาจากทางใต้ มาได้ไม่กี่วันก็หมด ขาโซ้ยหน้าใหม่ที่อยากลองต้องมาเร็วสักหน่อยจะได้ไม่ต้องน้อยใจที่ไม่ได้หม่ำ

นอกจากเมนูหนักแน่นที่มัดใจแฟนมาเนิ่นนาน พี่แมวยังมีเมนูกุ๊กกิ๊กเอาใจทุกเพศทุกวัย ใช้ชื่อเก๋ไก๋ว่า “ส้มตำนางฟ้า” เป็นส้มตำผลไม้ ใส่ในตะกร้าแป้งทอทิย่าทอดกรอบ กินได้ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ หนุ่มสาวรักสุขภาพเจ๊แนะนำ “ใบเหลียงผัดไข่” รสชาติกลมกล่อม ใบเหลียงเป็นผักพื้นบ้าน มีเฉพาะในจังหวัดชุมพร ระนอง ภูเก็ต พังงา สั่งมากินแก้เผ็ดอร่อยเด็ดโดนใจ

ร้านมัลลิกาตั้งอยู่ในถนนรางน้ำ ถ้าเข้ามาจากถนนพญาไท ร้านอยู่ทางซ้าย มาจากราชปรารภ ร้านอยู่ทางขวา หน้าร้านมีต้นไม้ ใหญ่ตั้งอยู่ริมฟุตปาท เจ๊แนะนำให้มารถไฟฟ้าลงสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ เดินไม่ทันเหนื่อยก็ถึง ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 10 โมงเช้า-4 ทุ่มครึ่ง ครัวปิด 3 ทุ่มครึ่ง ต้องการสั่งอาหารจำนวนมาก หรือจองโต๊ะ โทร. ถามทางได้ที่เบอร์ 0-2248-0287 และ 08-1719-2499

ทุกวันนี้คุณพี่แมวทำหน้าที่ดูแลร้านอย่างใกล้ชิด แต่ชีวิตอีกด้านอุทิศให้กับการติดตามข่าวการเมือง สังคม เป็นประชาชนคนไทยที่ไม่ละทิ้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นในแนวทางประชาธิปไตย เจ๊แซบแอบถามถ้าเปรียบการเมืองไทยในตอนนี้พี่แมวเห็นว่าเหมือนกับอาหารอะไร “...(คิด)... มันยากนะ เพราะอาหารใต้ จะรสจัด ทุกอย่างต้องชัดเจน มามั่วๆครึ่งๆกลางๆ เปลี่ยนไป เปลี่ยนมาไม่ได้ อย่างคั่วกลิ้งก็มีรสของเค้าตลอดมาไม่เคยเปลี่ยน แต่การเมืองมันเปลี่ยนไปเรื่อย นักการเมืองก็เปลี่ยนไปเรื่อย มันมั่วไปหมด พี่ว่าอย่าเอาการเมืองไปเปรียบกับอาหารเลย...เสียของ! ยิ่งอาหารใต้ยิ่งเปรียบไม่ได้ เสียชื่อหมด!” โอ้วว...แร้งงงงง !!


โดย : เจ๊แซบ หัวเขียว

ref: //www.thairath.co.th/news.php?section=specialsunday04&content=106509




 

Create Date : 05 ตุลาคม 2551    
Last Update : 6 ตุลาคม 2551 0:14:33 น.
Counter : 928 Pageviews.  


Jury
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Jury's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.